คัดลอกลิงก์เเล้ว

Yuna Kim & Patrick Chan | Winning Promise (Figure Skating RPF)

โดย Wanderess

โอลิมปิกฤดูหนาวคือสิ่งที่แพทริก ชานและยูนา คิมเฝ้ารอมาทั้งชีวิต อย่างไรก็ตามอะไรบางอย่างที่ทั้งสองจะได้พบนั้นอาจอยู่เหนือความคาดหมาย กระทั่งการฝึกซ้อมอย่างหนักก็ไม่อาจช่วยพวกเขาให้เตรียมรับมือได้

ยอดวิวรวม

70

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


70

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  10 พ.ค. 61 / 23:25 น.
Yuna Kim & Patrick Chan | Winning Promise (Figure Skating RPF) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




Figure Skating Real Person Fiction
Rating: PG-13 / Teen and Up Audiences

synopsis: n/a

แรงบันดาลใจของฟิคเรื่องนี้มันก็จะติดเรทหน่อย ๆ จนต้องแปะว่า 13+ นั่นคือเรื่องของกิจกรรมนู่นนี่กันในหมู่บ้านโอลิมปิกนี่แหละ ว่าประวัติศาสตร์งานรื่นเริงของที่นี่มีมาแต่ไกล ไม่ใช่แค่เป็นที่พักอาศัยของนักกีฬาระดับโลก อุดมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกชั้นยอดเท่านั้น แต่กลับมีงานรื่นเริงสังสรรค์สุดฉาวอยู่ทุกคราว ถึงยังไงก็ถือว่าปลอดภัยที่ไม่มีนักข่าวสำนักไหนได้ไปสัมผัสจริง ๆ เรียกได้ว่ารู้กันแค่ในวงการนักกีฬาเท่านั้นเอง ที่ชาวเรา ๆ พอจะรู้ก็คือในหมู่บ้านถึงกับต้องแจกถุงยางอนามัยให้ ล่าสุดในเปียงชางถึงกับต้องจัดมา 110,000 ชิ้น เรียกได้ว่า 37 ชิ้น/คนเลยทีเดียว =[]= นึกภาพแล้วมันก็จะกึ๋ย ๆ หน่อย แต่สุดท้ายก็ออกมาเป็นฟิคเรื่องนี้ค่ะ

แต่ไม่ต้องกลัวนะคะจะติดเรทจนอ่านไม่ได้ (ถ้าใครมาเพราะเรื่องนี้ก็ขอโทษด้วยค่ะ แฮ่) เอาเป็นว่า 13+ พอก็แล้วกันเนอะ ใส ๆ สัก 98% แล้วค่ะ xD

baby ♥ theme

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 10 พ.ค. 61 / 23:25

บันทึกเป็น Favorite


“นี่คือฤดูหนาว อากาศก็เย็นเฉียบ สิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ก็คือการอิงแอบใครสักคนเพื่อไออุ่น” สตีฟ ไนแมน นักแข่งขันสกีหิมะจากสหรัฐอเมริกาให้สัมภาษณ์กับคอสโมเมื่อถูกถามถึงข่าวกิจกรรมอันฉาวโฉ่แห่งหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักกีฬาสากลโลกว่าหลังการแข่งขันอันแสนจะทรหดชวนตึงเครียดจบลง จากที่พักพิงก็จะกลายเป็นสถานสำหรับลัทธิสุขนิยมดี ๆ นี่เอง มีภาษิตเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ว่า “อะไรที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านก็ให้จบในหมู่บ้าน” และแน่นอนว่างานดังกล่าวสิ้นสุดลง จะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป นักกีฬาจากทั่วมุมโลกก็จะกลับไปยังถิ่นฐานของพวกเขา เผชิญหน้ากับโลกความเป็นจริงราวกับความทรงจำในหมู่บ้านนักกีฬานี้ไม่เคยเกิดขึ้น

กุมภาพันธ์ 2010

            แพทริก ชานตื่นเต้นกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งแรกในชีวิต การได้เป็นตัวแทนของประเทศเจ้าภาพในปี 2010 นั้นทำให้เขารู้สึกได้เปรียบทางจิตใจ นั่นหมายถึงแฟน ๆ จะหลั่งไหลเข้ามาร่วมเชียร์ทีมแคนาดาได้สะดวกกว่าคู่แข่งประเทศอื่น แม้ปกติแล้วเขาจะซ้อมอยู่ที่โคโลราโดในสหรัฐ ฯ ก็ตาม การได้กลับมายังบ้านเกิดนั้นมีแต่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ไม่มีที่ใดเหมือนบ้านอีกแล้ว แม้แวนคูเวอร์ซึ่งใช้จัดงานนั้นจะไกลจากประสบการณ์ของเขาอยู่โข เมื่อความทรงจำในแคนาดาของแพทริกส่วนใหญ่กลับอยู่ในในออนทาริโอ ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็หลงใหลกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของแวนคูเวอร์มาโดยตลอด เขาชื่นชอบในชีวิตกลางแจ้ง และแน่นอนว่าที่นี่ตอบโจทย์นั้นได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครรู้เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะพอกับชีวิตฟิกเกอร์สเก็ตเมื่อใด แต่อย่างน้อยก็มั่นใจว่าคงไม่ใช่ในไว ๆ นี้ ถึงตอนนั้นเขาคงได้นั่งขบคิดเรื่องนี้อีกที และที่นี่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลังเกษียณอาชีพแข่งขันของเขาเสมอ

            หกนักกีฬาสเก็ตลีลาชายทีมชาติแคนาดาก้าวเข้าไปในห้องพักของอาคารสิบสองชั้น ทุกคนพกสัมภาระติดตัวกันมาแต่พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับเวลาสามสัปดาห์ที่จะพำนักที่นี่ ตั้งแต่ก้าวเข้ามายังเขตชุมชนปิดพื้นที่กว่า 45,000 ตารางฟุตแห่งนี้ ทุกคนต่างพึงพอใจกับสภาพแวดล้อมของที่นี่เป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วความประทับใจก็จะยังคงดำเนินต่อเช่นกัน

            “เราอยู่ในหมู่บ้านโอลิมปิกจริง ๆ ด้วย!” วอห์น ไชเพอร์ นักสเก็ตชายเดี่ยวร่วมชาติประกาศอย่างดีใจขณะก้าวเข้ามาในห้องพักแห่งหมู่บ้านโอลิมปิก ภาพแรกที่ทั้งหกหนุ่มนักกีฬาเห็นคือห้องโถงต้อนรับขนาดกว้าง มีโซฟาตัวยาวและโต๊ะกาแฟตั้งอยู่ที่มุมห้อง ไม่ห่างออกไปเป็นห้องครัวและโต๊ะรับประทานอาหารสำหรับหกที่นั่ง กระจกใสที่ติดตั้งอยู่ตลอดทาง ณ อีกฝั่งหนึ่งนั้นเผยให้เห็นทิวทัศน์ของสถานที่จัดพิธีเปิดปิดเฉลิมฉลองอย่างชัดเจน แพทริกสำรวจไปรอบ ๆ ห้องโถงขนาดใหญ่และพบว่าไม่มีโทรทัศน์ตั้งอยู่ที่นี่ ทั้งที่พวกเขาเป็นเจ้าบ้านและนี่ควรจะเป็นหนึ่งในห้องพักที่ดีที่สุดแล้วแท้ ๆ

            “ก็ยังไม่มีทีวีเหมือนเดิมสินะ” ราวกับว่าไบรซ์ เดวิสัน ผู้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกสองสมัยรู้ดีว่าในหัวของแพทริกคิดอะไรอยู่ เขากอดอกและพิจารณาห้องไปรอบ ๆ ไม่ได้แสดงความไม่พึงพอใจแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เหมือนกับว่าไบรซ์กำลังพิจารณากับถิ่นอาศัยชั่วคราวแห่งใหม่ของเขาอยู่

            “ฉันจองห้องนี้!” แพทริกได้ยินสก็อตต์ตะโกนลั่นมาจากทิศทางไกลออกไป พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกันแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นแพทริกจึงเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเพ็นท์เฮ้าส์แห่งนี้ ขนาบโถงทางยาวนั้นเป็นประตูห้องน้ำ ห้องนอน และห้องตู้เสื้อผ้าวางเรียงกัน สองตาของเขากำลังเห็นภาพของวอห์นที่เหมือนจะชอบพอในห้องที่สก็อตต์จับจองเช่นเดียวกัน

วอห์นจึงเป็นฝ่ายประกาศต่อ “ฉันด้วย!”

