ห้ามรักเธอ (Don't lie to me)

ตอนที่ 17 : คนที่ซ่อนอยู่ในหัวใจที่เจ็บปวด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,029
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    28 ก.ย. 61











บทที่ 17

                   คนที่ซ่อนอยู่ในหัวใจที่เจ็บปวด

 

 

     

                    “บัวอยู่ไหนครับ?” ขอร้องล่ะ บอกเขามาเถอะว่าเธอปลอดภัยดี บอกเขามาเถอะว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ บอกเขามาเถอะว่าฟ้าไม่ได้อยุติธรรมขนาดนั้น นั่นเพราะคนที่สมควรตายไม่ใช่เธอ แต่เป็นเขาต่างหาก

                    “ว่าไงครับ”

                    การนิ่งเงียบของผู้เป็นพี่เปรียบเสมือนบทลงทัณฑ์ร้ายแรงที่ทำให้หัวใจและจิตวิญญาณของเขาสั่นสะท้านและทรมานอย่างยิ่งยวด เสียงเข็มนาฬิกาที่ดังติ๊กต๊อกเป็นจังหวะหนักแน่นบนฝาผนัง ราวกับกำลังนับถอยหลังสำหรับเวลาตายของเขาที่ใกล้เข้ามา...   

                    “โอย...อือ...” ความเครียดข้นขลักในหัวปั่นป่วนสมองและความรู้สึกของเขาอีกคราว ใบหน้าคร้ามแดงก่ำฉายชัดถึงความเจ็บปวดรวดร้าวขั้นสุดราวกับว่าก้อนหัวใจของเขากำลังจะขาดสะบั้นจากขั้วในอีกไม่กี่อึดใจ สองฝ่ามือจึงยกขึ้นกุมขมับเพื่อประคองศีรษะที่หนักอึ้งเอาไว้ พร้อมกับกระซิบบอกตัวเองว่านายไม่มีสิทธิ์อ่อนแออีกแล้วอิศรา  

                    “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวหมอก็มาแล้ว” ในฐานะพี่ชายที่รู้จักน้องชายดี เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่น้องชายโยนมาซ้ำ ๆ นั่นเพราะรู้ดีว่าหากตอบความจริงไป น้องชายของเขาคงวิ่งออกจากห้องนี้เป็นแน่ หากเป็นไปได้ เขาต้องการให้น้องชายนอนหลับต่อไปอีกสักวัน เพื่อให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูได้ดีกว่านี้ เพื่อให้เขาแข็งแรงพอจะรับรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

                    “ผมถามว่าบัวอยู่ไหน!!!” ความโกรธทำให้อิศราตะโกนใส่หน้าพี่ชายอย่างบ้าคลั่ง ความเกลียดชังตัวเองทำให้น้ำตาของเขากลั่นออกมาเป็นสาย

                    “เมฆ...”  อิศเรศพยายามใจเย็นและหนักแน่นให้ถึงที่สุด แม้จะสงสารน้องชายจับใจ แต่เพื่อให้ผ่านพ้นเวลานี้ไปได้อย่างสงบ เขาจำเป็นต้องโกหกและใจร้ายสักหน่อย  

                    “นายไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้น เธอปลอดภัยแล้ว เธอปลอดภัย ทุกอย่างเรียบร้อยดี ทางโรงแรมของเรารับเป็นเจ้าของไข้ร่วมกับคู่กรณี เราดูแลเธอดีทุกอย่างเหมือนที่นายได้รับการดูแล อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ตามที่นายต้องการทุกอย่าง...”

                    เขาทำตามที่น้องชายร้องขออย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นคำร้องขอก่อนที่น้องชายจะสลบตามหญิงสาวคนนั้นไป ท่ามกลางความแตกตื่นและตกใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาเข้าไปประคองศีรษะน้องชายขึ้นมาวางในตัก ขณะมือของน้องชายยังเกี่ยวกุมกับมือของหญิงสาวคนนั้นไม่ยอมปล่อย...

