ห้ามรักเธอ (Don't lie to me)

ตอนที่ 14 : คนที่ซ่อนอยู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,972
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    20 ก.ย. 61











บทที่ 14

                               คนที่ซ่อนอยู่       










               ณ.คฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้งดงามและกว้างไกลสุดเส้นขอบฟ้า บ้านของตระกูลไวย์ราวัลย์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมในเครือไวย์ราวัลย์วิลล่ากว่าสิบแห่งทั่วประเทศ

               ศิวะ ไวย์ราวัลย์และศรัยฉัตร ไวย์ราวัลย์ นับเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของภาคทางใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ถูกประดับไว้บนผืนดินของเมืองภูเก็ตมานานกว่ายี่สิบปี ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันสามคน คนโตเป็นผู้หญิง ชื่อว่า ทิพย์ทิวา ไวย์ราวัลย์ คนกลางเป็นผู้ชายซึ่งถือเป็นทายาทอันดับหนึ่งของตระกูล เขาเป็นพี่ชายแสนดีที่มีอายุห่างจากอิศราเจ็ดปี อิศเรศ ไวย์ราวัลย์ ชายหนุ่มรูปหล่อมาดเข้มวัย 34 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทไวย์ราวัลย์กรุ๊ป

               อิศราซึ่งเป็นน้องคนเล็กสุดของบ้าน ถือเป็นแกะดำของตระกูลก็ว่าได้ ด้วยความที่เขาเป็นคนดื้อ ถือดี และไม่เคยฟังคำสั่งของใคร แม้แต่บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ซึ่งนิยมใช้กฎเผด็จการมาเลี้ยงลูก และบงการชีวิตลูกตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ ก็ไม่มีใครสามารถทำตามใจปรารถนาได้ ทั้งพี่สาวและพี่ชายของเขา ล้วนแล้วแต่เดินตามลิขิตที่มารดาเป็นคนขีดให้ทั้งสิ้น พี่สาวของเขายอมแต่งงานกับคนที่มารดาเลือกให้เพื่อเสริมอำนาจบารมีให้บิดา ส่วนพี่ชายยอมทิ้งคนรักเพื่อจะได้ตำแหน่งผู้บริหารมาครอบครอง

               ทุกคนต่างทำเพื่อจะได้อยู่รอดในบริษัทนี้ ทุกคนทำเพื่อจะได้ยังเป็นที่รักของบิดามารดา แต่คงไม่ใช่เขา เพราะเขาตั้งใจเอาไว้ว่า เขาจะทำทุกอย่างที่ขัดใจมารดา โดยเฉพาะการแต่งงาน  

               “ตกลงตอนนี้แกคบกับใครอยู่หรือเมฆ” มารดาถามขึ้นกลางโต๊ะอาหารขนาดยี่สิบที่นั่งสุดหรูหรา โดยมีบิดานั่งประจำหัวโต๊ะเหมือนเช่นเคย ส่วนลูกทั้งสามคนนั่งถัดกันตามสถานะ เขาโชคดีที่เกิดหลังสุด เลยได้นั่งห่างจากบิดามารดามาพอสมควร ความอึดอัดจึงอาจน้อยกว่าที่พี่สาวและพี่ชายของเขาได้รับ

               “ถ้าแกคบกับใครอยู่ล่ะก็ เลิกซะให้หมดนะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องแต่งงานขึ้นมาจริง ๆ แม่จะเป็นคนเลือกสะใภ้ด้วยตัวเอง”

               อิศรายิ้มมุมปาก ถึงตาเขาแล้วสินะ หลังจากจัดการชีวิตของพี่สาวและพี่ชายเสร็จสิ้นเรียบร้อย

               “ตอนนี้ตำแหน่ง CEO ที่โรงแรมสาขาภูเก็ต ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการใช่มั้ย” นั่นคือคำขู่ที่มารดากำลังใช้ควบคุมเขา หากเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เขาจะต้องถูกถอดออกจากตำแหน่ง และอาจถูกตัดออกจากกองมรดก เหมือนที่พี่ชายของเขาเคยโดนมาแล้ว