โอเค ส่วนอีกฝั่งหนึ่งของทางเดินนั้นแพทริกก็เห็นโคดี้ เฮย์และพอล พัวริเออร์กำลังขนของเข้าไปในห้องนอนและเริ่มจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เก็บแล้วเป็นที่เรียบร้อย

เดาว่าเราสองคนคงได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกันเพราะต่างคนต่างช้าแล้วสินะ” ไบรซ์หันมาว่ากับแพทริกอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่เขาทำได้แค่ยักไหล่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร ต่อจากนั้นจึงทำแค่ยกกระเป๋าไปไว้ในห้องตัวเองแล้วเป็นฝ่ายเริ่มไปสำรวจห้องอื่น ๆ บ้าง ตรงกันข้ามกับห้องนอนของเขาคือห้องที่วอห์นและแพทริกเพิ่งจับจองไป เขาเห็นวอห์นนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ใส่หูฟังและง่วนกับหน้าจอแล็ปท็อปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนสก็อตต์กำลังเริ่มพิธีกรรมของตัวเอง นักกีฬาไอซ์แดนซิ่งหนุ่มเริ่มแปะโน้ตให้กำลังใจต่าง ๆ ไว้ริมผนังฝั่งเตียงของเขา แล้วแขวนตราธงชาติแคนาดาไว้ข้าง ๆ ต่อจากนั้นแพทริกจึงเข้าไปในห้องน้ำของสองคนนี้ และเข้าใจในทันทีว่าทำไมห้องนี้ถึงเป็นที่ปรารถนาของเพื่อนร่วมชาติเขานัก มีอ่างล้างหน้าถึง 2 อ่างอยู่ในนั้น และที่เด็ดไปกว่าคือฝักบัวเรนชาวเวอร์ โอเค แพทริกข่มเสียงโอดครวญนึกเสียดายไว้ในใจ ก่อนจะเดินไปยังทิศทางฝั่งห้องของโคดี้และพอลต่อ ห้องนี้มีทำเลดี ติดกับตู้เสื้อผ้าแบบวอล์กอิน มาก่อนได้ก่อน ไม่ว่ากัน แพทริกตระหนักเรื่องผลแห่งการกระทำ แล้วจึงกลับไปยังห้องตัวเอง เริ่มขนชุดที่ใช้สำหรับการแข่งขันออกมาแล้วแขวนไว้ในห้องตู้เสื้อผ้าเช่นกัน ก่อนจะผล็อยหลับงีบเอาแรง

            ยูนา คิมและมินจอง ควักต่างเป็นนักฟิกเกอร์สเก็ตหญิงเดี่ยวทั้งคู่ และในการแข่งขันสเก็ตลีลาสำหรับโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้ มีเพียงพวกเธอสองคนเท่านั้นที่เป็นตัวแทนประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้นห้องพักในหมู่บ้านโอลิมปิกนั้นดูจะคับแคบไปและเงียบเหงาไปเสียหน่อยเมื่อเทียบกับชนชาติตะวันตกส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมอื่น ๆ มินจองมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น และแน่นอนว่าเธอยังอนาคตไกล ยูนานึกอย่างเอ็นดูขณะมองมินจองวิ่งไปรอบ ๆ ห้องและชื่นชมทิวทิศน์รอบตัวอย่างตื่นเต้น

            ฉายา “ราชินีน้ำแข็ง” ที่ถูกมอบให้ยูนานั้นถูกสื่อความหมายได้หลายอย่าง รวมไปถึงการดูเป็นคนจิตใจเยือกเย็นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนด้วย ความจริงก็คือหญิงสาวไม่เชี่ยวชาญด้านทักษะทางสังคมเท่าใดนัก บทเรียนสำหรับการใช้ชีวิตเหล่านั้นแลกมาด้วยการใช้เวลาสี่ชั่วโมงต่อวันบนพื้นน้ำแข็ง และอีกสองชั่วโมงครึ่งในห้องซ้อมเต้นตั้งแต่วัยเด็ก สำหรับคนเกาหลีใต้ ยูนาไม่ใช่เพียงนักกีฬาแต่ใกล้เคียงกับต้นแบบของเด็กสาวทั่วประเทศ ทั้งภาพลักษณ์ที่ไม่เคยมีข่าวเสียหายใด ๆ การปฏิบัติตัวอย่างมุ่งมั่นและมีเป้าหมายแน่ชัด จนผลแห่งความตั้งใจนั้นสะท้อนออกมาในความสามารถที่ยากจะหาใครเทียบจนไปถึงความสำเร็จนับไม่ถ้วน ชีวิตของเธอคือการอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัดและไม่ออกนอกลู่นอกทาง ในหลายครั้งพฤติกรรมเรียบร้อยและระวังตัวจึงถูกมองเป็นการวางท่าอย่างทะนงในศักดิ์ศรีไปบ้าง เพียงน้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ แต่ยูนาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นมากเกินไปนัก หากเป็นตามนั้นจริงสองเท้าของเธอคงไม่ได้อยู่ที่นี่ หมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิกแห่งนี้ เธอนึกอย่างให้กำลังใจตัวเองเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ได้

            เลิกพูดถึงการหาความสำราญหรือกิจการบันเทิงใด ๆ ไปได้เลย ยูนาบอกกับตัวเอง เธอมาที่นี่เพื่อเอาชนะความท้าทาย และให้รางวัลตัวเองทดแทนความกดดันและอิสระทั้งหลายที่เธอต้องเสียสละไปด้วยเหรียญโอลิมปิกจากแวนคูเวอร์

กุมภาพันธ์ 2010      

โทรศัพท์ของยูนาดังขึ้น เป็นเบอร์โทรศัพท์ประจำของไบรอัน ออเซอร์ โค้ชชาวแคนาดาของเธอและมินจอง ยูนารับแล้วตอบอย่างสุภาพ ออเซอร์ทำเพียงไถ่ถามถึงเรื่องที่พักอย่างเป็นพิธี แล้วจึงสั่งให้ยูนาลงไปฝึกซ้อมในสนามแข่งขันแปซิฟิก โคลิเซียม พร้อมกับชวนมินจองมาร่วมด้วย

            “มินจอง” เธอเรียกเพื่อนร่วมห้องหลังวางสาย “โค้ชออเซอร์บอกให้ฉันลงไปซ้อมที่สนามแข่งเดี๋ยวนี้เลย เธอจะไปด้วยกันไหม?”

            “ก็ได้” มินจองตอบอย่างไม่กระตือรือร้นเท่าไหร่ หยิบกล่องบรรจุรองเท้าฟิกเกอร์สเก็ตของเธอขึ้นมา “จริง ๆ แล้วเขาก็คงอยากติวแค่พี่ยูนาแหละ แต่ฉันก็อยากจะแข่งบ้างเหมือนกัน งั้นเราไปด้วยกันเลยละกันนะ

            ยูนายิ้มกับสิ่งที่ได้ยิน มินจองแสดงสปิริตของนักกีฬาออกมาได้อย่างดีเยี่ยม นี่สิน้องสาวของฉัน เธอนึกชื่นชมในใจ แต่แน่นอนว่ามินจองจะไม่มีวันรู้เรื่องนี้หรอก

            “ยูนา!” ไบรอันยิ้มอย่างอารมณ์ดี และดูจะประหลาดใจหน่อย ๆ เมื่อเห็นว่าเธอมีผู้ติดตามมาด้วย ไม่ใช่ว่าเขาคิดว่ามินจองไม่ใส่ใจกับการฝึกซ้อม แต่เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ยูนาชวนคู่แข่งของเธอมาด้วยจริง ๆ เสียมากกว่า มันยุติธรรมดี กระทั่งเรื่องของการแข่งขันที่ยูนาไม่เคยนึกเห็นแก่ตัวอะไรทั้งสิ้น จนบางทีมันอาจจะทำให้เธอเสียเปรียบเสียด้วยซ้ำ ช่างตรงกันข้ามกับวิถีของนักกีฬาแข่งขันส่วนใหญ่ ไบรอันนึกเป็นห่วงในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่การแข่งขันครั้งสำคัญใกล้มาทุกขณะ และยูนามีศักยภาพที่จะคว้าเหรียญทองได้สูงในสายตาของเขา ส่วนมินจองนั้นดูจะเป็นไปได้ยากกว่า ดังนั้นสิ่งที่น่าเกลียดไปหน่อย แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงคือการให้ความสำคัญกับยูนาสำหรับไบรอัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้อนรับและกอดกับมินจองอย่างอบอุ่น แล้วตัดสินใจว่าสามารถประเมินสองคนนี้ได้ในเวลาเดียวกันได้

            “วอร์มอัพกันก่อนเลยนะ” เขาบอกก่อนจะหันไปสั่งให้ผู้ช่วยเตรียมพร้อมที่จะบันทึกภาพของทั้งคู่เพื่อใช้ในการประเมินต่อไป แล้วจึงให้สัญญาณเริ่มสำหรับยูนา เพลงธีมของเจมส์ บอนด์ที่จะใช้สำหรับการแข่งขันชอร์ต โปรแกรมดังขึ้น หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มกรีดกรายไปบนพื้นน้ำแข็งแล้วออกท่าเต้น

            เมื่อจบเพลงลง เธอได้ยินเสียงปรบมือและผิวปากจากฝั่งอัฒจันทร์ทิศทางข้างหลัง สำหรับเวลานี้แล้ว นี่ควรเป็นสถานที่ปิด ไม่ให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ใช่หรือ?

            ยูนาหันไปเห็นทีมฟิกเกอร์สเก็ตชายของแคนาดาสองสามคนมองอย่างชอบใจ หนึ่งในนั้นมีแพทริก ชานที่กำลังยิ้มกว้างมายังเธออยู่ ยูนาเคยเห็นผ่านเขา ๆ ตามาบ้างแต่ไม่เคยสบโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นเรื่องราวแต่อย่างใด เธอจำแพทริกได้เพราะเขาคือแชมป์การแข่งขันสเก็ตลีลาชิงแชมป์สี่ทวีปในฤดูกาลที่แล้วเช่นเดียวกับเธอและทั้งคู่มีโอกาสร่วมทัวร์กันอยู่ แต่นั่นก็แค่ความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับเขาที่เธอมี

            อะไรทำให้พวกผู้ชายเหล่านี้นึกว่าตัวเองมีสิทธิจะทำเช่นนี้ได้นะการเป็นเจ้าถิ่นหรืออย่างไร?

