vkook Just One Day Project #หนึ่งวันกับวีกุก

ตอนที่ 4 : C - CISS THE RAIN

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    13 ม.ค. 63

S
N
A
P


CISS THE RAIN





 

 

Its hollow inside

-ข้างในมันยังคงว่างเปล่า-

 


 

30 กันยายน 1943

 

เสียงเปียโนเพลงKiss the rain ของ Yirumaถูกบรรเลงออกมาผ่านปลายนิ้วเรียวสวยของเขาดังไปทั่วอาณาบริเวณ ดวงตากลมโตหลับตาลงและพึมพำเสียงหวานของตัวเองเบาๆเพื่อคลอไปกับเสียงเพลงที่เล่นอยู่ในขณะนี้ สรรพสิ่งรอบตัวของเขาถูกดูดกลืนออกไปจากความคิดเสียหมดจนเหลือแค่เสียงของบทเพลงนี้เท่านั้น

 

คงไม่ได้มารบกวนเวลาใช่ไหม เสียงเพลงถูกหยุดลงอย่างกระทันหันก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมองอีกคนที่เดินมามาหยุดข้างๆเปียโนคู่ใจของเขา เขารับมันบดกระป๋องที่เปิดออกเล็กน้อยในมือของแจ็คสันมาก่อนจะค้อมหัวให้อีกฝ่ายเบาๆเชิงขอบคุณ มือบางหยิบช้อนที่บรรจุภายในกระป๋องมาก่อนจะตักมันขึ้นมาใส่ปากของตนเองทันทีทันใด

 

เฮ้! ใจเย็นน่าแจ็คสันหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาตักมันบดกระป๋องตักกินอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะยื่นขวดน้ำมาให้เขาอย่างกลัวว่าเขาจะสำลัก เลิกงานแล้วยังจะซ้อมอยู่อีกหรอ อ่า...ขยันเสียจริงนะ

 

แค่ยังไม่ชินมือน่ะ.. เขาตอบออกไปหลังดื่มน้ำเสร็จ อาจจะซ้อมท่อนกลางเพลงใหม่อีกท--

 

 

ปัง!!

 

 

อ่า...คงไม่ได้แล้วล่ะ แจ็คสันกลืนน้ำลาย รีบกลับเถอะ เงินของวันนี้อยู่ในโค้ทนายแล้ว

 

            งั้นขอตัวกลับก่อนนะ

 

ระวังตัวด้วยล่ะ ถ้าเขารู้ว่านายเป็นชาวยิวล่ะก็ลำบากแน่ๆเขาพยักหน้ารับ โชคดี

 

 

เขายิ้มให้พร้อมกับหยิบโค้ทสีเทาเข้มมาสวม มือเรียวสวยโบกลาแจ็คสันที่ยืนพิงเปียโนคู่ใจของเขาอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกมาทันที

 

 

            ปัง!!

 

เจคมองเพื่อนมิตรสหายชาวยิวของเขาเองที่ล้มตายกันเป็นจำนวนมากเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ต่อต้านกฏเกณฑ์ของเหล่าทหารเยอรมันที่เข้ามาคุกคามในโปแลนด์ ชาวเยอรมันเล็งปืนลูกซองตรงหัวของชาวยิวคนหนึ่งที่กำลังล้มลงจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในตอนนี้ ก่อนเสียงดังปัง!ดังขึ้นกลบเสียงร้องไห้ของชาวยิวคนนั้นลง ชาวยิวและทหารเยอรมันในละแวกนั้นมองชาวยิวผู้โชคร้ายคนนั้นที่นอนจมกองเลือดตัวเองอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ

 

และใช่...มันเป็นเรื่องปกติสำหรับตอนนี้ไปเสียแล้ว

 

เขาดึงฮู้ดขึ้นมาอำพรางใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะปลีกตัวออกไปทางด้านซอกหลืบของตึกแมนชั่นที่ใกล้ตัวเองที่สุดเพื่อหลบหลีกจากเพชรฆาตในคราบของทหารเยอรมันเหล่านั้นโดยทันที  ดวงตากลมโตมองนายทหารเยอรมันพวกนั้นด้วยความหวาดกลัวก่อนจะเดินออกไป

 

เพื่อพาตัวเองกลับไปยังสถานที่ที่ยังคงปลอดภัยในเวลานี้ให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ทำได้...

 

 

 

18 สิงหาคม 1944

 

ในตอนนี้...บ้านกลับไม่ใช่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจคเสียแล้ว...

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลขลับดำจ้องมองพี่น้องชาวยิวอย่างมาร์คกับเกรซในแมนชั่นฝั่งตรงข้ามที่อยู่ในสภาพหิวโหยไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นักกำลังคุกเข่าอ้อนวอนพวกทหารเยอรมันที่ปลิดชีพพ่อแม่ของพวกเธอไปเรียบร้อยแล้วอย่างน่าสงสาร

ทหารเยอรมันคนดังกล่าวจ้องมองสองมือของเกรซที่กอดขาทหารเยอรมันรายนั้นไว้แน่นราวกับกระต่ายป่าที่กำลังอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเหล่าเพชรฆาตอะไรเทือกนั้นก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวของเธอเบาๆอย่างอ่อนโยน

 

 

ปัง!! ปัง!!

 

เจคหลับตาลงและสวดภาวนาให้กับสองพี่น้องคู่นั้นแผ่วเบา ก่อนจะได้ยินถีบประตูดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามอีกครั้งในเวลาต่อมา มันเป็นเรื่องปกติของทหารเยอรมันทุกๆคนที่สามารถจะเดินเข้าหรือออกในที่อยู่อาศัยของชาวยิวได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตาม อย่างเช่นมื้อเย็นอันแสนวิเศษของบ้านคุณลิงค์กิ้นส์เมื่อสองวันก่อนที่กลับกลายเป็นการรับประทานอาหารที่หวาดระแวงว่าลูกปืนของนาซีจะพุ่งเข้าสู่ขมับของตัวเองเมื่อใดก็ไม่ทราบ

แจ็คสันยังคงติดต่อเขามาเป็นระยะๆอย่างเป็นห่วงและคอยแจ้งข่าวด้านนอกอยู่เป็นพักๆ ข้าวของในห้องของเจคเริ่มร่อยหรอลงไปมากโดยเริ่มจากของจุกจิกจนกลายไปเป็นเครื่องใช้ต่างๆอย่างเช่น โทรทัศน์ วิทยุ ข้าวของเครื่องใช้ที่เริ่มจำเป็น

 

หรือแม้กระทั่งเปียโนสุดที่รักของเขาเองก็เหมือนกัน...

