ห้ามรักเธอ (Don't lie to me)

ตอนที่ 18 : อย่าเอาเธอไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,400
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    30 ก.ย. 61














บทที่ 18

                               อย่าเอาเธอไป      

 

 

     

                    “บัว...อยู่ไหนบัว?”

                    สองขาอ่อนแรงหอบร่างกายที่ไม่เต็มร้อยนักเดินมาตามทางเดินอันเงียบสงบที่ทอดยาวไปสู่แสงสว่างเบื้องหน้าซึ่งเป็นท้องฟ้าเหนือระเบียงของชั้นเก้า โดยสองข้างทางขนาบข้างไปด้วยห้องพักฟื้นผู้ป่วยวีไอพีและห้องผู้ป่วยหนัก เขาเดินไล่หาจากป้ายชื่อที่ติดบนบานประตูไปแต่ละห้องด้วยหัวใจที่ร้อนรนกระวนกระวาย ในอกกลัดทุกข์ร่ำร้องโหยหาถึงเธอไม่หยุดหย่อน ครวญคร่ำถึงสวรรค์ชั้นฟ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองปกป้องเธอ อย่าได้ใจร้ายพรากลมหายใจอันแสนบริสุทธิ์และงดงามนั้นไป   

                    “บัว....บัว....ได้โปรด” ได้โปรดเมตตาคนเลวคนนี้ด้วยเถอะนะ ขอให้เขาได้เจอกับเธอโดยเร็วที่สุด ขอให้เขาได้เห็นเธอด้วยสองตาของตัวเอง ขอให้เขาได้เห็นว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ได้รู้ว่าเธอยังไม่จากไปไกล ไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพไหน ไม่ว่ามันจะหนักหนาสาหัสเท่าใด เขาจะยอมรับชะตากรรมและยอมรับการตัดสินจากเบื้องบน  

                    “คุณพยาบาล!”  เขามุ่งไปหาพยาบาลสาวที่เดินผ่านมา แล้วสอบถามละล่ำละลัก “บัวบูชา...บัวบูชา...เธออยู่ไหนครับ?”

                    พยาบาลสาวตกใจเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติแล้วฟังคำถามของคนไข้ตรงหน้าอย่างตั้งใจ “คนไข้หมายถึงใครคะ”

                    “ผู้หญิงที่โดนรถชนไงครับ!!” เขาขึ้นเสียงอย่างลืมตัว “เธออยู่ไหนครับ เธอชื่อบัวบูชาครับ บอกมาสิครับคุณพยาบาล บอกผมมา!!!

                    “ใจเย็นค่ะคนไข้”  

                    “เมฆ!

                    อิศเรศเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจและรู้สึกผิดต่อการกระทำหยาบคายของน้องชาย เขาตรงเข้ามาขอโทษขอโพยพยาบาลสาวแล้วหันมองน้องชายด้วยสีหน้ายุ่งยากใจและลำบากใจระคนกัน เขาน่าจะรู้นะว่าน้องชายของเขามันดื้อแค่ไหน

                    “ออกมาเดินข้างนอกทำไม ทำไมไม่พักผ่อน”

                    “ผมพักพอแล้ว!” อิศราสวนทันควัน โกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้ว “บอกผมมาว่าบัวอยู่ที่ไหน!!!”    

                    อิศเรศถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายและลำบากใจกว่าเดิม คิดว่าคงเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว

                    “เธอเป็นอะไรกับนายเหรอ นายถึงได้พร่ำเพ้อถึงเธอตลอดเวลา ทั้งตอนหลับและตอนตื่น เธอไม่ได้เป็นแค่คู่กรณีของวราลีใช่มั้ย เธอกับนายเกี่ยวข้องอะไรกัน บอกพี่มาสิ?”

