ตำรารักยอดพธู

ตอนที่ 4 : ตำรารักยอดพธู ตอนที่4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 ต.ค. 56

ตอนที่4

 

ทิพย์วรางค์จ้องมองหญิงสาวทั้งสามคนตรงหน้าอย่างไม่มีท่าทีจะปิดบัง หลังจากที่อาทิตย์ที่แล้วได้รับการแนะนำให้รู้จักหญิงสาวที่เหลือทั้งสอง เธอก็ตกลงใจว่า นิรชาเหมาะที่จะมาเป็นสะใภ้บ้านไร่แห่งนี้ที่สุด  เบญจพรแม้จะดูนุ่มนวลมีสง่าแต่ก็มีแววความเครียดขึงอยู่ในทีมองไปก็ชวนให้อึดอัดมากกว่าสบายใจ ส่วนฉัตรมณีก็และดูปราดเปรียวเข้าขั้นเปรี้ยว อายุก็ยังน้อยเกินไปที่จะมาหมกตัวอยู่ในไร่ได้นานตราบชั่วชีวิต  จากนั้นเธอก็หันมองหริชาที่นั่งตัวตรงตักอาหารเข้าปากเรื่อยๆ  นี่ก็ดูชิลเสียเหลือเกิน ราวกับว่าเรื่องที่หญิงสาวสี่คนมาประจันหน้ากันในตอนนี้ไม่เกี่ยวกับตน 

สายตาเลื่อนมาถึงหัสนัย รายนั้นดูเหมือนจะมีรอยยิ้มเยาะติดอยู่ที่มุมปากเสียจนน่าตะบันหน้าไปสักทีให้หายขัดข้องใจ  คนที่เธอคาดคิดไม่ถึงกลับเป็นหญิงชราต้นคิดและเป็นเจ้าของที่แท้จริงของบ้านไร่สายสุดาแห่งนี้  แววตาของหญิงชราไม่ได้ดูเป็นคนเลอะเลือน กลับมีแววของความเฉลียวฉลาดเข้มแข็งอยู่ภายใน

 ความทรงจำในช่วงวัยรุ่นในตอนที่เธอยังอยู่ที่นี่เกี่ยวกับคุณหญิงสายสุดาแทบไม่มี เท่าที่เธอจำได้เธอมักเห็นคุณหญิงสายสุดาพูดคุยกับคนภายในบ้านอ่านหนังสือ หรือไม่ก็หยิบจับงานจุกจิกเล็กๆน้อยๆมานั่งทำริมระเบียงที่ติดกับสวนดอกไม้แลดูไม่มีพิษไม่มีภัย ระยะเวลาสิบปี บางทีมุมมองของเด็กสาววัยนั้นกับเธอในวัยนี้ก็คงจะแตกต่างกันพอสมควร

"เป็นอย่างไรล่ะเจ้าทิพย์ สำรวจทุกคนเสร็จแล้วคิดว่าจะอยู่ได้ไหม" ทิพย์วรางค์สะดุ้งน้อยๆก่อนจะยิ้มละไมให้กับเจ้าของบ้าน

"ก็..คงอยู่ได้มั้งคะก็อยู่มาตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้วนี่คะ  เอ่อ ทิพย์มีเรื่องอยากจะขอค่ะคุณยาย"

"จะขออะไร"

"คือว่าทิพย์มีเพื่อนที่ค่อนข้างสนิท เป็นนักเขียนเหมือนทิพย์อยากจะมาขอพักที่นี่สักระยะด้วยน่ะค่ะ"

"ผู้หญิงใช่ไหม" คำถามของหญิงชราทำให้ทุกคนหยุดชะงักการรับประทานอาหารไปชั่วครู่

"ใช่ค่ะ ชื่อไผ่ เอ่อ ยอดพธู"

"เฮ้ย คนอะไรชื่อยอดปลาทู" หัสนัยอุทานพลางหัวเราะลั่น

"ไม่ใช่สักหน่อย ยอด-พะ-ทู แปลว่ายอดหญิงไงคุณโจ้" ทิพย์วรางค์แย้งแทนคนที่ยังไม่ได้มา

"ลูกเต้าเหล่าใคร ครอบครัวเป็นยังไงรู้ไหมเจ้าทิพย์"

"พ่อเขาเป็นเจ้าสัวอยู่แถวชานเมืองกรุงนั่นล่ะค่ะคุณยาย มีโรงพิมพ์ เปิดสำนักพิมพ์ มีร้านขายหนังสือครบวงจรค่ะ ส่วนแม่เขาก็นามสกุลเดิมของขุนนางเก่า มีพี่สาวหนึ่งคนพี่ชายสามคน เขาเป็นคนขยันค่ะค่อยข้างอะเลิตคิดเร็วทำเร็ว แล้วก็ตลกๆแปลกๆแต่น่ารักนะคะ"

"ดี ชื่อก็โบราณดี ยายชอบ เอาสิมาเลยจะพักนานแค่ไหนก็ได้ พ่อเข้ม ดูแลด้วยนะ" เสียงนั้นเหมือนคำประกาศิตและดูเหมือนจะเป็นอันรู้กันว่าในตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนที่จะมาเป็นตัวเลือกให้แก่หริชาโดยอัตโนมัติ 