               “จะมีการแต่งตั้งในเดือนหน้าครับ” อิศเรศตอบแทนน้องชายเสียเอง ก่อนที่น้องชายจะพูดอะไรก็ตามที่ไม่เข้าหูบิดามารดาจนเกิดความเสียหาย “ตอนนี้เมฆทำได้ดีมาก แค่ไม่กี่เดือนที่เข้ามาบริหาร ก็ทำให้ผลประกอบการและชื่อเสียงของโรงแรมดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยครับ”

               “อืม...” บิดาพยักหน้าพอใจ นั่นเพราะเขาแอบหวังกับลูกคนเล็กเอาไว้ ขณะมารดาทุ่มเทความรักและความหวังทุกอย่างไว้ที่ลูกชายคนโต

               “คุณแม่คะ” ทิพย์ทิวาอยากเอาใจมารดาบ้าง เธอก็เลยรีบบอกข่าวดีของครอบครัวตนเองให้ทุกคนได้รับรู้ หลังจากรอมานานจนอายุย่างเข้า 36 แล้ว “หนูท้องแล้วนะคะ”

               “จริงเหรอ ในที่สุด ฉันจะได้อุ้มหลานซะที กี่เดือนแล้ว”

               “สามเดือนแล้วค่ะ”

               “ให้ใช้นามสกุลของเรานะ”

               ทิพย์ทิวาแอบหน้าเจื่อน แต่ต้องฝืนยิ้มยอมรับในสิ่งที่มารดาต้องการ.. 

               

               หลังรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวเสร็จ อิศราตั้งใจจะกลับบ้านพักส่วนตัวของเขาทันที แต่ไม่ทันจะขึ้นรถ พี่ชายรีบเดินตามเขามาและถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

               “ช่วงนี้นายดูเครียดไปนะเมฆ มีอะไรรึเปล่า?”

               “เปล่านี่ครับ” เขาปฏิเสธแทบจะทันที แต่สีหน้าและสายตาบ่งบอกว่าเขากำลังโกหก

               “แล้วเรื่องที่คุณแม่ต้องการให้นายแต่งงานล่ะ”

               “ตอนนี้พี่ฟ้ามีความสุขดีอยู่มั้ย” เขาถามกลับ “กับคู่หมั้นของพี่...มีความสุขมั้ย”

               อิศเรศยอมรับว่าเขาเองก็ไม่ได้มีความสุขนัก ที่ต้องหมั้นหมายกับคนที่ไม่ได้รัก แต่เขาก็พึงพอใจกับรางวัลที่ได้รับจากการเป็นลูกหัวอ่อน เพราะตอนนี้เขาได้เป็นทายาทอันดับหนึ่งของตระกูล และเป็นผู้สานต่อธุรกิจของครอบครัว

               “มันอยู่ที่ว่า เรามองว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตเรา ตอนนี้พี่มองเรื่องงาน มากกว่าเรื่องอื่น!

               “งั้นผมก็ยินดีด้วย”

               “แกเองต้องคิดให้รอบคอบนะเมฆ คิดให้ดีว่าชีวิตต้องการอะไร พี่ว่าการสู้กับคุณแม่ ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เชื่อพี่เถอะ” เขาตบบ่าน้องชายเพื่อให้กำลังใจ “ว่าแต่ ช่วงนี้ยังมีอาการปวดหัวอยู่บ้างรึเปล่า”

               “ก็มีบ้างครับ แต่ไม่มีอะไรน่าห่วง” เขาโกหกอีกครั้ง เพราะไม่อยากให้พี่ชายเป็นห่วงมากไป

               “แล้วยังฝันร้ายบ่อย ๆอีกมั้ย”

               “ไม่ครับ” เขาบอกพี่ชายอย่างนั้น ทั้งที่เมื่อคืนก็เพิ่งจะฝันเห็นกองเลือดอยู่เลย...นี่แหละชีวิตเขา...ของขวัญที่เขาได้รับจากเหตุการณ์ร้ายเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทุกครั้งที่เขาคิดถึงเพื่อนคนนั้น เขาก็จะปวดหัว เขาจะเห็นภาพเลือนรางบางอย่าง และจะฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันเห็นกองเลือด ฝันเห็นภาพเพื่อนกำลังกระโดดลงจากตึก

               “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ไม่มีอะไรแล้ว”

