[fic BTS]วาเลนไทน์ KOOKV HOPEV NUMJIN YUNMIN

ตอนที่ 1 : #1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ต.ค. 63

ร่างบางอยู่ในชุดผ้าไหมสีขาวปักลวดลายเป็นลวดลายที่คนธรรมดาอ่านไม่ออก ด้ายที่ใช้ปักก็เป็นสีขาวเช่นกัน มีสีเดียวที่ตัดกับสีขาวคือผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนที่คลุมป้องกันความหนาว ผมสีขาวธรรมชาติถูกปล่อยสะเปะสะปะไม่จัดทรง ดวงตาสีฟ้าอ่อนจนเหมือนมันจางไปจดจ้องไปที่คัมภีร์ นิ้วเรียวสวยกดพู่กันเปื้อนหมึกตวัดลงบนคัมภีร์ม้วนหนาที่ตอนนี้กางแบอยู่ที่พื้น การกระทำทุกอย่างมันทำให้คนตรงหน้าน่าหลงใหล… เป็นคนที่ไม่มีสีสัน ที่งดงามที่สุด

“นายเขียนอีกแล้ว?”

เสียงเรียกของเพื่อนสนิทเรียกความสนใจของเขา

“นึกออกก็ต้องรีบเขียนเลย ไม่งั้นเดี๋ยวลืม”

“เขียนไปนายก็ไม่รู้ความหมายของมันอยู่”

“แต่มันออกมาจากหัวเรา มันน่าหลงใหล”ไม่ใช่แค่พูด เขาก็มองมันอย่างหลงใหลเช่นกัน

“ฉันอ่านไม่ออก”

“เราก็อ่านไม่ออก”ผมตอบมิไฮทันที

มิไฮคือเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวของผม มิไฮมีเลือนผมสีบลอนเงิน นัยตาสีน้ำตาลอ่อนกว่าผมอีก มิไฮอยู่ในชุดผ้าไหมสีกรมผูกผ้าสีขาวไว้ที่เอวเพื่อความกระชับ ต่างจากผมที่ชอบใส่สบายๆมากกว่า ที่สำคัญรอบคอของมิไฮมีผ้าพันคอสีกรมพันรอบอยู่

“ทุกวันนี้นายยังฝันอยู่ไหม”

“...ฝันสิ”

ผมฝัน ฝันที่แปลกจนเพื่อนรักสงสัย ผมฝันเห็นสิ่งแปลกๆที่อ่านไม่ออก เหมือนในคัมภีนี้นั้นละ ตื่นมาผมก็จดมันเท่าที่จะจำได้ จนตอนนี้มันม้วนใหญ่อ้วนเท่าผมแล้ว

“วาเลนไทน์”

“?”

“ผู้นำหมู่บ้านบอกว่ามีคนติดต่อมาว่าจะมาหมู่บ้านเรา3คน ช่วงนี้นายก็อย่าออกไปไหนบ่อยละ”มิไฮเตือน

“อื้ม เข้าใจแล้ว ความจริงมิไฮไม่ต้องห่วงเรื่องนี้มากก็ได้ เราไม่มีใครให้ไปคุยด้วยหรอก^^”

“ดึกๆก็ไม่ต้องออกไปไหน เข้าใจไหม”

“เราเข้าใจแล้ว”

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูทำให้เราหันไปสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ผมตัดสินใจเดินไปเปิดประตูบ้านของตัวเองเพื่อมองดูว่าใครกันที่มาบ้านผม??

“มิไฮละ?”ผู้มาเยือนถามขึ้นทันทีที่เห็นผม

“มิไฮอยู่ข้างใน”

“เรียกมาให้ที”

ผมหันกลับมาสบตากับมิไฮ มิไฮน่าจะได้ยินที่ เจเนตพูดแล้ว เธอเป็นคนในหมู่บ้านนี้เช่นเดียวกับพวกเรา สำคัญคือเขาไม่ชอบผม… เพราะอะไรผมก็ไม่รู้หรอก

“มีอะไรหรอ”มิไฮเดินไปรับหน้าแทนผมแล้ว

“ผู้นำหมู่บ้านฝากนี่มาให้นายกับวาเลนไทน์ รับไป”เจเนตยัดจดหมายใส่มือของมิไฮ

“ขอบใจ”