            นั่นควรจะเป็นเหตุผลให้พวกเขาประพฤติตัวดีกว่านี้หน่อยไม่ใช่หรือยูนานึก แต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา

            “ฝึกต่อไป” ไบรอันกลับมาใช้น้ำเสียงเข้มกับเธอเมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ของตนดูเหมือนว่าจะสมาธิเขวไปกับอะไรบางอย่างหรือใครบางคน มินจองก็เช่นกัน

            ยูนาถือแค่ว่านี่เป็นการต้อนรับของเจ้าบ้านและไม่ได้อะไรไปกว่านั้น อย่างน้อยก็จนกว่าการแข่งขันของเธอจะสิ้นสุดลง

            “ฉันว่าแพทริกชอบพี่” มินจองเอ่ยขณะที่เธอและยูนากลับมายังห้องพักในหมู่บ้านโอลิมปิก

            นั่นทำเอาผู้ฟังถึงกับขมวดคิ้ว “แพทริก ชานจากแคนาดาน่ะเหรอ?” ยูนานึกออกแค่ชื่อเดียว มินจองพยักหน้าตอบรับ ในนาทีต่อมายูนาทำเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นแล้วส่ายศีรษะ “มินจอง เธอน่ะตลกแล้ว

            “พี่น่ะน่าจะเห็นตอนที่แพทริกมองพี่สเก็ต ดูเหมือนวิญญาณเขาหลุดออกจากร่างไปเลยแน่ะ” มินจองว่า ยกไม้ยกมือทำท่าประกอบ

            คราวนี้ยูนาถึงกับต้องหัวเราะออกมากับภาพที่เห็น “ฉันไม่แน่ใจว่าคำอุปมานั้นจะฟังออกมาดูดีนะ

            “ไม่มันเป็นแบบนี้จริง ๆ” หญิงวัยอ่อนกว่าว่าต่อ ใบหน้าจริงจัง “ดูเหมือนกับว่าแค่พี่เริ่มวาดลวดลายไปบนลานน้ำแข็งนั่นเมื่อไหร่ เขาก็ดูจะถูกดึงเข้าไปอีกโลกนึงเลย ฉันไม่ค่อยได้เห็นเขาเป็นแบบนี้บ่อยหรอกนะ

            ยูนาเริ่มหรี่ตามองคู่สนทนา “เธอพูดเหมือนกับว่าดูเขาดูคนอื่นสเก็ตบ่อย?”

            “ก็…” มินจองพยายามหาเหตุผลที่ดูมีตรรกะและจะทำให้คนฟังเริ่มเลื่อมใสเธอบ้างขึ้นมายก ก่อนจะพบว่าตัวเองนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แล้วจึงทำเพียงแค่ยักไหล่ “เขาหล่อ แถมฝีมือก็ไม่เบา ฉันก็ต้องแอบดูเขาบ้าง เท่านั้นแหละ

            ยูนาไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแค่มองอีกฝ่ายแล้วยิ้มออกมาเล็ก ๆ ทั้งหมดที่เธอได้ยินนั่นก็ยุติธรรมดี สำหรับตัวยูนาแล้ว เธอไม่มีอะไรเถียงมินจองในเรื่องนั้น

            ทีมแคนาดานั้นต้องใช้โต๊ะยาวถึงสองตัวในการรองรับนักกีฬาสเก็ตลีลาของประเทศที่เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 12 คน นั่นเป็นรองเพียงแค่ชาติสหรัฐ ฯ และรัสเซียเท่านั้น เมื่ออยู่ภายนอกสนามแข่งแล้ว ทุกคนต่างต้องการตักตวงเวลาเพื่อผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นเรื่องเบาสมอง แม้จะเผลอยกเรื่องของการแข่งขันขึ้นมาถกกันประปรายบ้างก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครจริงจังกับเรื่องเหล่านั้นจนเกินไปนัก หากพวกเขาอยู่ไกลจากสนามแข่งออกไป

            “ไม่อยากจะเชื่อว่าถึงตอนนี้ยังไม่มีใครพูดถึงวีรกรรมของแพทริกก่อนจะมาที่นี่จริง ๆ” โคดี้เปิดประเด็นขึ้นมาอย่างขำขัน หวังได้เผาเพื่อนร่วมชาติอยู่เล็ก ๆ แพทริกกลับไม่ทำอะไรนอกจากเริ่มจะยิ้มกว้างขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นความทรงจำในเรื่องนั้น

            “อะไรน่ะ?” สก็อตต์ที่ไม่ได้ออกไปไหนกับพวกก่อนหน้าเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปมองตัวต้นเรื่อง ถ้าให้เดาคงไม่พ้นประเด็นว่าไปโปรยเสน่ห์ใครอีกแน่ ๆ

            ไบรซ์มองซ้ายมองขวาอย่างระวัง ก่อนจะยกมือขึ้นมาป้องปากทำท่ากระซิบกระซาบ นั่นเรียกให้เกือบที่เหลือของโต๊ะสุมหัวเข้ามาใกล้อย่างรอฟัง เว้นแต่แพทริกที่เริ่มเอนหลังหวังออกห่างจากเรื่องนี้ “ก็เจ้านี่น่ะสิ ทำตัวเป็นหลงยูนา คิมจนสาวเจ้าหันมาค้อนขวับเลยล่ะ” ว่าจบ คนเล่าเรื่องก็หัวเราะคล้ายกับสะใจ

            “อีกแล้วเหรอนั่น?” สก็อตต์หันไปมองแพทริกอย่างไม่อยากเชื่อ “นายจะไปเที่ยวทำสายตากรุ้มกริ่มใส่คนอื่นตลอดไม่ได้นะ!”

            “เดี๋ยว ๆ มันไม่ใช่แบบนั้น” ไบรซ์แก้ “เขาแค่ปรบมือแล้วกรี๊ดเชียร์ยูนาหลังเธอจบเพลงซ้อมเสร็จ จนฉันนึกว่าเขาจะย้ายไปทีมเกาหลีใต้ให้ได้เลย

            “เชื่อแล้วว่ารอบนี้นายเป็นติ่งจริง ๆ” สก็อตต์หันกลับไปมองแพทริกที่นั่งติดกับเขาอีกครั้ง แพทริกทำแค่ยักไหล่ ก่อนสก็อตต์จะว่าต่อขณะที่รอยยิ้มนั้นดูจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ “ยังคงเป็นแฟนคลับตัวยงแอบตามกรี๊ดเธออยู่เรื่อยเลยใช่ไหมล่ะ เพื่อน?”

            แพทริกทำแค่หัวเราะแล้วปัดเรื่องนั้นตกไป

            ไบรซ์ ในฐานะของผู้เคยผ่านโอลิมปิกมาก่อนหน้าแล้วไม่พลาดที่จะให้คำแนะนำ “นายรู้นะว่านายทำอะไรได้ในหมู่บ้านโอลิมปิกบ้าง

            นั่นเรียกเอาเจสสิก้า ดูเบ คู่ของไบรซ์ และเทสซ่า เวอร์ทู คู่ของสก็อตต์ที่กำลังเดินตรงมายังโต๊ะของหนุ่ม ๆ แล้วประสบจังหวะได้ยินประโยคดังกล่าวพอดีถึงกับร้องยี้กับความคิดสัปดนของเพื่อนร่วมชาติได้ในทันที

            “เฮ้ สาว ๆ ใจเย็น ๆ” ไบรซ์ยกมือปรามแขกทั้งสองของวงสนทนา “ฉันแค่ให้คำแนะนำรุ่นน้องก็แค่นั้นแหละ แล้วเธอจะเข้าใจเองว่าไอ้ที่เขาแจกให้เมื่อวันแรกตั้งแต่การแข่งขันยังไม่ทันเริ่มมันจะจำเป็นกับพวกเธอขนาดไหน

            ไม่มีใครในห้องนั้นไม่รู้ว่า ‘ไอ้ที่เขาแจกเมื่อวันแรก’ ที่ไบรซ์ว่าหมายถึงอะไร ถุงยางอนามัยจำนวน 15 ชิ้นต่อนักกีฬาหนึ่งคนนั่นเอง หรือตียอดรวม ๆ แล้วก็คือ 40,000 ชิ้นสำหรับนักกีฬาผู้เข้าร่วมทั้งหมด 2,566 คน สำนักข่าวต่าง ๆ รายงานกันว่าคณะผู้จัดงานได้แจกจ่ายถุงยางอนามัยในการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งนี้ถึง 100,000 ชิ้น แม้ภายหลังทางโฆษกจะออกมาให้ข่าวว่าเกือบ 60,000 ชิ้นเป็นของทีมรักษาความปลอดภัย อาสาสมัคร และสำหรับวางไว้ในห้องน้ำสาธารณะ ทำอย่างกับว่าพูดอย่างนี้แล้วจะฟังดูลดความกำหนัดในตัวนักกีฬาให้น้อยลงเสียแบบนั้น

            ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหารที่เพิ่งครื้นเครงไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน หนุ่มสาวต่างมองกันไปมาอย่างเลิ่กลั่ก ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้ อันที่จริง ก่อนมาพวกเขายังแอบหวังเรื่องนี้ในใจเสียด้วยซ้ำ เรื่องเล่าของหมู่บ้านโอลิมปิกคงเป็นเรื่องจริงกว่าที่ใครจะจินตนาการได้เป็นแน่แท้

