ห้ามรักเธอ (Don't lie to me)

ตอนที่ 19 : ความสูญเสีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,678
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    2 ต.ค. 61













บทที่ 19

                                ความสูญเสีย      

 

 

     

                    ภาพที่ฉายวนซ้ำอยู่ในหัวคือความรักแสนหวานในช่วงเยาว์วัยระหว่างเธอกับเขา ความรักสุดซื่อใสและบริสุทธิ์เดียงสาซึ่งเกิดจากหัวใจสองดวงที่มีฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว ความรักต่างชนชั้นที่ไม่อาจเป็นไปได้ แต่เขาในวัยสิบแปดปีกลับเลือกที่จะทรยศครอบครัวเพื่อเธอ เขายกสองนิ้วขึ้นสัญญาว่าเธอจะเป็นเจ้าสาวของเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น จะไม่มีใครหน้าไหนมาขัดขวางได้ ความรักที่สลักไว้อย่างแน่นหนักในพันธะอันแสนหวานนั่นเอง ที่ทำให้เธอรอคอยอย่างซื่อสัตย์มาเกือบเก้าปีเต็ม

                    ทว่า...เขาในวัยยี่สิบเจ็ดปีนั้นกลับไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยรู้จักเสียแล้ว ความรักของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นยาพิษและความเกลียดชัง ความเกลียดชังที่ทำให้เธอกระอักเลือดเจียนตาย...   

                    ความฝันอันขมขื่นจากรักที่ทรมานทำให้เธอไม่อยากหายใจสักวินาที แต่ความรักอันขมขื่นเช่นกันที่เยียวยาหัวใจเธอและปลุกพลังชีวิตของเธอให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหล ความรักอันขมขื่นที่ทิ้งพันธะไว้ในวิญญาณ เลือดเนื้อเชื้อไขอันก่อเกิดจากความรักของเธอแต่เพียงผู้เดียว      

                    เปลือกตาของหญิงสาวเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลมใสกลัดทุกข์เจือความเจ็บปวดจ้องมองเพดานสีขาวนิ่งเงียบราวกับกำลังทบทวนว่าเธอยังอยู่ในโลกของความฝัน หรือโลกแห่งความเป็นจริงที่แสนโหดร้ายกันแน่  

                    “อ่า...” กลิ่นยาที่ตลบอบอวลไปทั้งห้อง เสียงลมหายใจที่ดังราวกับเสียงกระซิบ และเสียงเต้นของหัวใจในหน้าอกข้างซ้ายนั่นเอง ที่บ่งบอกว่าเธอไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมของตนเองได้ เธอต้องกลับมาสู้กับชีวิตอีกครั้ง แม้มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปด้วยขวากหนาม แต่มันก็คือชีวิตของเธอ  

                    “อือ....”  บัวบูชานอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ปล่อยให้หมอและพยาบาลทำหน้าที่ของพวกเขา เพราะร่างกายของเธอยังต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอไปอีกสักระยะ   

                    “ลูก...ลูก....ลูกล่ะคะหมอ” 

                    “คนไข้ต้องพักผ่อนก่อนนะครับ ตอนนี้ยังไม่ต้องห่วงหรือกังวลอะไรทั้งนั้น ต้องฟื้นฟูร่างกายของเราให้แข็งแรงก่อน ตะกี้หมอให้พยาบาลโทรไปบอกคุณพ่อคุณแม่ให้แล้ว เดี๋ยวพวกท่านก็มา...”

                    เสียงของคุณหมอกล่อมเกลาเธอให้หลับใหลราวกับเป็นยานอนหลับ ทั้งที่ในใจนั้นต่อต้านไม่หยุด แต่เธอก็ฝืนอาการง่วงงุนไม่ไหว อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของยา หรือไม่ก็เพราะความอ่อนแอของร่างกายที่เพิ่งฟื้นจากความตาย

เธออยากรู้จัง...ลูกเป็นยังไงบ้าง...สบายดีรึเปล่า?