               “ถ้ามีอะไรต้องรีบไปหาหมอนะ”

               “ครับ” นี่เป็นความลับระหว่างเขากับพี่ชาย...ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากพี่ชายของเขาคนเดียว แม้แต่พ่อแม่ก็ยังไม่รู้เลยว่าระหว่างอยู่ที่อเมริกา เขาต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งเพื่อรักษาอาการประหลาดนี่  

               “ได้ข่าวว่าวันนี้ไปที่โรงเรียนมาเหรอ”

               “ครับ”

               “อย่าคิดมากน่า เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของพวกนายหรอกที่ช่วยเพื่อนไม่ได้ ทุกคนต่างมีชะตาเป็นของตัวเอง”

               ทุกคนต่างมีชะตาเป็นของตัวเอง แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่ามันเป็นความผิดของเขาล่ะ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกอย่างนั้น ทำไม...

 

 

 

               เช้าวันนี้...อากาศค่อนข้าวเย็นทีเดียว บัวบูชาตื่นตั้งแต่ตี 3  เพื่อจะลงมือทำขนมเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา สามสี่ปีมานี้ ถือว่าเธอเป็นตัวหลักของงานเลยก็ว่าได้ เพราะขนมส่วนใหญ่ที่นำไปขายที่แผงในตลาด ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเธอทั้งสิ้น ส่วนมารดาของเธอมีหน้าที่ขายเพียงอย่างเดียว 

               เธอทำขนมเสร็จไปหลายอย่างแล้ว ตอนที่มารดาเข้ามาในครัวแล้วนั่งลงใกล้กับเธอ

               “วันนี้แม่ไม่ไปนะ เบื่อพวกขี้เม้าท์”

               “ไม่เป็นไรแม่ เดี๋ยวบัวไปขาย”

               “แกไม่อายเขาเหรอ”

               “อายทำไมคะ ทำมาหากินสุจริต” เธอแสร้งทำเป็นแข็งแรงดีเพื่อให้มารดาหายห่วง “ใครอยากพูดอยากเม้าท์อะไรก็เม้าท์ไปเถอะค่ะ บัวไม่สนหรอก”

               “เฮ่อ...”  บัวแดงถอนหายใจออกมาราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้มในใจที่ชวนอึดอัด “บัว...”

               “คะแม่”

               “ถ้าตลาดปิด จะทำยังไงต่อ”

               “ก็หาที่ขายใหม่สิแม่  บัวไปติดต่อแผงขายของที่หน้าวัดไว้แล้วนะ พอดีมีแผงวางอยู่ เขาให้ขายได้แค่ช่วงเช้า แต่แถวนั้นขายดีมาก เพราะคนมาทำบุญใส่บาตรกันเยอะ แถมยังใกล้โรงเรียนด้วย”

               “แต่ขายได้แค่ช่วงเดียว มันจะพอเหรอ”

               “ไว้บัวจะหาที่ขายเพิ่มนะแม่ แล้วก็จะลองติดต่อตามร้านอาหารร้านกาแฟเพื่อจะเอาขนมไปลงขายดู ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ ขนมเราอร่อย แถมราคาไม่แพงด้วย ยังไงเราก็ต้องไปได้แน่ แม่เชื่อบัวนะ”  

               “อืม..” บัวแดงตอบรับแล้วเงียบไป เพราะครุ่นคิดถึงเรื่องที่อยู่ในใจ ซึ่งทำให้เธอกังวลและคร่ำเครียดจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว

               “บัว” 

               “จ๊ะแม่”  บัวบูชาจัดเรียงข้าวต้มมัดใส่กล่องใบใหญ่อย่างคล่องแคล่ว  

               “แม่มีเรื่องจะบอกแก แต่แกอย่าเพิ่งบอกพ่อนะ”

               “อะไรจ๊ะ”

               บัวแดงถอนหายใจพรึด “พอตลาดปิด แม่คิดว่าจะย้ายไปอยู่สงขลา”

               “สงขลา!  บัวบูชาตกใจไม่น้อย เพราะญาติพี่น้องก็ไม่มีที่นั่น อยู่ดี ๆ ทำไมแม่จึงคิดจะย้ายไปที่นั่น

               “แม่จะพูดกับแกตรง ๆ นะ” บัวแดงเบาเสียงลง เพราะกลัวผัวจะได้ยิน “แม่มีคนอื่น”

               “แม่!

