ห้ามรักเธอ (Don't lie to me)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,699
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    17 ก.ย. 61









บทที่ 12

     วาเลนไทน์สีเลือด    

 

 

 

 

          บัวบูชาเก็บของทุกอย่างที่เขาซื้อให้ รวมทั้งชุดแต่งงานลงในกล่องสีดำใบใหญ่ เพราะตั้งใจจะส่งคืนให้แก่เขาในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีก ถึงแม้เธอจะยังไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าเขาทำแบบนี้กับเธอทำไม แต่ก็เชื่อว่าสักวันเธอจะได้รู้แน่นอน เพราะความลับมันไม่มีในโลก ที่สำคัญ ตัวคนทำคงอยากให้เหยื่อรู้แทบขาดใจว่าได้ทำผิดอะไรลงไป ถึงต้องโดนโทษทัณฑ์อันแสนทรมานเช่นนี้

          เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เขาจะต้องบอกเธอด้วยปากของเขาเอง สักวันเธอจะได้รู้ว่าเธอสมควรจะโดนพวกเขากลั่นแกล้งรุนแแรงขนาดนี้มั้ย

          “แต่...ฉันอาจจะไม่รอให้ถึงวันนั้น...เพราะมันอาจจะช้าไปสำหรับการให้อภัยพวกคุณ...ฉันต้องรู้เหตุผลให้ได้”    

          เธอบอกตัวเองอย่างแน่วแน่ ขณะเก็บข้าวของที่รื้อออกมาจากตู้เพื่อจะเก็บคืนให้เรียบร้อย ตอนนั้นเองที่เธอพบกล่องความทรงจำสมัยเรียนที่เธอเก็บซ่อนไว้จนลืมมันไปแล้ว กล่องเหล็กลายดอกกุหลาบวินเทจขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งทำหน้าที่เก็บความฝัน ความรัก และความทรงจำที่สวยงามในวัยเด็กเอาไว้อย่างมิดชิด

          เธอไม่รีรอที่จะเปิดกล่องนั้นออกดูอีกครั้ง เพราะอยากย้อนความทรงจำครั้งเก่าก่อน ตอนที่เธอเพิ่งจะรู้จักความรักครั้งแรก เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลขึ้นมาแล้วเปิดไปยังหน้ากลางซึ่งทำหน้าที่เก็บดอกกุหลาบสีแดงดอกแรกในชีวิตของเธอเอาไว้ ดอกกุหลาบสีแดงที่กลายเป็นสีดำไปแล้วตามกาลเวลา ดอกกุหลาบแห้งเหี่ยวที่ยังคงให้กลิ่นหอมละมุนไม่จางหาย   

          “หลายปีแล้วสินะ...” กับรักแรกของเธอที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนสมัยเรียนมัธยม ความรักที่เธอจะเก็บลงกล่องแล้วปิดมันไว้เหมือนเดิม เพื่อให้เวลาหวานอยู่ในกล่องความทรงจำไม่จางหายไป เหมือนกลิ่นของดอกกุหลาบแรกในชีวิต จากผู้ชายคนนั้น...

          “และสักวัน...ฉันจะสามารถถอดแหวนวงนี้ออกได้ ฉันเชื่อว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็ววันนี้”

          แหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความโง่เงาของเธอ แหวนที่ไม่ยอมหลุดออกไปไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน

          “ไปเถอะ...” วันนี้เธอบอกตัวเองว่าจงเข้มแข็งเพื่อคนที่รักเธอทั้งสองคน จงเข้มแข็งเพื่อลูกน้อยในท้อง จงกล้ายืนหยัดกับการเริ่มใหม่ ห้ามอ่อนแอต่อหน้าใคร ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นเพื่อนที่รักเธอ หรือศัตรูที่อยากให้เธอตาย เธอจะต้องเข้มแข็งและยิ้มสู้กับอุปสรรคทุกอย่าง ให้สมกับเป็นลูกสาวของแม้ค้าที่เจ๋งที่สุดในตลาด   

          เธออุ้มกล่องใหญ่ออกจากห้องนอน เดินผ่านส่วนครัวและห้องโถงของบ้านออกมาบริเวณหน้าบ้าน เพื่อพบกับความวุ่นวายของเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังตรงข้ามกัน ไทยมุงมากมายล้นหลาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ระงมเหมือนผึ้งแตกรัง บิดามารดาของเธอเองก็เป็นหนึ่งในไทยมุงที่กำลังจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก  

          ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่วันของเธอเสียแล้ว พวกเขากำลังสนใจเหตุการณ์ร้ายของหนุ่มสาวที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยกัน แทนที่จะสนใจหญิงหม้ายขันหมากที่เพิ่งถูกคนรวยเฉดหัวส่งอย่างน่าอนาจ  

          วันนี้มารดาของเธอไม่ได้ไปขายขนมที่แผงในตลาด เพราะอับอายไม่กล้าสู้หน้าใครเรื่องที่ลูกสาวถูกยกเลิกงานแต่ง ส่วนบิดาก็ยังทำขนมขายหน้าบ้านเหมือนเคย วันนี้ขายหมดเร็วมากเพราะมีคนมาดูเหตุการณ์เยอะไม่แพ้ในตลาด

          บัวบูชาไม่ได้หยุดดูความวุ่นวายที่แสนหดหู่นั้น เพราะชีวิตของเธอก็วุ่นวายมากพอแล้ว เธอไม่ได้บอกลาพ่อแม่ เดินออกจากซอยบ้านมาด้วยใจมุ่งมั่น ที่จะนำของไปคืนที่บ้านของเขาตามที่ตั้งใจเอาไว้  

          ทว่า เมื่อเดินออกมาเกือบถึงกลางซอยนั่นเอง เธอก็ต้องชะงักงันกับภาพตรงหน้าที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกตลอดในชาตินี้

          “......”  การเผชิญหน้าแบบไม่ทันตั้งตัว มันทำให้เธอเกือบควบคุมตัวเองไม่อยู่ หัวใจของเธอเต้นรัวแรงขึ้นจนสามารถสั่นร่างเธอได้

          “.....”  อิศราเองก็ตกอยู่ในอาการไม่ต่างจากเธอ วินาทีแรกที่สบตากัน เขาชะงักงันและนิ่งค้างไปหลายวินาที ใบหน้าคร้ามที่เจือความกังวลหวาดหวั่น แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาไร้หัวใจเพียงชั่ววินาทีเดียว

          เธอกับเขาจ้องหน้ากันนิ่งนาน โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว เธอไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ที่เธอกับเขาอยู่ในโลกอันหมองหม่นด้วยกัน ก่อนที่เขาจะหมุนตัวหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างเร่งร้อน

          เธอสาวเท้าเดินตามหลังเขาไปจนถึงหน้าปากซอย  ทันเห็นเขาก้าวขึ้นรถเปิดประทุนคันงามแล้วขับออกจากจุดจอดไปอย่างเร็วเหมือนว่ากำลังหนีอะไรอยู่  

          “มาทำไม...” เธอได้แต่สงสัย แต่ไม่อาจหาคำตอบที่แท้จริงให้ตัวเองได้ เธอไม่อยากสันนิษฐานอะไรทั้งนั้น เพราะคนอย่างเขา เธอคงตามไม่ทันหรอก หากเธออยากปลอดภัย เธอต้องเอาตัวห่างจากเขาไว้ นั่นล่ะดีที่สุด

          “ใส่ชุดแต่งงานซะด้วย จริงสิ วันนี้เป็นวันที่เราจะต้องแต่งงานกันนี่นา...”

          เธอยิ้มเศร้า ก่อนจะบอกตัวเองให้ตัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป แล้วทำตามที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ซะที  นั่นก็คือการกลับไปยังบ้านหลังนั้นเป็นครั้งสุดท้าย

          เธอโบกรถแท็กซี่ บอกจุดหมายปลายทาง ไม่นานนัก รถแท็กซี่ก็มาจอดบริเวณหน้าบ้านของเขา

          “รอสักครู่นะคะ”

          เธออุ้มกล่องลงจากรถ ก้าวมาหยุดตรงประตูรั้วบ้าน จัดการกดกริ่งอย่างไม่รีรอ ทั้งที่ประตูรั้วก็เปิดอ้าซ่าอยู่ นั่นเพราะเธอมาในฐานะคนเคยรู้จัก ไม่ใช่มาในฐานะว่าที่นายหญิงของบ้านอีกต่อไปแล้ว  

          “อ้าวคุณบัว เข้ามาสิคะ” เรือนแก้วออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่นต้อนรับเหมือนเคย

          “ไม่เป็นไรค่ะป้า บัวแค่เอาของมาคืน นี่ค่ะ” เธอยื่นกล่องใบใหญ่ให้แก่ป้าแม่บ้านพร้อมรอยยิ้มสดใส หญิงวัยกลางคนรับกล่องใบไปอุ้มไว้อย่างงุนงง

          “อะไรคะคุณบัว”

          “ของประกอบฉากน่ะค่ะ” ของประกอบฉากการแสดงของเขา เพื่อความสมจริง “เอากล่องใบนี้ไปไว้บนห้องนอนด้วยนะคะ ขอบคุณนะคะป้า บัวไปก่อนนะคะ”

          “อ้าว! เดี๋ยวสิคะคุณบัว ! แล้วตกลงวันนี้คุณบัวกับคุณเมฆไม่ได้แต่งงานกันหรือคะ ทำไมคุณบัวยังใส่ชุดแบบนี้อยู่ล่ะคะ ทำไมไม่สวมชุดแต่งงาน?”

