ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,279 Views

  • 323 Comments

  • 513 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,419

    Overall
    48,279

ตอนที่ 26 : ชายาที่ไร้ตัวตน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    31 ม.ค. 62

            อากาศของเซิ่งหนานกำลังจะเข้าฤดูหนาวแล้ว บ่าวไพร่ที่ท่านกงกงจัดหามาก็เริ่มบ่นเกรงว่าเสื้อผ้าพวกนางจะต้านทานไม่ไหว ลู่เหม่ยจิงทราบเรื่องนี้จึงได้ไปขอเบิกเงินจากท่านพ่อบ้านเพื่อให้จูเอ๋อร์กับหลี่จื้อเหยาไปหาผ้าในตลาดมาให้ตนเองตัด เมื่อก่อนอยู่บ้านนางต้องเย็บเสื้อผ้าเองตั้งแต่เด็กฝีมือพอใช้ได้ น่าจะทำให้พวกนางได้ จากนั้นนางก็เรียกคนรับใช้ในตำหนักไปวัดตัวทีละคนจนครบ     


      ก่อนจะลงมือตัดเย็บออกมาอย่างตั้งใจซึ่งนางทำงานได้ว่องไวมากเพียงไม่กี่วันก็สามารถทำเสื้อนวมตัวใหญ่แจกจ่ายคนในตำหนักจนเสร็จสิ้น      

            “ขอบพระทัยพระชายา”   

            “ไม่เป็นไรหรอก อยู่ด้วยกันเท่านี้ เราต้องรักกันให้มาก” ตอนแรกพวกนางกำนัลบ่นมาตลอดว่าพระชายาไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋องเกรงว่าตนเองจะไม่สุขสบายแต่มาตอนนี้พวกเขากลับคิดว่าไม่เป็นที่โปรดปรานก็ดีไม่ต้องเตรียมอะไรให้วุ่นวาย แถมเจ้านายก็ใจดีมีกินมีใช้ไม่เคยขาดเช่นนี้พวกนางคงไม่คิดจะไปที่ไหนแล้ว  

            “พี่หลี่ ข้ามีเสื้อให้ท่านด้วย”         

            “เกรงใจเจ้าจัง”  

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้าทำให้ทุกคนของจูเอ๋อร์ก็มี” นางหอบเอาเสื้ออีกสองตัวไปให้สาวใช้และท่านพ่อบ้านของตนเองก่อนจะไล่พวกเขาไปพักผ่อนก่อนที่นางจะย้อนกลับเข้าไปในห้องแล้วเริ่มลงมือเย็บเสื้อตัวใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งตัว ตอนที่นางวัดไหล่ของหลี่จื้อเหยาก็แอบคิดว่าเขากับมู่เฉิงชางน่าจะมีขนาดตัวที่ไล่เลี่ยกันแต่ก็ทำกว้างกว่าเดิมเล็กน้อยเท่าที่สังเกตจากสายตาไหล่ของเขาน่าจะกว้างอยู่พอสมควร   


            นับจากที่นางทำอาหารไปให้เขาทานนั้นก็ไม่เคยมีสักครั้งที่มู่เฉิงชางจะสนใจเขามอบพวกมันให้ท่านโหลวไปจนหมด ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมานางจึงเลิกเข้าครัวแล้วหันมาสนใจความเป็นอยู่ของคนในตำหนักอิงเซียงแทน ลู่เหม่ยจิงนั่งเย็บเสื้อคลุมสีดำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเสร็จสิ้น ใบหน้าของนางคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ ในที่สุดนางก็ทำสำเร็จแล้วนางจะมอบให้มู่เฉิงชางสักตัวเพื่อเป็นที่ระลึกพร้อมกับออกแบบลายปักมังกรสีเงินงดงามที่ด้านหลังเสื้อคลุมอีกด้วย  

            สง่างามดุจมังกรเหิน      

            แต่ก็เยือกเย็นสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง นั่นกระมังคือคำนิยามของสามีนาง

 






            วันนี้มู่เฉิงชางออกไปตรวจตราเมืองโดยรอบครั้นเห็นว่าปกติดีแล้วก็กลับเข้ามาในวังเช่นเดิมหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเขาก็หันไปถามพ่อบ้านมู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าด้วยความแปลกใจ     