 

                    อิศราสาวเท้าเร็วรี่มาจนถึงหน้าห้องพักฟื้นของเธอด้วยอาการเหนื่อยหอบ แต่มุ่งมั่น เขาอาจผลักประตูบานนั้นเข้าไปหาเธอได้เลยในเวลานี้ หากไม่ใช่เพราะกำลังเผชิญหน้ากับบิดามารดาของเธออยู่ ดูเหมือนพวกท่านก็เพิ่งจะมาถึงเช่นเดียวกับเขา

                    “คุณพ่อ...คุณแม่! เขาตกใจเล็กน้อย แต่ความรู้สึกผิดล้นออกมาเต็มเบ้าตา “สวัสดีครับ”  

                    “โผล่มาจนได้นะ  มาทำไมฮึ!  บัวแดงถามอดีตว่าที่ลูกเขยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวเย้ยเยาะ แววตาชิงชังแฝงไว้ด้วยความโกรธ หากแต่ไม่ใช่ความเกลียด  

                    “พอเถอะแดง” ชิดณรงค์ซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นคันเดิม ปรามเมียด้วยท่าทีสงบและใจเย็น บิดาผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาและเจียมเนื้อเจียมตัวจนเป็นนิสัย ผู้ชายที่เขาเคยเดินเข้าไปหาแล้วบอกว่าเขารักลูกสาวของท่าน และต้องการจะแต่งงานให้เร็วที่สุด เขาเคยสัญญากับคนคู่นี้ว่าจะดูแลลูกสาวของพวกเขาด้วยชีวิต

                    “เขาคงมีเหตุผล...ทุกคนล้วนมีเหตุผล” สายตาที่บ่งบอกว่าเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เจือไว้ด้วยความหนักหน่วง อ่อนล้า... “แต่คุณไม่จำเป็นต้องมาหาบัวอีกแล้ว”

                    “ใช่!  เลิกกันแล้วนี่ จะมาทำไมอีก!” มารดาเธอไม่ได้ถามเขา เพียงแค่ต่อว่าเขาอย่างมีอารมณ์ ซึ่งมันก็สมควรแล้ว เขาสมควรจะได้รับคำประณามจากคนคู่นี้ “หรือว่าจะมาดูว่าลูกสาวฉันตายรึยัง มันยังไม่ตายหรอกนะ เสียใจด้วย”

                    “พอเถอะแดง มันไม่ใช่ความผิดเขาหรอก”

                    “จะมาเถียงแทนเขาทำไมล่ะพี่ ลูกสาวเราเกือบตายเพราะแฟนใหม่เขานะ ยัยหนูนั่นบอกเองว่าเป็นคู่หมั้นของเขา เป็นตัวจริงที่เขาจะแต่งงานด้วย!!

                    อิศราตกใจหน้าตื่น “เปล่านะครับ เธอไม่ได้เป็น...”

                    “แต่ก็เหมาะกันดีนะ คนรวยกับคนรวย!!” บัวแดงชักสีหน้าหยามเหยียดใส่  “คอยดูเถอะ ฉันจะฟ้องให้พวกคุณหมดตัวเลย โทษฐานที่ร่วมมือกันทำร้ายลูกสาวของฉัน! 

                    “แดง! พอได้แล้ว เขาไม่เกี่ยวหรอกน่า แกเลิกโวยวายแล้วเข้าไปดูลูกได้แล้ว  ไปซี”

                    “ไม่เกี่ยวได้ไง มันทำให้ลูกเราเสียใจ นังหนูนั่นบอกว่าลูกเรากระโดดลงไปให้รถชนตายเอง”

                    “แดง!  ลูกเราไม่ทำอย่างนั้นหรอก ฉันรู้จักลูกสาวของฉันดี แกห้ามพูดแบบนี้อีก ไม่งั้นได้เห็นดีกัน” ชิดณรงค์ปรามเมียด้วยน้ำเสียงดุดัน ฝ่ายเมียก็เกรงอยู่ แต่ยังมีสีหน้าขุ่นเคืองใจไม่น้อย “เข้าไปสิ ไปดูลูก!