                    พี่ชายไม่ได้คาดคั้นน้องชาย เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น แม้จะพอเดาได้ และมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่เขาก็ยังอยากได้ยินจากปากตัวก่อเรื่อง

                    อิศรากดกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำ ความเสียใจที่แน่นเต็มอกทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว

                    “เธอเป็นเงื่อนไขชีวิตของผม เธอเป็นชะตาของผม เพราะงั้น พาผมไปหาเธอเดี๋ยวนี้”

                    ถึงแม้น้องชายจะไม่ได้พูดตรง ๆ แต่เมื่อดูจากสภาพของน้องชายแล้วก็พอจะเดาได้ว่าผู้หญิงคนนั้นสำคัญแค่ไหน ซึ่งหากน้องชายของเขารู้ว่าตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นอยู่ในสภาพใด โอกาสที่น้องชายของเขาจะเสียศูนย์มันย่อมเป็นไปได้สูงทีเดียว

                    “นายควรกลับไปที่ห้องนะ เอาไว้...”

                    “พอเถอะน่า!! เลิกปกป้องผมได้แล้ว! ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ถ้าวันนี้ผมยังไม่ได้เจอบัวล่ะก็ พี่จะไม่ได้เห็นหน้าผมอีกเลย !!!

                    อิศเรศยอมพาอิศราไปยังห้องพักฟื้นผู้ป่วยหนักซึ่งอยู่ในชั้นเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่เป็นห้องที่อยู่สุดทางเดิน ห่างจากห้องพักฟื้นของอิศราไปไม่มากนัก ที่เขายอมไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ของน้องชาย แต่เขายอมให้กับความมุ่งมั่นแน่วแน่ของน้อยชายต่างหาก

                    “ที่นี่แหละ”

                    “บัว!”  สองพี่น้องยืนอยู่หน้ากำแพงกระจกใสที่กางกั้นระหว่างพวกเขาและเธอเอาไว้ราวกับอยู่กันคนละโลก ดวงตาดุดันล้นเอ่อจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวที่นอนแน่นิ่งบนเตียงผู้ป่วยโดยยังคงสวมเครื่องช่วยหายใจเอาไว้ และมีสายระโยงระยางพันธนาการชีวิต

                    “เจ็บมากสินะ...” น้ำตาของอิศรารินไหลออกมาไม่ขาดสาย หัวใจเจ็บปวดรวดร้าวราวถูกมีดกรีดเฉือน ยามนึกถึงภาพตอนที่เธอนอนจมกองเลือด    

                    “หลังผ่าตัด เธอยังโคม่าอยู่ ยังไม่ฟื้น”

                    “กี่วันแล้วครับ”

                    “ห้าวันแล้ว”

                    “หมอว่ายังไงครับ”

                    “ยังมีโอกาส แต่ไม่รับประกัน”

                    “พ่อแม่เธอล่ะครับ”

                    “ปกติพ่อเธอจะมาทุกวันนะ มานั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องแบบนี้แหละ ส่วนแม่เธอจะมาตอนเช้า พาพ่อเธอมาส่ง และจะมาอีกครั้งช่วงเย็นเพื่อรับพ่อเธอกลับบ้าน แต่วันนี้ไม่ได้มาเพราะพ่อเธอป่วย”  

                    อิศราฟังนิ่ง ดำดิ่งลงไปในความคิดมืดมนของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ “ผมจะเข้าไปหาเธอ” 

                    “เดี๋ยวพี่จัดการให้”

                    สิบนาทีหลังจากนั้น อิศราสวมชุดที่พยาบาลจัดให้เรียบร้อย เขาทำใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินเข้าไปหาบัวบูชาด้วยหัวใจที่เจ็บปวดทรมาน ดวงตาเศร้าระทมจับจ้องมองใบหน้าสวยนิ่งสงบนั้นอย่างอาดูรและโหยหา  

                    “ขอบคุณนะบัว...”  ขอบคุณที่เธอยังอยู่ ขอบคุณที่เธอยังให้โอกาสเขาได้ชดใช้กันในชาตินี้ “บัวจ๋า...ฮือ.....”