            “พระชายาของเจ้าเลิกส่งอาหารมาแล้วเหรอ” ระหว่างที่เขาอาบน้ำก็ครุ่นคิดได้ว่าช่วงนี้มานั้นไม่เห็นลู่เหม่ยจิงที่แต่งตัวด้วยชุดสีสันประหลาดมาพร้อมโถอาหารหลายวันแล้ว         

            “ไม่เห็นเสด็จออกมาข้างนอกหลายวันแล้วพะยะค่ะ”

            “นางไม่สบายหรือเปล่า ท่านพ่อบ้านหลี่ไม่ได้รายงานท่านหรือ”          

            “พระชายาสบายดีพะยะค่ะ แต่หม่อมฉันคิดว่านางคงไม่ทำอาหารมาอีกแล้ว” พ่อบ้านมู่เริ่มอึกอักไม่กล้าตอบในบางสิ่งบางอย่างนัก ทำให้เขาเริ่มจะอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาจนได้           

            “อะไรกัน ขี้ริ้วขี้เหร่แล้วยังขี้ใจน้อยอีก” เขาบ่นแค่นี้นางยังรับไม่ได้ หากรับไม่ได้ก็ให้นางกลับไปเมืองหลวงเลย       

            “เป็นหม่อมฉันก็คงไม่ทำมาให้แล้วเช่นกัน” โหลวอี้เจี๋ยที่เปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดีกล่าวขึ้นมา   

            “อะไรของพวกท่านอีก วันก่อนพวกบัณฑิตเพิ่งขอให้ข้าพานางออกว่าราชการด้วยทุกเช้า เพราะบอกว่าบทบาทของนางน้อยเกินไปเกรงว่าชาวเมืองจะไม่ยำเกรง ข้าก็ตอบรับไปแล้ว แล้ววันนี้ท่านจะตามมาว่าต่อว่าอะไรข้าอีก” ทุกคนล้วนแต่เข้าข้างลู่เหม่ยจิงไปหมดแล้ว        

            “เรื่องของบ้านเมืองเราจะไม่สนทนาในมื้ออาหาร”    

            “แต่สายตาของท่านเหมือนมีเรื่องจะด่าข้า”

            “ทรงปราดเปรื่องยิ่งนัก”   

            “มีอะไรก็ว่ามาสิ”

            “หม่อมฉันมิบังอาจต่อว่าท่านหรอก แต่ก็ขอเตือนสติสักเล็กน้อย อัญมณีถูกห่อหุ้มด้วยโคลนตม เจียระไนแล้วจึงได้เห็นความงดงาม”    

            “จะบ่นข้าเรื่องลู่เหม่ยจิงตามเคยสินะ”       

            “ใช่แล้ว ข้าได้รับทราบมาว่าตลอดเวลาพระชายาฝึกฝนฝีมือในด้านต่างๆหนักมาก เหล่าบัณฑิตบอกว่านางทำได้ดีแล้ว จะมีก็แต่รูปกายนางที่อาจจะเป็นข้อด้อยอยู่บ้าง หม่อมฉันว่าหากเรามองข้ามข้อนี้ไป...”

            “รีบเข้าเรื่องเถิด” 

            “ท่านเลิกหวาดระแวงนางได้แล้ว นางมาอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้วก็ไม่เคยสร้างปัญหา ท่านน่าจะทราบ” คนที่เป็นตัวปัญหาที่แท้จริงเขาก็ยังไม่ยอมจัดการอะไรเลยด้วยซ้ำไป    

            “แต่ข้าไม่ชอบนาง”         

            “ไม่ชอบแต่ก็ต้องวางตนให้เป็น ท่านไม่ยอมเสวยอาหารที่นางทำมาทำให้นางกำนัลบางส่วนหัวเราะเยาะนาง ไม่เคารพนาง”    

            “นางไม่มีความสามารถปกครองคนเองนี่นา”          

            “หม่อมฉันคิดว่าจิตใจคนเรามีขีดจำกัด อย่าบีบคั้นใครมากจนเกินไป ท่านอ๋องทรงระแวงพระบิดาแต่ยังมีพวกหม่อมฉันคอยช่วยเหลือ แต่พระชายานางมีแค่ตนเองกับบิดาของนาง ให้โอกาสนางบ้างเถิดพะยะค่ะ”     

