ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,655 Views

  • 323 Comments

  • 512 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,795

    Overall
    48,655

ตอนที่ 30 : แค่ห่วงงานเท่านั้นเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2073
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    5 ก.พ. 62

            ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมานั้นเขาจะไม่ผิดสังเกตในเรื่องของเผิงเสี่ยวโยว คนอย่างมู่เฉิงชางหากไม่นึกเอะใจอะไรเลยคงไม่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ เขานึกสงสัยนางมาโดยตลอดแต่ก็จับไม่ได้คาหนังคาเขาสักที ดังนั้นเพื่อจะทดสอบนางเขาจึงวางตำแหน่งให้นางคอยดูแลเรื่องงานเลี้ยงร่วมกับกวนเฉินฝู      
 

           คนที่คิดไม่ซื่อยังไงก็ย่อมต้องหาทางลงมืออยู่แล้ว   

            เหตุที่เขายังไม่ให้นางไปไกลเพราะตนเองก็ต้องการทราบแท้จริงแล้วนางกำลังเป็นสายสืบให้กับฝั่งไหนกันแน่  การรักษาชีวิตศัตรูเพื่อลวงให้พบตัวการใหญ่เช่นนี้เขาย่อมอดทนได้ หากนางคิดจะทำสิ่งใดก็ให้ทำไปเถิด อยากเข้านอกออกในก็ตามสบายใจนาง แต่อย่าทำให้เขาจับได้ก็แล้วกัน      

            ช่วงหลายวันที่ผ่านมานั้นห้องอักษรโดนลักลอบเข้าไปอยู่สองหน เมื่อก่อนเขาอาจจะโทษว่าเป็นลู่เหม่ยจิงแต่ตอนนี้นางก็ไม่ได้อยู่ในวังอ๋อง สตรีที่ไม่เป็นวรยุทธ์เช่นนางจะให้ลักลอบส่งข่าวก็คงยาก และเท่าที่ให้องครักษ์ลับจับตามองก็ไม่เห็นว่านอกเหนือจากการที่นางหนีออกไปข้างนอกแล้วจะเข้ามาวุ่นวายในตำหนักใหญ่เลย      

            “เฮ้อ...”  ชายหนุ่มระบายลมหายใจ เสด็จพ่อก็บีบให้เขาส่งรายงานทางการทหารและทางการค้าเพิ่มขึ้น อาคันตุกะก็จะมาเยือน ปัญหาภายในวังก็ยังสะสางไม่เสร็จ เกิดมาเป็นผู้นำมันช่างน่าเหนื่อยหัวใจเสียจริง       

            จะว่าไปแล้วคนที่ลอยตัวหนีปัญหานี้คือลู่เหม่ยจิงต่างหาก นางบอกว่าจะไปฝึกธิดาขุนนางเพื่อแสดงระบำ จนป่านนี้ยังไม่เห็นนางจะมีความคืบหน้าใดเลย เขาคิดว่าเพื่อเป็นการไม่หักหน้าตนเองสมควรที่เขาจะเดินทางไปตรวจสอบความพร้อมด้วยตนเองจะดีกว่า  

            “ท่านพ่อบ้าน ให้คนเตรียมเกี้ยว ข้าจะออกไปข้างนอก” มู่เฉิงชางวางหนังสือในมือที่ถือค้างมานานเกือบชั่วยามลงแล้วเรียกหาพ่อบ้านมู่            

            “จะเสด็จที่ไหนหรือพะยะค่ะ”       

            “บ้านบัณฑิตกวนจื่อหรง” พ่อบ้านวัยกลางคนอ้าปากค้างก่อนจะลอบยิ้มในใจ ที่แท้ก็จะไปหาพระชายานี่เอง ได้เลยเขาจะจัดให้ทันที    

            “น้อมรับพระบัญชา”








 

            และการเดินทางหนนี้เขาก็ให้กวนเฉินฝูเดินทางไปด้วย ซึ่งคนอื่นๆล้วนแต่ยินดียิ่งเมื่อเห็นว่าท่านอ๋องกับพระชายาที่แม้จะปิดหน้าปิดตามิดชิดแต่ก็ยังติดตามรับใช้ท่านอ๋องสักที ซึ่งเรื่องนี้ตำหนักอิงเซียงก็ไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใดเพราะพวกนางต่างก็ทราบดีว่าผู้ที่ติดตามไปฟังข้อราชการและเดินทางไปมากับท่านอ๋องนั้นไม่ใช่เจ้านายของตนเอง แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีผู้ใดหลุดปากแพร่งพรายออกไป ยังคงทำหน้าที่ของตนเองเช่นเดิม           
           

