มังกรพลิกฟ้า [事在人为]

ตอนที่ 9 : ตอนที่ ๙ สิบหมื่นขุนเขาธารา (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,477
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 145 ครั้ง
    7 ก.ค. 61

ตอนที่ ๙ สิบหมื่นขุนเขาธารา (๒)

 

หกร้อยปีก่อน ขณะที่แผ่นดินต้าลี่ยังเป็นเพียงแค่แคว้นเล็กที่กินพื้นที่เพียงแค่เมืองจินหลิงและลากยาวไปถึงทะเลตงไห่ วันนั้นก็เป็นดังเช่นวันนี้ แม้จะเป็นฤดูหนาว ทว่าหิมะกลับมิได้โปรยลงมา ประชาชนต่างก็แปลกใจและเล่าลือกันว่าเป็นเพราะจะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในแผ่นดิน ปรมาจารย์แห่งสำนักสิบหมื่นขุนเขาธาราได้ทำนายไว้ว่า วันที่เก้าเดือนเก้าของปีมังกรทองจะมีหินวิเศษที่มีอานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดินตกลงสู่แดนซีอวี้* (แดนตะวันตก) ชักนำพลังอำนาจสูงสุดมาสู่มือผู้ครอบครอง ครั้งนั้นแต่ละเผ่าในแผ่นดินต่างก็มุ่งหน้าไปยังแดนซีอวี้เพื่อช่วงชิงอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

ในวันที่เก้าเดือนเก้าของปีนั้น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้ริ้วเมฆขาว หิมะเบาบาง ทว่ากลับมีดาวตกขนาดใหญ่เกิดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแดนซีอวี้ซึ่งเป็นเขตของเผ่ามาร

พลังอำนาจหอมหวานเพียงใด ก็สังเกตได้จากคนจำนวนมากต่างก็บุกไปเหยียบย่ำบนผืนแผ่นดินของเผ่ามารจนแทบสูญสิ้น เกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก หลังจากการปะทะ หินวิเศษก้อนนั้นกลับแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปแปดทิศ มหาจักรพรรดิฮั่วจวินจงของต้าลี่ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีคว้าหินวิเศษได้ส่วนหนึ่ง กล่าวกันว่าเมื่อเศษหินส่วนนั้นสัมผัสถูกร่างของมหาจักรพรรดิฮั่วจวินจงก็เกิดปรากฏการณ์พิสดาร ลำแสงสว่างจ้าอาบย้อมร่างของพระองค์ ก่อนจะเผื่อแผ่ไปยังทหารเผ่ามนุษย์ที่มีเชื้อสายจากสัตว์เทพทั้งสี่ของแดนต้าลี่ร่วมต่อสู้แดนซีอวี้

หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่จบลง มหาจักรพรรดิฮั่วจวินจงจึงกรีธาทัพกลับแดนต้าลี่ ด้วยแสนยานุภาพของกองกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ทำให้เผ่าที่ยังเหลืออยู่เกิดสวามิภักดิ์ เนื่องด้วยเกรงอำนาจเศษเสี้ยวของหินวิเศษนั้น ต้าลี่จึงขยายอาณาเขตไปทั่วทั้งสี่ทะเล ด้วยพลังอำนาจของจักรพรรดิฮั่วจวินจง พระองค์ทรงแบ่งเศษเสี้ยวของหินวิเศษนั้นเป็นหกส่วน ส่วนแรกบรรจุอยู่ในหินหยกเย็นเพื่อทำการชำระล้างวิญญาณของเด็กแรกเกิด เพื่อหวังให้จิตวิญญาณของผู้มาจุติจะสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน พร้อมกับประทานพรวิเศษให้กับเด็กแรกเกิดแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ใช้ชำระล้างเปลี่ยนผ่านช่วงวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ให้กับประชาชนต้าลี่ เพื่อใช้แสดงว่าพร้อมเป็นกำลังหลักให้แก่ประเทศชาติ ดังเช่นบรรพบุรุษที่สละชีพเพื่อช่วยเหลือมหาจักรพรรดิฮั่วจวินจงในครั้งนั้น อีกห้าส่วนที่เหลือ หนึ่งคืออยู่ตรงเสาหลักเมืองของจินหลิงและฝากไว้กับสำนักหลักทั้งสี่เพื่อปกปักรักษาเมืองจินหลิงจากภัยคุกคามภายนอกมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนสำนักสิบหมื่นขุนเขาธารา หลังจากปรมาจารย์ได้ประกาศคำทำนายในคราวนั้นก็รู้สึกว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการรบราฆ่าฟันอย่างไม่น่าให้อภัย สุดท้ายจึงปฏิเสธที่จะรับหินวิเศษส่วนหนึ่งมาดูแล จากนั้นมาปรมาจารย์ในสำนักจึงพากันหลีกเร้นซ่อนตัวจากยุทธภพ ทว่าราชโองการของจักรพรรดิยากจะขัดขืน ท่านปรมาจารย์ไม่อยากให้ศิษย์รุ่นหลังแปดเปื้อนจึงได้ทำลายป้ายสำนักทิ้งแล้วรับหินวิเศษส่วนนั้นมาดูแล หลายสิบปีต่อมาผู้คนจึงหลงลืมชื่อสำนัก เห็นแต่เพียงเป็นสำนักศึกษาที่เก็บตัวมิดชิด ไม่ค่อยสุงสิงกับคนภายนอกสักเท่าใด กฎการรับศิษย์ก็พิสดารเกินจะกล่าว คนเหล่านั้นจึงเรียกสำนักเราว่าหมู่ตึกบัณฑิต…หลังจากนั้นมา สิบหมื่นขุนเขาธาราก็กลายเป็นหมู่ตึกบัณฑิต ทว่าหลักการของสำนักยังคงเดิม สายน้ำ…ไม่ว่าจะไหลไปที่ใด สุดท้ายก็จะหวนคืนสู่แหล่งกำเนิดเสมอ”