หริชามองทิพย์วรางค์ด้วยแววตาสงสัยและทันที่จะมองเห็นแววระยิบระยับคล้ายจะนึกขำอะไรอยู่ของหญิงสาวอีกด้วย หัสนัยถึงกับคิ้วผูกโบว์มองทิพย์วรางค์ราวกับสิ่งที่เธอพูดออกมาเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและน่าสงสัยเป็นที่สุด  ...หรือว่ายัยทิพย์อดีตไม้กระดานเดินได้จะไม่ได้สนใจที่จะเป็นนายหญิงแห่งบ้านไร่สายสุดานี้เลย

 

ทิพย์วรางค์เดินย่อยอาหารในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ที่เคยเป็นตำแหน่งบ้านของเธอในอดีต หญิงสาวยืนกอดอกพลางปล่อยความคิดล่องลอยไปถึงพ่อแม่ที่อยู่คนละโลก ก่อนจะครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าหากเธอได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรในเมื่อเธอก็ไม่มีใคร และต่อให้ไม่ได้มีใจรักใคร่ชอบพอ หริชาก็ไม่ได้เป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจ หัสนัยเสียอีกที่มีนิสัยชวนให้หงุดหงิดตั้งแต่เด็กจนโต สุดท้ายแล้วถ้าจะต้องฝืนแต่งกับหริชาก็น่าจะได้...กระมัง

"คิดถึงบ้านเก่าเธอที่เคยอยู่ตรงนี้เหรอ" หญิงสาวสะดุ้งพลางหันขวับไปมองก่อนจะพยักหน้าส่งๆ

"ก็มีบ้าง"

"ถ้าเธอได้แต่งงานกับพี่เข้ม ก็คงได้อยู่ที่นี่ตลอดไป"เสียงของหัสนัยมีแววของความเห็นใจเสียจนทิพย์วรางค์ต้องหันไปจ้องหน้าเขาอย่างจริงจัง

"เราไม่ได้เจอกันมาสิบปี คุณเองก็เปลี่ยนไปบ้างเหมือนกันนะคุณโจ้"

"ก็คงงั้นมั้ง ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนฉันชอบแกล้งเธอ" น้ำเสียงยียวนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวๆของชายหนุ่ม

"ฉันก็จำแม่นเลยล่ะ ว่าฉันเกือบตายเพราะคุณ"

"ขอโทษนะตอนนั้นฉันเกเรไปหน่อยไม่คิดว่าจะเป็นเรื่อง" หัสนัยพูดพลางเดินมายืนใกล้ๆพร้อมกับทำทีท่ากอดอกเลียนแบบหญิงสาว ภาพในอดีตคล้ายจะย้อนกลับมาอีกครั้ง

ด้านหลังแนวไม้นี้ไปไม่ไกลเคยเป็นแหล่งที่เด็กๆแถวนี้ทั้งลูกของลูกจ้างและลูกเจ้าของไร่เคยวิ่งเล่นผจญภัย พร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่มีทั้งแมวและสุนัข  ทั้งสร้างบ้านบนต้นไม้และไล่ล่านกบ้างกิ้งก่าบ้าง รวมไปถึงสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงู  เด็กหญิงทิพย์วรางร่างเล็กบางพยายามทำตัวให้คล่องแคล่ววิ่งตามแก้งค์เด็กทั้งไร่ทั้งๆที่ใส่แว่นตาหนาเตอะและชอบที่จะนั่งจ่อมอยู่กับบ้านอ่านหนังสือมากกว่า 

ใครๆต่างไม่ค่อยสนใจเธอนัก เด็กๆลูกของลูกจ้างในไร่ก็ยกเธอเป็นเหมือนลูกของนายจ้างคนหนึ่งจึงไม่ค่อยสุงสิง แต่ลูกเจ้าของไร่อย่างหัสนัยกลับหาวิธีข่มและแกล้งเธอเสียอยู่หมัด สารพัดวิธีที่จะนำมาแกล้งแต่เด็กหญิงก็ไม่เคยเข็ดหลาบเมื่อมีโอกาสก็มักจะติดสอยห้อยตามไปเป็นติ่งอยู่เสมอ ทั้งที่โดนทั้งโยนซากงูใส่  แล้วยังปล่อยให้หลงไม่รอ ทั้งยุให้เด็กอื่นๆไม่พูดคุยด้วยแล้วยังแกล้งกระตุกหางเปียจนผมยุ่งเหยิง  ยิ่งดวงตาสุกใสภายในแว่นตาโตจ้องมองหริชาอย่างยกย่องชื่นชมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กชายนิสัยห่ามอย่างหัสนัยหมั่นไส้มากขึ้นเท่านั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กทั้งกลุ่มพากันเดินป่าตามประสาเด็กๆเข้าไปถึงคลองกึ่งลำธารที่มีทั้งส่วนที่ลึกและส่วนที่ตื้น ก้อนหินระเกะระกะไม่ได้เป็นอุปสรรคให้หยุดเล่นซนต่างเหมือนลิงทะโมนกระโดดน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน  ในคราแรกนั้นเด็กหญิงทิพย์วรางค์ยังคงยืนอยู่ริมตลิ่งไม่กล้าก้าวขาลงลำธารใหญ่ หากแต่เมื่อเห็นความสนุกสนานของเพื่อนร่วมแก้งค์มากเข้าก็อดไม่ได้ที่จะแหย่เท้าแช่ขาลงไป จากนั้นจึงค่อยๆขยับลงไปเรื่อยๆอย่างนึกสนุก