                    ช่วยเธอด้วยนะพี่ อย่าทิ้งเธอนะ เธอต้องอยู่ เธอต้องไม่เป็นอะไร

                    ดูเหมือนอิศราจะรวบรวมสติในห้วงวินาทีสุดท้ายเพื่อผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างกาย ผู้หญิงที่เขาตระกองกอดไว้ในอกแล้วร้องไห้เหมือนคนบ้า

                    ถึงแม้เขาจะไม่ทันรับปากน้องชาย แต่เขาก็เต็มใจจะทำตามที่น้องชายร้องขอ จัดการส่งทั้งน้องชายและผู้หญิงคนนั้นเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนชั้นเยี่ยม และลุ้นอาการอยู่หน้าห้องด้วยใจสั่นสะท้าน เพราะน้องชายต้องผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเกิดอาการเส้นเลือดในสมอง ขณะที่หญิงสาวคนนั้นอาการสาหัส

                    “เธอปลอดภัยแล้ว จริงหรือครับ แล้ว...” ใบหน้าเศร้าระทมคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความหวัง น้ำตาที่คลอหน่วยตาตกลงมาเพราะความดีใจ “แล้ว.....ตอนนี้เธอ...”

                    “นายอย่าเพิ่งพูดอะไร อย่าเพิ่งคิดอะไร” อิศเรศเอ่ยเชิงขอร้อง “พักก่อนนะเมฆ ตัวนายเองก็ยังไม่หายดี...”

                    “แต่ผมอยากไปหาเธอ ผมจะไปหาเธอ!!” น้ำเสียงจริงจังทำให้อิศเรศรู้สึกกลัว...กลัวว่าน้องชายจะรู้ว่าเขาโกหก กลัวน้องชายจะอาละวาดจนโรงพยาบาลพังพินาศ

                    “คุณหมอมาแล้ว!” อิศเรศถึงกับโล่งใจที่คุณหมอมาได้ถูกจังหวะเวลา เพราะเขากำลังจะรับมือน้องชายไม่ไหวพอดี เขาละสายตาจากน้องชายหันไปสนทนากับคุณหมอวัยห้าสิบอย่างสนิทสนมทันที “ฟื้นแล้วคุยไม่หยุดเลยครับอาหมอ”

                    “ดีมาก ดีแล้ว  เป็นไงบ้างเมฆ” คุณหมอธนากร อาจารย์หมอวัยห้าสิบ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและหัวใจ เขาเป็นหมอประจำตัวของอิศรามาตั้งแต่ก่อนไปอเมริกา กระทั่งกลับมาเมื่อหลายเดือนก่อน อิศราก็ยังแวะเวียนมาหาคุณหมอธนากรไม่ได้ขาด

                    “มา...หมอขอดูหน่อย”

                    “เดี๋ยวครับ ผมขอถามถึงคนไข้ที่ชื่อ...”

                    “เงียบก่อน เดี๋ยวค่อยคุยกัน” หมอธนากรปรามคนไข้จอมดีดด้วยสีหน้าผ่อนคลายและเอ็นดู เขาทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยอีกครั้งอย่างละเอียด แล้วจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับผลของการผ่าตัด

                    “ข่าวดีนะ แข็งแรงมากนะเรา”

                    “ครับ ผมดีขึ้นแล้ว” เขาพูดพลางแสดงความกระตือรือร้นแต่แอบรนรานจนใครก็มองออก “ผมอยากคุยกับอาหมอตามลำพังครับ”

                    “โอเค งั้นผมออกไปรอข้างนอกก่อนนะครับ ขอบคุณมากนะครับอาหมอ ฝากน้องชายของผมด้วยนะครับ”

                    อิศเรศเต็มใจจะออกไปอยู่แล้ว เพราะเขาตั้งใจจะไปดูคนไข้อีกคนที่ยังอยู่ที่ห้องไอซียูไม่ไกลกัน รายนั้นอาการยังหนักหนาพอสมควร

                    เมื่ออยู่กันตามลำพัง อิศราจึงเปิดปากเล่าเกี่ยวกับอาการทางด้านสมองครั้งล่าสุดของตัวเองให้หมอธนากรฟังอย่างไม่รีรอ  