               “แกไม่ต้องตกใจไปหรอกบัว พ่อแกรู้ตั้งนานแล้ว ใช่ แม่เห็นแก่ตัวเอง แต่ผู้ชายคนนั้นเป็นคนดีมากนะ เขาช่วยดูแลครอบครัวเรามาตลอด ตอนที่พ่อแกรถล้ม เขาก็ช่วย ตอนที่แกเรียนโรงเรียนแพงๆ ก็เงินเขาทั้งนั้น แกคิดว่าแม่จะเอาเงินเยอะแยะจากไหนมาส่งแกเรียนที่ดี ๆ ล่ะ แค่ขายขนมมันไม่พอหรอกนะ”

               เธออึ้งปนช็อค และอึดอัดไปทั้งใจ น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ต้องรีบปาดเช็ดก่อนที่มารดาจะทันได้เห็นมัน...

               “แล้วแม่จะไปกับเขาเหรอ?”

               “ใช่ เขาจะกลับไปทำธุรกิจค้าขายที่บ้านเกิดเขา”

               “เขาเป็นใครหรือแม่”

               “หาญน่ะ หลานเจ้าของแผงขายอาหารทะเลในตลาดน่ะ”

               “เฮียหาญเหรอแม่ ! เขาอายุอ่อนกว่าแม่ตั้งหลายปีนะ”

               “แต่เรารักกันมาก รักกันมาหลายปีแล้ว” บัวแดงจับมือลูกสาวแล้วบีบแน่น “แม่รู้ว่าแม่เห็นแก่ตัว บัวจะโกรธเกลียดแม่ก็ได้ แต่แม่อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้จริง”

               บัวบูชาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะตั้งสติ

               “แล้วแม่จะบอกเรื่องนี้กับพ่อเมื่อไหร่”

               “อีกไม่นานหรอก...แม่ฝากพ่อด้วยนะบัว แม่ขอโทษที่มันต้องเป็นแบบนี้ แม่ขอโทษนะลูก”

               บัวบูชารับรู้ในสิ่งที่มารดากำลังจะทำแล้ว เธอเพียงแค่รับรู้ไว้เท่านั้นเอง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วินาทีนี้ เธอแค่นึกเป็นห่วงความรู้สึกของบิดาเท่านั้น เขาจะรับได้มั้ย...เท่านั้นเอง  

               ระหว่างที่เธอกำลังประจำอยู่ที่แผงขายขนมในตลาด พ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักกันก็จะแวะเวียนมาถามไถ่ถึงมารดาที่หายจากตลาดไปสามวันแล้ว ก่อนจะวกมาถามเกี่ยวกับเรื่องงานแต่งที่ล่มไปของเธออย่างอยากรู้อยากเห็น แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวังกลับไป เพราะเธอเพียงแค่ยิ้มและหัวเราะเท่านั้น

               ขนมที่ร้านยังคงขายดีเหมือนเช่นทุกวัน ลูกค้ายังเนืองแน่นเหมือนเคย มันจึงทำให้เธอมีกำลังใจที่จะขายขนมต่อไป แม้มารดาจะย้ายไปอยู่ที่อื่นในเร็ววันนี้ แต่เธอก็จะสานงานร้านขนมยายบัวขาวต่อไป เธอคิดเอาไว้ว่าสักวันจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง เป็นร้านขายของฝากที่เน้นขนมไทยจากร้านขนมยายบัวขาวเป็นหลัก

               “แม่จะต้องทำให้ได้” เธอสัญญากับลูกน้อยในท้องด้วยความรักและเชื่อมั่น  

               วินาทีนั้น โทรศัพท์ของเธอดังขึ้น เป็นสายจากเตชินท์นั่นเอง เขาโทรกลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปหนึ่งวัน  

               “ว่าไงเต...”