และก็เป็นเรื่องเมื่อเด็กชายตัวโตกว่าอย่างหัสนัยฉุดกระชากตัวเธอไปปล่อยทิ้งไว้กลางน้ำลึก เด็กหญิงตัวเล็กร่วงวูบลงสู่ท้องน้ำแม้ตะเกียกตะกายแต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ หากสักพักหริชากก็กระชากเอาผมของ ทิพย์วรางค์ขึ้นมาทำให้เธอรอดตายอย่างหวุดหวิด  เท่าที่ทิพย์วรางจำได้ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่เคยไปกับกลุ่มเด็กทะโมนรวมไปถึงไม่ยอมสบตาหรือพูดคุยกับหัสนัยอีกเลยผ่านมาราวสามสี่ปีนับจากนั้นครอบครัวเธอจึงแยกตัวออกมาจากบ้านไร่สายสุดา

"เธอรู้ไหม ว่าตอนที่เธอจมน้ำลงไปฉันตกใจมากเลยนะ และตั้งใจว่าถ้าเธอกลับมาเล่นกับพวกเราอีกฉันจะดูแลเธออย่างดีเป็นการชดเชย" ทิพย์วรางค์ทำตาปริบๆก่อนจะจ้องไปที่ดวงตาเรียวรีคู่นั้นเพื่อค้นหาความจริง

"เท่าที่ฉันจำได้ดูเหมือนว่า คุณเข้มเป็นคนช่วยฉันขึ้นมานะ ฉันนึกว่าคุณจะสะใจที่แกล้งฉันจนฉันเกือบตายได้เสียอีก" น้ำเสียงเรียบๆเหมือนพื้นน้ำสงบหากมีคลื่นก่อกวนอยู่ใต้ความราบเรียบนั้น

"เหลวไหล ฉันแค่ซนอย่างร้ายและหมั่นไส้เธอเท่านั้น ฉันไม่ได้เกลียดเธอสักหน่อยจะอยากให้เธอตายทำไมล่ะ แต่จริงๆนะตอนนั้นฉันกลัวมากจนทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะ จะขยับไปช่วยเธอยังไม่ได้เลย"คำสารภาพของชายหนุ่มตัวสูงทำให้ใบหน้าเย็นชาของทิพย์วรางค์คลายลงเล็กน้อย

"ก็คงเป็นเพราะพวกเรายังเด็กมั้งคะ อายุแค่สิบขวบเองอะไรๆก็คงดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กอายุเท่านั้น แต่ก็เพราะคุณฉันเลยว่ายน้ำเป็น"  ทิพย์วรางพูดเหมือนไม่ได้ผูกใจเจ็บทั้งที่ใจก็ยังระแวงระวัง

"อ้อ ฉันนึกว่าเธอจะกลัวน้ำเสียอีก" น้ำเสียงเหมือนเยาะกลับมาอีกครั้ง จนหญิงสาวต้องหัวเราะออกมา

"ให้มันได้อย่างนี้สิเว้นช่องให้เป็นไม่ได้" ทิพย์วรางค์พูดแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้

"ใช่สันดานคงเปลี่ยนยาก  เออจริงสิ ฉันจะมาถามว่าตกลงเธอจะให้เพื่อนเธอมาเป็นตัวเลือกของพี่เข้มอีกคนจริงๆเหรอ"

"พูดให้มันดีๆหน่อย ทั้งฉันและเพื่อนฉันไม่ได้มาเป็นตัวเลือกของใครสักหน่อย" ทิพย์วรางพูดยิ้มๆก่อนจะหันหลังเดินกลับขึ้นตัวตึกไปปล่อยให้หัสนัยจ้องมองตามและรู้สึกได้ถึงความผูกพันบางๆระหว่างเขาและเธอที่แม้จะเกิดจากเหตุการณ์ไม่ค่อยดีนักแต่ก็ยังคงเรียกได้ว่าเป็นความผูกพัน...ละมั้ง

 

หริชานั่งมองนิ่งเสียจนคนที่ยืนอยู่ใจสั่น เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เหงื่อเม็ดเป้งค่อยๆผุดขึ้นมาจนต้องรีบปาดเหงื่อ ยิ่งมองลูกน้องหน้าเหี้ยมของหริชาที่ขนาบซ้ายขวาของเขาก็ยิ่งทำให้หายใจติดขัด

"ว่าอย่างไรล่ะเฮีย"

"คือช่วงนี้เฮียช๊อตจริงๆ นายหัว เอาเช็คไปอีกใบได้ไหม"

"เช็คที่มันเด้งน่ะเหรอ ไม่เอาล่ะ ผมจะเอาเงินสด"

"คือ ตอนนี้ที่บ้านเฮียต้องใช้เงินเยอะ ทั้งแม่ยาย แม่ตัว ลูกเต้า เอ่อ..."