                    “ตอนนี้ผมคิดว่า ความจำส่วนที่เคยหายไปของผม มันกลับมาแล้วครับอาหมอ ผมเริ่มจำได้แล้วว่าช่วงเวลาตอนอายุ 18 ปีของผมมันหายไปไหน ช่วงเวลาก่อนจะเกิดเรื่อง” เขาไม่อยากเอ่ยถึงเหตุการณ์ร้ายแรงนั้นเลย แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ “ก่อนจะเกิดเรื่องกับเพื่อนของผมวันนั้น ผมจำได้บ้างแล้วว่าผมลืมอะไรไป แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าผมยังลืมอะไรไปอีกมั้ย แต่บางส่วนกลับมาแล้วอย่างแน่นอน บางส่วนที่สำคัญ”

                    “ความจำส่วนนั้นกลับมาตอนไหน ก่อนเข้าห้องผ่าตัดหรือหลังจากผ่าตัดแล้ว”

                    คำถามนี้ทำให้เขาหวนคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่บัวบูชานอนจมกองเลือดอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้เขาหวนไปนึกถึงภาพของตุลธรซ้อนเข้ามาด้วย จึงทำให้เขารู้สึกปวดหัวและปวดใจไปพร้อมกัน น้ำตาของเขาตกไหลอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ เขาพยายามอดกลั้นอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่ทนแรงกดดันจากภายในไม่ไหว

                    “ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คิดนะ”

                    “ตอนที่ผมเห็นเธอ...นอนจม...กองเลือด” เขาเล่าพลางสะอื้นฮึกฮัก น้ำตาไหลพรากเป็นม่านหนาจนแทบมองไม่เห็นอะไร “ผมเห็นเธอ...ผมเห็นเลือดของเธอ...มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดหัวใจจนแทบจะทนไม่ไหว”

                    “เธอคือคนที่อยู่ในความจำส่วนที่หายไป?”

                    คำถามของอาหมอยิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกผิดและเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งหัวใจ เขาสะอื้นฮึกฮักจนตัวโยนอย่างไม่รู้สึกอายอีกต่อไปแล้ว

                    “เธอคือบทลงโทษของผม ถ้าเธอเป็นอะไรไป ผมจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย”

                    “คนไข้ที่ถูกส่งตัวมาพร้อมกันใช่มั้ย?”

                    “ครับ...เธอคือคนที่ผมซ่อนเอาไว้ในสมอง...สมองโง่เง่าของผม! เธอคือคนที่ผมขังเอาไว้ในความทรงจำอย่างขี้ขลาด ผมมันอ่อนแอและน่ารังเกียจ!!

                    “มันอาจไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความขี้ขลาดก็ได้นะเมฆ อย่าเพิ่งสรุปอะไรทั้งนั้น รอให้ความจำกลับมาหมดก่อน นายถึงมีสิทธิ์ต่อว่าตัวเอง บางที นายแค่ต้องการปกป้องเธอก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ นายลองคิดให้ดี ลองคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้นายเจ็บปวดครั้งนั้น...”

                    นายอาจต้องการปกป้องเธอ...นายอาจต้องการปกป้องเธอ...

                    “ไม่จริง ถ้าผมอยากปกป้องเธอ แล้วทำไมผมถึง...ทำไมผมถึง....” ทำไมเขาถึงทำร้ายเธอขนาดนี้  ทำไมความรักที่ซ่อนอยู่ไม่กระตุ้นเตือนเขาบ้าง “ผมเป็นสาเหตุให้เธอเจ็บปวดครับ ผมทำให้เธอต้องเจ็บปวดทั้งทางกายและใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่เกิดจากความอ่อนแอและขี้ขลาดของผมทั้งสิ้น”

                    อิศราคว้ามือหมอธนากรไว้ “อาหมอครับ ตอนนี้คนไข้ที่ชื่อบัวบูชาเป็นยังไงบ้างครับ เธอเป็นยังไงบ้างครับอาหมอ เธอปลอดภัยแล้วใช่มั้ย?”