 

นายแน่ใจหรอว่าจะขายมันจริงๆน่ะ...

 

ไม่ขายก็ไม่มีกินสิ... เขาว่าก่อนเอื้อมมือไปลูบบนเปียโนอย่างแผ่วเบา เพราะฉะนั้น...

 

 

ขายมันไปเถอะ...

 

 

 

27 ธันวาคม 1944

 

เจคถูกจับมาในค่ายกักกันที่เรียกว่าบูเคนวัลด์ เป็นเวลากี่วันแล้วเขาเองก็ไม่ทราบ

 

เขามองออกไปนอกห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ดวงตาโตมองลอดหน้าต่างออกไปข้างนอกค่ายกักกันแห่งนี้อย่างช้าๆ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอดสูยิ่งนักที่เห็นพี่น้องชาวยิวหลายต่อหลายคนภายนอกค่ายกักกันกำลังตบตีแย่งชิงกันเพียงเพื่อแย่งมันบดกระป๋องที่แตกกระจายตามพื้น น้ำในกระป๋องไหลเจิ่งนองไปทั่วอาณาบริเวณเหล่านั้น หากแต่ผู้คนเหล่านั้นกลับไม่ได้สนใจเลยซักนิด พวกเขาก้มตัวลงไปตักมันเข้าปากอย่างหิวกระหายเพื่อความอยู่รอดในชีวิตของตัวเอง

 

คนเราไม่ได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกันมากนัก

 

อ่า...โหดร้ายเกินไปแล้วนะเขามองเจเรมี่หรือเจมส์ที่ร้องออกมาเบาๆราวกับพึมพำกับตัวเอง เมื่อเห็นชาวยิวหลายต่อหลายชีวิตถูกเล็งปืนจ่อไว้ที่หลังของตัวเองโดยทหารนาซีเหล่านั้น เพราะเหตุใดถึงต้องทำกับพวกเราเช่นนี้กัน

 

เพราะเราเป็นชาวยิวไง

 

 “ใจคอจะให้เรากินแต่ขนมปังโง่ๆนี่จริงน่ะหรือและเป็นอีกครั้งที่เจเรมี่เริ่มหัวเสียขึ้นมา ใช้งานเราเสียยิ่งกว่าทาสเสียอีก...เราก็คนเหมือนกันไหม

 

เราไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะพูดอะไรได้ทั้งนั้นเจมส์ ออกัสท์ว่าก่อนจะกัดขนมปังเข้าปาก หรือนายจะลองเสี่ยงชีวิตตัวเองเพียเพื่อที่จะขอแลกอาหารโง่ๆพวกนี้เป็นอย่างอื่นล่ะ?”

 

นั่นคงเป็นสิ่งโง่ๆที่ฉันคิดว่าจะทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายแน่นอนออกัสท์ และนี่ก็เป็นประโยคเขารู้สึกไม่ต่างกับเจเรมี่สักเท่าไหร่

 

 

ทหารเยอรมันพวกนี้สามารถทำอะไรก็ได้กับคนของเขาแค่ไหนก็ได้ตามแต่ใจที่ต้องการ ชาวยิวอย่างพวกเขาที่อยู่ในค่ายกักกันแห่งนี้ถูกใช้แรงงานเสียยิ่งกว่าพวกกรรมกรที่ต้องแบกอิฐแบกปูนที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวเองมากโข และแน่นอนว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะออกสิทธิ์ออกเสียงอะไรทั้งนั้น

 


เจเรมี่พูดถูก...นั่นคงเป็นสิ่งโง่ๆที่คิดว่าจะทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายแน่นอน

 


 

นายว่าถ้าเราจะหนีออกไปจากที่บ้าๆนี่...มันจะพอมีความหวังมั้ย เขาหันไปมองเจเรมี่ที่กำลังเขี่ยมันบดในจานไปมาก่อนจะเหลือบมองออกัสท์ที่กำลังหันมามองเขาเช่นกัน

 

คิดอะไรอยู่เจมส์ ถ้าพวกนั้นมาได้ยินเดี๋ยวก็ตายกันหมดหรอกเขาเอ่ยเอ็ดเจเรมี่ออกไปเพราะเห็นเงาทหารเยอรมันคนหนึ่งยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของเราทั้งสาม

 

แต่การใช้ชีวิตอยู่ในห้องปิดตายแบบนี้มันก็เหมือนตายทั้งเป็นเหมือนกันนั่นเจค ฉันทนมันไม่ไหวแล้ว

 

ฉันรู้...แต่มันเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะเจมส์ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อเห็นเงานั้นเดินผ่านห้องของพวกเขาไป

 

ใช่มันยาก... ออกัสท์ว่า

 

 

แต่มันก็พอมีทางอยู่เหมือนกัน

 

 

 

31 ธันวาคม 1944

 

เจคหนีออกจากค่ายกักกันมาได้สามถึงสี่วันแล้ว...

 

ต้องขอบคุณออกัสท์ที่วันนั้นบังเอิญได้ยินทหารในเขตกักกันอย่างแดนิคที่กำลังรวบรวมกำลังพลเพื่อต่อต้านความรุนแรงของพวกเยอรมันด้วยกันที่กระทำต่อชาวยิว แดนิคตกลงที่จะช่วยเหลือโดยการพาหนีออกไปแต่ไม่สามารถรับประกันว่าทหารนาซีคนอื่นจะลากพวกเขากลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเช่นกัน

 

เราทั้งสามตัดสินใจก็แยกทางกันออกไปทันทีหลังจากออกมาได้ ออกัสท์เองบอกเอาไว้ว่าจะกลับไปหลบภัยกับครอบครัวที่ซ่อนตัวอยู่แถวชายแดนของประเทศซักพักหนึ่งเพื่อรอเรื่องซาลงกว่านี้ เจเรมี่เองก็เช่นกัน  เจคโบกมือลาทั้งคู่ก่อนจะเดินออกมา

 

สองสามวันที่ออกจากค่ายกักกันมามีเพียงแค่น้ำเปล่าจากก็อกตามซอกหลืบที่เคยเป็นร้านอาหารมาก่อนเท่านั้น เมืองที่เคยศิวิลัยตอนนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพังเนื่องจากการกราดยิงของทหารเยอรมัน

 

ที่ต้องการจะล้างเผ่าพันธุ์พวกเขาอย่างสมบูรณ์แบบเพียงเท่านั้น...