            ท้ายที่สุดของวัน แพทริกก็เป็นผู้ชาย และนั่นคือทั้งหมดที่เขารู้ โอกาสที่จะได้หาความสนุกอย่างนั้นหรือในตอนนี้ก็คือเขาไม่มีพันธะอะไร ดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นใจให้เจ้าตัวแล้ว ทีนี้จะมีข้ออ้างอะไรให้เขาปฏิเสธได้ล่ะแพทริกทำเพียงแค่นึกในใจดัง ๆ แล้วยิ้มออกมาจนใคร ๆ ก็แทบจะเห็นเจตนาในดวงตาอันเป็นประกายนั่น แน่นอนว่าเพื่อนร่วมโต๊ะของเขาหลายคนไม่พลาดที่จะสังเกตในเรื่องนั้น

13 กุมภาพันธ์ 2010    

ระวังเท้า!” ลอรี่ นิโคล โค้ชและนักออกแบบท่าของแพทริกประสานมือไว้ข้างหลัง เอ็ดเสียงดุขณะดูศิษย์ของเธอฝึกซ้อม นั่นทำเอาแพทริกสมาธิหลุดไปกว่าเดิมจนกระทั่งเกือบเสียการทรงตัว เขารีบหาสมดุลของร่างกายอีกครั้งได้อย่างว่องไว

            ลอรี่จับจุดอ่อนของเขาเจอจนได้ แพทริกคิดมาตลอดว่าการยืนบนเท้าไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นจิตใจ ปกติแล้วในการฝึกซ้อมนั้น เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง จนกระทั่งเมื่อการแข่งขันที่จวนใกล้จะเข้ามามากขึ้น แพทริกเริ่มรู้สึกว่าความกดดันเริ่มถาโถมใส่ด้วยเช่นกัน ถึงตอนนี้แล้ว เขาได้แชมป์ระดับประเทศสามจากที่เคยเข้าแข่งขันมาทั้งหมดห้าครั้ง ผู้คนต่างคาดหวังขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับความสำเร็จที่เพิ่มพูนขึ้น เขาหวังว่านั่นจะแปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจ หรืออย่างน้อยก็เครื่องมือสร้างความมั่นใจบ้าง แต่ไม่มีนักสเก็ตชายจากแคนาดาคนใดเลยที่ไปถึงเหรียญทอง ความสงสัยเริ่มจะก่อตัวให้เห็นเป็นรูปร่างที่ชัดเจนพอ ๆ กัน และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ชั่วโมงแห่งความอ่อนแอ ชายหนุ่มเริ่มการซ้อมของเขาใหม่อีกครั้ง หวังจะทำมันได้ดีกว่าเดิม

            เมื่อการฝึกซ้อมจบลง แพทริกบอกลากับโค้ชและเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า เตรียมมุ่งหน้าสู่ที่พัก หากการปรากฏกายของยูนา คิมไม่ได้หยุดความตั้งใจเดิมของเขาไว้เสียก่อน

            เขาไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอ หวังให้ยูนารีบเดินไปซ้อม แต่เช่นเดียวกัน ยูนาทำเพียงแค่ยืนนิ่ง มองหน้าเขา แล้วในไม่กี่อึดใจต่อมาเธอจึงยกมือทั้งสองข้างปรบเข้าหากันแต่พอเป็นพิธี

            “นายสเก็ตได้ดีไม่เบาเลยนะ” เธอพูดด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงรื่นหู ก่อนใบหน้านั้นจะเผยให้เห็นอารมณ์อันคล้ายกับกำลังอมยิ้มอยู่

            นั่นกลับทำเอาแพทริกหงุดหงิดกว่าเดิม ท่าทางของผู้หญิงคนนี้ช่างประชดประชันเสียดี เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้าเธอถึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการให้กำลังใจของเขานัก นับเป็นสิ่งที่มาได้ถูกที่เวลาอะไรเช่นนี้ “ฟังนะ คุณผู้หญิง ผมจะแข่งในไม่กี่วันนี้แล้ว ไม่เหมือนกับโปรแกรมของสาว ๆ ที่ห่างออกไปเป็นอาทิตย์ ถ้าคุณจะอนุญาตให้ผมขอตัว…” ยังไม่ทันพูดจบดี แพทริกก็ระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้เอ่ยอะไรที่จะทำให้ตัวเองนึกเสียใจภายหลังแล้วรีบพุ่งตัวออกมา แรงของหัวไหล่ของเขาที่กระแทกกับยูนาทำให้ร่างบางหญิงสาวถึงกับเกือบต้องกระเด็น เธอทำเพียงแค่หันไปส่งสายตาไปตามเขาที่ออกจากสนามกีฬาออกไปอย่างว่องไวโดยไม่หันกลับมามองข้างหลัง ในตอนแรกนึกงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

            เยี่ยมเลย จากที่เธอนึกจะชื่นชมแพทริกผู้แสดงได้อย่างน่าประทับใจ กลับกลายเป็นถูกมองว่าไปยั่วโมโหเอาเสียนี่ แน่นอนว่ายูนาจะไม่ยอมให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้มามีอิทธิพลกับจิตใจเมื่อรู้ว่ามีภาระอีกหลายยังรออยู่ตรงหน้า อย่างน้อยก็จนกว่าการแข่งขันจะจบลงก็แล้วกัน เธอสั่งให้สมองของตัวเองลบเรื่องแพทริก ชาน และไม่นึกอะไรเกี่ยวกับเขาอีกตลอดในสัปดาห์นี้

17 กุมภาพันธ์ 2010

            “มีการแข่งขันสเก็ตชายเดี่ยวอยู่น่ะ” เทสซ่าเอ่ยกับยูนาขณะร่วมรับประทานอาหารเย็นในหมู่บ้าน ทั้งคู่รู้จักกันมาแต่แรกเริ่มของชีวิตการแข่งขันและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในแววตาคู่สวยของเทสซ่านั้นมีความขี้เล่นซ่อนอยู่

            ยูนาไม่ได้แสดงออกอะไร ในใจเธอนึกถึงเพียงแพทริก ชาน ชายผู้ดูไม่รู้จะมาไม้ไหนกับเธออยู่ตลอด คิดแล้วก็พานแต่จะทำให้หงุดหงิด ถึงอย่างนั้นหญิงสาวทำเพียงแค่ข่มอารมณ์โมโหไว้ในใจ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไปให้มีพิรุธ

            แน่นอนว่านั่นไม่อาจหลุดจากการสังเกตของเทสซ่าได้ ช่างน่าสนใจดี ไอซ์แดนเซอร์สาวคิด “เธอจะไม่สนใจก็ได้นะ” เทสซ่าเสนออย่างสบาย ๆ ก่อนจะหันไปยังทิศทางของโทรทัศน์จอใหญ่ซึ่งแม้จะตั้งห่างออกไป แต่กลับยังสะท้อนออกมาผ่านกระจกใสของห้องอาหาร “แต่ถ้าอยากดู ทีนี้ก็รู้แล้วนะว่าจะหันไปทางไหน

            พูดจบ เทสซ่าก็เป็นฝ่ายขอตัวเดินออกไปร่วมโต๊ะกับชาร์ลี ไวท์และเมอริล เดวิส คู่แข่งตัวฉกาจจากสหรัฐอเมริกาที่ใช้โค้ชร่วมกันกับเธอและสก็อตต์ ถึงอย่างนั้นทุกฝ่ายก็ต่างรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมืออาชีพและถือโอกาสการใช้โค้ชร่วมกันในการฝึกซ้อมและต่างประเมินกันและกันอยู่บ่อย ๆ ส่วนเธอทำเพียงแค่ไปนั่งกับมินจองอีกฟากหนึ่งของห้อง ไม่วายที่หางตายังเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของจอโทรทัศน์ในกระจกห้องอยู่

            “ไปกินรังแตนอะไรมาหรือเปล่า?” มินจองสังเกตผู้ร่วมโต๊ะ “เครียดแบบนี้ก่อนแข่งเอาจะไม่ดีนะ

            “มินจอง” ยูนาหันไปเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หน้าตาฉันดูไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “อื้ม” เด็กสาวส่งเสียงในลำคอ พยักหน้า “เหมือนมีใครมาหาเรื่องพี่แบบนั้นแหละ” ว่าจบ เธอจึงหันไปสังเกตรอบห้อง “หรือจะเป็นพี่สาวเทสซ่าจากแคนาดาคนนั้นเธอเป็นตัวแทนทีมมาเปิดสงครามประสาทกับพี่เหรอ?”

            มันน่าขันจนเรียกเสียงหัวเราะของยูนาออกมาได้ “เพ้อเจ้อใหญ่แล้วนะเธอนี่” ยูนาเอ็ดทั้งที่ยังขำอยู่ “ไม่มีเรื่องงี่เง่าแบบนั้นหรอก ทุกคนที่นี่เป็นมืออาชีพพอ

            “แล้วอะไรล่ะ?”