“ดูแลตัวเองด้วย”เจเนตพูดและหันหลังเดินออกมา

ในความจริงแล้วไม่มีใครอยากจะมายุ่งกับบ้านหลังนี้เท่าไหร่หรอก คนในหมู่บ้านเชื่อกันว่าผมถูกสาป ตามที่บรรยายไปก่อนหน้านี้ ผมไม่เพียงมีสีผมสีขาวและนัยตาที่สีอ่อนมาก ไม่ว่าคิ้วทรงสวย ขนตาแพรงามนั้นก็เหมือนสีขาว ผิวก็ขาวใสดั่งหิมะ เป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่าผิวเผือก แต่สำหรับมิไฮก็ไม่ได้มองว่ามันผิดธรรมชาติยังไง ผลตรวจออกมาแล้วว่าไม่ร้ายแรงถึงขึ้นเป็นโรคนั้น สิ่งที่ต้องระวังก็ไม่มี ผมสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ดีกว่าคนหลายคนด้วยซ้ำ

หมู่บ้านของเราอยู่ในเขตหนาวชื้นไม่มีปัญหาเรื่องแสงแดด พวกเราอาศัยอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช้เงินตรา ใช้การแลกเปลี่ยนในการใช้ชีวิตซะส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ใช้เลยนะ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ใช้กัน เงินตราที่ว่าคือเงินหรือไม่ก็ทองเท่านั้นละที่คนที่จะใช้แลกกัน พวกเราเชื่อในเทพเจ้าและสัตว์ในตำนาน

สีผมและสีตา สีผิวของเราล้วนเป็นสีอ่อน และผมจะผิวเผือกมันจะผิดตรงไหนกันละ?

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ มีคนลือกันไปว่าผมถูกสาป… ผมเป็นแวมไพร์

และมันก็ใช่อะนะ…

“อะไรน่ะ”ผมถามเมื่อเห็นจดหมายแปลกๆนั้น

“ประทับตราของหมู่บ้านด้วย มันต้องเป็นงานของหมู่บ้านแน่ๆเลย เห้อ”มิไฮถอนหายใจ

“เปิดสิๆ”

“ถึงมิไฮ ไมเรนเกอร์, วาเลนไทน์

เมื่อวันที่ 5 เดือน 8 ที่กำลังจะมาถึงนี้ มีคนติดต่อว่าจะเข้ามาหมู่บ้านเพื่ออยู่อาศัยและะท่องเที่ยว หากแต่ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทางเราอยากให้พวกเจ้าทั้ง 2 พาตัวเขาเข้ามาแนะนำที่สำนักหมู่บ้าน

ติดต่อสำนักหมู่บ้าน เบอร์บิว

จาก ผู้อาวุโสเหลาเออร์”

“...เราต้องไปหรอ”

“งานของหมู่บ้านแบบนี้มีค่าแลกเปลี่ยน”มิไฮพูดถึงข้อดีของมัน

“เราไม่ได้เดือดร้อนเงินทอง เผลอๆของแลกเปลี่ยนอาจจะเป็นปลาสักตัวก็ได้”ผมพูดติดตลก

“ทำยังไงได้เล่า น่าเบื่อเนอะ ทำไมต้องเป็นเราก็ไม่รู้”

“นั้นสิ ทั้งๆที่ไม่มีใครอยากเจอเราแท้ๆ แต่ผู้อาวุโสเหลาเออร์อยากให้เราออกไปข้างนอกจัง”

“อย่าพูดอย่างงั้น”

“^^”

“งั้นเราไปกันเถอะ”

“หะ??”

“ก็วันนี้ เป็นวันที่5”

…เจเนตคงทำใจนานถึงจะเอาจดหมายมาให้เราสินะ

“เราเบื่อแล้ว”

“...เห้อ”

“เราเบื่อ เมื่อไหร่เขาจะมาเสียที ผู้อาวุโสเหลาเออร์ได้ระบุเวลาหรือเปล่า”ผมถาม เพราะเรามารอที่ทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อบ่ายตอนที่เราได้รับจดหมาย แต่จนตอนนี้2ทุ่มแล้ว เราก็ยังไม่เห็นวี่แววของใครสักคน

ผู้อาวุโสเหลาเออร์โกหกเรางั้นหรอ

“นายเก็บราสเบอรี่กินจนจะหมดต้นแล้ว กินต่อให้มันหมดเขาคงมา”

“:( อิ่ม”

“งั้นก็บันทึกคัมภัร์นั้นไปสิ”

“เรากำลังรอให้มิไฮพูดถึง”ผมพูดและกางคัมภีร์ม้วนโตข้างหลังออกเล็กน้อย ผมทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นหญ้าและหยิบพู่กันขึ้นมา แต่ก็ต้องค้างอยู่หลายนาที เพราะนึกไม่ออก

“จำไม่ได้หรอ ระหว่างวันนายเราแต่พูดว่า เพราะว่าต้องมารับผู้มาใหม่เลยอดเขียนต่อ ทีนี้เขียนไม่ออกหรอ?”