 

เขาเดินเร่ร่อนมาเรื่อยๆจนเจอเข้ากับบ้านหลังใหญ่หลังนึงเข้า เขาตัดสินใจเดินเข้าไปทันทีที่เห็น ดวงตาโตสอดสายตาไปรอบๆบ้านก่อนจะทำการรื้อค้นบ้านหลังนี้เพื่อหาของที่จะประทังชีวิตของตัวเองได้จนจบวันนี้ไป มือเรียวเริ่มค้นตั้งแต่ลิ้นชักต่างๆไปเรื่อยๆจนไปหยุดเข้าที่กระป๋องมันบดกระป๋องหนึ่งเข้า มือเรียวจัดการคว้ามันเข้ามาไว้กับตัวเองก่อนจะหาทางเปิดกระป๋องนั้นออกมา

 

ทว่าหูเขากลับไปยินภาษาเยอรมันดังขึ้นจากทางหน้าประตู ขาเรียวสองข้างพยายามหาที่หลบซ่อนก่อนจะเจอห้องใต้หลังคาเข้า เจคตัดสินใจปีนขึ้นไปหลบบนห้องนั้นทันที เขาวางมันบดกระป๋องลงกับพื้นก่อนจะแนบหูของตนลงบนพื้นไม้เพื่อฟังเสียงของทหารเยอรมันพวกนั้นที่พูดคุยกันอยู่ชั้นล่างของเขาและถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเสียงของทหารเยอรมันค่อยๆหายไป

 

 

กริ๊ก!

 

อย่าขยับ เจคหยุดหายใจไปชั่วขณะก่อนจะยืดหลังตรงเมื่อสัมผัสได้ถึงปลายกระบอกปืนที่กำลังจ่อหลังของเขาอยู่ก่อนจะยกมือขึ้นทั้งสองข้างอย่างจำนน คิดจะทำอะไร

 

ผ...ผมแค่ต้องการของกินประทังชีวิตเท่านั้น

 

ชาวยิวงั้นหรอ... เขาได้ยินเสียงอีกฝ่ายพึมพำเบาๆ ชื่ออะไร

 

จ..เจค เจเกอร์ โจนส์

 

นักเปียโนของที่นี่สินะ... อีกฝ่ายว่าก่อนจะลดปืนลง ผมพอได้ยินชื่อเสียงของคุณอยู่เหมือนกัน ดีใจที่ได้เจอ

 

“...” ดีใจในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ เจ้าบ้า คุณคง...ไม่คิดจะยิงผมใช่มั้ย

 

ไม่หรอก ในนั้นมันไม่มีกระสุนซะหน่อย เขาหันมองอีกฝ่ายที่ยักคิ้วกวนๆส่งมาให้ก่อนจะเหลือบมองยศบนบ่าของอีกฝ่ายก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น

 

 

เป็นถึงพลเอกเลยหรอ..

 

 

ผมไม่คิดจะทำร้ายชาวยิวอย่างคุณหรอก

 

แต่คุณ...เขาเว้นช่วง เป็นทหารเยอรมันนะ

 

คนที่ช่วยคุณออกมาก็เป็นทหารเยอรมันเหมือนผมไม่ใช่หรือไง อีกฝ่ายว่าก่อนจะหยิบกระป๋องมันบดของเขาไป ไม่ต้องกลัว ผมเป็นพวกเดียวกับแดนิค

 

“...”

 

เพราะฉะนั้น ตามสบายเลยครับคุณนักเปียโน

 

ขอบคุณครับ” เจคขอบคุณอีกฝ่ายเบาๆ คุณ..

 

วี..อีกฝ่ายยื่นมันบดกระป๋องที่เจาะมาแล้วให้เจคก่อนจะยิ้มให้เบาๆ

 

 

เวนติ คลินตันท์

 

 

และเป็นครั้งแรกที่เราสองคนได้รู้จักกัน...

 

 

 

I've never felt this way to be so in love

-ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนี้รู้สึกที่จะตกหลุมรัก-

 

6 มกราคม 1945

 

วีแอบขโมยเสื้อผ้ารวมถึงของใช้เล็กน้อยของทหารเยอรมันที่เป็นคนอาศัยรวมกันอย่างเอ็ดเวิร์ดที่ถูกส่งตัวไปค่ายและนานๆจะกลับมาบ้านพักแห่งนี้เพราะขนาดตัวของเราทั้งสองคนเท่ากัน เขาถูกไล่ให้มาอาบน้ำเนื่องจากสภาพเนื้อตัวที่มอมแมม ที่มีทั้งคราบเศษปูนและอะไรต่อมิอะไรต่างๆเกาะอยู่บนตัวเขา วินาทีที่ตัวสัมผัสกับน้ำในอ่างเขารู้สึกราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง ถ้าให้เขาแช่ตัวอยู่ในนี้จนเช้าก็ยังได้

 

หากไม่ติดว่าทหารเยอรมันเพื่อนของวีจะมาเจอเขาเสียก่อน...

 

 

แน่นอนว่าวีเป็นพวกที่ต่อต้านความรุนแรงต่อชาวยิวที่คล้ายกับแดนิคแต่พวกเพื่อนทหารของวีนั้นไม่ใช่...