            ค่ำคืนนั้นลานฝึกซ้อมแลดูคึกคักขึ้นมาทันตาเมื่อพบว่าท่านอ๋องเสด็จมาถึงที่นี่ บรรดาสาวงามต่างก็เตรียมตัวเป็นอย่างดีเพราะไม่เคยพานพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยปกติแล้วเซิ่งหนานอ๋องไม่ชมชอบความงดงามหรือการร่ายรำ ไม่เคยออกมานั่งจิบชาชมสตรีเช่นนี้มาก่อนหนนี้ก็เป็นโอกาสของพวกนางแล้วที่ต้องแสดงความสามารถออกมาให้เต็มที่  

            “พระชายาไปไหน” เขาเอ่ยถามโหลวอี้เจี๋ยที่คาดว่าน่าจะเดินทางล่วงหน้ามาก่อนตนเองเพียงไม่นาน ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักเพยิดบอกว่าแม่นางกวนที่อยู่ข้างกายของเขานั่นไง  

            “พี่โหลว ท่านย่อมทราบความหมายของข้า”

            “พระชายากำลังช่วยสาวงามแต่งตัวพะยะค่ะ”       

            “ฮึ... ไปช่วยเขาแต่งตัว ส่วนตัวเองกลับยังเหมือนเดิม”         

            “อย่ากล่าวเช่นนี้อีกนะพะยะค่ะ หากวันหนึ่งวันใดเกิดพระชายางดงามกลายเป็นนางหงส์งามสง่า ท่านอ๋องนั่นแหละจะเสียใจที่ทำเช่นนี้กับนาง” เขาคิดว่าเขาดูคนไม่ผิด พระชายาเมื่อคราวที่มาถึงใหม่ๆยังเนื้อตัวดำกร้าน ผิวพรรณด่างดำก็จริงอยู่ แต่เขามาสังเกตว่าพอนางอยู่แต่ในร่มได้รับการบำรุงจากสารพัดสมุนไพร หนสุดท้ายที่เขาเห็นนางก็นึกได้ว่าพระชายาดูดีและผุดผาดขึ้นมากทีเดียว อีกทั้งความสามารถของนางก็จัดได้ว่าน่าสนใจ สาวชาวบ้านที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ หากไม่ใช่ว่านางมีต้นทุนที่ดีมาก่อนเขาก็เชื่อว่าสวรรค์คงประทานมาให้แก่นางแล้ว จะคงเหลือก็แต่สายพระเนตรท่านอ๋องนี่แหละที่ทอดไปไม่ถึงนางสักที           

            ชอบว่าผู้อื่นดีนักโหลวอี้เจี๋ยคนนี้ ขอสาปแช่งให้ท่านอ๋องต้องกลืนน้ำลายตนเองในสักวัน           

            “ท่านก็ชอบเข้าข้างนางตลอดนั่นแหละ”    

            “กระหม่อมกล่าวตามที่เห็น เมื่อใดที่ม่านหมอกบังตาสลายไป ท่านอ๋องก็จะเห็นเช่นที่หม่อมฉันและคนอื่นเห็นพะย่ะค่ะ” ทั้งสองถกเถียงกันไปมาก่อนจะหยุดลงที่นักดนตรีที่หอบพิณมาบรรเลง          

            “เมืองเรามีนักดนตรีด้วยหรือ”       

            “เขาก็มีมาตลอดนั่นแหละ หากสนพระทัยหม่อมฉันจะให้เข้าไปบรรเลงในวัง” 

            “ไม่เอา ข้าปวดหัว อยากคิดงานเงียบๆมากกว่า ไม่ต้องพาพวกนี้เข้ามาหรอก” โหลวอี้เจี๋ยได้แต่ถอนหายใจ จะโทษก็คงเป็นเขาเองที่มัวแต่ให้องค์ชายน้อยรีบเร่งฝึกวิชา ฝึกสอนท่านอ๋องให้เข้มแข็งเกินไป ท่านกงชื่อก็เน้นแต่ทางบุ๋นหนักแน่น ผลออกมาคือท่านอ๋องมู่เฉิงชางผู้แข็งกระด้างคนนี้อย่างไรกัน    