“อืม”ผมพยักหน้า“อ้ะ”ผมร้องและจรดพู่กันลงบนกระดาษคัมภีย์ม้วน แน่นอนว่าตอนนี้เวลา2ทุ่ม ฟ้ามันมืดมากแล้วสำหรับเขตหนาวชื้น แต่สายตาของผมก็ยังคงมองเห็นสิ่งต่างๆชัดเจณ มีแต่มิไฮที่ต้องอาศัยไฟจากเทียนหอมตลับเล็กที่ผมพกมาด้วย

“นั้นใครน่ะ”ผมเงยหน้าขึ้นทันที ผมเคยพูดแล้วว่าความมืดไม่ใช่ปัญหาของผม ผมจ้องไปที่เบื้องหน้า มือก็ม้วนคัมภีย์เก็บสะพายไว้ข้างหลังทันที

“ฉันเป็นแขก”คนที่ผมมองเห็นนั้นเดินออกมาจากความมืดแต่โดยดี เขาถูกแสงเทียนในมือของมิไฮทำให้มองเห็นเขาได้ชัดขึ้นสำหรับมิไฮ

“คุณเป็นใคร”มิไฮถามขึ้น

“ผมเป็นคนที่ขอเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านของคุณวันนี้”เขาพูดขึ้น นี่คือน้ำหน้าของคนที่ปล่อยพวกผมยืนรอกันจนรากงอกสินะ

เขาเดินเข้าป่ามาทางเข้าหมู่บ้านเราโดยที่ไม่มีแม้แต่ตะเกียงไฟหรอ?? มันแปลก และผมก็รู้สึกระแวงเขา มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...

“มืดแล้ว เราเข้าหมู่บ้านกันเถอะ”มิไฮมองผมอย่างประหลาดใจ แต่ก็เดินหันหลังเข้าหมู่บ้าน ทางเข้าหมู่บ้านอยู่ห่างจากจุดที่ผู้คนอาศัยอยู่พอสมควรผู้อาวุโสเหลาเออร์เลยต้องการให้คนมารับแขกสินะ

เราเดินกลับมาโดยที่อาศัยแสงเทียงจากเทียนตลับในมือมิไฮเท่านั้น สำหรับผมมันไม่ใช่ปัญหา และผมก็สงสัยว่าสำหรับแขกคนนี้ก็ไม่เป็นปัญหาด้วยเหมือนกัน

เราเดินกันประมาณ10นาทีก็เริ่มเจอแสงสว่าง มิไฮก็เป่าเทียนหอมตลับของผมดับไป

เรามุ่งหน้าไปที่สำนักหมู่บ้าน เพื่อที่จะติดต่อเบอร์บิว เขาเป็นคนทะเบียนของหมู่บ้านเรา

“ฉันต้องทำยังไง”

“เข้าไปหาคนที่ชื่อเบอร์บิว”มิไฮพูดส่งท้ายแค่นั้น

“นายน่ะ”

“...”ผมเงียบไม่ได้ตอบอะไร

“เข้าไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”เขาพูด

“อืม เราเข้าไปกันเถอะ”มิไฮเออออตามและเดินเข้ามาในสำนักหมู่บ้าน

“เบอร์บิว”

“มิไฮ วาเลนไทน์?”เบอร์บิวทักขึ้น

“เราพาเขามา”มิไฮพูดและชี้ไปที่คนแปลกหน้าคนนั้น

“เข้าใจแล้ว คุณชื่ออะไรครับ”

“ซิสโก้ เอ็ม”

“เขียนตรงนี้”เบอร์บิวพูดและยื่นกระดาษต่างๆนาๆให้เขาเซ็น ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร เพราะผมเกิดและโตมาที่นี่

“คุณมีที่อยู่ที่เตรียมไว้ใช่ไหม?”

“...”

ความเงียบปลกคลุมทันที เพราะว่าซิสโก้คนนี้ส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“กลับเถอะมิไฮ”ผมรู้สึกถึงปัญหาเลยดึงแขนเสื้อมิไฮเชิงบอกว่า เผ่นเถอะ เร็วเข้า

“อืม”มิไฮพยักหน้ารับทันที

“มิไฮ”

“.......”มิไฮชะงักกึก

“กลับบ้านดีกว่า ง่วงเนอะ”ผมเนียน

“วาเลนไทน์”

“...”

“ช่วยดูแลเขาก่อนคืนนึงได้หรือเปล่า^^ ผู้อาวุโสเหลาเออร์เขาออกไปนอกหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เราไม่มีที่อยู่ให้เขานะ”

ใช่ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว มันไม่มีโรงแรมให้เขาพักหรอกนะ เข้าป่าไปดิเว้ย- -.