                    สายตาอ้อนวอนผสานความหวาดหวั่นจ้องมองหมอสูงวัยอย่างมีความหวัง ท่วงท่าของชายหนุ่มบ่งบอกว่าหญิงสาวผู้นั้นคือคนสำคัญพิเศษ

                    “เธอคือผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ เหรอ?”

                    อิศรานิ่งไปนิด ก่อนจะพยักหน้า “ครับ เธอคือผู้หญิงคนนั้น ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเธออยู่ในหัวผมมาตลอดเลย”

                    หมอธนากรยิ้มอบอุ่น “เธอไม่ได้ซ่อนอยู่ในหัวของนายหรอก แต่เธอซ่อนอยู่ในหัวใจของนายต่างหาก ถ้าวันใดหัวใจของนายแข็งแรงขึ้น ทุกอย่างมันจะชัดขึ้น หมอเชื่อว่า การเปิดหัวใจของนายนั่นแหละ จะทำให้นายค้นพบคำตอบอีกมากมายเลย แต่ตอนนี้ นายต้องพักผ่อนแล้ว”

                    “ไม่ครับ! ผมจะไปหาเธอ” เขายังยืนยันคำเดิม “ผมอยากเห็นเธอ อยากเห็นกับตาตัวเองว่าเธอปลอดภัยดี”

                    หมอธนากรบีบมือเขาเพื่อให้กำลังใจ ซึ่งเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่เขาจะหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

                    ทุกอย่างเหมือนฝัน หัวใจของเขาล่องลอยไปหาเธอแล้ว แต่ร่างกายของเขายังคงนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ท่ามกลางความเงียบงันที่ไร้แม้เสียงลมหายใจของตัวเอง จนทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในหลุมศพที่เหน็บหนาวและเยือกเย็นที่สุด

                    อิศราหลับไปนานเกือบสิบชั่วโมง ก่อนจะตื่นขึ้นอีกครั้งในช่วงสายของวันใหม่ เขาลืมตาขึ้นท่ามกลางเพื่อนสนิททั้งสี่คนที่ยืนล้อมเตียงเขาไว้ด้วยความห่วงใย  

                    “เมฆ!  ตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง?” วราลีคว้ามือเขาไปจับจนแน่น เธอยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความโล่งใจและดีใจที่เห็นเขาปลอดภัยดี “ยังเจ็บตรงไหนมั้ย?”

                    “บัวล่ะ?” คำถามแรกของอิศราหลังจากที่ตื่น ทำให้ วราลีหน้าเปลี่ยนสีทันตาเห็น เช่นเดียวกับอีกสามหนุ่มที่ต่างก็มั่นใจแล้วว่าอิศรามีใจให้ผู้หญิงคนนั้นอย่างแน่นอน   

                    “มันไม่เป็นอะไรหรอกน่า!!

                    “วราลี!

                    “ตื่นมาก็ถามถึงเลยนะ” ทิวากรรีบแทรกก่อนที่อิศราจะโมโหจนระงับไม่ไหว “หรือในใจจะมีแต่...” พูดพลางจับจ้องมองใบหน้าเศร้าระทมของอิศราอย่างตรวจตรา ดวงตาที่เต็มไปด้วยรักและรู้สึกผิดที่ฝังแน่นหนัก ทำให้อิศราจอมยโสหายไปไหนเสียแล้ว  “บัวบูชา!

                    ธนินทร์กับราเมศมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ เพราะทั้งคู่คิดตรงกันว่าไม่ควรทำให้บรรยากาศมันอึดอัดไปมากกว่านี้ พวกเขาต่างรู้ดีว่าคำว่าบัวบูชาเป็นคำต้องห้ามของกลุ่ม มันจึงไม่ควรจะเอ่ยถึงในเวลานี้

                    “แทนที่จะพูดเรื่องไร้สาระ!” ราเมศแสร้งทำเป็นเสียงสดใสเหมือนคนซื่อใสไร้เดียงสาไม่รู้ความ “เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะจัดงานปาร์ตี้แบบไหนเพื่อต้อนรับการกลับมาจากความตายของไอ้เมฆ”

                    “ไอ้เมศ!” ธนินท์อยากจะโขกหัวเพื่อนสักทีที่ปากพล่อยเหลือรับประทาน “แต่ถ้าไม่อยากจัดปาร์ตี้ พวกเราไปเที่ยวกันดีมั้ย ไปเมืองนอกเลยแล้วกัน ไปเมืองไหนดี ฮาวายดีมั้ย?”