                    “หรือว่านังหนูนั่นตั้งใจขับรถชนลูกฉันกันแน่!

                    “นังแดง!

                    “เออ ไปก็ได้ ฉันจะไปถามลูกฉันให้รู้เรื่อง!! 

                    อิศราน้ำตาร่วงทรุดร่างลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าบุพการีของเธอทันที ความรู้สึกผิดที่อัดอั้นตันใจและความเสียใจอย่างสุดซึ้งทำให้เขาไม่เหลือศักดิ์ศรีอีกต่อไปแล้ว เวลานี้เขาเพียงต้องการโอกาสให้ได้ชดใช้ต่อความผิดที่เขาก่อขึ้นเท่านั้น เขาไม่ได้ต้องการการให้อภัยใดๆทั้งสิ้น

                    “ผมขอโทษครับ ผมขอโทษสำหรับทุกอย่าง”

                    ชิดณรงค์และบัวแดงตกใจไม่น้อยที่ชายหนุ่มถึงกับคุกเข่าขอโทษ ทั้งคู่มองหน้ากันชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่ชิดณรงค์จะเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจและหนักใจระคนกัน

                    “คุณอย่าทำอย่างนั้น ลุกขึ้น แล้วไปซะ”

                    “ไม่ครับ!  ไม่!” เขาพยายามกลั้นสะอื้นเอาไว้ แม้มันจะยากเย็น “ขอให้ผมได้เจอกับบัวเถอะนะครับ ได้โปรด”

                    อิศเรศที่มองดูเหตุการณ์อยู่นานเดินเข้ามาแล้วจับสองบ่าของน้องชายเอาไว้เพื่อจะดึงตัวน้องชายที่น่าสมเพชให้ลุกขึ้นยืนอย่างสมศักดิ์ศรี เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมน้องชายต้องทำตัวอ่อนแอไร้เกียรติขนาดนี้ น้องชายผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความหยิ่งยโสในตนเองหายไปไหนเสียแล้ว   

                    “ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เมฆ!

                    แต่เขาไม่ยอมท่าเดียว ยังยืนยันที่จะปักหลักอยู่บนพื้นห้องเย็นเฉียบนั่นอย่างไม่ไหวติง สายตาอ้อนวอน บอบช้ำ ท่วงท่าสยบยอมจำนน ทำให้บิดามารดาของหญิงสาวถึงกับอึดอัดใจ   

                    “นะครับคุณพ่อคุณแม่ ผมขอเข้าไปหาบัวนะครับ”

                    บัวแดงส่งเสียงจิ๊กจั๊กขัดใจ ชักสีหน้าใส่อดีตว่าที่ลูกเขยแล้วหันหลังให้อย่างไม่ใยดี ผลักบานประตูก้าวเข้าไปภายในแล้วปิดสนิท ปล่อยให้ผัวเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ในฐานะผู้นำครอบครัว   

                    ชิดณรงค์สีหน้าหนักใจ “คุณคิดว่าบัวอยากเห็นหน้าคุณตอนนี้เหรอ?”

คำถามนั้นเองที่ทิ่มตำใจเขาจนเลือดซิบ มันทำให้เขาอึ้งไปทั้งอก ร้อนไปทั้งตัว เขาลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย ใช่แล้ว เธอคงไม่อยากเห็นหน้าคนที่ทำร้ายเธออย่างเลือดเย็นหรอก เธอคงไม่อยากเห็นหน้าเขาไปตลอดชีวิต

                    “.....”