          “ป้ายังไม่รู้หรือคะ”

          “รู้อะไรคะ”

          เขายังไม่ได้บอกป้าแม่บ้านอย่างนั้นหรือ ว่าทุกอย่างมันล้มเลิกไปหมดแล้ว แต่มันก็ไม่แปลกประหลาดอะไร  เพราะตอนจะแต่ง เขาเองก็แทบไม่ได้บอกญาติพี่น้องของเขาเลย หากเธอเอะใจตั้งแต่ตอนนั้น วันนี้ก็คงไม่มาถึง   

          “เอาไว้ป้าถามคุณเมฆของป้าเองนะคะ” เพราะเธอไม่อยากอธิบายอะไรทั้งนั้น มันไม่ใช่หน้าที่ของเธอ เธอไม่ได้เริ่มเรื่องบ้าบอนี้เอง เขาต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ

          เธอกลับมาขึ้นรถแท็กซี่ บอกให้โชว์เฟอร์พาเธอไปยังท้ายตลาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึกสามชั้นโดยชั้นล่างถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศของตลาด

          “ตา ขอคุยด้วยหน่อย”

          ลลิตาหน้าเสียตั้งแต่เห็นเธอโผล่เข้ามาในออฟฟิศแล้ว เธอยอมลุกจากโต๊ะทำงาน ตามเพื่อนมานั่งในห้องรับแขก เตรียมตอบคำถามที่กำลังจะถาโถมเข้าใส่

          “ทำไมแกไม่บอกสักคำล่ะว่าตลาดกำลังจะปิด”

          “ฉันเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน”

          “เมื่อไหร่”

          “ก็...ไม่นานหรอก แม่ไม่ได้บอกอะไรฉันเลย”

          “แต่แกเป็นผู้จัดการตลาดนะ”

          “ใช่ แต่งานส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือแม่ ฉันก็แค่ผู้ช่วยของแม่เท่านั้นเอง” ลลิตาพยายามหาเหตุผลมาอ้างเพื่อเอาตัวรอด นั่นเพราะเธอรู้มาสักพักแล้ว แต่ไม่ยอมบอกเพื่อนสักคำ   “อยู่ ๆก็มาบอกว่าจะปิดตลาด เพื่อจะสร้างห้างสรรพสินค้า ฉันเองก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ สงสารพวกแม่ค้าพ่อค้าที่ขายของมานานตั้งแต่ตลาดเปิด แต่แกไม่ต้องห่วงนะ ระหว่างนี้แม่จะหาที่ใหม่เพื่อสร้างตลาดอีกแห่ง”

          บัวบูชาเข้าใจเพื่อน และเข้าใจดีว่าการทำธุรกิจนั้นมันไม่ควรเห็นใจใครทั้งนั้น มันต้องมองที่กำไรเป็นหลัก  

          “จะสร้างห้างเลยเหรอ แต่แถวนี้มีบ้านเรือนเก่าแก่ตั้งเยอะแน่ะ ตึกสวย ๆ เก่า ๆ ก็เยอะ ถือเป็นแลนด์มาร์กของแถวนี้เลยนะ”

          “ก็เสียดายเหมือนกัน แต่แม่คงไม่เปลี่ยนใจแล้ว แม่ทำสัญญากับนายทุนและหุ้นส่วนไปแล้ว”

          “มีหุ้นส่วนด้วยเหรอ”

          ลลิตาพยักหน้า “มี...ได้ข่าวว่าหุ้นส่วนเงินหนามากเลยล่ะ ว่าแต่แกเถอะ ตอนนี้โอเคแล้วเหรอ”

          “ก็โอเคนะ” บัวบูชารู้ว่าเพื่อนหมายถึงเรื่องอะไร เธอก็เลยพยามยามปั้นหน้าเข้มแข็งโชว์ “สงสัยเพราะฉันไม่ได้รักเขามากล่ะมั้ง ตอนคบกันก็แค่ไม่นานด้วย”

          “แต่ยังไงเขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับแก แกอยากเอาคืนมั้ย ฉันช่วยเอง !