"พอเถอะ เฮียนึกว่าผมเป็นเด็กอมมือหรือไง" แววตาวาวโรจน์เหมือนมีไฟสุมทำให้เฮียพจน์หน้าซีดเข้าไปอีก

"เฮียสัญญา อาทิตย์หน้าเฮียมีเงินมาให้แน่ๆ"

"เอามาจากบ่อนน่ะเหรอ" ดวงตาหยิบหยีของเฮียพจน์จ้องค้างมายังหริชาพร้อมกับอ้าปากพะงาบๆพูดไม่ออก

"ผมรู้นะว่าเฮียเอาเงินที่ได้จากการขายปลากับแม่ค้าไปลงบ่อนหมด อยากจะคืนทุนก็หายอยากจะได้กำไรก็หดใช่ไหม เฮียรู้ไหมผมเกลียดอะไรมากที่สุดในชีวิตนี้" หริชาพูดพลางกำหมัดทุบปังไปบนโต๊ะ สีหน้าขึงเครียดผิดไปจากเคยแสดงถึงความเกลียดชังอย่างชัดเจน จนลูกน้องที่ขนาบข้างเริ่มขยับ

"ให้โอกาสเฮียหน่อยนะ นายหัว " คนอายุมากกว่าคุกเข่าทำท่าเหมือนจะกราบแต่กลับถูกลูกน้องทั้งสองของหริชาพยุงให้ลุกขึ้น

"ผมเกลียดผีพนันที่สุด การพนันไม่เคยให้อะไรกับใครนอกจากเจ้าของบ่อน ถ้าเฮียคิดจะไปถอนทุนคืนก็อย่าคิดว่าเราจะคุยกันได้ แต่ถ้าเฮียเลิกการพนันหันมาทำมาหากินสุจริตเหมือนเดิม ผมอาจจะผ่อนผันให้ได้ พ่อค้าคนกลางอย่างเฮียก็เหมือนจับเสือมือเปล่า เฮียไม่ควรทำให้ตัวเองและครอบครัวของเฮียต้องเดือดร้อน ถอยออกมาตอนนี้ยังทัน ดีกว่าต้องขายทรัพย์สินเงินทองที่เคยมีอาจจะเสียลูกเสียเมียหรืออาจจะต้องเสียแม้แต่ชีวิตของตัวเอง!" เสียงที่เค้นคำดังกังวานไปทั่วห้องแม้จะพูดเรียบเรื่อยแต่ก็เกินคำว่าปกติทำให้แม้แต่ลูกน้องของชายหนุ่มก็ยังรู้สึกได้ถึงความเอาจริง

"ฮะ..เฮียสัญญานายหัว เฮียจะไม่เข้าบ่อนอีก เฮียจะตั้งใจทำงานหาเงินมาให้นายหัว"

"ให้เจ้าอื่นที่เฮียค้างไว้ด้วย"

"ใช่ๆ ให้บ่อปลาเจ้าอื่นด้วย เฮียเข็ดแล้วจริงๆ เฮียพลาดไปแล้วจริงๆ"

"ก็ขอให้สำนึกได้จริงๆล่ะนะ เฮียออกไปได้ อาทิตย์หน้าหวังว่าเฮียคงจะมีเงินสดมาให้ผมนะ ไม่ต้องถึงกับทั้งหมดทยอยเอามาให้ก็ได้ แต่ผมคงไม่ต้องบอกเฮียหรอกนะว่าถ้าเฮียยังจะเข้าบ่อนอีกอะไรจะเกิดขึ้น"

"เฮียรู้ๆ ขอบคุณนายหัวมากที่ให้โอกาสเฮีย" เฮียพจน์ปาดเหงื่อต่อให้เขาขวัญกล้ากว่านี้หรือผีพนันเข้าสิงมากจริงๆก็คงไม่กล้าเข้าบ่อนให้ชายหนุ่มผู้นี้หรือหูตาที่เป็นสับปะรดของเขาเห็นอย่างแน่นอน นั่นยังไม่นับว่าหุ้นส่วนของบ่อนใหญ่ในเขตแดนประเทศเพื่อนบ้านล้วนแล้วแต่รู้จักมักคุ้นกับหริชาเป็นอย่างดีด้วยว่าต่างถูกคุ้มครองและดูแลจากนายปราโมทย์ผู้มีอิทธิพลใหญ่ครอบคลุมภาคตะวันออกลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน และต่างก็รับรู้กันว่านายปราโมทย์ผู้นี้ได้ให้การสนิทสนมชายหนุ่มรุ่นหลานนี้เป็นอย่างมากอีกด้วย

เมื่อเฮียพจน์เดินออกจากตัวตึกใหญ่หริชาจึงหันไปสั่งลูกน้องเบาๆ

"ให้คนซุ่มดูเฮียพจน์ด้วยว่าทำตามคำพูดหรือเปล่า ถ้าไม่ทำตามก็จับตัวส่งให้ลูกน้องคุณลุงปราโมทย์ด้วย"

"ครับนายหัว" เมื่อลูกน้องพ้นตาไปแล้วชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจแรงๆออกมาด้วยความหนักใจ และภาวนาให้เฮียพจน์ทำตามคำพูดของตัวเอง เพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่ต้องทำร้ายใครทางอ้อมโดยไม่จำเป็น!

 

"ไผ่เหรอ ฉันเองทิพย์"

"รออยู่เลย ว่ายังไงไผ่ไปหาทิพย์ได้หรือเปล่า"

"ผ่านฉลุยมาได้เลย เดี๋ยวจะเมสเสจส่งที่อยู่ไปให้นะ มาเช้าๆหน่อยก็ดี ตื่นไหวไหม" ทิพย์วรางค์ถามเพราะรู้ดีว่าเพื่อนของตนชอบนอนเช้ามากกว่านอนกลางคืน

"โอ้ยสบาย ไหวสิ ทิพย์ไม่รู้เหรอว่าไผ่เปลี่ยนเวลานอนแล้วนะ นอนเร็วตื่นเช้ามาได้สองเดือนแล้วเก่งป่ะ" ยอดพธูอวด