ได้ฟังที่ปรมาจารย์หยินฉางเล่า ชิวหลงพลันรู้สึกตื่นตะลึงจนไม่สามารถเรียบเรียงความคิดในหัวได้ คำสั่งเสียของอาจารย์ นักพรตสุ่ยเซียน เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงเลยหรือ หรือว่าอาจารย์ได้คำนวณทุกอย่างเอาไว้แล้วจึงไล่เขามายังเมืองหลวง

ขณะที่ชิวหลงกำลังขบคิดถึงคำสั่งเสียของปรมาจารย์หยินฉาง ผู้อาวุโสกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาอีกว่าข้าไม่แน่ใจว่าอาจารย์คนแรกของเจ้าเกี่ยวข้องกับสำนักเราแค่ไหน ทว่าในอดีตมีปรมาจารย์ของสำนักเพียงไม่กี่คนที่กล้าเรียกตนเองว่านักพรตสุ่ยเซียน หนึ่งในนั้นจะเป็นคนหนึ่งที่เจ้าต้องกราบไว้ในพิธีรับศิษย์ของสำนักเรา”

 

วันรับศิษย์ใหม่ ท้องฟ้าคล้ายจงใจร่วมรับรู้ หิมะโปรยอาบย้อมทิวทัศน์ลานตรงหน้าศาลบรรพชนให้ขาวโพลนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ศิษย์เก่าสวมชุดสีเขียวอ่อนราวห้าสิบคนต่างก็ยืนเป็นแถวอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยศิษย์รุ่นใหญ่ที่สีสันของชุดเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ หน้าศาลบรรพชนคืออาจารย์เจ้าสำนักในอาภรณ์สีส้มคาดแถบผ้าขาวต่างจากปรมาจารย์ทุกคน ศีรษะสวมเกี้ยวหยกแดงที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณอันแข็งแกร่ง ในมือของเขากลับเป็นขลุ่ยหยกเลาหนึ่งที่ห้อยด้วยเงื่อนสีแดงสด ปรมาจารย์ที่เหลือสวมอาภรณ์ขาวแถบส้ม เมื่อไล่ลำดับการยืนแล้วจึงได้รู้ว่าปรมาจารย์หยินฉางกลับเป็นถึงรองเจ้าสำนัก

นี่…เจ้าสังกัดผู้อาวุโสท่านไหน”

ใครบางคนถามขึ้น ทว่าชิวหลงที่ยืนอยู่เกือบหน้าสุดไหนเลยจะกล้ากระดิกตัว คิดในใจว่าคงมิได้ถามตนหรอก จากนั้นก็ฟังโอวาทของอาจารย์เจ้าสำนักอย่างเลื่อนลอย

นี่…ข้าถามเจ้านะ”

ให้เสร็จพิธีก่อนได้หรือไม่” ใครอีกคนตอบเสียงค่อย

หยิ่งชะมัด” เจ้าของคำถามบ่นอุบ

ชิวหลงยังคงทำหูทวนลม พลันมีเสียงของคนอีกคนแทรกขึ้นมากาลเทศะมีหรือไม่ มารยาทอันพึงมีของวิญญูชนควรจะท่องไว้บ้าง”

ข้าไม่ได้ถามเจ้าเสียหน่อย”