                    เขาทรุดกายลงนั่งคุกเข่าข้างเตียง คว้าจับมือเย็นเยือบของเธอไว้แล้วจูบบนหลังมือนุ่มแนบแน่น เนิ่นนาน เพื่อสัมผัสชีวิตและเลือดเนื้ออันอบอุ่น

                    “บัว...บัว...เมฆขอโทษ...เมฆเลวเอง...เมฆชั่วเองบัว ตื่นมาสิ ตื่นมา...” เขาสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพรากเหมือนทำนบพัง รดรินบนหลังมือของเธอจนเปียกฉ่ำ หัวใจจะขาดสะบั้นเสียให้ได้ “ฮือ...ตื่นนะบัว ตื่นมาด่าว่าเมฆ ตื่นมาให้เมฆได้ชดใช้ให้บัวนะ”

                    ริมฝีปากสั่นพร่าจูบซ้ำบนหลังมือนุ่มซึ่งไร้แหวนหมั้นเสียแล้ว จูบแนบราวกับจะสลักวิญญาณไว้ ก่อนจะผละออกแล้วยื่นมือขึ้นจับแก้มนิ่มนวลด้วยสีหน้าโหยหา แต่เต็มไปด้วยรักอันรุนแรง  

                    “เมฆรู้ว่าบัวเป็นคนดี บัวเป็นคนดีที่สุด เพราะงั้น ถ้าบัวตื่นขึ้นมาแล้ว บัวห้ามให้อภัยเมฆเด็ดขาดนะ เพราะเมฆจะขอเป็นฝ่ายตามชดใช้ให้บัวจนเมฆตาย แต่ถ้าบัวไม่ยอมตื่นจากฝันแบบนี้ หลังจากนี้เป็นต้นไป เมฆจะขออยู่อย่างทุกข์ทนทรมาน เมฆจะไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ และจะไม่มีความสุขอีกเลยตลอดชาตินี้ เมฆสัญญานะ”

                    อิศราลูบไล้แก้มนวลพลางคร่ำครวญร่ำร้องจนม่านน้ำตาพร่าเลือน เลือนลางจนแทบมองไม่เห็นบัวบูชาด้วยซ้ำ  หากแต่ในม่านน้ำตานั้นกลับเปิดเผยภาพของตุลธรที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ด้วยสีหน้าสะใจ

“ไอ้ต้น....”

 

            และแล้วตุลธรก็พาเขาย้อนกลับไปเมื่อเก้าปีก่อนอีกครั้ง โดยไม่ต้องร้องขอ...

                    “ไอ้ต้น!” อิศรายืนนิ่งเหมือนคนไร้ชีวิตเพราะช็อคกับภาพที่เห็นตรงหน้า ร่างของเพื่อนรักที่นอนอาบเลือดอยู่บนพื้นดินแดงฉาน ท่ามกลางนักเรียนนับร้อยที่ยืนล้อมดูด้วยความอึ้งช็อคและหวาดเสียวสยดสยอง  

                    อิศราค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาร่างแน่นิ่งของเพื่อนรักด้วยหัวใจที่แตกสลาย เขาทรุดร่างลงนั่งเคียงข้าง ช้อนประคองศีรษะของเพื่อนไว้ในตัก ห้วงลมหายใจสุดท้ายของเพื่อนอยู่ในกำมือเขาแล้ว  

                    “เมฆ....”

                    ตุลธรพร่ำเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนแรง พยายามเปิดเปลือกตามองเขาเพื่อร้องขอคำสัญญา อิศราจึงก้มลงหาเพื่อนรัก เพื่อฟังเสียงกระซิบครั้งสุดท้าย...

                    “ไม่....ไม่....ไม่นะ....”  ประโยคนั้นทำให้เขาร้องลั่นออกมาด้วยความเสียใจ ซึ่งเป็นวินาทีเดียวกับที่ลมหายใจของคนที่อยู่ในอ้อมกอดถูกพรากจาก ลมหายใจของคนที่มีหัวใจรักอย่างสุดซึ้ง  

                    “ไอ้ต้น!!  ไม่จริงใช่มั้ย!” ราเมศที่เพิ่งวิ่งมาถึงตะโกนโวยวายเหมือนคนบ้า ก่อนจะทรุดลงนั่งกองกับพื้นแล้วร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย  

                    “พระเจ้า!”  ธนินทร์กับทิวากรมาถึงพร้อมกัน ต่างก็อึ้งและช็อคเหมือนคนสติหลุด

                    “ต้น...ต้น...นายทำบ้าอะไรหา!!” วราลีที่แทรกคนมุงเข้ามาเห็นเพื่อนเป็นคนสุดท้าย ถึงกับกรีดร้องทันที...

 

                    “ไอ้ต้น...” 