            “ท่านจะให้ข้ายังไงล่ะ”    

            “วันพรุ่งนี้ให้นางเข้าร่วมประชุมด้วย”         

            “มันไม่ใช่เรื่องของสตรีนะท่าน”     

            “ไม่ได้เป็นสตรีอื่นพะยะค่ะ พระชายาคือสตรีที่จะมาปกครองเมืองร่วมกับท่าน ท่านจะทำหรือจะให้หม่อมฉันลาออกตอนนี้แล้วพาพระชายาหนีไปอยู่ที่อื่นเลย” นี่คือไม้ตายของโหลวอี้เจี๋ยที่ทราบแน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมให้เป็นไปเช่นนั้น   

            “ก็ได้ ท่านอยากทำอะไรก็ทำได้เลย”           

            “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”




+++++++++++

 

เพราะเมื่อคืนตอนทานมื้อเย็นนั้นเขายกเรื่องของลู่เหม่ยจิงให้องครักษ์โหลวจัดการดังนั้นในยามเช้าเขาจึงได้พบว่าด้านหลังมีตั่งไม้สีทองมาวางอยู่ด้านข้างบัลลังก์ของเขาในห้องโถงสำหรับออกว่างานบ้านเมือง สีหน้าของขุนนางทั้งหลายก็ดูจะผ่อนคลายไปมากกว่าทุกวัน นี้เขาไม่ได้รู้สึกไปเองใช่หรือไม่ว่าพวกเขามีความสุขที่จะได้เห็นลู่เหม่ยจิงมาปรากฏตัว
 

           ใต้เท้ากวนเป็นบัณฑิตและขุนนางฝ่ายพิธีการได้พาลู่เหม่ยจิงที่วันนี้แต่งตัวเต็มยศมานั่งด้านข้างก็ดูยิ้มแย้มเช่นกัน ต้องเป็นพี่โหลวที่แอบไปคุยกับขุนนางพวกนี้มาแล้วอย่างแน่นอน

            เอาเถิดเขาจะพยายามทำใจที่มีนางอยู่ข้างกายก็แล้วกัน

 

            ลู่เหม่ยจิงขึ้นไปนั่งบนตั่งไม้ด้วยความตื่นเต้น พอได้ยินว่ามู่เฉิงชางเรียกหาตนเองลู่เหม่ยจิงก็รีบกระวีกระวาดเรียกหาจูเอ๋อร์มาช่วยแต่งตัว ทำผม นางไปฝึกปรือมาหลายอย่างเรื่องมารยาทธรรมเนียมในวัง รวมถึงวิธีเอาชนะใจสามี     

            คาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาจนได้  

            “จูเอ๋อร์ ข้างามหรือยัง”    

            “งามแล้วล่ะเพคะ”         

            “ท่านอ๋องจะชมข้าหรือเปล่านะ ชุดนี้เฉินฝูเพิ่งตัดให้ข้าเชียว” นางแอบคลี่กระโปรงที่สหายมอบให้ด้วยประกายตาแห่งความหวัง         

            “ชุดนี้ก็เข้ากับท่านมาก ถึงสีจะจัดไปสักนิด แต่ท่านอ๋องต้องชอบแน่เลยเพคะ” อยู่ในวังมานานเดือนนอกจากวันที่เขาเรียกนางไปคัดลายมือแล้วก็ไม่ได้เฉียดกรายไปใกล้เขาอีก มาวันนี้นางได้โอกาสแล้ว ต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่เลย


            สุดท้ายแล้วแม้หางตาเขาก็ไม่เหลือบแลนาง           

            ความจริงอันน่าเจ็บปวดนี้

            แต่ก็เอาเถิดอย่างน้อยก็แสดงได้ว่านางได้รับการยอมรับจากเหล่าขุนนางและกลุ่มบัณฑิตของเมืองบางส่วนแล้ว ผู้ที่เคยพานางไปเรียนรู้ต่างก็มองนางด้วยความเอ็นดูและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน แต่เป็นเพราะนางความรู้น้อยขอนั่งฟังพวกเขาถกเถียงกันแทนจะดีกว่า