               เตชินท์นัดให้เธอไปหาที่โรงแรมไวย์ราวัลย์วิลล่า เพราะเขาสัมมนาอยู่ที่นั่นพอดี และเขามีเวลาว่างช่วงเที่ยงประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอตอบตกลงที่จะไปพบเขาอย่างไม่ลังเล ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นโรงแรมที่อิศราบริหารอยู่ และเขาอาจไม่พอใจที่เห็นเธอไปโผล่ที่นั่น

               บัวบูชาเก็บแผงเรียบร้อยก็ออกจากตลาด โบกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมไวล์ลาวัลย์วิลล่าซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอ่าวกะตะสักเท่าไหร่นัก  

               เมื่อถึงโรงแรม เธอเข้าไปนั่งรอเตชินท์ที่คอฟฟี่เล้าจ์ของโรงแรม โดยสั่งน้ำผลไม้มาดื่มระหว่างรอ เธอรออยู่ประมาณสิบนาทีเห็นจะได้ ก่อนที่เตชินท์จะโผล่เข้ามาในร้านด้วยสีหน้ารู้สึกผิดนิด ๆ เพราะเขามาสายไปเกือบสิบห้านาที

               “เต...”

               “รอนานมั้ยบัว ขอโทษนะ” เขานั่งลงตรงข้ามกับเธอ “พอดีคุยติดพันอยู่กับผู้ใหญ่ กว่าจะปลีกตัวออกมาได้”

               “ไม่เป็นไรเต แค่เตมีเวลาให้บัว บัวก็ต้องขอบคุณเตมาก ๆแล้ว”

               เตชินท์มองเธอด้วยสายตาจริงจัง แต่อ่อนหวาน...

               “บัวอย่าเครียดนะ ต้องเข้มแข็งนะ เพราะถ้าเราเข้มแข็ง ก็จะไม่มีใครมาทำอะไรเราได้หรอก”

               “บัวรู้” เธอกำลังพยายามอยู่ และคิดว่าจะทำได้อย่างแน่นอน “ที่เตบอกว่ามีข้อมูลสำคัญบางอย่างจะบอกบัว มันคืออะไรหรือเต...เตบอกบัวได้มั้ย”

               เตชินท์นิ่งไปนิด “คืนนั้นที่บัวถามเราว่า เราคือคนที่เฝ้าตามติดบัว และคอยถ่ายรูปบัวรึเปล่า เรายอมรับว่าเราทำอย่างนั้นจริง ๆ”

               “เตทำแบบนั้นทำไม”

               “เราจะบอกตรง ๆ ก็ได้ว่าเราชอบบัว เราชอบบัวมานานแล้ว ตั้งแต่เรียนมัธยม พอเราเจอบัวตามที่ต่างๆ เราก็เลยถ่ายรูปบัว และคอยดูบัวอยู่ห่างๆ เราไม่ใช่โรคจิตนะ เราไม่ได้ตามแบบเหมือนพวกสต๊อกเกอร์อะไรแบบนั้น มันก็แค่บางครั้งคราว ที่เราจะไป เพราะบัวมักไปที่เดิมซ้ำๆ เราก็เลยรู้ว่าบัวจะไปที่ไหนเมื่อไหร่”

               “แล้วเตได้ส่งภาพหรือข้อมูลของบัวให้ใครมั้ย”

               “ไม่นะ ทำไมเตต้องทำอย่างนั้นล่ะ?”

               ไม่ใช่เขาเหรอ ทำเธอผิดหวังไม่น้อยนะเนี่ย เธอหวังมากว่าจะได้รู้ว่าใครเป็นสายให้อิศรา

               “ที่เตอยากบอกบัวมีแค่นี้เหรอ?”

               “ยังมีอีก!” เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง สายตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความอึดอัดใจและเห็นใจอยู่ในที เขากำลังพิจารณาอยู่ว่าเธอเข้มแข็งพอจะรับความจริงได้มั้ย “แต่มันอาจทำให้บัวเสียใจมากก็ได้นะ”

               “บอกมาเถอะเต บัวเจอเรื่องร้ายมาเยอะกว่าที่เตรู้เสียอีก ถ้ามันจะมีเรื่องอะไรเพิ่มขึ้นมา บัวก็คงต้องยอมรับมัน”

               “มีบางอย่างที่ทำให้เตสงสัย เพราะในภาพถ่ายที่เตถ่ายบัวไว้ มักจะติดใครบางคนมาด้วย หลายครั้งมาก เตจะเห็นเขา อยู่ใกล้ๆ โดยที่บัวไม่รู้ตัว เตก็เลยสงสัยว่าทำไมเขาต้องคอยตามบัวด้วย”

               หัวใจของเธอเต้นรัวไปหมด “ใครเหรอเต?”

