ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,802 Views

  • 323 Comments

  • 508 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,942

    Overall
    48,802

ตอนที่ 18 : เรียน เพื่อ รู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    6 ม.ค. 62

          ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องที่ท่านอ๋องอนุญาตให้เพียงแค่เผิงเสี่ยวโยวเข้าเฝ้าแต่ไม่อนุญาตให้พระชายาเข้าเฝ้า ตอนแรกนั้นลู่เหม่ยจิงก็อยากจะวางเฉยอยู่หรอกแต่ด้วยสายตาของคนในตำหนักอ๋องมองนางจึงรู้สึกว่าบางอย่างมันก็ออกจะเกินไปสักหน่อย จึงหาทางเข้าพบมู่เฉิงชางซึ่งรออยู่ครึ่งค่อนวันจึงได้บุกเข้าไปเจอเขาที่เพิ่งว่าราชการบ้านเมืองเสร็จพอดี    

            “มีอะไรกัน”       

            “ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”  

            “กับข้า? มีสิ่งใดก็ว่ามา”  

            “ข้าแค่อยากบอกท่านว่า ท่านจะโกรธข้าเกลียดข้าแต่ก็ไม่ควรให้คนอื่นมาดูหมิ่นข้าเช่นนี้” คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยก่อนจะหันมามองนางให้เต็มตา   
 

           “พูดเรื่องอะไรกัน ว่ามาดีๆ ข้าไม่มีเวลาจะมาคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้าหรอกนะ” มู่เฉิงชางกำลังสงสัยว่านางเป็นบ้าอะไรกันอยู่ๆก็บุกเข้ามาแล้วก็บ่นเอา บ่นเอา เขายังไม่รู้เลยว่าทำผิดสิ่งใด

 

           “ท่านอ๋อง ท่านมองว่าเรื่องของข้าเป็นเรื่องไร้สาระหมดเลยหรือ”แม้จะรู้ว่าเขาไม่สนใจตนเองอยู่แล้วแต่พอมีเรื่องสำคัญมาถามไถ่แล้วเจอถ้อยคำเช่นนี้นางเองก็อดที่จะน้อยใจขึ้นมาไม่ได้     

            “คือข้า...”          

            “ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่มีสิ่งจะถามท่านแล้วล่ะ เชิญท่านอ๋องตามสบาย” แล้วลู่เหม่ยจิงก็รีบหันหลังเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้แต่สีหน้าที่ยากจะคาดเดาของมู่เฉิงชางเท่านั้นเอง

ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนางถึงเพียงนั้นหรอก 

แต่วันนี้เพิ่งหารือเรื่องชายแดนที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวของชนเผ่าในเมืองใกล้เคียงรวมไปถึงราชสำนักมีคำสั่งให้เขาทำรายงานถวายทุกๆสามเดือน ความเคร่งเครียดนี้ยังไม่ทันระบายแต่นางก็โผล่เข้ามาพอดี  
  

          เรื่องนี้เขาไม่ได้ผิดฝ่ายเดียวสักหน่อย         
          

  เป็นนางต่างหากที่บุกเข้ามาโดยไม่ถามไถ่ความพร้อมในการสนทนาของเขาเลยต่างหาก            

แต่ทำไมตอนที่เห็นสายตาผิดหวังของนาง เขาถึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเอาเสียเลย

เรื่องที่ถกเถียงในวันนี้มีเพียงจูเอ๋อร์ และองครักษ์พิเศษกับท่านพ่อบ้านยืนอยู่ด้านนอกเท่านั้น พอเห็นสีหน้าของลู่เหม่ยจิงไม่สู้ดีนักพวกเขาก็ไม่กล้าถามไถ่สิ่งใดอีก พ่อบ้านมู่ได้ผายมือให้เชิญนางไปพักที่ตำหนักอิงเซียงส่วนโหลวอี้เจี๋ยเดินกลับเข้าไปด้านในท้องพระโรงอีกครั้งแล้วหายเงียบกันไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เหม่ยจิงมาถึงที่พักแล้วก็ยังไม่อยากเข้าไปด้านในนัก นางจึงแวะพักที่ศาลาชมดอกไม้เสียก่อน
           

“พระชายามีเรื่องไม่สบายพระทัยหรือเพคะ”           
           

“อืม จูเอ๋อร์เจ้าว่าข้าไม่เหมาะกับตำแหน่งพระชายาจริงไหม” 
           

“ใครว่าท่านหรือเพคะ พวกนางกำนัลปากสว่างพวกนั้นหรือเปล่า”      
       