            วันนี้เป็นวันแรกที่นางมาปรากฏตัวที่ท้องพระโรงแล้วก็มีเรื่องเหลือเชื่อตามมาอีกเช่นกัน เพราะมีราชสานจากเมืองหลวงที่อุตส่าห์ข้ามเขาหลายลูกเพื่อมาส่งข่าวว่านครจินหวงจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ ขอเชิญองค์ชายทั้งหลายที่ประจำยังชายแดนต่างๆกลับวัง รวมถึงจะมีแขกเหรื่อจากต่างเมืองมาด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเซิ่งหนานที่ติดกับอีกเมืองก็ต้องรับหน้าด้วยเช่นกัน เนื่องจากจะมีองค์ชายจากเมืองเฝิงเยว่เดินทางผ่านมายังเมืองของเขาเพื่อจะมุ่งหน้าไปท่องเที่ยวที่นครจินหวงในช่วงเทศกาลสำคัญของเมืองหลวง  โดยมีคำสั่งให้เขารับรององค์ชายใหญ่ของเฝิงเยว่ให้ดี พอผู้เชิญสารกล่าวจบพวกเขาก็ถกเถียงกันต่อไปอีก

            “คิดยังไงกันถึงมาเดินทางตอนนี้” 

            “จะตอนไหนพวกเขาก็ต้องมาอยู่แล้วพะยะค่ะ พวกเราเองก็ต้องเดินทาง” ตอนนี้เซิ่งหนานการค้าเจริญผู้คนต่างอยากมาท่องเที่ยวรวมไปถึงหาทำเลค้าขายด้วยเช่นกัน         

            “แค่เดินทางผ่านเฉยๆ ไม่เห็นต้องทำให้ยุ่งยากเลย เช่นนั้นพวกท่านก็ไปเตรียมพลับพลาชั่วคราวรอต้อนรับก่อน หากรัชทายาทเฝิงเยว่เดินทางมาถึงค่อยเชิญเสด็จไปประทับก็แล้วกัน” ตำแหน่งองค์ชายใหญ่ย่อมตามมาด้วยคำว่ารัชทายาท ความปลอดภัยก็ต้องเพิ่มขึ้นอีกนี่แหละคือสิ่งที่เขารำคาญใจ        

            ทุกฝ่ายหารือกันเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับออกไปข้างนอก เหลือแต่นางกับมู่เฉิงชางที่จะออกไปตอนหลังสุดเท่านั้น นางเห็นอีกฝ่ายมองตนเองด้วยสายตาพิจารณาอยู่พักใหญ่จึงได้เอ่ยถามออกไป           

            “ข้าแต่งกายประหลาดหรือเหตุใดท่านจึงมองเช่นนั้น”          

            “แต่งตัวอะไรออกมา ห้องเจ้าไม่มีกระจกหรือไร”      

            “มันไม่งามหรอกหรือ” นางเอ่ยถามออกไปอย่างที่สงสัย นางพยายามหาชุดที่งดงามมาสวมใส่เพื่อให้เขาเชยชมสักครั้งแต่การเข้าพบเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนกลับได้รับการทักทายอันน่าประทับใจเหลือเกิน  

            “อย่าพูดถึงคำว่างามเลย เจ้ายังไกลห่างจากคำนั้นมาก เจ้าคงได้ยินแล้วว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีขบวนเสด็จจากเมืองเฝิงเยว่มาพักที่เซิ่งหนาน พวกเขาเป็นอาคันตุกะของฝ่าบาทจำเป็นที่ต้องรับรองอย่างดี ในเรื่องนี้ข้าจะให้เจ้าจัดเตรียมการต้อนรับของฝ่ายใน” เรื่องเลี้ยงต้อนรับแขกเมืองนางก็พึ่งเรียนมา นางคิดว่าตนเองน่าจะทำได้อยู่บ้าง                   

            “ข้า”     

            “แต่เจ้าเป็นสตรีสามัญชนอาจจะไม่คุ้นเคยกับพิธีการระดับสูงนัก งานนี้ข้าเลยจะให้ธิดาท่านกวนจื่อหรงมาทำหน้าที่แทนเจ้าในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนเรื่องการยกสำหรับอาหารให้ธิดาขุนนางคนอื่นๆ เข้ามาดูแลก็แล้วกัน”         

            “แล้วข้าล่ะ”       