          “ไม่ต้องหรอก จะไปต่อเวรต่อกรรมกันทำไม แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมาก็ไม่จบซะที คงไม่ได้อยู่เป็นสุขทั้งชาตินี้ชาติหน้า พอแค่นี้ดีกว่า”

          “ฉันก็นึกอยู่ ว่าคนอย่างเขาไม่น่าจะมาสนใจแกได้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแผนการเลวๆของพวกมันจริงๆ แล้วแกพอจะรู้มั้ยว่าพวกมันทำแบบนี้กับแกทำไม ทำไมต้องเป็นแกด้วย แกไปทำอะไรให้พวกมัน?”

          “ไม่นะ...ไม่เคยแน่ๆ”

          “แน่ใจนะแก?”

          บัวบูชาไม่ทันจะตอบคำถามนั้น เสียงโทรศัพท์ของเธอดังแทรกขึ้นเสียก่อน เธอรีบหยิบขึ้นดูเพราะแอบหวังว่าอาจจะเป็นคนที่เธอรอคอยอยู่ ซึ่งก็เป็นตามนั้น เตชินท์สัญญาว่าจะโทรหาเธอในวันนี้ แล้วเขาก็ทำตามที่พูด

          เมื่อคืนนี้ เขากำลังจะบอกเรื่องบางอย่างกับเธอ แต่ไม่ทันจะพูด โทรศัพท์สายสำคัญทำให้เขาต้องรีบกลับไปเสียก่อน เธอก็เลยยังไม่รู้ข้อมูลจากเขา ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับอิศราอย่างแน่นอน

          “ขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ก่อนนะ”

          “ใครโทรมาเหรอ” ลลิตาถามด้วยความอยากรู้

          “เตชินท์น่ะ จำได้มั้ย พวกห้องคิงส์ตอนเรียนมัธยม เจอกันทีงานเมื่อคืนไง”

          “อะไรกัน เพิ่งเลิกกับอีกคนเมื่อคืน แล้วแกก็จะคุยกับคนใหม่เลยอย่างนั้นเหรอ...”

          “เปล่า ไม่ได้มีอะไร แค่จะคุยธุระกันน่ะ ขอตัวนะ”

          บัวบูชาผละจากเพื่อนที่ยังทำหน้าร้อนใจ เดินออกมานอกออฟฟิศ เพื่อความเป็นส่วนตัว

          “ว่าไงเต...”

          “บัว เมื่อคืนขอโทษนะที่ออกมาซะก่อน”

          “ไม่เป็นไร เรารอได้”

          “งั้นเรานัดเจอกันได้มั้ยบัว พอดีต้องคุยกันยาวน่ะ”

          “ก็ได้ วันไหนดีล่ะ วันนี้เลยได้มั้ย”

          “วันนี้ไม่ได้ ผมติดงาน แต่ยังไงผมจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จเร็วที่สุดนะ หากเป็นไปได้ พรุ่งนี้เที่ยงๆน่าจะว่าง แล้วผมจะโทรหาบัวอีกที ได้มั้ย?”

          “ได้สิ  ขอบคุณนะเต”

          เธอวางโทรศัพท์จากเตชินท์อย่างแสนเสียดาย เพราะเตรียมคำถามไว้มากมายเต็มอก แม้จะไม่ได้วางใจเขาสักเท่าไหร่นัก แต่เธอก็เชื่อว่าเขาน่าจะมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่อาจช่วยให้เธอหายโง่ได้

          เธอกลับเข้ามาในออฟฟิศแล้วบอกกับเพื่อนที่ยังนั่งชะเง้อมองเธออยู่อย่างสนใจและสงสัย

          “คุยอะไรกัน?”

          “เรื่องส่วนตัวน่ะ  ฉันไปก่อนนะ”

          “จะไปไหน”

          “ไปวัดน่ะ จะไปทำบุญซะหน่อย”

          “ฉันงานยุ่งมากเลย”

          “ไม่เป็นไร ฉันไปคนเดียวได้ วันนี้ฉันจะทำบุญกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของฉัน รวมทั้งอุทิศให้กับ...ใครบางคนด้วย” 






B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

110 ความคิดเห็น

  1. #45 aprilfuday (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 14:40
    ใช่ทำใมรู้สึกว่าเธอไม่จริงใจเลย
    #45
    0
  2. #41 Ar.nie (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 00:54

    ทำไหมสงสัยลลิตา ดูเป็นเพื่อนแบบเฟคๆ

    #41
    1
    • #41-1 แมวมณี(จากตอนที่ 12)
      17 กันยายน 2561 / 01:40
      ติดตามต่อไปนะคะ
      #41-1