 

 

และมันคงจะไม่ดีเท่าไหร่นักถ้าเข้ามาเห็นชาวยิวอย่างเขากำลังนอนแช่น้ำอย่างสบายใจอยู่อย่างนี้

 

 

เขาจัดการโกนหนวดเคราที่รุงรังออกไปพร้อมกับค่อยๆเล็มผมสีน้ำตาลแซมดำด้วยใบมีดช้าๆ หลายครั้งหลายคราที่ใบมีดพลั้งมาโดนนิ้วจองเขาจนมีเลือดซิบประปรายไปทั่วนิ้วเรียวแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ

 

เจ็บกว่านี้ยังทนมาได้ แผลแค่นี้คงไม่ทำให้เขาตายง่ายๆหรอก

 

เขารับขนมปังทาแยมสตอเบอร์รี่และแก้วมัคที่บรรจุนมสดไว้ในนั้นจากวีมาก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่ายเบาๆ วินาทีที่กัดขนมปังเข้าปาก รสเปรี้ยวของแยมสตอเบอร์รี่นี้ทำให้เขารู้จักสีสันจริงๆในรอบหลายเดือน ความหอมละมุนของนมสดแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกายจนเขารู้สึกดีมามากเลย

 

วีมักจะขอให้เขาเล่นเปียโนให้ฟังในทุกครั้งที่กลับมา ปลายนิ้วของเจคพรมลงไปบนแป้นเปียโนช้าๆ เสียงดังกังวานไปทั่วอาณาบริเวณห้องนี้ สายฝนหลั่งไหลลงมาจากทางด้านนอกราวกับเพิ่มบรรยากาศให้ดูเศร้าหมองมากขึ้น ความโดดเดี่ยวและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์นี้ถูกบรรเลงผ่านท่วงทำนองของดนตรีล้วนแทบจะหมดสิ้น

 

 

และดูเหมือนวีเองก็เข้าใจความหวาดกลัวของพวกชาวยิวที่ถูกทำร้ายมากขนาดไหน

 

 

            คุณว่าสงครามมันจะจบลงเมื่อไหร่หรอ... เขาถามวีที่นั่งอยู่บนเก้าเบาะหนังข้างๆ

 

            ไม่รู้สิ อีกฝ่ายว่า คงจนกว่าฝั่งผมจะพอใจล่ะมั้ง...

 

ฟังดูอีกนานเลยเนาะ... เขามองมือของตัวเองที่อยู่บนแป้นเปียโนอยู่อย่างนั้น ผม...คิดถึงครอบครัวผมจัง

 

คุณ...มีครอบครัวแล้วหรอ

 

หมายถึงพ่อแม่กับน้องสาวน่ะ... ผมว่า พวกเขาโดนส่งตัวไปค่ายกักกันตั้งแต่เรื่องพึ่งเริ่มตั้งแต่แรกๆแล้ว

 

“...”

 

คุณ...ว่าเราจะได้อะไรจากสงครามครั้งนี้หรอ ผมพึมพำเบาๆ อ่า...ผมเกลียดสงครามที่สุด

 

 

เจคหลับตาเอนหัวพิงกับไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

 

สงครามไม่เคยให้อะไรกับเราเลยเจค..นอกจากความสูญเสีย วีไล้นิ้วหัวแม่มือบนหน้าผากของเขาเพื่อเกลี่ยปอยผมสีน้ำตาลออกจากใบหน้าสวย ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนกลุ่มผมนุ่มของเขา กลิ่นหอมของขนมปังอบผสมเหล้ารัมอ่อนๆของเจ้าตัวทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

 

 

ราวกับเป็นเครื่องรางที่คอยปกป้องเขาได้วันที่อ่อนแอเสียอย่างนั้น....

 

 

 

23 มกราคม 1945

 

ตอนนี้เจคกำลังเจอปัญหาใหม่...

 

มันเป็นเรื่องแย่มากถึงมากที่สุดในตอนที่เขากำลังจะลงไปหยิบขนมปังทาแยมที่เขาทำไว้สำหรับมื้อดึกนี้แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเขาได้ยินเสียงเปิดประตูอย่างแรงพร้อมกับภาษาเยอรมันที่ดังมาจากชั้นล่าง นัยน์ตาคู่สวยมองไปรอบๆห้องอย่างเลิ่กลักก่อนจะมุดตัวเองเข้าไปหลบในตู้เสื้อผ้าของคุณทหารเยอรมัน

 

ถึงจะดูเป็นวิธีที่โง่ไปหน่อยก็ตาม...

 

ริมฝีปากสวยเผลอกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบากเมื่อเสียงรองเท้าบู๊ทหนังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เขาเผลอกลั้นหายใจเมื่อเสียงเปิดประตูห้องใต้หลังคาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวใจเต้นดังขึ้น ตุ้บๆ พร้อมกับดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอเมื่อเสียงกุกกักอยู่ตรงหน้าตู้ที่เขาหลบอยู่

 

ไม่...ไม่ปลอดภัย

 

 

เจค...เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเสียงทางด้านหน้าของเขาคือสุรเสียงนุ่มทุ้มของคุณทหารเยอรมันที่คุ้นเคย มือเรียวสวยผลักประตูตู้เบาๆก่อนจะโผล่ใบหน้าเรียวสวยออกไปมองอีกคน หลบตรงนี้ไม่ปลอดภัย

 

คุณทหาร...

 

ขึ้นไปหลบบนเตียงเดี๋ยวผมบังไว้ให้ ก่อนที่พวกนั้นจะขึ้นมา เขาพยักหน้าก่อนจะรีบมุดเข้าไปในผ้านวมผืนหน้าก่อนที่ร่างใหญ่ของอีกฝ่ายจะล้มตัวลงนอนข้างๆและขยับเข้ามาเบียดชิดจนแผ่นหลังของเขาติดกับกำแพงห้อง หากมองดูมาจากทางอีกฝั่งจะเหมือนกับวีกำลังหันหน้าเข้าหากำแพงอยู่และขนาดตัวของอีกฝ่ายบังตัวเขาได้มิดเลยทีเดียว

 

ยังไม่ดึกเลย นอนแล้วหรอวะ เขาหลับตาแน่นฟังเสียงของทหารเยอรมันแปลกหน้าที่ทักวีก่อนจะเผลอกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูตู้เสื้อที่เขาเข้าไปหลบเมื่อกี้

 

 

วีพูดถูก...มันไม่ปลอดภัยจริงๆ

 

 

อืม..ว่าจะงีบซักหน่อย ตอนกลางคืนมีตรวจคุณทหารว่าก่อนจะขยับตัวใกล้เขามากขึ้นเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยจนเกินไป เขาใช้มือเรียวสวยดันแผงอกแกร่งของอีกฝ่ายเมื่อมันเริ่มใกล้จนเกินไป กลิ่นขนมปังอบๆอ่อนลอยขึ้นสัมผัสจมูกเขาจนเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ

 

อันตราย...อันตรายเกินไปแล้ว

 

โอเค งั้นเจอกันก่อนที่เจคจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูจะดังขึ้นอีกครา

 

ขอบคุณครับ...