"ดีแล้วนอนเช้าตื่นบ่ายมันไม่ดีต่อสุขภาพหรอก"ทิพย์วรางค์พูดทั้งที่บางทีตัวเองก็ทำไม่ค่อยได้เพราะถ้าหากหัวแล่นจริงๆเธอก็เคยไม่หลับไม่นอนข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน

"โอเค แล้วไผ่จะพักได้นานเท่าไหร่ล่ะ"

"พักได้นานเท่าที่ต้องการ แต่ฉันคงพักสัก3เดือนมั้ง"

"เลิศ ทิพย์ไปไหนไผ่ไปด้วย งั้นพรุ่งนี้เจอกันเพื่อนรัก"

"โอเคย่ะ" ยอดพธูฟังคำตอบรับของเพื่อนไปด้วยรอยยิ้ม เท่านี้ก็เรียบร้อยเธอมีที่ซุกหัวนอนแล้ว หญิงสาวนอนหงายผึ่งลงบนเตียงนุ่มอย่างสบายใจมากขึ้น

 

รถสองแถววิ่งฝุ่นตลบไปพร้อมปรากฏร่างบอบบางแทบจะหักกลางได้ของยอดพธู เป้ใบใหญ่ยิ่งข่มให้ร่างเล็กๆดูเหมือนเด็กขาดสารอาหาร ศาลาไม้ริมทางคือจุดมุ่งหมายแม้จะไม่แน่ใจว่าคนขับรถสองแถวจะส่งถูกที่หรือไม่ แขนเรียวตวัดกระเป๋ามาไว้ด้านหน้าพร้อมกับวางไว้ข้างตัว เธอก้มลงควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก่อนจะกดหาเพื่อนสนิท หากโทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสาย

"งานเข้า" ดวงตากลมโตมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็วแล้วสายตาก็ไปเจอกับป้ายบ้านไร่สายสุดาจึงค่อยคลายใจว่าน่าจะมาถูกที่แล้ว ก่อนจะบอกตัวเองให้ใจเย็นๆแล้วนั่งยืดขารอเพื่อนโทรกลับหรือไม่ก็เดินทางมารับ จากคำบอกเล่าระยะทางจากทางเข้าไร่ไปถึงตัวตึกด้านในไกลหลายกิโลเมตร คงดูไม่ฉลาดเท่าไหร่ถ้าจะแบกเป้ใหญ่เดินเข้าไปเอง

 เพียงไม่นานก็ปรากฏของสิ่งมีชีวิตสองจุดขึ้นมาจากสุดถนนดิน เธอผุดลุกขึ้นมองอย่างมีความหวังแต่แล้วก็พบว่าเป็นคนบนหลังม้าสองตัวคนหนึ่งเป็นชายอีกคนหนึ่งเป็นหญิง และดูเหมือนทั้งคู่จะไม่ได้สนใจมองมาทางศาลาไม้เลย กลับควบม้าเลยผ่านเข้าไปในทางเข้าไร่ทิ้งให้ยอดพธูยืนตลึงกับภาพที่เห็นด้วยไม่คาดคิดว่าจะพบคนขี่ม้าควบปุเลงผ่านหน้ามา

"เวรล่ะ มัวแต่จู๋จี๋กันไม่ได้มองเล้ยว่าคนยืนอยู่ตรงนี้ไอ่เราก็พลาดที่ไม่ได้ตะโกนถาม เฮ้อ" หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งพร้อมกับยกมือถือมากดอีกรอบจากนั้นก็ทนไม่ไหวเดินไปเดินมาชะเง้อมองทางเข้าไร่พลางคิดไปว่าจะทำเช่นใดต่อดี

 

"พี่จะเลยเข้าไปที่บ้านพักคนงานเลยนะเบญ"

"ได้ค่ะพี่เข้ม" เบญจพรบอกพลางลงจากตัวม้าซึ่งเป็นการออกกำลังที่เธอชื่นชอบและที่สำคัญเธอยังได้ใช้เวลาตามลำพังกับหริชาอีกด้วย แม้ว่าอาทิตย์หนึ่งอาจจะมีเพียงหนเดียวที่หริชาจะไปสำรวจน้ำต้นลำธารที่อยู่ห่างจากไร่นี้และเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเธอกับเขา

ทิพย์วรางค์ที่เพิ่งกลับมาจากไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้แห่งความหลังมองตามหริชาไปก่อนจะหันมามองใบหน้าแช่มชื่นของเบญจพร

"ไปไหนกันมาหรือ"

"สำรวจต้นน้ำค่ะ ฉันขอตัวก่อนนะต้องไปจัดการกับเอกสารต่อ" ทิพยวรางค์ได้แต่พยักหน้าแล้วจึงเดินขึ้นตึกไปยังห้องพักของตน เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เธอต้องรีบกดรับสาย

"อะไรกันมาถึงแล้วหรือแก ฉันไม่นึกว่าแกจะมาถึงเร็วขนาดนี้"

"มิน่า ไม่เอาโทรศัพท์ติดตัวเหรอ ไผ่โทรจนมือจะหงิกแล้ว"

"โทษทีจ้า เดี๋ยวไปขอให้คนไปรับนะรอแป๊บ" ทิพย์วรางค์กระโดดผลุงลงบันไดไปยังโรงเก็บรถแล้วก็พบว่ารถนั้นมีอยู่แต่คนกลับไม่มี  หญิงสาวหันรีหันขวางอยู่สักพักแล้วจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ถอนหายใจทำไม" คำทักนั้นทำให้ทิพย์วรางค์สะดุ้งโหยง