            นั่นทำเอาผู้ฟังนิ่งไปสักพัก เธอเบือนหน้าไปยังทิศทางอื่น ไม่มีวันที่มินจองจะต้องมารับรู้เรื่องไร้สาระอะไรพรรค์นี้

            “แพทริก ชาน?” เสียงเล็ก ๆ ของเพื่อนร่วมชาตินั้นถึงกับทำให้ยูนาหันขวับ หรือหน้านิ่งที่เธอพยายามตีมาชั่วชีวิตจะถูกจับได้แค่เรื่องจุกจิกเพียงนี้จนกระทั่งใบหน้าของมินจองหันไปมองเงาสะท้อนหน้าจอโทรทัศน์นั่น เธอเห็นแพทริกกำลังสเก็ตบทเพลงแทงโก้แห่งการเนรเทศจากการบรรเลงไวโอลินของวาเนสซ่า เม เขาเคลื่อนไหวได้อย่างสง่าจนกระทั่งยูนากลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ถอนสายตาจากภาพที่ปรากฏอยู่ไม่ได้ด้วยเช่นกัน จนเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แพทริกไม่สามารถกระโดดลงท่าคว็อดได้อย่างสมบูรณ์แบบ การประจักษ์เห็นเขาสูญเสียการควบคุมในช่วงเวลานั้นทำเอาหัวใจของเธอตกลงไปยังตาตุ่ม ยูนายกมือทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมาปิดปาก แล้วหลังจากนั้นจึงพบว่าตัวเองเอาใจช่วยให้แพทริกกลับมาอย่างสง่างาม ดวงตามุ่งมั่นของเขานั้นตรึงผู้ชมได้อยู่หมัดพอ ๆ กับท่วงท่าการเคลื่อนไหว ยูนาเข้าใจความกระหายและปรารถนาอันแรงกล้าที่ปรากฏในลมหายใจนั่น

            หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยว่าเธอแทบจะกลั้นหายใจมาตลอดการแสดงนั้นจนกระทั่งการแข่งขันจบลง เผยให้เห็นภาพสโลว์โมชั่นของแพทริกขณะออกลวดลายเป็นลำดับต่อมา ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนออกท่าทางอะไรเท่าไหร่ แต่หากใครในห้องอาหารนั้นได้มองมายังทิศทางของยูนาคงดูออกได้อย่างง่ายดายว่าเธอเอาใจช่วยแพทริกราวกับเขาเป็นเพื่อนร่วมชาติหรือ… แฟนหนุ่ม เทสซ่าไม่พลาดกับภาพนั้น ช่างน่ามหัศจรรย์จนเธอแทบจะยกกล้องโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพได้อยู่แล้ว สิ่งที่ไอซ์แดนเซอร์สาวเมืองเจ้าภาพทำได้ในเวลานั้นคือยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจและเก็บความทรงจำนี้ไว้ในหัวของตนเอง แล้วจึงหันไปยังเงาสะท้อนจอภาพนั้นเช่นกัน รอคะแนนของเพื่อนร่วมชาติอย่างใจจดใจจ่อ

            แพทริกได้คะแนน 81.12 นั่นไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของเขาเท่าไหร่ แต่ในวันถัดไปเขายังเหลือฟรีแดนซ์ที่หากโชคชะตาเป็นใจ อาจส่งให้เขาขึ้นโพเดียมได้บ้าง แม้เขาจะไม่ใช่คนที่น่ารักที่สุดที่เธอเคยพบเจอมา ยูนาปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่ออยู่บนลานน้ำแข็งนั่นแล้ว แพทริก ชานคือนักกีฬาและศิลปินที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าอีกคนหนึ่ง และเธอหวังเหลือเกินว่าสวรรค์จะตอบรับในความมุ่งมั่นของเขา เช่นเดียวกันกับเธอ

23 กุมภาพันธ์ 2010

            “เฮ้ จะไปไหนน่ะ เพื่อน?” เสียงของสก็อตต์ที่ตะโกนออกมาจากฝูงนักกีฬาในหมู่บ้านซึ่งกำลังนั่งล้อมโทรทัศน์ชมฟรีแดนซ์สำหรับการแข่งขันสเก็ตลีลาหญิงเดี่ยวนั้นหยุดแพทริกไว้ แพทริกทำเพียงแค่ยักไหล่แล้วกะไว้ว่าจะไปเดินเล่นให้หัวสมองปลอดโปร่งเสียหน่อย นี่ผ่านมาได้สัปดาห์หนึ่งพอดีหลังการแข่งขันชายเดี่ยวจบลง แรกเริ่มเขานึกขมขื่นกับเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่เล่นและหวังว่ากิจกรรมขึ้นชื่อของหมู่บ้านจะช่วยคลายเครียดได้อยู่บ้าง แต่ไม่เลย ยิ่งเวลาผ่านไปชายหนุ่มเห็นแต่ข้อผิดพลาดในการแสดงของเขาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะเอามันออกจากหัวไปได้ บางทีเขาหวังว่าการออกไปวิ่งตอนกลางคืนท่ามกลางอุณหภูมิอันหนาวเหน็บนี้จะทำให้ได้เห็นอะไรได้บ้าง แต่เคราะห์ร้ายที่เพื่อนร่วมชาติตัวดีของเขาดึงไว้เสียก่อน “มานี่สิ อย่างน้อยก็มาดูโจแอนนี่ลุ้นเหรียญกับเขาบ้าง

            “เออ ๆ” เจ้าของเหรียญทองก็ว่าได้นี่ แพทริกไม่ได้นึกอิจฉาที่สก็อตต์และเทสซ่าทำได้ดีตั้งแต่โอลิมปิกครั้งแรกในชีวิต ทั้งสองสมควรได้สิ่งนั้น เขาแค่อยากผ่อนคลายให้ได้เท่าเพื่อนบ้างก็เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วสก็อตต์ก็เครียดไม่เบาไปกว่าเขาตลอดการแข่งขันแท้ ๆ แต่เดาว่าหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น ในเมื่อเขาได้ที่ 5 ห่างจากไดสึเกะ ทากะฮาชิเจ้าของเหรียญทองแดงไปเกือบ 6 คะแนน ส่งผลให้พลาดการขึ้นแท่นรับรางวัลนั่นต่างจากการรับเหรียญทองอยู่มากโข ก็คงยุติธรรมพอที่บรรยากาศจะทำให้อารมณ์ของเขาและสก็อตต์ห่างกันได้ขนาดนี้

            “โจแอนนี่คิวไหนน่ะ?” แพทริกถามถึงลำดับการขึ้นแสดงของเพื่อนร่วมชาติ ความจริงแล้วคือโจแอนนี่ โรเช็ตต์ นักสเก็ตสาวจบการแสดงของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่สก็อตต์ต้องการก็คือประเมินกริยาของแพทริกต่อยูนาก็เท่านั้น นักกีฬาไอซ์แดนซ์หนุ่มพอเดาได้ว่าผลการแข่งขันทำให้แพทริกไม่ค่อยจะสนุกสนานเท่าแต่ก่อนนัก ทั้งเทสซ่ายังบอกได้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเขาและยูนา นั่นทำให้สก็อตต์ยิ่งสนใจเข้าไปอีก ดังนั้นนี่ไม่ใช่อะไรนอกจากกับดักโง่ ๆ ที่ชายหนุ่มวางไว้ให้แพทริกมาติดก็เท่านั้น

            “เอ้อ…” เขากลอกตา พยายามนึก “ไม่รู้สิ ฉันก็เพิ่งมาดูเนี่ย นั่ง ๆ ไปก่อนเถอะน่า

            “แล้วถ้าเธอแสดงไปแล้วล่ะ?” แพทริกอดเถียงไม่ได้

            “ก็ไม่เห็นเสียหายเลยนี่” สก็อตต์รีบค้าน หวังจะดึงเพื่อนตัวดีให้อยู่ต่อให้ได้ จนกระทั่งเสียงของโทรทัศน์ประกาศเป็นภาษาฝรั่งเศสทันเวลาพอดี

ทีมชาติเกาหลีใต้… ยูนา คิม

นั่นทำเอาแพทริกแทบจะกลายเป็นหินในทันที ปฏิกิริยาตอบรับของเขาดึงความสนใจสก็อตต์ได้พอ ๆ กับนักกีฬาสาวที่ปรากฏกายในจอนั้นได้อย่างอยู่หมัด

นั่งก่อนสิ” น้ำเสียงของสก็อตต์อ่อนลง เข้าใกล้กับคำว่าขอร้องกว่าเดิม

นั่นไม่ได้มีอิทธิพลกับแพทริกเท่าใดนัก ดวงตาของเขาแข็งกร้าวคล้ายกับต้องการทำลายหน้าจอสี่เหลี่ยมนี่ให้พัง ๆ ไป ถึงอย่างนั้นร่างกายกลับประนีประนอม ก้นกบของเขาตั้งตรงขณะเข่าทั้งสองข้างค่อย ๆ ย่อลงไปนั่ง ราวกับถูกสะกดจิตให้ทำในสิ่งที่ค้านกับความต้องการ

ในช่วงเวลาเพียงสี่นาทีนั้น แพทริกกลับลืมทุกอย่างรอบตัวบนโลกไป และเขาให้ความสนใจกับเพียงยูนา คิมที่ร่างกายของเธอไม่ได้แม้แต่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าเสียด้วยซ้ำ มีเพียงภาพบนจอที่กลับทำให้เขาราวกับรู้สึกได้เห็นอารมณ์อันหลากหลาย แต่ที่เด่นชัดและดูไม่มีใครจะสังเกตได้เลยคือเปราะบาง แพทริกเพิ่งรู้จักกับสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้ได้ไม่นาน หญิงสาวในจอนั้นกลับใช้เสน่ห์และท่วงท่าแสดงถึงความมั่นใจตลอดการแสดงบนเพลงคอนแชร์โต้ อิน เอฟ ของเกิร์ชวินกลบความรู้สึกนั้นได้อย่างอยู่หมัด จนเรียกเสียงปรบมืออย่างเกรียวกราวและคำชมเชยอันล้นหลามได้ในเวลาต่อมา รวมถึงคะแนนรวม 150.06 ที่กลายเป็นสถิติโลกใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนี้