 

ไม่เป็นไร อีกฝ่ายยิ้มให้เขาก่อนที่มือแกร่งจะเลื่อนมือขึ้นวางบนหัวทุยและออกแรงลูบเบาๆ เจคนอนนิ่งหลับตารับสัมผัสที่อ่อนโยนที่อีกฝ่ายทำให้เขาเบาๆ นิ้วเรียวของวีเกลี่ยปอยผมของเจคที่ลงมาปิดหน้าก่อนจะจุมพิตลงเบาๆที่หน้าผากของเขา ห่มผ้าให้หนานะครับ ข้างนอกเริ่มมีฝนหลงฤดูตกลงมาบ้างแล้ว  ผมไม่อยากให้ผมเป็นอะไรไปตอนนี้เสียก่อน

 

คุณไม่นอนหรอ...ครับ

 

ไม่ครับ เพราะฉะนั้นนอนเถอะ...เขามองอีกฝ่ายที่ส่งยิ้มให้เขาเบาๆ คืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าคุณให้เอง...

 

 

มัน...รู้สึกปลอดภัยที่สุดเลยล่ะ

 

 

 

31 มกราคม 1945

 

หลายวันมานี้เจครู้สึกเสพติดการลูบหัวและความอบอุ่นของกลิ่นขนมปังอบผสมเหล้ารัมอ่อนๆนี่เสียแล้ว

 

มันมักจะกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำประจำในทุกๆวันจนจะกลายเป็นนิสัยของเขาไปซะอย่างนั้น ที่นั่งรอคุณทหารเยอรมันทุกๆวันบนห้องใต้หลังคานี้ เรามักจะคุยกันหลังจากที่วีกลับมาจากข้างนอกนั่น วีบอกข่าวดีกับเขาว่าสงครามจะจบในอีกไม่นานนี้ ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาจริงๆ

 

เขามักจะนั่งฟังวีเล่าเรื่องตลกๆของทหารเยอรมันในค่ายกักกันนั่น เช่นเดียวกับวีเองที่นั่งฟังบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงในโปแลนด์จากเขาเช่นกันโดยที่มือของเราทั้งคู่ยังคงกุมมือกันและกันอยู่อย่างนั้น

 

 

คุณเชื่อเรื่องความรักมั้ย วีเอ่ยถามเขาที่จะกำลังนั่งจิบนมสดอุ่นๆอยู่ เราสองคนนั่งผิงไฟกันที่ห้องรับแขกของตัวบ้านท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บที่มีฝนปรอยๆลงมา

 

ทำไมจู่ๆมาถามกันแบบนี้ล่ะ

 

ตอบมาเถอะน่าคุณ...

 

ก็คงเชื่อมั้ง... เขาว่าก่อนจะเหลือบมองคนข้างๆ แล้ว...คุณล่ะ

 

เชื่อสิ วีว่าก่อนจะหยิบคุกกี้ขึ้นมากัด ไม่ใช่เพราะความรักหรอที่ทำให้เรายังอยู่ตรงนี้ได้น่ะ..

 

นั่นสิ...

 

 

เจคเอนหลังลงไปพิงพนักโซฟาก่อนจะเอนหัวพิงเข้ากับไหล่กว้างของทหารหนุ่มคนนี้ กลิ่นหอมประจำตัวอีกฝ่ายลอยขึ้นมาทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นของเจ้าตัวได้อยู่เสมอ วีเลื่อนมือมากุมมือเขาและกระชับมันให้แน่นขึ้นก่อนจะส่งยิ้มให้เขาเบาๆ

 

นายทหารหนุ่มยิ้มให้เขาเบาๆก่อนจะเกลี่ยปอยผมของเขาที่ปรกหน้าออกไปพร้อมกับแนบหน้าผากของเราสองคนให้ใกล้กันขึ้น

 

 

“...”

 

มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเป็นเพศไหน มีเชื้อชาติอะไร หรือนับถือศาสนาใด..

 

“...”

 

เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราก็คือคนที่มีหัวใจเหมือนกัน

 

แล้ว..เขามองดวงตาคมของอีกคนที่อยู่ตรงหน้าของเขา เราจะรักกันได้ไหม...

 

เด็กน้อย... อีกฝ่ายยิ้มให้เบาก่อนจะกดจูบลงบนปลายจมูกเขาเบาๆ

 

 

แล้วตอนนี้เราไม่ได้รักกันอยู่หรือยังไงล่ะ...J

 

 

 

9 กุมภาพันธ์ 1945

 

วันนี้เป็นวันออกตรวจลาดตระเวนครั้งสุดท้ายของคุณทหาร...

 

วีบอกเขาว่าเขาจะรวมกลุ่มกับแดนิคและพวกทหารชาวโปแลนด์ที่หลบซ่อนอยู่ด้วยกันออกไปทำศึกกับทหารเยอรมันที่เข่นฆ่าชาวยิวนับร้อยนับพันจริงๆเสียที ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เสี่ยงไปก็ตามทีแต่มันไม่มีทางเลือกมากนัก

 

ไม่ไปไม่ได้หรอ คืนก่อนที่วีจะไป เรานอนมองดาวที่อยู่นอกหน้าต่างนั่น ฝ่ามือของเราสองกระชับกันเพื่อสร้างความอบอุ่นตรงบริเวณฝ่ามือให้แก่กันและกัน ใบหน้าสวยหวานมองอีกฝ่ายที่กำลังมองมาทางเขาด้วยรอยยิ้ม

 

มันคือทางเดียวที่เรื่องทั้งหมดจะจบลง วีบอกเขาไว้แบบนั้น

 