ทันใดนั้นพลันมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงดุๆ ของศิษย์พี่พวกเจ้าทุกคนเงียบได้แล้ว มิเช่นนั้นอาจจะถูกต้อนรับด้วยการไปนั่งคัดกฎสำนักตั้งแต่วันแรกที่เข้ามานี่แหละ”

ได้ผลชะงัดเหล่าเด็กใหม่ต่างก็หุบปากเงียบ ชิวหลงอยากจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก เพราะแม้แต่เขาก็ยังหาวไม่หยุด เสียงของอาจารย์เจ้าสำนักช่างไพเราะราวกับเสียงขลุ่ยที่เขาถือไว้จริงๆ

คุกเข่า…”

ศิษย์พี่ใหญ่ในอาภรณ์สีฟ้าเข้มซึ่งถือเป็นศิษย์ที่มีลำดับสูงสุดในตอนนี้ประกาศก้อง ศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ที่ไม่ได้มีหน้าที่อื่นต่างก็กระทำตามในทันใด พื้นหิมะเย็นเฉียบทว่าอ่อนนุ่มทำให้แต่ละคนไม่รู้สึกเจ็บกันแม้แต่น้อย

คำนับครั้งที่หนึ่ง”

ศิษย์ทั้งหมดโน้มตัวคำนับอย่างพร้อมเพรียง

คำนับครั้งที่สอง”

ครั้งนี้ศิษย์จำนวนหลายร้อยโน้มตัวอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง

คำนับครั้งที่สาม”

เมื่อสิ้นคำนับครั้งสุดท้าย ศิษย์พี่ใหญ่จึงสั่งให้ทุกคนยืนขึ้น ก่อนจะประกาศว่าต่อไปเป็นการเข้ามาสักการะบรรพชน”

แถวหน้ามาก่อน”

ศิษย์พี่คนหนึ่งเรียกแถวแรกให้ตามเขาไปด้านในของศาลบรรพชน แต่ละคนเมื่อเดินผ่านเหล่าปรมาจารย์ต่างก็สงบเสงี่ยมเจียมตนอย่างยิ่ง ราวกับว่าหากแสดงท่าทีนอบน้อมแล้วจะถูกปรมาจารย์เก่งๆ รับตัวเข้าเป็นศิษย์ในสังกัดอย่างไรอย่างนั้น

ชิวหลงเองก็ยืนต่อแถวเพื่อเข้าสักการะ หลายคนที่เข้าไปเป็นคนแรกๆ ต่างก็มีปรมาจารย์ของแต่ละสังกัดเรียกไปพบ จะมีบ้างสำหรับบางคนที่ได้สังกัดก่อนผู้อื่นก็จะได้รับสัญลักษณ์ประจำตัวห้อยตรงเอวเพื่อแจ้งกลายๆ ว่ามีสังกัดแล้ว

ชิวหลงเองเมื่อวานก็เพิ่งได้รับกระดิ่งลูกหนึ่งจากปรมาจารย์หยินฉาง ยามนี้มีเพียงศิษย์พี่และผู้อาวุโสในสำนักเท่านั้นที่รู้สังกัดของเขา ระหว่างเดินแถวเข้าไปสักการะ ชิวหลงจึงมิได้วอกแวกมองใคร ศาลบรรพชนมีป้ายวิญญาณจำนวนมากมายวางเรียงราย ทว่าตรงผนังกลับมีภาพของบุคคลสามท่านประดับอยู่ ชิวหลงรับธูปจากศิษย์พี่มาจุดเพื่อทำความเคารพ ขณะกำลังปักธูปลงในกระถางใบใหญ่จึงได้โอกาสมองภาพทั้งสามด้วยความสนใจ

ครั้นสายตาเหลือบมองไปยังภาพวาดทั้งสาม มือที่กำลังปักธูปก็ชะงัก

โอ๊ย…”

ศิษย์น้องเป็นอะไร”

ชิวหลงสะดุ้ง รีบส่ายหน้าแล้วปักธูปอย่างเร่งรีบเพราะคนด้านหลังกำลังเบียดเข้ามาแล้ว ครั้นลุกขึ้นเดินก็อดหันไปมองอีกครั้งไม่ได้ เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนเองมิได้ตาฝาดก็พลันสะท้านเยือก

หนึ่งในภาพทั้งสามถึงกับ

ดวงตาคมกริบเจือประกายรู้เท่าทันคนคู่นั้น ไฝเม็ดเล็กๆ กลางหน้าผากที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ริมฝีปากอิ่มหนาที่อมยิ้มน้อยๆ และท่าทางการถือกระบี่พาดบ่าที่ไม่เหมือนใคร