โอลิมปิกครั้งแรกในชีวิต และยูนา คิมก็ไม่ทำให้ทั่วโลกต้องผิดหวัง ราชินีน้ำแข็งกลับเลือกที่จะเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านโอลิมปิกกับเพื่อนร่วมชาติเพียงคนเดียวอย่างสงบ เธอไม่ใช่ดาราหรือคนดัง เป็นเพียงแค่นักกีฬาและผู้แสดงก็เท่านั้น แขกเหรื่อเพื่อนนักกีฬาหลายคน ทั้งที่เธอรู้จักและไม่รู้จักต่างแสดงความยินดีตลอดทางจนถึงกระทั่งยูนาเดินทางมาถึงห้องพักจนได้ ในที่สุดมินจองก็เริ่มพูดถึงกิจกรรมอันเลื่องชื่อของหมู่บ้านโอลิมปิกจนได้ ยูนาประหลาดใจเล็กน้อยที่เด็กสาววัยสิบหกกลับตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้สนุกสนานก่อนต้องเป็นฝ่ายเดินทางกลับไปยังถิ่นฐานของตัวเองแล้วทิ้งให้ยูนาอยู่ต่ออีกช่วงหนึ่งสั้น ๆ ที่นี่เพราะการแสดงสำหรับงานกาล่าที่จะมาถึง เธอไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้เท่ากับมินจองเท่าใดนัก ดังนั้นเมื่อถูกชักชวนไปสนุกสนาน ยูนาจึงทำเพียงยิ้มแล้วปัดปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ก่อนจะอาบน้ำและเปลี่ยนชุด กระโดดขึ้นเตียงนอนอุ่น ๆ ของตัวเอง และเริ่มคิดถึงความสำเร็จที่อยู่ในมือ

ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เธอต้องการจริง ๆ หรือเหรียญทองโอลิมปิกสถิติโลกนั่นยูนาตอบไม่ได้ เธอแค่หวังว่ามันจะมากพอสำหรับความหวังประเทศของผู้คนเกาหลีและสหพันธ์สเก็ตก็เท่านั้น เธอคิดอะไรเมื่อการแสดงนั้นสิ้นสุดลง หัวของยูนาพยายามเค้นคำตอบนั้นจากความทรงจำให้ได้ และน่าแปลกใจที่มันไม่ใช่เหรียญทองโอลิมปิกที่ใคร ๆ รวมถึงเธอต่างเฝ้าฝันถึงมานาน

เธอแค่คิดว่ามันจบแล้ว มันจบแล้วเสียที

สรุปว่าการชีวิตในฐานะนักสเก็ตน้ำแข็งลีลานั้นมีค่ากับเธอมากแค่ไหนใช่สิ่งที่เธอต้องการจริง ๆ หรือไม่ยูนากลัวคำตอบในเรื่องนี้ หากวันหนึ่งไฟของเธอมอดลง ทุกสิ่งที่เธอต้องแบกรับจะเหลือเพียงแค่ความหวังของคนอื่น และความกดดันของเธอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เธอคงกลายเป็นเครื่องจักรเคลื่อนที่ ยิ้มเพียงเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนก็เท่านั้น นั่นคือชีวิตที่เธอต้องการจริง ๆ หรือ?

ยูนาไม่อาจข่มตานอนหลับได้ ทั้งที่วันนี้ควรจะเป็นคืนที่เธอฝันดีที่สุดในรอบปีแล้วแท้ ๆ หญิงสาวหยิบแจ็คเก็ตตัวหนามาคลุมทับกับชุดนอนของเธอแล้วสวมรองเท้า หวังว่าจะบรรยากาศยามมืดจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งบ้าง

บางทีเธออาจลืมไปว่านี่คือหมู่บ้านโอลิมปิก และการแข่งขันทุกประเภทแทบจะสิ้นสุดลงแล้ว มีเพียงเสียงเพลงป็อปแดนซ์เปิดฉลองเป็นพื้นหลังซึ่งเธอไม่อาจบอกได้ว่ามันดังมาจากทิศทางใด แต่เสียงกรี๊ดและเฮฮาบอกได้ว่าทุกคนกำลังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ ระหว่างทางเธอเห็นคู่หญิงชายบางคนกำลังเริ่มกิจกรรมอันเร่าร้อนท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บกลางแจ้งนี้อยู่ เธอทำเพียงแค่แสร้งเป็นมองไม่เห็นแล้วรีบเดินต่อไป จนกระทั่งสองเท้ามาหยุดยังลานกว้าง ๆ แสนสงบ ไม่มีอะไรนอกจากเสียงของความเงียบในยามค่ำคืนเป็นเพื่อนให้เธอได้ถอนหายใจออกมาดัง ๆ แล้วปล่อยให้ความคิดเริ่มกระจายไปในอากาศ

ดูเหมือนใครบางคนไม่ต้องการให้เธอทำเช่นนั้น แก้วน้ำพลาสติกสีแดงถูกปาลงมาโดนหัวเธอเข้าอย่างจังจนถึงกับทำเอาหญิงสาวร้องออกมาด้วยความตกใจปนกับเจ็บอยู่เล็ก ๆ หยดเครื่องดื่มไหลออกมาเปรอะตัวเธอแต่เพียงนิด บ่งบอกว่าเจ้าของแก้วตัวดีนั่นคงดื่มมันจนหมดแล้ว ยูนาเงยหน้าขึ้นไปยังทิศทางของตัวอาคารที่พักอาศัย เห็นเงาของชายคนหนึ่งที่ดูตกใจพอกันรีบวิ่งเข้าไปในห้องของเขาทันที เจ้ามือบอนนั่นคงเผ่นไปแล้วเรียบร้อย ไม่มีทางให้เธอระบุตัวเขาได้เลย ในขณะที่แทบทั้งหมู่บ้านกำลังสนุกกับการปาร์ตี้มัวเมาอยู่ คงมีคนจำนวนไม่มากจนเกินไปที่ตื่นเต้นกับการจะได้ก่ออาชญากรรมโทษเบาอยู่บ้างเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่ยูนาไม่ได้คาดไว้แต่แรกและได้เรียนรู้ในคืนนี้แล้ว

คงจะดีกว่าถ้าเธอเดินไปให้ไกลจากถิ่นของมนุษย์ให้มากกว่านี้ สิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการคือใครสักคนที่จะมาทำให้ชีวิตอันเป็นระเบียบแต่แรกนั้นยุ่งยาก

เฮ้!” เสียงนั้นเป็นของผู้ชายและเธอรู้สึกได้ว่าเขากำลังวิ่งใกล้เข้ามาจากข้างหลัง ใครสักคนนั้นดูจะขัดขวางเธอในการหาหนทางสู่ความสงบสำหรับค่ำคืนนี้

ยูนาหันไปยังต้นทางของเสียงดังกล่าว เห็นคนที่เธอไม่คาดคิดที่สุด ณ เวลานั้น

แพทริก ชานในชุดแทร็กสูทวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเธอ เขาดูตกใจไม่น้อยเช่นกันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งหันหน้ามาปะทะเข้าอย่างจังคือใคร

ยูนายังไม่เอามือลงจากศีรษะของตัวเอง คล้ายกับกำลังนวดอยู่ นั่นบอกแพทริกได้ว่าคนที่เขาเพิ่งปาแก้วเบียร์ใส่ไปไม่ใช่ใครนอกจากเธอ ไม่มีโอกาสใดจะเหมาะไปมากกว่านี้แล้ว

คือ…” แพทริกพยายามจะหาคำที่ไพเราะที่สุดในเวลานี้ สำหรับชายผู้ถูกรู้จักในฐานะเจ้าของปากที่ไม่รู้จะหยุดพูดเมื่อใด และความคิดเห็นที่จะดูมีให้กับทุกเรื่องกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาทำเพียงแค่ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างคนบ้า ก่อนจะพยายามหยุดตัวเองแล้วตีหน้านิ่ง “ฉันขอโทษนะ”

นั่นกลับทำเอายูนายิ้มตาม ทั้งที่อยากจะหัวเสียใส่เขามากเท่าใดก็ตาม เธอพอปะติดปะต่อเรื่องได้แล้วว่าเจ้าของแก้วสีแดงนั่นคือใคร “นายก็แม่นใช้ได้เลยนะ” เธอบอก พยายามกดอารมณ์ขำจอมทรยศนั่นให้อยู่ในก้นลึกของความรู้สึก

แพทริกพยายามกลับมาทำหน้าตาย แต่รอยยิ้มก็ยังปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ “ไม่นะ จริง ๆ” เขารีบบอก “ฉันแค่อยากทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ แต่ไม่ทันสังเกตว่าจะมีใครสักคนอยู่แถวนี้ด้วย

ในที่สุดยูนาก็ยอมจำนนให้กับความรู้สึกดี ๆ ที่ผุดขึ้นมา เธอทำแค่ยิ้มตอบ “ไม่ว่ากัน” เธอบอก แล้วเริ่มนึกขึ้นได้ถึงประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ระหว่างพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มเดินออกไป

อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่บอกให้เริ่มทำอะไรโง่ ๆ ซึ่งอาจทำให้เขาตื่นมาแล้วนึกเสียใจในตอนเช้าได้ แต่ทั้งหมดที่แพทริกรู้คือเขาเพียงแค่อยากรู้จักยูนาให้มากขึ้นเท่านั้น “เดี๋ยวสิ!” เขาตะโกนออกไป

ยูนาค่อย ๆ หันหลังกลับมามองเขาอย่างประหลาดใจ ใบหน้านั้นสำหรับแพทริกดูเหมือนเป็นนางฟ้าตัวน้อยขี้สงสัย “มีอะไรหรือเปล่า?”