 

มือแกร่งเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าของเจคออกเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นมาลูบหัวของเขา เจคกระชับมือของเราทั้งคู่ให้แน่นขึ้นก่อนจะเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นราวกับผิงไฟในหน้าหนาว

 

รอผมก่อนนะ วีประคองหน้าเจคเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสุรเสียงนุ่มทุ้มนั้นออกมา

 

สัญญาได้มั้ย...ว่าจะกลับมา— เขามองอีกฝ่ายที่หัวเราะออกมาเบาๆก่อนที่มือหนาของอีกฝ่ายจะใช้นิ้วเรียวของตนลูบไล้บริเวณหน้าของเขาเบาๆ

 

 

ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาประคองที่ใบหน้าของเขาพร้อมกับริมฝีปากที่จุมพิตลงมาที่อวัยวะเดียวกันอย่างแผ่วเบา กลิ่นขนมปังอ่อนผสมเหล้ารัมเบาๆทำให้เขารู้สึกโอนอ่อนตามได้อย่างง่ายดาย

 

เราจูบกันเนิ่นนานก่อนที่เป็นวีที่จะผละออกไปวีเผยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับนั่งอังเตาผิงในฤดูหนาวมาทางเขาอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยสุรเสียงนุ่มทุ้มออกมาเป็นคำย้ำเตือนเขาอีกครั้งให้มั่นใจ

 

 

ผมสัญญาว่าผมจะกลับมา

 

 

 

20 กุมภาพันธ์ 1945

 

เจคตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสื้อทหารตัวหนาที่ห่มตัวเขาเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับเขาตลอดหลายคืนที่ผ่านมา มือเรียวของเขาแหวกผ้าม่านที่ทำมากจากเสื้อทหารออกเล็กน้อยก่อนจะมองออกไปด้านนอก ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นธงโปแลนด์พัดปลิดไสวอยู่ด้านนอกของตัวบ้าน เสียงความรุนแรงด้านนอกตัวบ้านเงียบลงราวกับบอกเขาได้อย่างชัดเจนแล้วว่า

 

สงครามสงบลงแล้ว...

 

หน่วยน้ำตาคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความดีใจตีตื้นขึ้นมาเมื่อเห็นชาวยิวด้านนอกที่กำลังโห่ร้องออกมาอย่างดีใจที่ได้กลับมาอิสระอีกครั้ง

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลหันมองหานายทหารหนุ่มที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอดแต่กลับไม่พบใครเลย เขาเริ่มหาจากห้องใต้หลังคาห้องนี้จนไปถึงบริเวณหน้าบ้านอย่างมีความหวังจนไปพบเข้ากับกลุ่มทหารของคนโปแลนด์เข้า

 

คราแรกทหารโปแลนด์ในกลุ่มนั้นยกปืนจ่อเขาเนื่องจากเขาใส่เสื้อทหารที่วีนำมาให้เขาใส่ในช่วงหลายวัน แต่มีแดนิคที่ดูเหมือนจะจำเขาได้จึงสั่งบอกให้ทหารอีกคนที่มาด้วยกันลดปืนลงก่อนจะพาตัวเจคไป

 

เขาปลอดภัยใช่มั้ยแดนิค--- เขาถามไถ่แดนิคเรื่องของคุณพลทหารเอกของเขาที่หายตัวไปนับร่วมสัปดาห์ได้ ถึงแม้ความคาดหวังว่าเขาจะปลอดภัยมันจะมีน้อยมากก็ตามแม้ว่าเขาเองจะไม่เคยศรัทธาในพระเจ้าก็ตาม...

 

 

แต่ในตอนนี้...ต่อให้ขออ้อนวอนต่อพระเจ้าหรือใครก็ตามแต่ที่สามารถช่วยให้คุณกลับมาอย่างปลอดภัยได้

 

มากแค่ไหนผมก็จะทำ

 

 

แดนิคมองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

 

ไม่...ฉันเสียใจด้วยเจค--- ราวกับถูกผลักลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน หัวสมองเขาชาดิก น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ตอนแรกไหลลงมาเมื่อไหร่เขาเองก็ไม่รู้ ริมฝีปากคู่สวยเม้มกันไว้เพื่อกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่กลางลำคอเมื่อแดนิคยื่นเนมแท็กที่สลักชื่อเวนติ คลินตันท์มาทางเขา

 

 

และเป็นอีกครั้งที่เจคเสียสิ่งที่รักที่สุดให้กับสิ่งที่เกลียดที่สุดในชีวิตเช่นกัน..

 

ความเจ็บปวดและความทรมานถาโถมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อนจนร่างกายแทบจะรับไม่ไหวก่อนที่เจคจะทรุดตัวลงอย่างคนหมดแรงน้ำตาของเขาเริ่มไหลรินลงมาเรื่อยๆพร้อมกับเม็ดฝนที่หยดลงมาจากท้องนภาเพื่อตอกย้ำ

 

 

ย้ำ...ว่าคุณทหารคนนั้นไม่มีทางกลับมากอดเขาได้แบบเดิมอีกแล้ว

 

 

 

But then you disappear  all that is left of you…Is a memory

-แต่แล้วคุณก็หายไป ทุกสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของคุณก็คือความทรงจำ-

 

3 มีนาคม 1946

 

สงครามจบลงเป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้ว...