                    อิศราเรียกชื่อของเพื่อนรักอีกครั้งในวันนี้ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แฝงความท้าทาย ขณะลุกขึ้นยืนราวกับกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ทั้งที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นสักคน หากมีก็แต่บัวบูชาที่นอนนิ่งอยู่  

                    “อย่าเอาเธอไปนะ ถ้านายอยากได้ เอาเราไปแทนสิ! มาเลย มาเอาเราไป!

                    เขาพูดแค่นั้น ก่อนจะหันหลังให้บัวบูชา แล้วเดินออกจากห้องนั้นไป เขาไม่ได้กลับไปที่ห้องพักของเขา แต่ตรงขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าของโรงพยาบาลแทน

                    บ่ายวันนี้ แดดที่ร้อนแรงเมื่อช่วงเช้า จางหายไปพร้อมกับความสดใส สายลมรุนแรงจากท้องทะเลพัดมาจนร่างกายของคนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกสิบชั้นสั่นไหวเล็กน้อย

                    อิศราขยับเท้ามายืนตรงริมตึกอย่างไม่รีรอ สีหน้าเรียบเฉยแต่แน่วแน่บ่งบอกว่าเขามีสติและรู้ตัวตลอดเวลาในทุกย่างก้าว เขาไม่ได้พาตัวเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้เพราะอารมณ์ชั่ววูบแต่อย่างใด   

                    ท้องฟ้าที่เริ่มมืดครื้มในยามนี้ ช่างไม่ต่างจากหัวใจของเขาเลยสักนิด และหากฝนล่วงลงมาเมื่อไหร่ ก็คงไม่ต่างจากดวงตาของเขาที่พร้อมจะปลดปล่อยน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้จักจบ

                    “ไอ้ต้น...มึงอย่าเอาบัวไปนะ...ถ้ามึงโกรธมากนักนะ มึงก็มาเอากูไปแทน...มึงมาเอากูไป!

                    เขาตะโกนออกไปอย่างสุดเสียง แข่งกับเสียงท้องฟ้าที่กำลังลั่นครืดคราดน่าหวาดหวั่น หัวใจที่เต้นรัวขึ้นทุกวินาทีทำให้เขาหอบจนตัวโยน

                    “ใช่...กูผิดเอง...กูผิดเอง” เขากดกรามแน่นเอ่ยออกไปด้วยสีหน้าเย็นชา ความเหน็บหนาวที่จับขั้วหัวใจทำให้ร่างกายของเขาเย็นชืดไปทั้งร่าง

                    “แต่มึงก็ผิดเหมือนกัน มึงไม่น่ากระโดดลงไปเลย มึงไม่ควรเลย มึงมันอ่อนแอ บัวไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไม ทำไม ทำไม!!!!”  ความเจ็บปวดในหัวใจกระทุ้งเตือนให้เขาคิดถึงหญิงสาวซึ่งเป็นเหยื่อของความแค้นที่น่ารังเกียจ หญิงสาวที่ไม่ได้มีความผิดเลยสักนิดเดียว แต่เธอต้องมารับกรรมเพราะความโง่เขลาและความขี้ขลาดของเขาเองทุกอย่าง

                    “เมฆ!”  

                    เสียงพี่ชายของเขานั่นเองที่ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์อันขมขื่น และความมืดมนอนธการในหัวใจ

                    “อ่า.....”

                    อิศเรศตกใจไม่น้อยที่เห็นน้องชายยืนอยู่ตรงริมตึก ด้วยท่าทางเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เขาพยายามใจเย็นขณะขยับเท้าไปยืนใกล้กันเพื่อจะตรวจสอบสภาพจิตใจและอารมณ์ของน้องชาย ซึ่งกำลังจิตตกอย่างรุนแรง

                    “ทำอะไรอยู่?”