                    “คุณกลับไปก่อนเถอะ เอาไว้ให้บัวหายดีเสียก่อน หากคุณต้องการจะคุยเรื่องสำคัญอะไร ก็ขอให้รอจนถึงตอนนั้น แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก ผมก็อยากให้เราจบกันแค่นี้ ที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไม่เจียมตัวอย่างพวกเราก็แล้วกัน”

                    น้ำเสียงเมตตาของชิดณรงค์ทำให้เขาเกิดความหวังขึ้นมา หากมันสามาถแทนคำสัญญาได้ เขาจะยึดถือไว้ให้มั่นทีเดียว  

                    “คุณพ่อครับ...” อิศรารีบเรียกบิดาของเธอไว้อย่างร้อนรน บิดาของเธอหยุดรถเข็น หันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาปกติ แต่ยุ่งยากใจแฝงเร้น “ผมจะไม่ไปไหนครับ ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ผมจะอยู่ข้าง ๆ บัวตลอดไป”

                    “แต่บัวอาจไม่ได้อยากให้คุณอยู่ข้าง ๆ นะ”

                    “ครับ นั่นอาจเป็นความต้องการของบัว แต่สำหรับผม  มันได้กลายเป็นเงื่อนไขของชีวิตไปแล้ว ต่อไปนี้ ผมจะอยู่เคียงข้างเธอ ผมจะเดินตามหลังบัวในทุกย่างก้าวของชีวิต หากเธอไม่ต้องการเห็นหน้าผม ผมก็จะไม่ทำให้เธอลำบากใจเลย แต่อย่าไล่ผมไปนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นคนทำร้ายบัว ผมก็มีสิทธิ์ชดใช้กรรมของผมเหมือนกัน ไม่ใช่เหรอครับ”

                    “เมฆ! พูดอะไรของนาย ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!

                    ชิดณรงค์มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหนักใจกว่าเดิม เขาไม่พูดอะไรทั้งนั้น หันหลังให้สองพี่น้อง แล้วเข็นรถเข้าไปในห้องนั้น จัดการปิดประตูจนสนิท  

                    “เมฆ!  พี่ชายเรียกสติของเขาอีกครั้ง อิศรายอมลุกขึ้นยืน แม้เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ แต่เขาก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อ อยู่เพื่อชดใช้ให้แก่หญิงสาวที่เขารัก

                    “ผมควรรอเวลาที่เหมาะสม เวลาของผม เพราะงั้น ผมจะกลับไปพักที่ห้องก่อน” เขาบอกเท่านั้นก่อนจะสาวเท้าเดินกลับมาที่ห้องพักฟื้น ด้วยสีหน้าและท่าทางที่มุ่งมั่นจริงจัง เขายอมจากมาเพราะอยากรักษาหัวใจของเธอ เธอยังไม่ควรเห็นหน้าคนใจดำคนนี้  

                    อิศรากลับขึ้นนอนบนเตียงคนไข้แล้วนอนนิ่งเหมือนคนไร้ชีวิต อิศเรศเดินตามเข้ามาอย่างรีบร้อน ด้วยความสงสัยและห่วงใยระคนกัน...

                    “เมฆ!

                    “พี่ควรกลับไปทำงานได้แล้ว” เขาตัดสินใจแทนพี่ชาย ก่อนจะหลับตาลง เพราะไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้ว นอกจากใบหน้าของเธอคนเดียวเท่านั้น

                    “นายไม่เป็นอะไรแน่นะ”

                    “ครับ”

                    “ทำไมพ่อแม่ของบัวบูชาถึงได้ไล่นายเหมือนหมูเหมือนหมา พวกเขาดูโกรธนายมากเลย นายไม่ได้เป็นคนขับรถชนลูกสาว...”