            สำนักบัณฑิตและบรรดาขุนนางได้ทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาเยือนก็มาเข้าเฝ้าพร้อมขอชมการฝึกซ้อมระบำเซิ่งหนานกันอย่างหนาตา บางส่วนก็มาขอลุ้นว่าธิดาของตนเองจะไปต้องสายพระเนตรบ้างหรือไม่ หากไม่ได้ตำแหน่งชายารองเป็นฮูหยินท่านองครักษ์โหลวก็นับว่าสูงส่งแล้ว    

            สองบุรุษแห่งเซิ่งหนานที่พวกเขาได้แต่มองและไม่กล้าอาจเอื้อมเข้าไปตอแย แต่คงไม่มีผู้ใดวาสนาดีเท่าพระชายาลู่อีกแล้วนางได้เป็นชายาพระราชทานที่มีข่าวลือมาว่าไม่เป็นที่โปรดปราน แต่ใครจะไปทราบเพราะนางมาขลุกแต่ที่นี่ไม่กลับวัง ท่านอ๋องถึงขั้นมาตาม           

            คนร่ำลือสมควรต้องมาดูด้วยสายตาตนเองได้แล้ว  

            เสียงพิณเริ่มบรรเลง สาวงามทั้งห้าที่สวมชุดหลากสีสันก็ค่อยๆเดินเข้ามาตรงลาน ทั้งหมดสวมชุดไม่ซ้ำกันมีทั้งสีเขียว สีทอง สีแดง สีขาว และอีกหนึ่งนางสวมเสื้อผ้าหลากสีสันสดใส ร่ายรำตามจังหวะ ลีลาท่าทางคล้ายนกเหินบนเวหาหยอกเย้าทุ่งหญ้าและแมกไม้ ทุกคนที่เข้ามาชมล้วนแต่ตื่นตาตื่นใจยิ่ง    

            เซิ่งหนานไม่เคยมีพิธีการรื่นเริงเป็นทางการเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีผู้ใดรู้ว่าระบำเซิ่งหนานจะออกมาเป็นยังไง ตอนที่ได้ฟังในท้องพระโรงก็ได้แต่นึกค้านในใจว่าพระชายาจะทำได้หรือ

            แต่หนนี้ พวกเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าสตรีที่มาอยู่เพียงไม่กี่เดือนกลับมองเมืองที่พวกเขาอาศัยมาหลายปีได้อย่างทะลุปรุโปร่ง    

            อา...พระชายาลู่ช่างปราดเปรื่องจริงๆ        

            เสียงปรบมือดังก้อง รวมไปถึงมู่เฉิงชางเองก็ได้แต่มองการเคลื่อนไหวของสตรีเหล่านั้นด้วยความคาดไม่ถึงเช่นกัน พวกนางใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการจัดเตรียมงานแล้วทำได้ถึงเพียงนี้ นับว่าไม่ขายหน้าของเขาแล้ว   

            “ท่านอ๋องเห็นว่าเป็นเช่นไรบ้างพะย่ะค่ะ” ท่านกวนจื่อหรงเอ่ยถามขอคำชี้แนะซึ่งเขาเองก็ได้แต่ตอบออกไปตามตรง           

            “งดงามมาก ทุกคนล้วนตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี หากงานเลี้ยงผ่านพ้นไปแล้วข้าจะให้รางวัลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน”           

            “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”    

            “แล้วพระชายาไปไหน”    

            “เอ่อ... นางอยู่กับท่านลู่แล้วก็จูเอ๋อร์ขอรับ” 

            “ข้ามาถึงที่นี่นางไม่คิดจะออกมาต้อนรับเลยหรือยังไงกัน” อะไรของนาง อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงอ๋อง เป็นเจ้าเมืองนี้เชียวนะ       

