ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,719 Views

  • 323 Comments

  • 510 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,859

    Overall
    48,719

ตอนที่ 19 : หลุมพรางร้ายๆ ของท่านโหลว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    9 ม.ค. 62

 

            บนท้องถนนของเซิ่งหนาน ขบวนรถม้าของลู่เหม่ยจิงมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของใต้เท้ากวนผู้ดูแลเกี่ยวกับกฎระเบียบของเมืองซึ่งเข้าเขตรั้วบ้านที่แลดูเรียบง่ายแล้วก็พบว่ามีคนมารอที่หน้าบ้านราวกับทราบว่าพวกตนกำลังมา    

            “ทำไมต้องดูยุ่งยากขนาดนี้ก็ไม่รู้”  

            “ไม่ได้หรอกเพคะ พระชายาตอนนี้เป็นบุคคลสำคัญของเมือง ไปไหนมาไหนย่อมต้องมีองครักษ์ติดตามดูแลคุ้มครอง รวมไปถึงการต้อนรับที่สมพระเกียรติด้วยเพคะ”      

            “องครักษ์งั้นเหรอ ข้าว่าพวกเรามีพี่หลี่คนเดียวก็พอแล้วล่ะ”  

            “ไม่ง่ายเช่นนั้นหรอกเพคะ เซิ่งหนานเป็นเมืองชายแดน วันดีคืนดีรอบกายเราอาจจะมีนักฆ่ารวมไปถึงข้าศึกที่คอยติดตามความลับบ้านเมืองเราก็ได้ บุคคลสำคัญยิ่งต้องระวังตนให้ดี”

            “จูเอ๋อร์บางทีเจ้าก็รู้เยอะมากกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”      

            “หามิได้เพคะ จูเอ๋อร์ทำหน้าที่ติดตามรับใช้พระชายาจำเป็นต้องทราบในเรื่องเล็กน้อยด้วยเช่นกัน” สาวใช้ของนางอึกอักก่อนจะรีบหาทางออกให้ตนเองซึ่งนับว่าเป็นเหตุผลพอฟังได้ลู่เหม่ยจิงจึงไม่ได้สอบถามสิ่งใดเพิ่มเติมอีก นอกจากก้าวลงรถม้าอย่างคล่องแคล่วแทน เมื่อเห็นหน้าเจ้าของบ้านแล้วนางก็ได้แต่กรอกสายตามองทุกคนไปมาด้วยความงุนงง       

            นั่นมันกวนจื่อหรงไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่บอกให้นางมาบ้านท่านบัณฑิตกวนเลยเล่า ให้คนมาบอกทางอะไรวุ่นวายเสียจริง นางมาที่นี่จนหลับตายังมาถึงเลยเถอะ แต่ก็ดีแล้วเจอคนรู้จักจะได้ทำตัวสบายได้อีกสักหน่อย    

            “ข้าน้อยกวนจื่อหรงคารวะพระชายา”        

            “เอ่อ... ใต้เท้าไม่ต้องมากพิธี เชิญตามสบายเถิด วันนี้ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านชี้แนะสักหน่อย”      

            “หม่อมฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ” เขาทำความเคารพอีกฝ่ายก่อนจะเหลือบสายตามองลู่จิ้งเหวินด้วยสายตาคลางแคลงใจและไม่แน่ใจแทน   





 

 

          “ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่ว่าช่วงหลังมานี้พระชายาเสด็จออกนอกวังบ่อยขึ้น” ขณะที่กำลังอ่านรายงานอยู่นั้นโหลวอี้เจี๋ยก็เอ่ยถามขึ้นมาทำให้มู่เฉิงชางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะถอนหายใจออกมา คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยมีประกายไม่พอใจแฝงอยู่           

            “ไม่ใช่ว่าที่ออกข้างนอกบ่อยนี่เพราะไปสืบข่าวเมืองของข้าหรือ” ชายหนุ่มอีกคนถึงกุมกุมขมับ เขาตั้งใจจะรายงานให้ห่วงไม่ได้รายงานให้ระแวง    

            “ไม่ได้เป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ เห็นว่านางไปบ้านท่านบัณฑิตกวนจื่อหรง และนับถือกับแม่นางกวนเฉินฝูเป็นสหายแล้ว”            

            อ้อ... นางมีเพื่อนด้วยหรือนี่ ไม่เลวนี่นา      

            “แล้วยังไงหรือ?”