                    “เอาไว้ผมจะเล่าให้พี่ฟังอย่างละเอียดว่าผมทำอะไรเอาไว้บ้าง แต่เมื่อถึงตอนนั้น พี่อาจจะเกลียดผมเหมือนที่พ่อแม่ของเธอเกลียดก็ได้”

                    คำตอบของน้องชายยิ่งทำให้เขาสงสัยเข้าไปใหญ่ แต่การที่น้องชายหลับตาลงแบบนี้ มันเป็นวิธีการปิดการสนทนาที่ได้ผลดีเสมอ  

                    “คุณพ่อโทรมาหลายครั้ง ท่านอยากจะคุยกับนาย แต่พี่บอกไปแล้วว่านายอาการดีขึ้นเยอะแล้ว ส่วนคุณแม่ ท่านเป็นห่วงนายมากนะ ท่าน...”

                    “อยู่ที่ไหนกันครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ราวกับไม่คาดหวัง ทั้งที่คาดหวังอยู่ลึกๆ ว่าจะได้เห็นทั้งสองท่านอยู่ในห้องนี้ด้วย แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา

                    “อยู่ไกลเหรอ?”

                    “อืม ยังประชุมงานอยู่ที่อเมริกา กว่าจะกลับก็น่าจะเป็นสัปดาห์หน้าเลย”

                    “ครับ ผมเข้าใจแล้ว” ชีวิตของลูกชายอาจมีค่าน้อยกว่างานของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเมื่อต้องทำเรื่องที่อาจสร้างความขัดเคืองใจให้กับบิดามารดาในอนาคต...

 

 

                    “บัว...เป็นไงบ้าง...ยังเจ็บตรงไหนอีกมั้ย?”

                    บิดาถามด้วยความห่วงใยล้นอก ความปราบปลื้มใจที่ได้ลูกสาวกลับคืนมา เปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าที่แสนงดงามและยิ่งใหญ่ในชีวิต

                    “แม่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าแกแล้ว” มารดาร้องไห้โฮออกมา พร้อมกับคว้าจับมือนุ่มของลูกสาวไปแนบกับอก “ขอบใจนะที่แกยังอยู่ ไม่งั้นฉันต้องตายแน่”

                    บัวบูชามองหน้าบิดามารดาแล้วน้ำตาไหล อกที่ปวดร้าวค่อย ๆบรรเทาเพราะความรักของพ่อแม่ ซึ่งเป็นความรักที่แท้จริงและมั่นคง

                    “บัวขอโทษพ่อกับแม่ด้วยนะคะที่ทำให้ทุกข์ใจ บัวขอโทษที่ดูแลตัวเองไม่ดี บัวขอโทษ...”

                    คำขอโทษของเธออาจไม่เพียงพอกับความผิดที่เธอได้ก่อเอาไว้ การที่เธอทำให้บิดามารดาทุกข์ใจขนาดนี้ มันอาจเป็นบาปหนาติดตัว ซึ่งหากเธอยังทำตัวอ่อนแอและไร้ศักดิ์ศรีเหมือนที่ผ่านมา จนก่อทุกข์ในใจให้บิดามารดาอีก เธอก็ไม่สมควรจะได้รับการให้อภัย เพราะฉะนั้น เธอจึงต้องเข้มแข็งให้ได้...

                    ใช่แล้ว บัวบูชา ในเมื่อสวรรค์คืนลมหายใจให้แก่เธอ เธอก็ควรจะน้อมรับโอกาสอย่างสมเกียรติ เธอจะต้องมีชีวิตที่สวยงามให้ได้ เธอจะต้องอยู่ต่อเพื่อคนที่รักเธอ และสำคัญกว่านั้น...เพื่อลูกน้อยของเธอ

                    บัวบูชาปาดเช็ดน้ำตา ปั้นสีหน้าแข็งแกร่ง เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ระทมในใจ

                    “พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หนูไม่เป็นอะไรแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงแล้ว”

                    “แล้วมันเกิดขึ้นได้ไง แกจำได้มั้ย ว่ารถคันนั้นตั้งใจขับมาชนแก ว่าไง จะได้เอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด”