            “เจ้าจะทำสิ่งไหนก็ย่อมได้ แค่ไม่ทำให้งานของข้าเสียหายก็พอ หรือเจ้าอยากจะไปช่วยงานแม่นางกวนทำงานก็ย่อมได้” เขากล่าวเช่นนี้ย่อมหมายความว่าจะให้นางหลบไปแล้วให้สตรีที่เหมาะสมเข้ามาทำแทนเช่นนั้นหรือ เขายังไม่ถามนางเลยว่าทำได้หรือไม่ก็ด่วนตัดสินใจเสียแล้ว  

            “ท่านหมายความว่าจะให้เฉินฝูมาเป็นพระชายาอย่างนั้นหรือ”          

            “ก็แค่ชั่วคราวไม่กี่วันเอง ข้าไม่อยากให้เซิ่งหนานต้องอับอายเมืองอื่นเจ้าก็แสร้งออกไปป่าวประกาศแล้วมอบหมายหน้าที่ให้พวกนางเช่นนี้ก็แล้วกัน”          

            “ท่านจะให้ข้าพูดวันไหนดี”          

            “ตอนเย็นนี้เลย พวกเขาจะได้เริ่มแบ่งหน้าที่แล้วก็เตรียมงานได้ทัน”    

            “ได้ ข้าจะให้ท่านพ่อบ้านแจ้งไปหาพวกนางกำนัลเอง ท่านอ๋องโปรดวางใจ” แม้จะข่มขื่นไม่น้อยแต่นางก็จำใจต้องรีบปากเขาไปเพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ข้ามหน้าข้ามตานางนัก ยังให้โอกาสนางเป็นผู้เรียกสตรีคนอื่นเพื่อมารับผิดชอบงาน จะผิดก็แค่นางไม่ได้ออกไปต้อนรับแขกเมืองเคียงข้างเขาเท่านั้นเอง

            ตำแหน่งพระชายาของนางคงจะมีไว้เพียงเรียกขานแต่ไม่มีตัวตน      

            “เจ้าไปได้แล้ว”   

            “เพคะ” ลู่เหม่ยจิงเม้มริมฝีปากแน่นพยายามไม่แสดงอาการออกมาว่านางเสียใจไม่น้อยกับการกระทำของเขาในหนนี้ แต่นางก็ข่มใจอย่างที่บิดาเคยสอนไว้ว่าวันหนึ่งนางต้องแบกรับความกดดันให้ได้ ความรู้สึกมาทีหลังแต่งานบ้านเมืองสำคัญกว่า ในเมื่อเขาไม่ได้วางตำแหน่งนางเป็นคนสำคัญข้างกายนางก็จะไม่เป็น


++++++++++++++++

อัพให้อีกหนึ่งตอนจ้า

อยากเอามีดกรีดใจท่านอ๋อง ห่วงเรื่องบ้านเมืองแต่ไม่ห่วงจิตใจคนเอาเสียเลย

ขอให้วันหนึ่งกรรมตามสนอง อิอิ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #201 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (@neera2007) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 05:28
    ใจร้ายเกินไปแล้ว
    #201
    0
  2. #95 swan28 (@swan28) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 19:51
    เกลียดนัก...อย่าให้น้องชำ้ใจนานนะ
    #95
    0
  3. #32 mamzawastetime (@mamzawastetime) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:34
    เกลียดอีอ๋อง อยากให้นางเอกคู่กับคนอื่นดีกว่า
    #32
    0
  4. #28 นัทจัง (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:23

    สงสารนางเอกจัง น่าจะให้นางเอกเอาคืนให้หนักๆ (เมื่อไหร่ความดำคล้ำจะหลุดออกหมดให้เห็นรูปทอวสักที เอาอีอ๋องเงิบเลย อิอิ) นายท่านเผิง น่าจะเป็นองค์รัชทายาทแน่ๆ จริงๆอยากเปลี่ยนนางเอกคู่นายท่านเผืงอล้วละ หน้ามั่นเกินท่านอ๋อง

    #28
    0
  5. #26 emtida (@emtida) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:08
    มาต่อไวไวนะคะรอ อยากให้อิอ๋อง หึง หวง
    #26
    0
  6. #25 prapapornkulsan (@prapapornkulsan) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 23:30

    ลุ้นต่อๆๆๆๆ

    #25
    0