            “ได้ยินมาว่านางไปเรียนหนังสือด้วยขอรับ” คราวนี้มู่เฉิงชางเริ่มไม่พอใจแล้วนางมีตำแหน่งพระชายาของเมืองจะออกไปเรียนหนังสือทำไมกัน ไปให้คนดูถูกหัวเราะเยาะหรือไร          

            “แล้วพวกขุนนางไม่ดูถูกเอาหรือไร”

            “ทุกคนไม่ได้ว่าอะไร แต่กลับรายงานมาว่าพระชายาปราดเปรื่องมาก เพียงไม่นานก็สามารถอ่านตำราได้แถมตอนนี้ยังฝึกคัดอักษรได้ดีด้วยพะยะค่ะ”     

     “ก็แค่คัดอักษรอ่านตำรา ข้าอายุสิบขวบก็ทำได้แล้ว ไม่เห็นน่าสนใจ”  

            “ท่านอ๋องเกิดในวัง เป็นโอรสย่อมมีพระอาจารย์มากมายคอยให้ความรู้แต่วัยเยาว์ แต่พระชายาลู่นางอยู่ท้องนาปลูกผักทำนาไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านได้เท่านี้ก็ถือว่าน่ายินดีแล้วพะยะค่ะ”     

            “แล้วรายงานต่างๆที่เขียนมาตลอดล่ะ”     

            “ไม่ทรงสังเกตว่าลายมือแปลกไปหรือ” พอถูกถามด้วยเรื่องเช่นนี้มู่เฉิงชางก็ชะงักไปก่อนจะหันไปหยิบรายงานของตำหนักอิงเซียงมาเปิดดู เมื่อนำทุกฉบับมาเทียบกันจึงพบว่าฉบับสุดท้ายลายมือแตกต่างกันจริง

            “นี่ลายมือนางหรือ” จะบอกว่าไม่แปลกใจคงเป็นไปไม่ได้เพราะเท่าที่ทราบมานั้นนี่คือรายงานฉบับแรกที่นางเขียนเองหลังจากไปเรียนได้เพียงไม่กี่วัน     

            “นางเขียนเองหรือมีคนเขียนให้นางลอกมาส่งข้า”    

            “โธ่ ท่านอ๋อง”                

            “ข้ามีสิทธิ์ระแวงนาง จนกว่าจะมีเหตุผลมาหักล้างว่านางไม่ได้มาสอดแนมเมืองเรา” นี่แหละหนอที่เขาเรียกว่าความเชื่อผิดๆจะเป็นดั่งเมฆหมอกที่ปิดตาคนได้ คนที่ควรระแวงกลับให้เขาเข้าออกรับใช้ตนเองตลอดเวลา ขนาดรายงานไปว่าไม่เกี่ยวข้องกับพระชายาแล้ว ท่านอ๋องก็ยังทรงระแวงอยู่ดี        

            “สุดแท้แต่ท่านก็แล้วกัน” 

            “พี่โหลวจะบอกว่าข้าเอาแต่ใจอย่างนั้นหรือ”                       

            “ตอบตามความจริงคือใช่พะย่ะค่ะ”          

            “ท่านเข้าข้างนางที่เพิ่งเจอกันนี่น่ะหรือ”     

            “หากท่านไม่เชื่อก็ให้นางมาเขียนอักษรให้ดูก็ได้นี่พะยะค่ะ” มู่เฉิงชางที่ไม่เชื่ออะไรนักเขาจึงคิดแค่ว่าให้นางมาลองเขียนให้ตนเองดู แต่ก็ไม่ทราบแม้แต่น้อยเลยว่าคนสนิทวางแผนไปไกลเรียบร้อยแล้ว หนนี้แหละเขาจะสยบข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของท่านอ๋องกับพระชายาสักที     

            “วันไหนดีพะยะค่ะ”        

            “นี่มันกี่ยามแล้ว”

            “ยามซวีแล้วพะยะค่ะ วันนี้จะทรงพักผ่อนก่อนไหม”

            “ไม่ต้อง ไปเรียกนางมาตอนนี้เลย” โหลวอี้เจี๋ยลอบยิ้มก่อนจะทำสีหน้านิ่งถามย้ำความต้องการของผู้เป็นนายอีกรอบ           

            “ให้ลู่เหม่ยจิงมาพบเราตอนนี้เลย เข้าใจหรือไม่”      

            “รับพระบัญชาท่านอ๋องพะยะค่ะ”







            ความจริงโหลวอี้เจี๋ยจะเดินไปบอกที่ตำหนักอิงเซียงเองก็ย่อมได้ แต่นี่เพราะเขามีแผนการในใจจึงกลายเป็นว่าเขาให้คนไปแจ้งที่เรือนพ่อบ้านให้จัดสำรับอาหารคาวหวานไว้ต้อนรับพระชายาที่ตำหนักใหญ่ แล้วให้ข้ารับใช้หญิงอีกสองนางเดินทางไปยังตำหนักอิงเซียงเพื่อแจ้งให้พระชายาเข้าพบท่านอ๋อง ซึ่งก็มีคนตื่นเต้นไม่น้อยที่เจ้านายจะได้ทานอาหารร่วมกันครั้งแรกนับจากเข้าพิธีมา          