                    “แดง! ลูกเพิ่งฟื้น แกจะคาดคั้นอะไรลูกนักหนา ปล่อยให้ลูกพักผ่อน ให้ลูกแข็งแรงขึ้นก่อนไม่ได้หรือไง”

                    คำถามของมารดาทำให้เธอหวนกลับมาทบทวนเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นในวันนั้นอีกครั้ง แน่นอนเธอจำได้ดีว่าใครเป็นคนขับรถคันนั้น เธอมองเห็นหน้าคนขับชัดเจนก่อนที่ทุกอย่างจะดับพรึ่บ

                    “ก็ฉันแค้นใจนี่!!” บัวแดงชักโมโหที่ผัวใจเย็นเป็นน้ำอยู่ได้  “ตะกี้ไอ้หมอนั่นมันมาแน่ะ แฟนแกไง มันมา...”

                    “พอเถอะแดง!” สีหน้าของชิดณรงค์บอกว่าเขาจะพูดประโยคนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมียถึงยอมสงบปากสงบคำ ขณะลูกสาวตกใจไม่น้อยที่รู้ว่าเขามา ไม่ว่าจะมาด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามแต่ เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับคนร้ายกาจในเวลานี้  

                    “ของ ๆหนูล่ะคะ?” เธอนึกถึงจดหมายฉบับนั้นจึงรีบสอบถาม ด้วยใจกระวนกระวายเล็ก ๆ

                    “คุณหมอเก็บไว้ให้ทุกอย่าง ไม่ต้องห่วง กระเป๋าและของใช้ทั้งหมดยังอยู่ครบ วางอยู่นั่นไง” บิดามองไปทางมุมห้องซึ่งมีโต๊ะวางอยู่ กระเป๋าสะพายของเธออยู่ตรงนั้น รวมทั้งรองเท้าและเสื้อผ้าที่บรรจุไว้ในถุงกระดาษอย่างดี

                    “หนูขอดูหน่อยสิคะ”

                    มารดาเป็นคนไปหยิบกระเป๋ามายื่นให้ลูกสาว “เอาไป ทำอย่างกับมีของมีค่า”

                    “โทรศัพท์พังไปแล้วนะลูก เอาไว้พ่อซื้อเครื่องใหม่ให้นะ อะไรที่เสียไปแล้วก็ไม่ต้องไปเสียดาย เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”

                    บัวบูชายิ้มรับกำลังใจจากบิดา พลางค้นหาของในกระเป๋าอย่างสำรวจตรวจตรา เธอหวังว่าจะเจอจดหมายฉบับนั้นในกระเป๋า แต่ก็ไม่พบแม้แต่เศษเสี้ยว เธอหวนนึกถึงตอนที่โดนรถชนอีกครั้ง แล้วก็พบว่ามันอาจจะปลิวหายไปในตอนนั้นเอง...

                    บัวบูชาสีหน้ากังวล หัวใจสั่นรัว ปริศนาที่ค้างคาใจหายไปจากเธอเสียแล้ว คำตอบที่เธอควรได้รู้ ทำไมสวรรค์ถึงได้กลั่นแกล้งเธอขนาดนี้ 

                    “แหวน...” สายตาของเธอจรดลงมองที่นิ้วนางข้างซ้ายซึ่งว่างเปล่า ทิ้งเพียงร่องรอยบอบช้ำ แหวนวงนั้นก็ได้หายไปจากชีวิตเธอแล้วเช่นกันสินะ มันทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่ามันอาจเป็นจุดสิ้นสุดที่แท้จริง  

                    “ใช่ค่ะ...เรามาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ” เธอไม่ได้เพียงแค่บอกกับบิดามารดาเท่านั้น แต่เธอยังบอกกับตัวเองด้วยเช่นกัน “แม่ทำเรื่องย้ายโรงพยาบาลให้หนูด้วยนะคะ”