     “ความจริงจะไปว่าเขาก็ไม่ถูกหรอก ข้าเองก็เห็นด้วยนะ ข้าอาจจะไม่เหมาะกับสิ่งใดเลยก็เป็นได้ ข้าคงเหมาะกับท้องนาปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์มากกว่าเสียอีก” นางก้มลงมองสองมือหยาบกร้านของตนเองด้วยสีหน้าสลดหดหู่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่าเดิมโหลวอี้เจี๋ยก็ย้อนกลับมาหาพวกเขาพอดี      
           

“คารวะพระชายา”          
           

“ตามสบายเถอะท่านโหลว มีอะไรกับข้าหรือเปล่า”  
           

“หามิได้พะยะค่ะ คือข้ามีเรื่องสอบถามพระชายาเล็กน้อย ไม่ทราบว่าจะสะดวกหรือไม่”
         

   “เอาสิ ข้าไม่มีอะไรต้องทำอยู่แล้ว” นางผายมือก่อนจะเชื้อเชิญท่านองครักษ์วัยสามสิบให้นั่งลงตรงเก้าอี้ในสวน ส่วนจูเอ๋อร์ยืนเยื้องอยู่อีกด้านแทน                     

       



     หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวบางส่วนที่ท่านโหลวได้บอกเล่าแล้วนางเองก็ได้แต่เห็นใจเขา ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงเช่นนี้ แต่นางก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยนี่นา เหตุใดเขาจึงไม่ยอมเข้าใจ         

            “ท่านอ๋องคิดมากเรื่องนี้มาตลอด ซ้ำพวกท่านยังมาจากราชโองการของฮ่องเต้ จึงไม่ยากที่จะทรงระแวง” 

            “เรื่องนี้ข้าเข้าใจแล้ว หากเขาไม่ยินดีให้อยู่ข้าจะออกไปอยู่นอกวังอ๋องกับท่านพ่อก็ได้” นางเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าลำบากใจ เพราะไม่อยากเป็นภาระของอีกฝ่ายมากจนเกินควร 

            “โปรดใจเย็นก่อน”          

            “ไม่ได้หรอกท่านโหลว พวกเราพ่อลูกโดนจับตัวเข้าวังแถมบังคับให้เดินทางจากเมืองหลวงมาไกลหลายวันเพื่อมาพบว่าปลายทางเองก็ไม่ต้องการ เช่นนี้สมควรอยู่หรือ” โหลวอี้เจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะฟังจากรายงานมาคือครอบครัวของพระชายาเป็นชาวนาแต่พอได้สนทนากันแล้วเขากลับคิดว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ         

            “ท่านก็อย่าไปสนใจเจ้านายของข้าเลย เขาก็เป็นเช่นนั้นเอง คนเคยดูแลตนเองมาตั้งแต่เด็ก วันหนึ่งจะมีใครมาอยู่เคียงข้างเขาก็อาจจะยังไม่ชิน”

            “ท่านโหลว ไม่ชินกับไม่ชอบมันต่างกันนะท่าน”       

            “เอ่อ...เอาอย่างนี้ ข้าขอบอกให้พวกท่านสบายใจในเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ท่านอ๋องไม่เคยมีสตรีมาอาศัยอยู่ด้วย อาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้นัก พระชายาเป็นคนแรกที่ได้เข้ามาในวังเซิ่งหนาน”        

            “แล้วผู้หญิงคนสวยๆนั่นล่ะ ไม่ใช่ชายาเขาหรอกหรือ?” ลู่เหม่ยจิงเอ่ยถามออกไปตามความสงสัยเพราะนางเองก็เคยเห็นสตรีคนนั้นซึ่งจะบอกว่าเป็นนางกำนัลก็คงจะโดดเด่นเกินไปกระมัง    

            “ท่านหมายถึงแม่นางเผิงใช่หรือไม่”           

            “ข้าคิดว่ามีคนนึงดูงดงามและโดดเด่นมากเลย”     

            “น่าจะเป็นคนเดียวกัน  ข้าจะขอเล่าให้พวกท่านฟังตามตรงโดยไม่ปิดบังก็แล้วกัน” แล้วโหลวอี้เจี๋ยก็ได้เล่าย้อนไปถึงช่วงที่ก่อนหน้าสตรีนางนั้นจะเข้ามาอยู่ในวังพร้อมกับกำชับลู่เหม่ยจิงและสาวใช้ว่าไม่ต้องไปสนิทสนมกับอีกฝ่าย เลี่ยงได้ก็ขอให้เลี่ยง           

            “นางน่ากลัวเช่นนั้นหรือ” 