ให้ตายสิ เธอไม่รู้เลยว่าเธอน่ารักขนาดไหน และนั่นเป็นเรื่องดีแล้ว แพทริกนึก อย่าให้เธอได้รู้เด็ดขาดว่าตอนนี้ในหัวของเขาคิดอะไรอยู่ “จริง ๆ ก็ไม่หรอก” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ก็แค่สงสัยน่ะ เธอไม่อยากฉลองอะไรกับเขาหน่อยเหรอ?” เขาบอก ยื่นมือออกไปทางหญิงสาวแต่หัวจรดเท้าทำท่าประกอบ “ดูเธอสิ เพิ่งได้เหรียญทองโอลิมปิกมาหมาด ๆ เชียวนะ

ราวกับนั่นเป็นความจริงอันเจ็บปวด รอยยิ้มของยูนาที่ระบายแต่แรกหายไปในทันที “ขอโทษที” เธอพยายามทำตัวสุภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “ฉันแค่ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้น่ะ

นั่นกลับทำให้เขาฉงนกว่าเดิม แพทริกรู้สึกว่าคิ้วของตัวเองเลิกสูงขึ้น แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ทั้งที่เขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะจะสนทนากันอย่างเปิดอกได้ อะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้นของชายตรงหน้ากลับบังคับให้ยูนาลงรายละเอียดต่อไปอีกอย่างง่ายดาย “ฉันต้องการเวลาทบทวนตัวเองมากกว่าจะสังสรรค์สำหรับตอนนี้” เธอบอก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรคายอะไรออกมาอีก เริ่มหันกลับไปเดิน

แพทริกไม่ได้รั้งอะไรไว้ต่อ เขาทำเพียงรีบเดินมาขนาบข้างหญิงสาวและพยายามอยู่ในบทสนทนานี้ต่อไป “บอกฉันหน่อยสิ เธอรู้สึกยังไง?”

สำหรับคนที่หวงความเป็นส่วนตัวกว่าสิ่งใด มันควรจะทำให้หงุดหงิดที่เขาไม่ปล่อยเธอไปแต่ง่าย ๆ ยูนากลับรู้สึกดีไม่สามารถอธิบายได้ “ฉันแค่เหนื่อยน่ะ” เธอบอกขณะเดินออกไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย แต่การมีเจ้าบ้านอยู่ข้าง ๆ ทำให้ความรู้สึกปลอดภัยนั้นมากพอ “บางทีฉันก็แค่อยากกลับบ้าน

บ้าน… “เธอหมายถึงที่เกาหลีเหรอ?” แพทริกถาม

ยูนาหันไปสบตากับเขาที่แสดงอารมณ์ฉงนอยู่ พยักหน้าตอบ “ฉันหมายถึง ฉันคงได้กลับไว ๆ นี้แหละนะ แต่สุดท้ายแล้วชีวิตฝึกซ้อมของฉันก็อยู่ที่โตรอนโต้มาโดยตลอด

ชีวิตพวกนี้…” เขาพยายามเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง แต่พบว่ามันคงไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก “กำลังฆ่าเธออยู่หรือเปล่า?”

คำถามนั้นถึงกับทำเอายูนาชะงัก เธอมองแพทริกด้วยความไม่อยากเชื่อไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วรีบส่ายหน้า “ไม่หรอก” เธอบอก “นายรู้ไหมว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันฝึกซ้อมอย่างหนัก รู้สึกเหมือนพร้อมจะกรี๊ดออกมาได้ทุกเมื่อ จนกระทั่งไม่กี่วันก่อนแข่งมานี้เอง… ฉันเริ่มบอกตัวเองว่ามันไม่เป็นไรถ้าฉันจะไม่ได้เหรียญ มันเริ่มทำให้ความกดดันนั้นเริ่มหายไป แล้วมันน่าแปลกมากที่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าเท่าไหร่ตลอดการแสดงนั้น” หญิงสาวยักไหล่ “ฉันว่ามันทำให้ฉันแสดงออกมาดีได้ เพราะแบบนี้น่ะ

แพทริกครุ่นคิดกับสิ่งที่ได้ยิน พยักหน้า วิธีของเธอช่างต่างกับเขานัก เขาเริ่มเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ยูนาสเก็ตโดยวางเรื่องผลลัพธ์ทิ้งไว้ข้างหลัง ตรงกันข้ามกับเขาที่หมกมุ่นแต่กับการเอาเหรียญกลับบ้านโดยลืมนึกถึงวิธีการไปโดยสิ้นเชิง

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…” เขากัดปาก ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ฉลาดพอหรือไม่ “เธอร้องไห้ออกมาหลังแข่งเสร็จ

ดวงตาของยูนาเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอแค่ไม่คิดว่าแพทริกจะทนดูการแสดงของเธอได้ เธอรู้ดีว่าแค่ธรรมดาแล้วเขายังไม่อยากจะดีกับเธอเท่าไหร่นัก ยูนาทำเพียงแค่กลับมายิ้มแล้วส่ายหน้า “ฉันแค่คิดว่านี่คือความฝันของฉันจริง ๆ

เธอทำออกมาได้เยี่ยมนะ” เขาบอก ก่อนจะยักไหล่ “แต่เธอคงรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว

การได้รับคำชมจากเขากลับทำให้เธอรู้สึกใจชื้นได้อยู่ดี รอยยิ้มของยูนากว้างขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่แพทริกได้เห็นบ่อยนัก “แต่นายไม่รู้หรอกว่านั่นเป็นกำลังใจให้ฉันได้แค่ไหน” เธอตัดสินใจพูดออกไปตรง ๆ “ฉันนึกว่านายจะรังเกียจฉันกว่านี้

รังเกียจเหรอ?” เขาทวนคำไม่อยากเชื่อ “ยูนา ถ้ามีใครสักคนที่ควรเป็นฝ่ายผิด ฉันมั่นใจว่าไม่มีใครเหมาะกว่าฉันแล้วสำหรับเรื่องนี้

เธอไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นทางออกที่ดีนัก การได้ประจักษ์เห็นแพทริกรับความผิดที่ในตอนนี้ดูจะไม่มีความหมายอะไรกับเธอแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังจะอยู่ในระดับที่เป็นมิตรต่อกันได้แล้วแท้ ๆ

ฉันเป็นฝ่ายทำตัวไม่ดีกับเธอเอง” แพทริกว่าต่อ “ตั้งแต่วันแรกแล้ว ฉันมองว่านั่นคือวิธีการชื่นชม ให้กำลังใจ ไม่ได้สนเลยว่าสำหรับเธอแล้วมันคงเป็นการกระทำห่าม ๆ ของเด็กผู้ชายสิ้นคิด

ยูนาไม่ได้ว่าอะไร นึกแต่โทษตัวเองในใจว่าหากเธอยอมมองในมุมของคนอื่นบ้าง เรื่องคงไม่ออกมาเละเทะเท่านี้

แล้วไหนจะที่เราเจอกันตอนช่วงซ้อมของฉันอีก” เขาบอก สายตาเริ่มจริงจังมากขึ้น ยกมือทั้งสองลูบหน้าตัวเอง “ฉันโง่ขนาดไหนกันเชียว ควรจะมองออกแท้ ๆ ว่าเธอพยายามทำตัวเป็นกันเอง

ฉันก็ไม่ใช่นักผูกมิตรที่ดีเท่าไหร่หรอก” ยูนายอมรับเรื่องนี้ออกมา “แต่ฉันยืนยันคำเดิมนะ นายสเก็ตออกมาได้เยี่ยมจริง ๆ

แพทริกมองเธออย่างไม่คาดว่าจะได้ยินสิ่งนี้ออกจากปากของผู้หญิงคนนี้ ในขณะที่ปฏิกิริยาของชายตรงหน้าทำให้ยูนานึกว่าเธอคงพูดสิ่งที่โง่ที่สุดออกไปเป็นแน่แท้ เขาล้มระหว่างกระโดด แล้วอะไรทำให้เธอถึงพูดออกไปว่า ‘เยี่ยม’ กันหญิงสาวนึกด่าตัวเองในใจ

แพทริกกลับทำเพียงแค่ยิ้มในเวลาต่อมาแล้วกล่าว “ขอบคุณนะ

มันอยู่เหนือความคาดหมายของเธอ แต่ไม่เท่าไหร่สำหรับแพทริก ท่ามกลางคืนที่เลวร้ายที่สุดแต่ต้นปีของเขา เทสซ่ากลับเอ่ยชื่อของยูนาราวกับจงใจจะให้ทุกอย่างแย่ลง แล้วเริ่มบรรยายถึงปฏิกิริยาของเธอระหว่างชมเขาจากเงาสะท้อนหน้าจอโทรทัศน์ในห้องอาหาร ที่น่าแปลกคือเขากลับนึกภาพตามนั้นออกมาได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ไม่คิดว่ายูนาจะแสดงท่าทางอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนักเมื่ออยู่นอกสนามออกไป

นายหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า?” เธอตัดสินใจเสี่ยงถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่การได้รู้ความจริงในเวลานี้คือสิ่งสำคัญที่สุด