                    “ทำไมล่ะ อยู่นี่ก็ดีแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือเขาดี ถ้าแกกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แกไม่ต้องห่วง คนรวยพวกนั้นมันต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว”

                    “ถ้าลูกอยากย้ายก็ย้าย ดีเหมือนกัน ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลใกล้บ้านก็สะดวกเราด้วย”

                    “คืนนี้พ่อกับแม่ไม่ต้องเฝ้าหนูหรอกนะคะ หนูอยู่ได้ แม่พาพ่อกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะ”

                    บัวบูชาแสร้งนอนหลับ รอจนบิดามารดากลับออกไปแล้ว เธอจึงรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลมาทันที เธอร้องขอเจอคุณหมอที่เป็นผู้รักษาเธอ เพื่อจะสอบถามถึงเรื่องสำคัญบางอย่าง เรื่องสำคัญที่เธอยังไม่ได้บอกใครทั้งนั้น

                    “คุณหมอคะ...ตกลงลูกของฉัน...ลูกของฉันปลอดภัยดีใช่มั้ยคะ?”

                    ฝีเท้าของอิศราชะงักทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น หัวใจของเขาเต้นรัวเร่าขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาขยับตัวชิดกับฝาผนังห้องน้ำเพื่อไม่ให้บัวบูชาเห็นตัวเขาได้

                    “หมอขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ คนไข้เสียลูกไปตั้งแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ...”

                    ขาดคำนั้น เธอก็ร้องไห้โฮออกมาเหมือนจะขาดใจ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากคนที่กำลังยืนแอบฟังอยู่เช่นกัน เขาแทบจะหยุดหายใจในวินาทีนั้น...

                    “ลูก...ลูก...บัว...ท้อง...เหรอ” ในหัวของเขาหนักอึ้งและเจ็บปวดยิ่งกว่าครั้งไหน เขารีบขยับตัวเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูขังตัวเองไว้ภายใน ก่อนจะทรุดลงนั่งกองกับพื้นแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง เขายกมือปิดปากเอาไว้เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นรอดไหลออกไปได้ เพราะเสียงร้องไห้ของเธอนั้นมันดังพอให้เขารับรู้ถึงความเลวทรามของตัวเองมากพอแล้ว...


B
E
R
L
I
N
Select AllCopy To Clipboard
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #106 ning3015 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2561 / 00:18
    เสียน้ำตาไปหลายปีปมากกก
    #106
    0
  2. #101 an_julalak (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 12:22

    จิร้องไห้ บัวสู้ๆน๊า
    #101
    0
  3. #98 coonX3 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 08:52
    บัวเข้มแข็งไว้ พวกนั้นต้องได้รับบทเรียน กรรมขึ้นอยู่กับการกระทำไม่ใช่ความรวยจน ขอให้กรรมติดจรวด
    #98
    0
  4. #97 kaew_1980 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 04:45
    สงสารบัว# สักวันเถอะเวรกรรมนั้นจะกลับไปเล่นงานคนพวกนั้นให้สาสม
    #97
    0
  5. #96 paphapin1234 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 00:54
    น้ำตาแตก
    #96
    0
  6. #95 Ar.nie (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 00:48

    ผลแห่งการแก้แค้น(ที่ตัวเองคิดเองเออเอง) เจ็บกันทั่วหน้า



    #95
    0
  7. #94 tangkwaeiei (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 23:47
    แงงงงงง สงสารจังงงง สู้ๆนะทั้งสองคนต้องมีสักวันที่กลับมารักกันดีได้แบบเดิมนะ พยายามเข้านะเมฆ ส่วนบัวก็เข้มแข็งนะ
    #94
    0
  8. #93 Ray_1980 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 23:42
    มันเศร้าจัง เจ็บปวดไปกับทั้งบัวและเมฆ
    #93
    0
  9. #91 แมวมณี (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 23:33

    ฝากตอนใหม่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของรีดทุกท่านด้วยจ้า

    #91
    0