            “ท่านอ๋องเพคะ ทรงรับสั่งเองว่าหากไม่มีพระบัญชาไม่ให้นางเข้าพบ เพราะเกรงว่าคนจะสงสัยเรื่องสลับตัวนะเพคะ” กวนเฉินฝูที่นั่งข้างบิดามานานสบโอกาสได้กล่าวแล้ว          

            “ที่นี่ไม่ได้มีความลับอะไรไม่ใช่หรือ”           

            “แต่ก็ไม่ได้เรียกพบนางนี่เพคะ เหม่ยจิงเหนื่อยมากแล้ว หากท่านอ๋องจะแค่พบนางแล้วพูดจาไม่เข้าทีก็อย่าพบเลยเพคะ อยากมาดูการตระเตรียมระบำก็ได้ทอดพระเนตรแล้ว ท่านอ๋องประสงค์สิ่งใดอีกหรือเพคะ”       

            “หรือจริงๆแล้วอยากพบนาง หม่อมฉันจะเรียกให้เองพะย่ะค่ะ” โหลวอี้เจี๋ยที่ยืนอีกด้านกล่าวขึ้นมาบ้าง ผู้คนที่ยืนข้างกายเขาในวันนี้ล้วนแต่ชวนน่าเวียนหัวยิ่ง เขาไม่ได้อยากเจอนางสักหน่อยเขาแค่..        

            ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไรต่างหาก  

            “เช่นนั้นก็เตรียมตัวกลับวังได้แล้ว ท่านโหลวให้คนไปตามจูเอ๋อร์ได้แล้วข้าจะกลับวัง” กล่าวจบเขาก็เดินนำทุกคนมุ่งหน้าออกไปยังประตูบ้านทันทีเหลือแต่โหลวอี้เจี๋ยกับกวนเฉินฝูที่ได้แต่มองหน้ากันพลางถอนหายใจออกมา    

            อยากมาเจอเขาแต่ไม่เรียกเขามาหา ชาตินี้คงได้พบกันหรอก 

            “ท่านโหลว เจ้านายท่านนี่ร้ายกาจเสียจริง”             

            “อาการเช่นนี้ไม่ได้เรียกว่าร้ายกาจหรอก เรียกว่ายังไม่เข้าใจตนเองมากกว่า”     

            “หมายความว่ายังไงกัน”  

            “เอาไว้วันหน้ามีเวลามากหน่อยข้าจะเล่าให้ฟัง”      

            “จริงนะเจ้าคะ สำหรับท่านข้าว่างเสมอ ท่านเรียกข้าไปฟังได้เลย”      

            “อีกไม่นานหรอก รอให้ข้ามั่นใจสักหน่อย รับรองว่าจะเล่าพร้อมขอความช่วยเหลือจากท่านแน่นอน” ราชองครักษ์หนุ่มลอบยิ้มเพราะในใจมีแผนการเอาไว้แล้ว ส่วนเฉินฝูก็ยิ้มเพราะงานนี้นางย่อมต้องได้เข้าใกล้ท่านโหลวมากขึ้นแน่นอน   


      “พวกเจ้าชักช้าเสียจริง” คนที่นั่งรอบนเกี้ยวตะโกนลงมาเพราะสองคนที่ติดตามมานั้นเอาแต่สนทนากันมาตลอดทาง จนกระทั่งจูเอ๋อร์ที่เฝ้าเจ้านายอยู่ที่ไหนสักแห่งยังวิ่งมาถึงก่อนเลย เขามองบุรุษและสตรีที่มากเล่ห์ทั้งสองด้วยสายตาเหน็ดเหนื่อยใจ                      

            เขาว่าร้ายกว่าใครก็โหลวอี้เจี๋ยกับกวนเฉินฝูนี่กระมัง             





++++++++++++++++++++++

ค่ะ 

ปล่อยท่านอ๋องไว้ตรงนั้นแหละ

พี่โหลวแกก็เข้าใจสาป สาธุ 

ขอให้จริง 55555555555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #205 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (@neera2007) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 05:51
    หึหึ จัดมาชุดใหญ่ๆ ท่านโหลว
    #205
    0
  2. #98 swan28 (@swan28) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 20:15

    มาแล้วอารมณ์นี้
    #98
    0
  3. #36 ราชินีขuมหวาu (@bluefin221) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:42

    รอจ้าาๆ... ฮึบๆ

    #36
    0