                    แต่อิศราไม่เห็นดีด้วยที่จะพูดเรื่องอื่นในเวลานี้ เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือเรื่องบัวบูชา เขาไม่สนแล้วว่าใครจะคิดยังไง เขาสนแค่ว่า...

                    “ตั้งใจเหรอ?”

                    เขาโยนคำถามใส่วราลีแบบตรง ๆ จนทำให้เธอตกใจและตั้งตัวไม่ทัน  

                    “เมฆ!

                    “ตั้งใจรึเปล่า!!

                    เมื่อถูกต้อนหนัก วราลีหน้าซีดปากสั่นเหมือนจำเลยที่กำลังจนมุม ธนินทร์ผู้เข้าข้างวราลีทุกอย่างจึงต้องรีบปกป้องด้วยการอธิบายแทน  

                    “ลีไม่ได้ตั้งใจหรอกน่าเมฆ ไม่มีใครอยากทำให้ใครตายหรอกนะ!!!

                    “ว่าไงนะ!  ตายเหรอ!!!  ตาย!!  อิศราตะโกนลั่นจนทำให้ทุกคนตกใจ  “เป็นไปไม่ได้!

                    วินาทีนี้...เขาช็อคจนสติแทบหลุด และรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง เขาก้าวลงจากเตียงอย่างเร็วแล้วสาวเท้าทันที

                    “นายจะไปไหนเมฆ!” ทิวากรเดินไปขวางหน้าเอาไว้ อิศราผลักอกเขาให้ออกห่าง แต่ทิวากรจับแขนของอิศราเอาไว้แน่น สายตาเย็นเยือกชวนขนลุกจ้องมองราวกับจะสะกดจิตเขาอย่างนั้น “จะไปหาผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย?”

                    อิศรามองหน้าทิวากรอย่างเอาเรื่อง พร้อมกับแกะมือของทิวากรออกจากลำแขนของเขาแล้วผลักออกอย่างแรง

                    “ใช่!  ฉันจะไปหาเธอ!

                    “ที่ไหนล่ะ”

                    “ทุกที่ที่เธอไป ฉันจะไปหาเธอ”

                    “แม้แต่ใน...นรก หรือบนสวรรค์? อย่างนั้นเหรอ?”

                    อิศราตอบโต้สายตาเย้ยหยันของทิวากรด้วยการยิ้มมุมปากอย่างยโส

                    “ใช่  แม้แต่ในนรก! พอใจรึยัง?”

                    ทิวากรถึงกับอึ้ง ก่อนจะขยับถอยไป  

                    “ขอร้องเถอะเมฆ” วราลีปาดน้ำตา “ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นังนั่นมันเดินลงมาเอง เหมือนมันจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ มันอาจจะฆ่าตัวตายก็ได้!!!

                    “ใช่  เธออาจฆ่าตัวตาย!” ทิวากรย้ำประโยคนั้นออกมาอย่างไม่รู้สึกผิด ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าวันนั้นวราลีมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินปกติ ซึ่งไม่ควรขับรถอยู่แล้ว “ก่อนเธอจะเดินออกมา นายพูดอะไรกับเธอรึเปล่าเมฆ”

                    “ฆ่าตัวตายงั้นเหรอ!” อิศราใจหล่นวูบ เกือบจะทรุดลงกองกับพื้น หากยังประคองตัวไว้ได้ เขาคิดไม่ตก หากบัวบูชาคิดทำอย่างนั้นจริงล่ะ หากวิบากกรรมของหญิงสาวเกิดจากแรงผลักดันจากเขาล่ะ       

                    “เฮ๊ย!  พวกนายพูดอะไรกันวะ” ราเมศเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของอิศราจึงรีบหยุดบรรยากาศอึมครึมเสีย “พอเถอะว่ะ ไอ้เมฆมันก็เพิ่งฟื้นได้ไม่นาน ปล่อยให้มันพักผ่อนก่อนดีกว่า...”