ปรมาจารย์หยินฉางสังเกตท่าทีของชิวหลงตั้งแต่ยามก้าวเข้าสู่ศาลบรรพชน จนกระทั่งยามเดินมาหาเขาอย่างเลื่อนลอย ก็สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องถึงเก้าส่วน

ครั้นชิวหลงเดินมาใกล้ เขาจึงถามว่าคนไหนคือเขา”

ชิวหลงหันไปดูอีกรอบ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่นไหวคนทางขวาขอรับ”

ปรมาจารย์หยินฉางมองคนในภาพทางขวา ดวงตาพลันเจิดจ้ายิ่งกว่าอะไร

ท่านผู้นั้นหรือ…เจ้าสำนักรุ่นที่สอง ปรมาจารย์สุ่ยเจี้ยนเหยา อาจารย์ปู่ทวดของเจ้า”

อสนีบาตฟาดลงมายังไม่ทำให้เขาสั่นไหวเท่านี้มาก่อน ครั้นเหลือบมองป้ายวิญญาณที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันก็พลันสั่นเทาไปทั้งตัว

สุ่ยเจี้ยนเหยา สุ่ยเซียน เจ้าสำนักรุ่นที่สอง

จบ (๒)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 145 ครั้ง

321 ความคิดเห็น

  1. #288 นััท (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 11:01

    น้ำตาซึม อาจารย์คนแรกที่เลี่ยงดูดั่งบุตรชาย ที่แท้เป็นท่านเซียน อดึจเจ้าสำนักรุ่นที่ 2 อาหลงคงงง แสดงว่าท่านสิ้นนานแล้วแต่ท่านยังเลี้ยงดูฝึกสอยอาหลงมา 15 ปี เป็นใครไม่อึ้งแกมช็อคหละ ไม่แปลกถ้าอาหลงจะร้องไห้สำนึกบุญคุณ คงอยากเข้าไปกอด เข้าไปพูดคุย ดั่งอดึตที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้แล้ว ( 15 ปีที่ผ่านมา ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โดยอาหลงไม่รู้เลยว่าอยู่กับอดีตเจ้าสำนักรุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็นเซียนไปซะงั้น) ขนลุกเลยเรา อิอิ

    #288
    0
  2. #265 Nattiya Bursnachaitavee (@nsttiyaburana) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 09:27
    ท่านอาจารย์ท่านเป็นเซียนตัวจริงมิใช่วิญญาน ท่านเมตตามาสอนสั่งเลี้ยงดูจนเติบใหญ.่
    #265
    0
  3. #193 maneerat1083 (@maneerat1083) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 20:03
    อ่านตอนนี้แล้ว..เศร้าอ่ะ..คิดดู~~คนที่เลี้ยงดูมาเหมือนเป็นพ่อเป็นแม่..แต่ความจริงคือตายไปแล้ว!!ไม่มีวันได้เจออีกแล้ว!!
    #193
    0
  4. #147 feonixsh (@feonixsh) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 03:43
    สุดยอดดดดด
    #147
    0
  5. #62 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 23:11
    สนุกมากๆค่ะ
    #62
    0
  6. #43 huabon (@huabon) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 18:02
    ทำไมผมขำ
    #43
    0
  7. #37 iamkokkok (@iamkokkok) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 20:03
    ทำไมอ่านตอนนี้แล้วน้ำตาซึมล่ะเนี่ย.....
    #37
    1
    • #37-1 ScarletWhite (@vongolebeauty) (จากตอนที่ 9)
      26 พฤษภาคม 2560 / 20:40
      ง่าาาา ทำไมล่ะคะ
      #37-1
  8. #36 uาeต้uไม้ (@maddogmike) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 11:39
    อ่าาาหมดแล้ววววว
    #36
    0
  9. #34 ๐เทพมายา๐ (@Anglemon) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 09:40
    ชอบเรื่องนี้นะขอรับ
    การเป็นตัวเอกไม่จำเป็นต้องโหด
    เอะอะฆ่าเป็นว่าเล่นเหมือนหลายๆเรื่อง
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไป 
    #34
    1
    • #34-1 ScarletWhite (@vongolebeauty) (จากตอนที่ 9)
      26 พฤษภาคม 2560 / 15:32
      ถ้าชอบตัวเอกแนวนี้ ลองอ่าน "บันทึกจอมยุทธ์" ดูนะคะ ^^
      #34-1
  10. #33 ธานี สุวรรณฉวี (@tane2523) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 08:50
    ผีหรือคนกันแน่
    #33
    0
  11. #32 pitak2515 (@pitak2515) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 06:19
    ขอบคุณครับ
    #32
    0