"โหย คุณโจ้มาพอดี ไปรับเพื่อนฉันหน่อยสิคะ"

"อ้าวเพื่อนเธอมาแล้วเหรอ ทำไมมาเช้าจริงสงสัยจะจับรถคันแรกมาเลยสินะ"

"น่าจะอย่างนั้นค่ะ ยัยไผ่เขาเป็นคนคิดเร็วทำเร็วค่ะ ป่านนี้คงหงุดหงิดแล้ว"

"อะไรจะหงุดหงิดง่ายปานนั้น"

"ก็ฉันไปเดินเล่นแล้วไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือไปด้วยน่ะสิคะ เขาโทรมาเป็นสิบสายแล้วค่ะ"

"งั้นรีบไปเถอะ ขึ้นรถสิ" หัสนัยโยนตัวขึ้นรถจิ๊บ ตามด้วยทิพย์วรางค์

"ปกติไผ่เป็นคนอารมณ์ดีมากค่ะ แล้วก็ค่อนข้างตลกๆ ไม่ค่อยหงุดหงิดอะไรกับเขาหรอกค่ะ"หญิงสาวออกตัวแก้แทนให้เพื่อนเพื่อความเข้าใจอันดี

"เธอกับเขาคงสนิทกันมากสินะ"

"ก็ค่อนข้างนะคะ ถึงจะเพิ่งเจอกันได้ไม่นานทางอินเตอร์เน็ต"

"อะไรนะ เธอทำความรู้จักคนจากอินเตอร์เน็ตเนี่ยนะ แล้วถ้าเกิดเขาไม่ใช่คนดีล่ะ"

"คนดีค่ะ เคยไปไหนมาไหนด้วยกันมาพักหนึ่งแล้ว ฉันรับรองได้ถึงเพิ่งคบกันแต่ก็เหมือนคบกันมานานเป็นสิบๆปี"

"อืมม ก็คงจริงเห็นเธอโฆษณาเพื่อนเสียใหญ่โต ทำเอาคุณย่าเคลิ้ม" คำพูดเหมือนเยาะแต่กิริยาสบายๆยิ้มๆเหมือนไม่ได้คิดอะไรทำให้เธอไม่แน่ใจ หากแต่พูดกันได้เพียงเท่านั้นเธอก็มองเห็นยอดพธูโบกไม้โบกมือเหย็งๆจนลืมที่จะขุ่นใจ

รถจิ๊ปจอดเทียบพร้อมฝุ่นที่ตลบแต่หญิงสาวทั้งคู่ก็ไม่ใส่ใจกระโดดจับไม้จับมือใส่กันราวเป็นเพื่อนรักที่ไม่ได้พบเจอกันมาหลายปีทั้งที่เจอกันครั้งสุดท้ายไม่ถึงเดือน

"ไผ่เดินทอดน่องยุบหนอพองหนอรอจนน่องแทบกรอบไปหมดละ" เพียงมองเห็นหน้าเพื่อนยอดพธูก็ตัดพ้อพลางยิ้มเสียจนหน้าบาน  หัสนัยมองดูวงหน้าหวานนั้นด้วยความตื่นตะลึง เพื่อนของทิพย์วรางค์สวยกว่าที่คิด ใบหน้าแจ่มใสและยิ้มที่กว้างขวางยิ่งทำให้น่าดู เจ้าของวงหน้าแจ่มใสชวนให้ติดใจหันมองหัสนัยด้วยความสงสัย

"ไผ่ นี่คุณโจ้ น้องชายของคุณเข้มน่ะ" ยอดพธูยกมือไหว้พร้อมกับก้มหัวลงเหมือนเด็กๆก่อนจะดึงเอากระเป๋าเป้ขึ้นมาจากที่นั่งในศาลาทำให้หัสนัยต้องรีบปรี่เข้ามาช่วย

"มาครับผมเอง หนักไม่เบาเลยนะเนี่ย"

"ไม่เป็นไรค่ะ เป็นของทำมาหากินกับพวกเสื้อผ้าน่ะค่ะไม่หนักหรอกฉันชินแล้ว" ยอดพธูรีบคว้าเป้กลับมาตามประสาหญิงแกร่งอึดถึก เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะโยนและอาจจะทำให้โน้ตบุ้คที่อยู่ด้านในเสียหายได้

"อ้อ มีแล็ปท็อปอยู่ในนั้นหรือ"

"ค่ะคุณโจ้  ทิพย์เป็นไงบ้างไม่เจอกันตั้งเกือบเดือนแหน่ะแก" ดูเหมือนว่ายอดพธูจะไม่สนใจหัสนัยเท่าที่เขาสนใจเธอกลับเกาะเพื่อนแจประหนึ่งตุ๊กแกติดโอ่ง ปากก็ยิ้มพลางพูดแจ้วๆจนทำให้ชายหนุ่มเผลอหันกลับไปมองไม่ได้  ผิวขาวผ่องเป็นยองใยดูเปล่งปลั่งไปทั้งตัว รูปร่างแม้จะแบบบางแต่ก็ดูน่าทะนุถนอม และเหมือนมีเสน่ห์หรือมนต์สะกดอะไรบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างสดใสสดชื่นไปด้วย ทำให้คำสรุปในใจของหัสนัยสำหรับคำจำกัดความเป็นยอดพธูคือ สวยสดชื่นมาก 