 

หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทำลายทุกๆอย่างจนกลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นนี้ทำให้แจ็คสันตัดสินใจทุ่มเงินก้อนที่เหลือของตัวเองสร้างโรงละครแห่งนี้ขึ้นอีกครั้งโดยมีเจเรมี่เป็นหุ้นส่วนกันและจ้างเขาให้มาเป็นนักเปียโนประจำของที่นี่อีกด้วย

 

เจเรมี่กับออกัสท์เองยังคงติดต่อเขามาอยู่เสมอตั้งแต่วันที่ออกจากค่ายกักกันไปจวบจนเวลาผ่านมาเกือบปีแล้ว เราสามคนยังคงนัดกันออกมาสังสรรค์กันตามประสา นั่งพูดคุยกันในเรื่องที่ประสบพบเจอกันหลังจากหนีออกมาจากค่ายกักกันได้ ออกัสท์ตัดสินใจทำงานในสายดนตรีเช่นเดียวกับเขาอย่างนักแต่งเพลง ออกัสท์มักจะขอให้เขาช่วยทำทำนองของเพลงในทุกครั้งที่จะออกเทปใหม่ ซึ่งแต่ละเพลงที่ถูกปล่อยออกมาทำรายได้ที่มหาศาลมาก ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี

 

 

ไม่...มันเหมือนจะดีต่างหาก

 

 

นิ้วเรียวสวยของเขาบรรเลงเพลงKiss the rainจนดังไปทั่วอาณาบริเวณ ดวงตากลมโตหลับตาลงและดำดิ่งลงไปกับอารมณ์ของเพลงอีกครั้ง ดำดิ่งลงสู่เรื่องราวในช่วงของสงครามที่มีใครบางคนที่เอื้อมมือเข้ามาช่วยพร้อมกับเติมเต็มในสิ่งที่เขาหามาตลอด เสียงฝนตกปรอยๆดังเข้ามาในโรงละครแห่งนี้คลอเบาๆไปกับเสียงเปียโนที่เขาบรรเลงออกมา ก่อนจะรู้สึกตัวอีกทีคือตอนที่น้ำใสๆหยดลงที่มืออย่างแผ่วเบา

 

 

รสชาติของฝนที่หลงฤดูนี่...เจ็บแบบนี้นี่เองสินะ

 

 

กลิ่นหอมของขนมปังอบผสมกับกลิ่นเหล้ารัมในหน้าหนาวที่เขาคุ้นเคยในวันนั้นลอยขึ้นมากับพัดผ่านสายลมจางๆที่ลอดผ่านจากทางหน้าต่างมาสัมผัสเข้าที่ปลายจมูกของเขา เม็ดฝนหลงฤดูหลั่งไหลลงมาไม่ขาดพร้อมกับน้ำอุ่นๆที่ค่อยๆไหลรินจากดวงตาโตลงมาเรื่อยๆ...

 

 

 

 

ให้กับการจากลาครั้งนี้ที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำลาใดๆส่งไปถึงคุณ...

 

 

 

- So why am I still here in the rain. -

 

 









 

 


DEAR

อย่างแรกขอบคุณบ้าน @VKfictionsTH นะคะที่ให้โอกาสเรามาร่วมในโปรเจกต์ครั้งนี้

จนทำให้ได้รู้จักไรต์เตอร์ดีๆหลายๆคนที่ชิปเหมือนๆกันกับเรา รู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ

เป็นครั้งแรกที่ได้ลองแต่งแนวนี้ ส่วนตัวชอบแนวนี้มากๆจนอยากเอามาแต่งเอง

 ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านนะคะ หากเกิดขอผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ นะคะ

 

 

CODE NAME : merlintx

04-12-2017

 



 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

653 ความคิดเห็น

  1. #639 amoonligh_t (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 17:59
    อ่านแล้วซึมเลยค่ะ ;-;
    #639
    0
  2. #625 kkhunatip (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 20:00

    อ่านเรื่องนี้ซ้ำรอบที่เท่าไหร่แล้วก้ไม่รู้ แต่ยังร้องไห้ตามทุกทีเลย ที่สุดแล้วสำหรับเราเท่าที่เคยอ่านมาเลยย อยากให้มีโปรเจคหน้านะคะ รอติดตามเลยย

    #625
    0
  3. #618 kkkanunnn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 16:49
    ไม่ค่อยได้อ่านแนวนี้เลย แต่งดีมากค่ะะ
    #618
    0
  4. #600 Chartaam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 23:28

    อยากให้ตอนท้ายจบแบบพีคว่าวียังไม่ตายงี้ฮือนุปวดจัย

    #600
    0
  5. #591 namfonnps23 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 23:08
    คือร้องไห้มาสามเรื่องติดเลย5555 ชอบมาก สงสารทั้งสอง โง้ยยยㅠㅠ
    #591
    0
  6. #581 katty88 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 21:52
    กลับมาอ่านกี่ทีก็ร้องตลอดเลย ประทับใจมากเลยค่ะ
    #581
    0
  7. วันที่ 28 มกราคม 2561 / 00:04
    รักร่วมประวัติศาสตร์ๆ ไม่ค่อยเจอค่ะ แต่ชอบมากเลย ฮือ แต่หน่วง 😂😂😂😂
    #552
    0
  8. #536 kiimt (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 22:23
    ฮือออออ คำเดียวเลยค่ะว่ามันดีมากๆ ตอนแรกเราไม่ชอบอ่านนิยายแนวรักร่วมประวัติศาสตร์เลย แต่ไรท์ทำให้เราอินกับเนื้อเรื่อง รู้สึกกับตัวละครได้จริงๆ ขอบคุณมากค่ะ (ปล. หน่วงติดกันมาสามเรื่องแล้วค่ะ คนอ่านเสียน้ำตาไปเยอะมาก ฮือ5555555)
    #536
    0
  9. #535 ponyouv (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 21:45
    เจ็บปวด
    #535
    0
  10. #495 astrosanha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 07:23
    ตอนนี้ก็ทำให้เราหน่วงได้เช่นกันฮืออแต่มันก็ยังมีความอบอุ่นเข้าซึมแทรกนะแต่มันก็เศร้าอยู่ดีแง่งง เราว่าแนวนี้น่าสนใจมากเลยค่ะปกติไม่ค่อยเจอหรือเรียกว่าไม่เจอเลยแหล่ะ55555
    #495
    0
  11. #463 vvmk912 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 15:46
    ฮืออ เศร้าอะ อ่านเกี่ยวกะแบบนี้ละนึกถึงแอน แฟรงก์เลย น่าสงสารมากๆ
    #463
    0
  12. #311 WellKudes (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 20:49
    เราเกลียดความรู้สึกกลางสงครามนาซีที่สุดแต่ก็ชอบศึกษาพวกบันทึก ที่เราเคยอ่านเคยดูก็มี แอน แฟรงค์ กับ sound of music มันเป็นเรื่องราวที่มีแต่ความอันตราย เสี่ยง และมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย และความรักที่ไม่รู้ชาตะชีวิตของแต่ละคนอย่างนี้ มันยิ่งเศร้ามาก คุณไรท์เตอร์ดึงอารมณ์ของความ sorrow, in love and depressed ออกมาได้หน่วงดิ่งมากๆ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ เราชอบมากๆ
    #311
    0
  13. #262 kmcandykm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 01:56
    เราเคยอ่านวรรณกรรมเรื่องบันทึกลับของแอนชอบมาก พอเจอเรื่องนี้ที่ทำเป็นเรื่องของชาวยิวก็ยิ่งอินยิ่งชอบ ไว้จะติดตามผลงานของไรท์นะคะ หวังว่าจะแต่งแนวนี้อีก ชอบมากจริงๆ
    #262
    0
  14. #236 Alita48 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2560 / 16:31
    คือเหมือนนิยายเรื่องนี้สะท้อนอีกด้านของชาวยิวออกมาอ่ะ เพราะตายหนังสือประวัติที่เคยอ่านมาค่อนข้างจะไม่เน้นเรื่องสงครามตรงนี้เลย เน้นเรื่องสร้างประเทศมากกว่า ฮืออออ รู้สึกชอบอ่ะ
    #236
    1
    • #236-1 Alita48(จากตอนที่ 4)
      12 ธันวาคม 2560 / 16:43
      โอ้ยยย อารมณ์ในสงครามแบบฮือออมากๆ
      #236-1
  15. #210 tae_rainysky (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 17:05
    ใจหายมากเวอร์ มันเศร้ามากตรงที่แม้แต่จะล่ำลากันยังไม่ได้ทำนี่แหละ ฮึ่ยยยยยยนน เราไม่ไหวแล้วววววว ㅠㅠㅠㅠ
    #210
    0
  16. #208 Imblueky- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 16:19
    เศร้าอีกแล้วTT พึ่งเคยได้อ่านฟิคแนวนี้ สงสารตอนทำสงครามกันมากๆที่ผู้คนต้องคอยหลบซ่อนทหารกัน