               “เตไม่รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรนะ มันอาจจะดีหรือร้ายก็ได้ บัวดูเองสิ”

               เขาว่าพลางยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้แก่เธอ บัวบูชารับมาถือไว้ แล้วค่อย ๆ มองภาพใบนั้นด้วยใจที่เต้นแรง  

                 “อะ...”  บัวบูชาตกใจแทบช็อค มือสั่นจนทำให้แก้วน้ำหล่นใส่ตัวเองจนเปียกไปทั้งตัว

               “เฮ๊ยบัว! เป็นไงบ้าง เปียกหมดเลย”

               “ไม่...ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร” เธอบอกด้วยใจสั่นรัว ขณะพยายามตั้งสติให้ได้     “มันอาจเป็นความบังเอิญก็ได้ บางทีเขาอาจไปอยู่ในที่นั้นพอดี”

               “บัวอยากดูอีกมั้ยล่ะ ผมมีหลักฐานอีกเยอะเลยนะ แต่อยู่บนห้องนะ”

               เธอนิ่งไปครู่ ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว เธอก็ต้องรู้ให้หมดสิ เธอต้องรู้ทุกอย่าง...

               “ไปสิ”

               “อืม”  เตชินท์เดินนำบัวบูชาออกจากคอฟฟี่เล้าจ์ของโรงแรมแล้วเดินเคียงคู่กันไปหยุดยืนรออยู่ที่หน้าลิฟต์

               ขณะลิฟต์ที่อยู่ติดกันประตูกำลังเลื่อนออก เผยให้เห็นผู้ที่อยู่ข้างในที่กำลังก้าวออกมา ซึ่งก็คืออิศรา อิศเรศและชายสูงวัยหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัท

               อิศเรศเคียงคู่กับหุ้นส่วนออกมาก่อน ส่วนอิศราก้าวตามหลังทุกคนออกมา...

               เอ๊ะ... หรือเขาจะคิดถึงเธอมากไป ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธออยู่ใกล้ ๆ ล่ะ

               อิศราชะงักฝีเท้า หันไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านขวามือของเขาด้วยความรู้สึกร้นรนระทึก แล้วก็ได้เห็นเธอคนนั้นยืนอยู่จริงๆ เธอก้าวเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับผู้ชายคนหนึ่ง โดยที่ไม่ทันเห็นเขาด้วยซ้ำ

               “บัว....ไอ้เต...”  อิศราแทบไม่คิดแล้ว เขาหมุนตัวหันหลังกลับไปที่ลิฟต์ตัวที่บัวบูชากับเตชินท์ใช้ทันที เขาดูเลขชั้นที่สองคนนั้นขึ้นไป ด้วยหัวใจที่ร้อนรนและคุคลั่ง วินาทีนี้ทั้งโกรธและห่วงหวงจนใจมันสะท้านไปหมด

               “เลิกกันไม่เท่าไหร่ ก็เข้าโรงแรมกับผู้ชายงั้นเหรอ!!!

                    เขากัดฟันกรอด แววตาดั่งเสือร้าย เหมือนพร้อมจะขย้ำคนได้ในวินาทีนั้น ขณะกดลิฟต์ด้วยอารมณ์ร้อนรุนแรงยิ่งกว่าไฟโลกันต์...


B
E
R
L
I
N
Select AllCopy To Clipboard
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #53 aprilfuday (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 22:44
    สงสารบัวกับพ่อมากๆอ่ะ
    #53
    0
  2. #52 เพลิงในคืนมืด (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 02:07
    จะเป็นยังไงต่อออ
    #52
    0
  3. #51 Ar.nie (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 01:52

    ทั้งลุ้นทั้งสงสารชีวิตนางเอก

    #51
    0
  4. #50 แมวมณี (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 00:31

    ฝากตอนใหม่ด้วยจ้าาาาาาาาาา

    #50
    0