ยอดพธูตื่นตาตื่นใจไปเสียทุกอย่างที่เห็น ตั้งแต่ผลไม้เกือบสุกที่ห้อยระย้าลงมาจากกิ่งยันคอกม้าที่อยู่ห่างจากตัวตึกไปพอสมควร แม้จะมาถึงตัวตึกเธอก็ยังชื่นชมไม่ขาดปากชนิดที่ว่าไม่รอคำตอบก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นต่อ

"มีผลไม้ห้อยๆมาแบบนี้น่าเดินเก็บมากเลยนิเก็บไปกินไปเจ้าของคงไม่ว่าใช่ไหม เสียดายนึกว่าทางเข้าไร่จะไกลกว่านี้ไม่งั้นเดินมาเองแล้ว  ตัวบ้านก็สวยจัง สถาปัตยกรรมแบบนี้เหมือนตอนที่เราไปภูเก็ตกันเลยเนาะ"

"ใช่ น่าจะสร้างสมัยเดียวกันล่ะมั้งฉันเองก็ไม่แน่ใจ" ทิพย์วรางค์พูดยิ้มๆอย่างคุ้นชิน ยอดพธูเหมือนเด็กๆที่ตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งรอบข้างอย่างจริงใจพลอยทำให้คนรอบตัวตื่นเต้นปนขำไปด้วย แต่คนที่ไม่ชินกลับมองยอดพธูแทบไม่วางตา

"ถ้าชอบผมพาทัวร์ได้นะ ที่นี่มีที่สวยๆอีกเยอะ"

"เหรอคะ เอาสิ ขอบคุณมากค่ะ"ยอดพธูตอบรับอย่างกระตือรือร้นพลอยทำให้หัสนัยรู้สึกหัวใจพองโต ดวงตาเรียวมองวงหน้าแจ่มใสที่ยังคงมองรอบตัวอย่างทึ่งๆด้วยความติดใจมากขึ้นไปอีก

"ทิพย์เธอจะให้เพื่อนเธอพักห้องไหนนะ"

"ห้องติดกับฉัน"เสียงเรียบๆของทิพย์วรางค์ทำให้ความกระดี๊กระด๊าของหัสนัยหดแฟ่บเล็กน้อย

"แล้วห้องเธออยู่ตรงไหนเดี๋ยวฉันจะช่วยเพื่อนเธอแบกเป้ไปเอง"

"ไม่ต้อง ฉันกับเพื่อนไปกันเองได้ คุณน่ะไม่มีอะไรไปทำหรือไง" เสียงเหวี่ยงๆของทิพย์วรางค์แสดงความหวงเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด

"ไปกันเถอะทิพย์ไผ่อยากเห็นแล้วแหละว่าห้องนอนในบ้านสวยๆแบบนี้จะหน้าตาเป็นยังไง"น้ำเสียงใสๆของยอดพธูทำให้รู้ว่าเธอไม่ได้ใส่ใจกับใครทั้งนั้นทำให้เกิดรอยยิ้มเยาะขึ้นบนใบหน้าของทิพย์วรางค์ ที่หัสนัยรู้ว่ารอยยิ้มนั้นมอบให้แก่เขาอย่างแน่นอน

หัสนัยมองดูหญิงสาวทั้งคู่ที่พากันขึ้นไปบนชั้นสองของตัวตึกด้วยความรู้สึกฮึดฮัดไม่น้อย

"หวงเพื่อนจริงนะ เอ...หรือว่าหึงกันแน่ ห้าวเสียอย่างนั้น"ชายหนุ่มพึมพำเข่นเขี้ยวตามหลังไป แต่แล้วก็กลับคลายลงเมื่อนึกได้ว่าคนชื่อแปลกจะต้องอยู่ร่วมบ้านกับตนไปอีกนาน

 

"ระวังอีตาโจ้หน่อยนะไผ่ ตานี่ท่าทางเจ้าชู้ยักษ์"

"หืม เหรอ เอ...แต่เขาก็ดูดีนี่ ไม่เห็นจะหน้าหื่นเลย เอ๊ะหรือเขาเจ้าชู้กับแก"

"บ้า เธอไม่รู้อะไร เขาน่ะร้ายเป็นที่สุด ลองอยู่ไปก็จะรู้ นี่ขนาดฉันมาถึงไม่กี่วันยังรู้เลยว่าเขาน่ะปากจัดกัดไม่ปล่อย พูดจาไม่มีหูรูด แล้วตอนฉันอายุไม่ถึงสิบขวบเขาแกล้งฉันจนฉันเกือบตาย" เมื่อได้ทีทิพย์สุรางค์ก็ต้องเผาคู่อริเก่าไว้ก่อน

"จริงเหรอ แย่จังหน้าตาท่าทางก็ดีไม่น่าเป็นคนแบบนั้นไปได้เลย"

"ใช่ไหมล่ะ"ทิพย์วรางค์หยุดตรงทางแยกตรงกันข้ามกับบันไดใหญ่แล้วชี้ให้เพื่อนดู

"ตรงมุมโน้นน่ะห้องพระฉันจำได้ว่าแกชอบไหว้พระนั่งสมาธิ  ไม่ค่อยมีคนเข้าไปหรอกมั้งแต่ฉันเคยไปย่องดูน่าจะทำความสะอาดเป็นประจำเพราะไม่ค่อยมีฝุ่นเท่าไหร่"