                    “ผมก็แค่...”  อิศรายิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันให้กับความเลวของตัวเอง “ขึ้นมาสูดอากาศ”

                    “ฝนใกล้ตกแล้ว พี่ว่า...กลับลงไปดีกว่า”

                    “พี่ฟ้า ผมคิดว่าผมเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วล่ะพี่”

                    “จริงเหรอ นายจำอะไรได้บ้าง ตกลงนายลืมอะไรไป เมื่อ 9 ปีก่อน นายลืมอะไร” เพราะหลังจากที่เพื่อนของน้องชายกระโดดตึกฆ่าตัวตาย น้องชายของเขาเองก็ช็อคจนสลบไปเหมือนกัน  ทว่า หลังจากที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าเขาลืมเหตุการณ์ในช่วงอายุ 18 ไปจนหมด โดยเฉพาะเหตุการณ์ก่อนที่เพื่อนของเขาจะฆ่าตัวตาย อิศราใช้เวลามาเกือบเก้าปีในการตามหาความทรงจำที่หายไป แต่มันไม่เคยได้ผลเลย ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่ามักล้มเหลวเสมอ กระทั่งเขากลับมาที่ภูเก็ตอีกครั้ง

                    “ความจริงผมไม่ได้ความจำเสื่อมหรอกพี่ แต่ผมแค่สั่งจิตใต้สำนึกให้ลืมมันต่างหาก ผมแค่สั่งสมองโง่ๆ ขี้ขลาดๆของผมให้ลืมมันไป แต่ตอนนี้มันกลับมาแล้ว ถึงแม้มันยังกลับมาไม่หมด แต่มันก็มาบ้างแล้ว” ภาพสุดท้ายที่เขานึกออกก็คือตุลธรเดินถอยหลังห่างเขาออกไปแล้วมุ่งหน้าไปยังริมตึก...เท่านั้นเอง...ภาพหลังจากนั้นยังขาดหายไป...จนไปเห็นตอนที่ตัวเองกอดร่างเปื้อนเลือดนั้นแล้ว

                    “เสียงกระซิบนั่น...” เขามั่นใจว่าเพื่อนได้พูดบางอย่างกับเขาก่อนมันจะตาย แต่เขากลับไม่ได้ยินประโยคนั้น เหมือนมันถูกกลืนหายกลับไปในห้วงเวลา

                    “ไม่เป็นไรนะ พี่เชื่อว่าสักวันนายจะจำได้หมด ซึ่งมันอาจจะเป็นเร็ว ๆ นี้ก็ได้”

                    “ผมก็หวังอย่างนั้น”

                    “อ้อ บางทีนายอาจอยากรู้  ผู้หญิงคนนั้นน่ะ เธอฟื้นแล้วนะ”

                    “ฟื้นแล้ว!!”  หัวใจของอิศราเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้ง เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง เขาคว้าจับตัวพี่ชายไว้ เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่ได้ฝันไป “บัวฟื้นแล้วหรือพี่!!

                    “ใช่ เหมือนปาฏิหาริย์เลยล่ะ อยู่ ๆเธอก็ฟื้น นายสบายใจได้แล้วนะ เธอปลอดภัยแล้ว”

                         “ผมจะไปหาเธอ...ผมจะไปหาบัวเดี๋ยวนี้!!!”   








                         @ฝากเพจติดตามงานของไรท์นะคะ






B
E
R
L
I
N
Select AllCopy To Clipboard
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #90 tom247 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 14:00
    เราว่าต้นกับเมฆเป็นคู่เกย์กัน พอรู้ว่าเมฆปันใจให้บัวก็โกรธ เลยวางแผนกะเพื่อนฆ่าตัวตาย555 ฟุ้งซ่านมาก ไรท์มาเยอะไปนะ
    #90
    0
  2. #89 Ar.nie (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 23:54

    มันมีเงื่อนงำ รอดูผลกรรมขอแต่ละคน แอบเดาว่าแก็งเพื่อนมีส่วนเกี่ยวพันกับการตายของต้นไม่มากก็น้อย

    #89
    0
  3. #88 เพลิงในคืนมืด (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 23:41
    จะเป็นไงต่อไปนะ
    #88
    0
  4. #87 TaOo1122 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 23:26
    แอบหลอน55
    #87
    0
  5. #86 แมวมณี (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 23:20

    ฝากตอนใหม่ด้วยค่าาาา มาเอาใจช่วยบัวกันต่อนะคีะ ขอบคุณทุกเม้นต์เลยนะคะ เม้นต์มากเม้นต์น้อยไรท์ก็ดีใจมากๆจ้าาาา จุ๊ฟๆๆ

    #86
    0