    อีกอย่างตอนที่วีช่วยเหลือเจคนี่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น
    #208
    0
  17. #207 Liny_Tiny (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 13:50
    เศร้าจัง การจากลาโดยไม่ทันได้ร่ำลา
    #207
    0
  18. #143 Lala_Land (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 22:32
    เศร้าอีกล๊าวววว
    #143
    0
  19. #142 babytae (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 21:56
    เหมือนที่เค้าบอกว่า'ความรักก็เหมือนสงคราม ง่ายที่จะเริ่มแต่ยากที่จะหยุด'เลย ถึงสงครามจะหยุด แต่ความรักยังคงดำเนินต่อไปค่ะ ทั้งในใจเจคและคนอ่านด้วย ฮือ แสนเศร้า แต่อบอุ่นมากๆ
    #142
    0
  20. #109 m.jk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 01:19
    เริ่มเรื่องมาแบบงงๆเอ๊ะหลายรอบมากแต่พออ่านจนถึงตอนจบก็ ฮืออออ เอาจริงๆเราเป็นคนอ่อนไหวในเรื่องประวัติศาสตร์อะไรทำนองนี้มาก รักด้านนี่ยิ่งพอมาอ่านนิยายอิงปวศแบบนี้เรายิ่งรู้สึกdeepลงไปอีก ทั้งเรื่องเราอ่านจนจบเรายอมรับว่าหดหู่มาก ทั้งสงคราม ชาวยิว ค่าย และต่างๆ ความสูญเสียคือสิ่งที่แย่ที่สุดจริงๆ แต่ก็ขอบคุณที่สร้างงานเขียนดีๆแบบนี้ให้คนอ่านอย่างพวกเราได้อ่านกันนะคะ
    #109
    0
  21. #85 linajang00 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 21:01
    เศร้ามากค่ะไรท์T T เเต่มันยังมีความรู้สึกอบอุ่นระหว่างเรื่อง คือดี
    #85
    0
  22. #84 เด็กหญิงที่หายไป (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 16:13
    แง้ ;;-;; นี่มันดีมากเลยค่ะเป็นเรื่องที่ฉากรักๆนี่ไม่ค่อยมีแบบมากมายแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากเลย ;;-;; เรารู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจเวลาอ่านในบางช่วง การบรรยายหม่นหมองและอบอุ่นไปในคราวเดียวกันเลย เป็นการอิงสงครามที่นำหลายอย่างมาเรียงร้อยเข้ากันได้ดีมาก เราชอบแนวนี้มากเพราะมันดูเป็นความรักที่ไม่หวือหวามากมายซึ่งมันก็เข้ากับเหตุผลทุกอย่างดี เราชอบการแสดงความรักในแบบของคุณวีมาก มันคือการให้สิ่งที่เจคควรได้รับมากที่สุดคือชีวิตและอิสรภาพ เรื่องนี้คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ติดอยู่ในใจเราไปอีกยาวเลย เราชอบมากค่ะกับอะไรที่มันเป็นเหตุเป็นผลแบบนี้ ดีมากๆเลย ขอบคุณสำหรับผลงานดีๆนะคะ ;;-;;
    #84
    0
  23. #83 Hwang Glice (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 13:24
    มันดีมากๆเลยค่ะคุณ ฮืออออ เริ่มเรื่องมาแบบเหงาๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังสงครามซักเรื่องนึงจริงๆเลยค่ะ เคยดูหนังเกี่ยวกับทหารเยอรมันกับชาวยิวมาบ้างเลยอินเข้าไปใหญ่ ช่วงที่เจคมาเจอกับคุณเวนตินี่มันดีมากมากมากมาก เป็นรักที่อบอุ่นใจสุดๆ เข้าสู่ท้ายเรื่องได้บีบหัวใจมากๆ จากกันแบบที่ไม่ทันได้ลานี่มันเจ็บปวดนะคะคุณ ใจร้ายจังเลย T-T ยังไงก็ตามเป็นฟิคที่ดีมากเรื่องนึงเลยล่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
    #83
    0
  24. #80 0942654269 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 09:14
    สงสารอ่ะ
    #80
    0
  25. #79 monkeyp. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 08:06
    ขอเบิกทิชชู่ด้วยค่ะซิสส
    #79
    0