"โอ...เค" ยอดพธูหยักหน้ารับพร้อมด้วยคำที่ติดปาก

"แต่เดินดีๆล่ะฟากนั้นเป็นฟากผู้ชายที่ติดกันน่ะห้องคุณเข้ม อีกข้างก็ห้องคุณโจ้อย่าย่องเข้าผิดห้องล่ะกัน" ยอดพธูหัวเราะลั่นพลางเดินตามเพื่อนไปยัง 'ฟากผู้หญิง'              

"ว่าแต่ไหนเล่าให้ฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเผ่นมาอย่างนี้ แล้วพี่ตาลว่ายังไงบ้าง"

"อย่าให้เล่าเลย ไผ่อยากลืมๆไปจะแย่  เออใช่ ตอนที่ไผ่มาถึงที่นี่น่ะไผ่เห็นผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งขี่ม้าเข้ามาในไร่นี่ ท่าทางหน้าตาดีเลยล่ะคงเป็นคุณเข้มว่าที่เจ้าบ่าวทิพย์ใช่ป่ะ"

"อ๋อคงใช่ เฮ้ย บ้าล่ะเธอ คุณเข้มไม่ใช่ว่าที่เจ้าบ่าวของฉันสักหน่อย ผู้หญิงที่ขี่ม้าด้วยก็เป็นเหมือนๆกับฉันนี่ล่ะชื่อเบญ ได้ยินมาว่ามีเชื้อมีสายผู้ดีเก่า แต่ก็มาอยู่ช่วยทำงานที่นี่กับให้คุณเข้มเลือกนี่ล่ะ" สีหน้าเรียบนิ่งของทิพย์วรางค์คลายลงเมื่ออยู่กับเพื่อนสนิท มิหนำซ้ำยังมีแววขี้เล่นออกมาให้เห็น

"เออ ตลกดีนะ อย่างกับย้อนยุคไปหลายสิบปีมีเลือกคู่ แต่ก็ว่าไม่ได้ขนาดคุณป้านุดียังย้อนไปเป็นแม่สื่อแม่ชักได้เลยนิ" ทิพย์วรางค์อมยิ้มจนดวงตาคมแพรวพราวขึ้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าก็ต้องตกกระไดพลอยโจนมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเช่นกัน และดูว่าเจ้าตัวจะไม่รู้สึกเสียด้วยว่าโดนเพื่อนอย่างเธอตลบหลังเข้าให้แล้ว แม้ว่าที่นี่จะเคยเป็นที่ที่เธอเคยอยู่มาก่อน แต่ก็เป็นเวลาเนิ่นนานเต็มทีที่ไม่ได้กลับมาเยือน การที่มีเพื่อนสนิทที่นิสัยไปในทางเดียวกันมาอยู่ด้วยเช่นนี้ก็ทำให้อุ่นใจขึ้นไปอีกว่าเมื่อถึงคราวเผ่นไปด้วยกันคงหาข้ออ้างได้ง่ายกว่า

"ฉันว่าเธออาบน้ำสระผมก่อนดีไหม หัวแดงเชียว"

"อ้อ ลุงคนขับรถสองแถวเขาซิ่งซะลืมลูกเลยล่ะ"ยอดพธูจับผมตัวเองมาดูแล้วหัวเราะฮิฮะ ก่อนจะจัดการกับกระเป๋าเป้ของตัวเองในทันที

"เดี๋ยวฉันจะไปรอด้านล่างนี่ก็ใกล้เที่ยงแล้วเธอคงหิว อาบน้ำเสร็จลงไปเจอกันนะ"

"โอเค คุณเพื่อน" เมื่อทิพย์วรางค์ปิดประตูห้องแล้วยอดพธูจึงเดินไปล๊อคประตูตามหลังก่อนจะมาจัดแจงเสื้อผ้าของตน แล้วจึงมองรอบห้องด้วยความสนใจ เครื่องเรือนเก่าแก่พื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ลื่นเท้า สวรรค์แท้ๆ

มือเล็กทำงานอย่างรวดเร็วด้วยการถ่ายเทเสื้อผ้าในกระเป๋าเป้ ก่อนจะวางเครื่องมือหากินไว้บนโต๊ะแล้วจึงผลัดเปลียนเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำไปพร้อมเสียงผิวปากสบายอารมณ์  เมื่ออาบน้ำเสร็จมือก็ไล้ครีมบำรุงลงบนใบหน้าอย่างแคล่วคล่องว่องไวเมื่อตบท้ายด้วยแป้งพับเสร็จก็จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางจากนั้นจึงเดินลงบันไดไป

โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #20 Romance7 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 / 00:52
    อยากอ่านต่อแล้วนะค่ะ .. ช่วยอัพไวๆด้วยเถอะค่ะ .. มันติดลมบนไปแล้วนะเอ่อ อิอิ
    #20
    0
  2. #18 น้องสี่น้ำตาล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2556 / 17:28
    #18
    0
  3. #17 คุณแม่ลูกสอง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2556 / 00:09
    นิยายคุณรอมแพงเหมือนสารเสพติด...ย่ิงเสพย์ก็ย่ิงอยากอ่าน...พอไม่ได้อ่านก็ทุรนทุราย...555...กลับมาอัพไวๆนะค่ะสงสารรีดเดอร์ตาสีน้ำตาล(อิอิ)...หรือถ้าจะให้ดีรีบๆพิมพ์เป็นเล่มเลยดีกว่าค่ะ...พร้อมจะไปสอยมาครองแล้วววว...^_^...
    #17
    0
  4. #16 คุณแม่ลูกสอง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2556 / 23:52
    เย้!!!...อัพซะที...คิดถึงมากมาย
    #16
    0