                    ราเมศพูดไม่ทันจบ คนที่ควรพักผ่อน เปิดประตูห้องแล้วก้าวออกไปทันที

                    “พวกนายจะพูดทำไมวะ ไม่ดูสภาพไอ้เมฆมันบ้างเหรอ ฆ่าตัวตายอะไรวะ” ราเมศหัวเสีย ก่อนหันมองหน้าวราลีคนก่อเรื่อง “จะโยนความผิดให้ไอ้เมฆเหรอลี”

                    “ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

                    “อย่าคิดว่าเราไม่รู้นะลี ว่ามันเกิดเพราะอะไร”

                    “เฮ๊ยเมศ ก็ลีบอกไม่ได้ตั้งใจไง” ธนินทร์รีบทวง ทั้งที่ตัวเองก็รู้ดีแก่ใจ “มันเป็นอุบัติเหตุโว๊ย!

                    “อุบัติเหตุก็ได้ แต่ทำไมต้องบอกไอ้เมฆว่าบัวฆ่าตัวตาย มันไม่แฟร์เลย เอากล้องหน้ารถมาดูสิ เอามาดู”

                    วราลีหน้าซีดเผือด “ก็บอกแล้วไงว่ากล้องมันเสีย”

                    “ก็ได้ งั้นจะไปขอดูกล้องที่โรงแรม”

                    ธนินทร์แอบหน้าเสีย เพราะก่อนหน้านี้ เขาถูกร้องขอจากวราลีให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ เขาเห็นทุกอย่างแล้ว ก่อนจะจ่ายเงินเพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดการลบไฟล์ของวันนั้นจนหมดสิ้น

                    “ไอ้เมฆมันแพ้” ทิวากรเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา และน้ำเสียงเย้ยหยันเล็ก ๆ “มันแพ้เกม...เกมนี้...บัวบูชาต่างหาก...ที่ชนะ!!


B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #85 Ar.nie (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 00:39

    แต่ละคนนี้ควรน่าคบเป็นเพื่อน หายโง่ขี้ขลาดแล้วอิเมฆควรทำบุญครั้งใหญ่โดยการเลิกเป็นเพื่อนคนพวกนี้นะ

    แต่สงสัยอิคนชื่อทิวากร อาจเป็นอีกตัวการให้คนชื่อต้นฆ่าตายตาย แอบดูจิตๆไงไม่รู้

    #85
    0
  2. #84 coonX3 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 00:09
    เพื่อนเลวๆ คบเพื่ออะไรเนี่ย ถ้ายังแยกไม่ออกก็กินหญ้าไปเถอะ รวยและเลว กรรมก็ตามทันอยู่ดีแหละ ขอให้ได้รับบทเรียนและกรรมตามทันของการทำลายชีวิตของผู้หญิงคนนึง
    #84
    0
  3. #83 kaew_1980 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 23:06
    เพื่อนกลุ่มนี้...ทั้งกลุ่ม พวกนี้ไม่น่าเกิดมาให้พ่อแม่ลำบากเลี้ยงเลยเลวชาติโดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อวราลี โค ตะ ระ เ- -้ -ย เลย
    #83
    0
  4. #82 Phakchira_Ice (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 23:02
    เป็นเพื่อนที่...ที่สุด!!!
    #82
    0
  5. #81 Ratchani Pumipak (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 22:58
    เพื่อนๆๆกลุ่มนี้ไม่น่าคบหา

    น่ากลัว
    #81
    0
  6. #80 paphapin1234 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 22:56
    เพื่อนเว........รเอ้ย
    #80
    0
  7. #79 แมวมณี (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 22:50

    ฝากตอนใหม่ด้วยจ้าาาาาาาาาาาเาาา เลิฟๆๆ

    #79
    0