จริงสิ” รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น “เธอไม่รู้หรอกว่าใครบางคนบอกฉันเกี่ยวกับเรื่องที่เธอ ‘อาจจะ’ เอาใจช่วยตอนฉันสเก็ตชอร์ต โปรแกรมนั่นอยู่ นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกดีแล้วพร้อมจะลุยกับฟรีแดนซ์ในวันต่อไปได้

พระเจ้า เธอคงห้ามตัวเองไม่ให้แสดงอะไรออกมา ณ เวลานั้นไม่ได้ ยูนาเพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าคล้ายกับหลีกหนีความอับอาย “ตายแล้ว” เธอพูดอย่างลนลาน มันไม่ใช่ภาพที่คนส่วนใหญ่จะได้เห็นบ่อยเท่าไหร่นัก “ตายแล้วตายแล้วตายแล้ว

ภาพที่แสดงออกมากลับน่าเอ็นดูสำหรับแพทริกขึ้นไปอีก เขามองว่านี่คือสิทธิพิเศษ ชายหนุ่มทำแค่หัวเราะแล้วใช้มือทั้งสองข้างนั่นดึงมือของยูนาออกมา เห็นแก้มทั้งสองของเธอนั้นเริ่มแดงระเรื่อท่ามกลางความมืด มันกลับขับให้ใบหน้าโดยรวมดูสวยงามยิ่งขึ้น ระยะห่างของทั้งสองแทบจะไม่เหลือ เขาได้กลิ่นของวานิลลาออกมาจากตัวเธอ เช่นเดียวกับผลไม้เมืองร้อนที่ออกมาจากตัวแพทริก และในเวลากลางดึกของคืนนั้น นักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตหนุ่มได้ประทับริมฝีปากของเขาลงบนหน้าผากของเธอ

มันคือสิ่งที่ยูนาไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่เธอกำลังประสบกับมันอยู่แล้ว แพทริกค่อย ๆ ถอนริมฝีปากของเขาออก พิจารณาดวงหน้าของหญิงสาวและสบตาเธอในช่วงเวลาอนันต์

หน้าผากของเขาและเธอโน้มสัมผัสกัน ยูนาเริ่มนึกถึงเรื่องเล่าของหมู่บ้านโอลิมปิก เธอไม่อยากเป็นเพียงแค่หนึ่งในเรื่องเล่าชั่วคราวสำหรับแพทริก ชาน นิ้วมือเรียวเล็กของเธอยกขึ้นแตะกับริมฝีปากชายหนุ่ม

นี่ใช่มั้ยคือเรื่องที่เขาพูดกัน?” เธอเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบากับลมหายใจของเขาที่เริ่มจะถี่ขึ้น

เธอพูดถึงเรื่องอะไรน่ะ?” แพทริกประหลาดใจกับตัวเองที่ยังสามารถคุมน้ำเสียงให้ตลอดรอดฝั่งได้ ทั้งที่เขาเกือบจะเสียสติแค่กับสัมผัสเพียงบอบบางจากผู้หญิงตรงหน้า

ตำนานของหมู่บ้านโอลิมปิกนั่น” เธอพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำตัวขวานผ่าซาก แม้ประเด็นของเรื่องนั้นยังไม่เปลี่ยนไป

มันอาจจะเป็นเวลาดึก หรือแอลกอฮอล์อาจมีผลต่อสมองของแพทริกในเวลานี้ แต่เขายังมีสติพอที่จะจับใจความได้ แพทริกหลับตาแน่นแล้วลืมมันทั้งสองข้าง ผละร่างกายตัวเองออกมาเพื่อพิจารณาสตรีผู้นี้ มือทั้งสองข้างยังคงวางไว้บนไหล่ของเธอ “ยูนา!” เขาเกือบจะตะโกน “ถ้าเธอคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องสนุกชั่วคราว ฉันบอกได้เลยว่า—”

ท่าทีแตกตื่นรีบปฏิเสธของเขาช่างน่าขัน สิ่งเดียวที่เธอนึกออกในตอนนั้นคือการหุบปากเขา และบางทีในคืนนี้เธออาจบ้ากว่าที่ใครคิด รวมถึงตัวเอง ยูนาดึงใบหน้าของบุรุษที่อยู่ตรงข้ามกับเธอเข้ามาจูบ

นั่นมากพอที่จะทำให้เขาเงียบตามที่เธอตั้งใจ เพราะตอนนี้แพทริกมัวแต่ง่วนอยู่กับการรับรสจากริมฝีปากของเธอเสียแล้ว ในตอนแรก ช่างตรงข้ามกับที่ใครคิด แพทริกไม่ได้ตอบสนองในทันที เขาดูเป็นฝ่ายลนลานเสียด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเธอที่ควรจะเป็นคนควบคุมอารมณ์ไม่ได้เสียมากกว่า จนในที่สุดแพทริกก็ยอมจำนนต่อความปรารถนาและเป็นฝ่ายพลิกเกม ตอบสนองการกระทำของเธอด้วยความต้องการในตัวของเขาที่ดูจะห้ามไม่ได้แล้วในเวลานี้

ยูนาถอนริมฝีปากของเธอออกมาในที่สุด แพทริกสังเกตเห็นว่ามันบวมขึ้นเล็กน้อยและนั่นทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้

แค่นี้ก็พอแล้ว…” เธอบอก ยิ้มด้วยความเขินอาย “ฉันจะได้เจอนายอีกใน 4 ปีข้างหน้าใช่ไหม?”

แพทริกพยักหน้า ก่อนจะรีบส่ายศีรษะ “ใช่… เอ้อ ฉันไม่รู้สิ อีก 4 ปีข้างหน้าเหรอ มันยากนะกับการกลับมาสู่โอลิมปิกนี่

นั่นดูเหมือนจะจุดประกายอะไรบางอย่างในหัวของยูนามากกว่า “งั้นเอาแบบนี้ ถ้าสี่ปีข้างหน้านายขึ้นไปยืนบนโพเดียมนั่นได้ บางทีเราอาจจะ…” เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันฟังออกมาดูสิ้นคิดขนาดไหน ยูนาก้มหน้างุด รีบปิดบังอารมณ์ขวยเขินของตัวเอง ส่ายหน้าขณะยิ้มกว้าง “ไม่รู้สิ ถึงตอนนั้นเราคงเป็นมากกว่าความทรงจำในหมู่บ้านโอลิมปิกของกันและกันได้แล้ว

มันทำเอาผู้ฟังถึงกับเบิกบานใจออกมาอย่างคาดไม่ถึง แพทริกมีเป้าหมายใหม่แล้วในที่สุด เขายิ้มออกมากว้างพอ ๆ กับเธอ “นั่นเธอท้าฉันหรือเปล่า?”

แล้วแต่นายจะคิดแล้วกัน” ยูนาบอก สบตากับเขาอย่างเจ้าเล่ห์

โอเค” เขาเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากพื้นก่อน ยื่นมือข้างหนึ่งให้เธอแล้วดึงหญิงสาวขึ้นมา มองหน้าด้วยแววตาของชายผู้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “งั้นอีกสี่ปี ที่โซชิ บนโพเดียมนั่น ฉันสัญญากับเธอ

นั่นดูเหมือนเป็นคำขาดแน่วแน่ เรียกให้ยูนายิ้มออกมาด้วยเช่นกัน เธอยื่นมือออกไปเขย่ากับเขาเป็นการบรรลุถึงข้อตกลงดังกล่าว ทำเพียงแค่ให้เขาไปส่งเธอที่หน้าห้องพัก หอมแก้มบอกลาและมองถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในสี่ปีข้างหน้า

14 กุมภาพันธ์ 2014

            แพทริก ชานสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้ในที่สุด เขาไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชนะ 7 สมัยระดับประเทศหรือแชมป์โลก 3 สมัยอีกต่อไป แต่ยังได้เหรียญเงินสำหรับการแข่งขันสเก็ตลีลาชายเดี่ยวและประเภททีมครั้งแรกในโอลิมปิกฤดูหนาวที่โซชิ ประเทศรัสเซียได้เป็นที่เรียบร้อย

            เขายิ้มกว้างออกมาขณะรับเหรียญรางวัล ผู้คนนับหมื่นปรบมือยินดีให้กับเหล่านักกีฬาบนแท่นรับ มีเพียงเจ้าของดวงตาคู่สวยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นของแพทริก ณ เวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

            ยูนา คิมยังจำสัญญาเมื่อสี่ปีก่อนได้อย่างดี สุดท้ายแล้วท่ามกลางทะเลแห่งผู้คน เขาก็หาเธอจนเจอ ชายหนุ่มส่งสายตาของการทวงรางวัลอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แน่นอนว่าระหว่างเขากับเธอ ไม่มีใครลืมเรื่องนี้ได้ลง

            นับแต่เวลานั้น ทั้งคู่ไม่ได้เป็นแค่ความทรงจำในหมู่บ้านโอลิมปิกอีกต่อไป แต่กลายเป็นคนที่คอยอยู่ต่างอยู่เคียงข้างกันอย่างเสมอมา

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Wanderess จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 สมาพร นิกรสุข (@harrycho1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 11:27
    สุดท้ายแม่ก็เกษียณตั้งแต่โซชิ
    #1
    1
    • #1-1 wanderess (@wanderess) (จากตอนที่ 1)
      6 พฤษภาคม 2561 / 13:23
      มันก็จะคิดถึง ๆ หน่อย แต่ปีนี้แม่กลับมาลงสเก็ตแล้วค่ะฮือออออออ ดีใจจจ
      #1-1