            “พระชายาก็ค่อยๆศึกษานางไปก็แล้วกันพะยะค่ะ ส่วนท่านอ๋องตอนนี้ก็เหมือนจะไม่สบายพระทัยนักถามก็ไม่ตอบ ข้าเลยหลบออกมาก่อน” หลังจากที่นั่งสนทนากันอีกยืดยาวจนทราบความเป็นมาของวังแห่งนี้และการก่อตั้งเมืองเซิ่งหนานก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน ส่วนโหลวอี้เจี๋ยก็รีบออกไปดูแลงานส่วนของวังตามเคย คล้อยหลังอีกฝ่ายแล้วลู่เหม่ยจิงก็เอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมาทันที    


           “จูเอ๋อร์ เจ้าว่าเราจะได้เจอกับแม่นางคนนั้นอีกไหม” 
 

           “เจอแน่เพคะ หม่อมฉันดูจากสายตาของนางแล้ว ย่อมต้องหมายปองของสูงค่าอย่างแน่นอน”  

            “เขาจะมาขโมยของในวังเหรอ”     

            “ไม่ใช่อย่างนั้นเพคะ พระชายาซื่อเกินไปแล้ว ไม่เป็นไรเพคะ มีถ้ามีหม่อมฉันอยู่เขาน่าจะลงมือยากสักหน่อย” จูเอ๋อร์กล่าวอย่างมั่นใจว่าเผิงเสี่ยวโยวไม่น่าจะหยุดเพียงเท่านี้แน่นอน สายตาของสตรีผู้นั้นมีแววตาของความเย่อหยิ่งผิดวิสัยนางทาส หรือสาวชาวบ้านอยู่มาก และประกอบกับความเห็นของท่านโหลวที่ได้กล่าวมาในตอนนั้นนั้นก็พอจะมองออกว่าสิ่งที่นางหมายปองคือสิ่งใด           

            “ข้าขอถามเจ้าก่อน ว่าหน้าที่ของพระชายา นอกจากจะเป็นเมียของท่านอ๋องแล้วข้าต้องทำอะไรบ้าง ให้ไปคอยปรนนิบัติเขาคงไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน แต่ข้าอยากอยู่ที่นี่อย่างมีคุณค่าอยู่นะ” ในเมื่อเขาได้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่สนใจนางแต่นางเองก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้วเนื่องจากคำสั่งของผู้ครองแคว้น ดังนั้นนางก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่ในเมืองนี้ให้ได้อย่างสบายใจแทนก็แล้วกัน                       

            “อืม เรื่องกฎธรรมเนียมในวังหม่อมฉันเองก็ไม่ทราบนัก แต่เชื่อว่ามีท่านหนึ่งสามารถให้คำตอบแก่พวกเราได้เพคะ”            

            “ใครกัน”           

            “พระชายาประทับรอในห้องก่อนนะเพคะ หม่อมฉันขอไปสอบถามท่านพ่อบ้านสักหน่อย แล้วจะรีบกลับมารายงาน” จูเอ๋อร์เป็นคนที่คล่องแคล่วว่องไวอย่างมาก หลังปิดประตูลงแล้วนางก็รีบรุดไปหาท่านพ่อบ้านจวนอ๋องเพื่อสอบถามเอาข้อมูลทันทีซึ่งพอได้รับทราบว่าพระชายาอยากจะศึกษาธรรมเนียมวัง พ่อบ้านมู่ก็รีบเขียนชื่อคนที่เกี่ยวข้องให้นางทันทีพร้อมสั่งเตรียมรถม้าไว้ให้อย่างเรียบร้อยสำหรับเดินทางในวันรุ่งขึ้นทันที    

            “รีบไปศึกษาไว้ก็ดีแล้ว พระชายาเป็นสามัญชน บางอย่างอาจจะไม่เข้าใจอยู่บ้าง มีคนช่วยสอนจะได้รู้ทันผู้ไม่หวังดี”                       

            “รับทราบเจ้าค่ะ”

 

           เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายนักเพราะโหลวอี้เจี๋ยได้เรียกท่านพ่อบ้านเข้าหารือก่อนหน้าจะมีงานมงคลแล้วว่าหากเผิงเสี่ยวโยวยังอยู่ที่นี่ ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป หากมีพระชายาเข้ามาจะต้องมีปัญหาแน่นอน ยิ่งเป็นสตรีสามัญชนแถมยังหน้าตาไม่พึงใจผู้เป็นเจ้านายแล้วนางต้องวางตนลำบากในอนาคต แต่ด้วยความที่ท่านนักพรตได้กล่าวว่าดวงของพระชายาลู่ส่งเสริมชะตาเมืองเซิ่งหนานพวกเขาจึงต้องรักษาพระนางเอาไว้ให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องแอบส่งเสริมในทางลับอย่างแน่นอน         