            ลู่เหม่ยจิงที่กำลังจะเข้านอนก็รีบเข้าพบเขาทันที นางไปทั้งที่สภาพเหมือนคนกำลังจะเข้านอนนั่นแหละ เพราะต่อให้แต่งตัวยังไงนางก็คงไม่งามไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อไปถึงโหลวอี้เจี๋ยก็ไม่ได้ทักว่าเช่นไรมีแต่เปิดประตูให้เข้าไปในห้องแห่งหนึ่งที่มีแต่หนังสือเต็มไปหมด         

            “ท่านอ๋องให้ข้ามาอ่านหนังสือหรือท่านองครักษ์”     

            “กระหม่อมไม่ทราบพะยะค่ะ พระชายาต้องถามท่านอ๋องเอง” ท่านโหลวให้นางเข้าไปเพียงคนเดียว ส่วนจูเอ๋อร์กับหลี่จื้อเหยาที่ติดตามมาถูกสั่งให้รอด้านนอกซึ่งทั้งสองก็เลือกมุมสงบข้างตำหนักซึ่งจากนั้นไม่นานโหลวอี้เจี๋ยก็เอากระดานหมากมาชวนทั้งสองเล่นเพื่อฆ่าเวลา                     

            “ท่านอ๋องเรียกพบพระชายาด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”                     

            “ไม่มีอะไรมากหรอกแค่อยากทราบว่าลายมือเป็นของพระนางจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง” หลี่จื้อเหยาขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายก่อนจะเหยียดยิ้มบางเบาเริ่มเข้าใจในตัวองครักษ์ผู้นี้แล้ว     

            “เพียงสงสัยในตัวอักษร ท่านจะตรวจสอบยังไงก็ย่อมได้ แต่เลือกใช้วิธีปลุกคนในเรือนมาทำอาหารมื้อดึกเพียงเพราะท่านอ๋องสงสัยว่าใช่ลายมือพระชายาหรือไม่ เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำนะขอรับ”   

            “แต่แบบนี้ก็ดีแล้วนะเจ้าคะ เพราะหลายวันก่อนแม่นางเผิงไปพบพระชายาที่ตำหนักริมสวน ข้าเองก็ไม่คาดคิดพอกลับมาจากห้องครัวก็ถูกถามว่าคนชื่อเผิงเสี่ยวโยวเป็นใคร”  

            “นี่นางกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ทำไมเจ้าไม่บอกข้าล่ะ”          

            “ก็วันนั้นมันฉุกละหุกน่ะสิ ไม่ทราบว่าไปคุยเรื่องอะไรกันแต่พระชายาเหมือนจะไม่สบายใจไม่น้อยเลยทีเดียว นางไปดักรอพบท่านอ๋องตั้งหลายวันแต่สุดท้ายนางก็ยิ่งเศร้าหมองไปมากกว่าเดิมเสียอีก” อีกสองหนุ่มพยักหน้าเพราะต่างก็จำได้ว่าวันนั้นนางเดินออกมาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาและจากนั้นก็ไม่เคยถามเรื่องเข้าพบมู่เฉิงชางอีกเลย

            “ตอนนี้ในวังอ๋องมีข่าวลือไปจนทั่ว ว่าท่านอ๋องจำยอมต้องรับพระชายาเพราะขัดราชโองการไม่ได้ เพราะทรงมีสาวงามข้างกายอยู่แล้วจึงไม่สนใจพระนางที่รูปโฉมและความสามารถไม่มี ขนาดตอนที่พวกเราไปข้างนอกก็ได้ยิน ข้าเองก็ไม่ทราบว่านางจะคิดยังไงแต่ก็เห็นพระชายาไม่ค่อยสนุกสนานเท่าเมื่อก่อนมาสักพักแล้ว” จูเอ๋อร์ได้ทีรีบรายงานในทันใด เพราะนางอดทนมากับชื่อนี้สักพักแล้ว เผิงเสี่ยวโยวเริ่มมีคนสนับสนุนนางมากขึ้นก็เพราะนางสามารถใกล้ชิดท่านอ๋องได้มากกว่าสตรีคนอื่นทั้งรูปโฉมก็งดงาม 
 

           “ข้าไม่เห็นว่าท่านอ๋องจะอนุญาตอันใดเป็นพิเศษเลยนี่นา”    

            “ยังไงหรือเจ้าคะ” แล้วทั้งสามก็นั่งสนทนากันเรื่องที่ผ่านมาอย่างออกรสปล่อยให้เรื่องหลังบานประตูเป็นของหนุ่มสาวข้างในแทน

 


 +++++++++++

ท่านอ๋องหรือจะสู้ลาสบอสของเรา 5555555

แค่ขี้เกียจเป็นใหญ่เลยพอใจในชีวิตแบบนี้

แค่นี้สตรีก็แทบจะขุดหิน ร่อนแร่มาสร้างสะพานกันแล้ว อิอิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #194 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (@neera2007) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 04:41
    บางทีท่านอ๋องก็ชิลไป
    #194
    0
  2. #90 swan28 (@swan28) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 18:31
    เรื่องนี้ต้องขยายกันนะเจ้าค่ะ...ช่วยกันๆ
    #90
    0