          เรื่องการศึกษาเกี่ยวกับระเบียบวังอ๋องก็เช่นกัน  เซิ่งหนานมีใต้เท้ากวนเป็นฝ่ายพิธีการในวัง ทำงานในทำเนียบบัณฑิตสั่งสอนเหล่าขุนนางรวมไปบุตรและธิดาของขุนนางในเมืองนี้ด้วยเช่นกัน ไม่คิดว่าฝ่ายพระชายาจะตระหนักถึงข้อนี้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ นับว่ามีไหวพริบอยู่อย่างมากทีเดียว  



          ในยามเช้ารถม้าถูกจัดเตรียมเอาไว้ที่ด้านนอก โดยมีหลี่จื้อเหยาในคราบของพ่อบ้านส่วนตัวของพระชายาเดินทางไปตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่จะออกเป็นสารถีบังคับรถม้าเดินทางไปนอกวัง ซึ่งคล้อยหลังจากที่ขบวนรถเคลื่อนออกไปแล้วก็มีเผิงเสี่ยวโยวที่ยืนมองด้วยความใคร่รู้ว่าทั้งหมดนั้นไปที่แห่งใด           

          “ท่านพ่อบ้าน ไม่ทราบว่าพระชายาเสด็จไปไหนหรือเจ้าคะ”     

          “น่าจะไปหาท่านอ๋องกระมัง เห็นว่าประทับอยู่ในค่ายทหารแต่เช้าแล้วยังไม่กลับมา สามีไม่กลับบ้านภรรยาคงเป็นห่วงน่ะแม่นางเผิง” พ่อบ้านมู่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ก็จับความได้ในที่ว่าเขาตำหนินางที่อยากรู้เรื่องของผู้อื่นมากเกินไป     

          “ไม่ใช่ท่านอ๋องมีคำสั่งไม่ให้นางติดตามไปหรอกหรือ” 

          “นับจากที่พระชายาแต่งเข้ามาในตำหนักข้าก็ไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้เลยนะ ไม่ทราบว่าแม่นางเผิงไปได้ยินมาจากที่ไหนหรือ”  

          “ช่างเถอะ ข้าเพียงแค่ได้ยินพวกนางกำนัลกล่าวมาไม่ครบอาจจะสับสนอยู่บ้าง”

          “อาจจะเป็นไปได้ พวกนางกำนัลบางคนก็ว่างงานมากเกินไป จับกลุ่มนินทาเจ้านายแถมยังชอบเพ้อเจ้อเสียอีก แม่นางเผิงก็อย่าไปฟังให้มากนักนะ เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ” อีกฝ่ายยกยิ้มน้อยๆก่อนจะขอตัวเดินไปอีกทางหลังกล่าวจบปล่อยให้เผิงเสี่ยวโยวได้แต่กำหมัดแน่น     

          นางทราบดีว่าคนในจวนอ๋องไม่เป็นมิตรนักแต่ก็ไม่ขนาดนี้ นี่คงคิดว่าตนเองมีนายหญิงแล้วเลยไม่สนใจนางสินะ สตรีอย่างนั้นจะมีคุณสมบัติเป็นมารดาแผ่นดินได้อย่างไรกัน      

          เจ้าพวกตาต่ำ       

          รอให้เป็นวันของนางก่อนเถอะ จะไล่ออกไปให้หมดเลย แต่ก่อนอื่นนางต้องรีบตรวจสอบเสียก่อนว่าพวกนั้นไปไหนกันแน่ เกิดเป็นสิ่งที่ทำให้แผนการของนางพังพินาศจะไปกันใหญ่ รอให้กำลังของนางมาเสริมก่อนเถิดแล้วจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร   



+++++++++++++++

แม่นางเผิงมัวแต่จ้องท่านอ๋องจนลืมหน้าที่ตัวเองไปแล้วววววว

นางเอกจะอัพเกรดขึ้นแล้วใช้ป้ะ 

พอไปเรียนมากๆคนเราจะฉลาดขึ้น อิอิ


วันนี้ได้พัก เลยแวะมาส่งอีกตอนจ้า

นึกว่าจะได้พักผ่อน พฤ วันเดียว งิงิงิ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #193 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (@neera2007) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 04:35
    มาทางไหน กลับไปทางเดิมเถิด แม่นางเผิง
    #193
    0
  2. #124 ชอบ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 16:18

    อ๋องก็ไม่ได้รู้อะไรเลย

    #124
    0
  3. #89 swan28 (@swan28) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 18:25
    จะติดตามนะ
    #89
    0