“คือถ้าพวกนายไม่ช่วย คืนนี้เขาคงต้องกลับไป หรือไม่ก็หาที่นอนแถวบันไดหรือหน้าประตูบ้านใครสักคน คงน่าสงสารแย่”

“- -”ซิสโก้มองเบอร์บิวแบบ ‘นายจะหาเรื่องกันใช่ไหม’

“เอาไงดี”มิไฮกระซิบถาม

“ไม่รู้”

“งั้นฉันไปนอนบ้านคนที่ชื่อมิไฮได้หรือเปล่า”ซิสโก้พูดขึ้น

“ไม่ได้!”ผมปฏิเสธทันที

“แฮ่ม”เบอร์บิวมองผมอย่างตำหนิ อะไร! ก็ผมไม่ไว้ใจ

“หรือนายอยากให้ฉันไปนอนบ้านนาย วาเลนไทน์...”เขารู้ชื่อผมกับมิไฮแล้วสินะจากที่เบอร์บิวเรียก

“เหอะ งั้นมิไฮนายมานอนบ้านฉันและให้เขานอนบ้านนายไป แต่นายห้ามแตะต้องของทุกอย่างในบ้านของมิไฮ นายตกลงไหม”

“ตกลง”เขาตอบปัด

“ชิ ไม่ชอบเลย”

“ใจเย็นน่ะ”มิไฮแตะแขนผมเบาๆเหมือนจะดึงสติ

เรากลับมาถึงบ้านแล้ว ความจริงบ้านผมกับบ้านมิไฮอยู่ข้างกันนี่เอง มิไฮก็มานอนที่บ้านผมบ่อยๆ มิไฮเคยอยู่กับแม่ แต่ตอนนี้แม่ของมิไฮเสียแล้ว ท่านเสียตั้งแต่มิไฮอายุ7ขวบ เลยอยู่ในการอุปการะจากผู้อาวุโสคนก่อน ผู้อาวุโสเวโซ่ และเขาเป็นคนเดียวกับคนที่เลี้ยงผมมาเช่นกัน

“นายอาบน้ำนอนเลยเถอะ”

“นายจะกินอะไรก่อนไหม”มิไฮถาม

“ไม่ละ เขาอยู่ใกล้แค่นี้ เราไม่อยากให้เขาระแคะระคาย เราไม่ไว้ใจเลย”ผมตอบและจุดเทียนตลับ5อันและวางไว้ข้างเดียวฝั่งละ2หัวเตียง1

ผมยื่นตะเกียงให้กับมิไฮ เพื่อที่จะให้มิไฮใช้เป็นแสงสว่างตอนอยู่ในห้องน้ำ

ใช่แล้วละ บ้านผมไม่ต่อใช้ไฟฟ้าอย่างบ้านอื่นเนื่องจากผมไม่จำเป็นต้องใช้ไฟผมก็สามารถมองเห็นในความมืดได้ และอากาศของที่นี่ก็ดีค่อนไปทางหนาวด้วยซ้ำ ผมเลยไม่ต้องการแอร์ และมิไฮก็อยู่กับผมได้ บ้านของผมเป็นบ้านหลังใหญ่ เป็นบ้านเก่าของผู้อาวุโสเวโซ่ที่รับเลี้ยงผมกับมิไฮมา แต่ท่านเสียไปตั้งแต่ผมอายุ10ขวบแล้วละ ผมเลยสนิทกับจีมิน มากกว่าเพื่อนสนิท เราเหมือนพี่น้องที่ไม่ใช่พี่น้อง

“โอเค”

ก่อนวันเกินวาเลนไทน์ อายุ13ปี

วันนี้เป็นวันเกิดของผม มิไฮเอาขนมปังครีมสดและเบอรี่ป่าที่เก็บได้ในป่าในสวนของหมู่บ้านมายำรวมกัน พร้อมกับปักเทียน13ดอก

“ขอบคุณนะมิไฮ”

“สุขสันต์วันเกิดนะ^^”มิไฮลูบศรีษะผมเบาๆ

เรานั่งทานเค้กประดิษฐ์กัน2คน มันอร่อยมากเลยละ ความอร่อยที่ไม่ได้อยู่ที่เค้ก แต่อยู่ที่คนที่เรากินด้วยต่างหาก ความอบอุ่นของความมีครอบครัว มีแค่มิไฮเท่านั้นละที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้

“ขอบคุณมากนะ^^”

00:00

“เฮือก!!!!”ผมสะดุ้งขึ้นมาจากที่นอน ร่างกายเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายสั่นเทาไปหมด กะ เกิดอะไรขึ้น ผมกวาดสายตามองรอบตัวอย่างประหลาดใจ ทั้งๆที่มันมืดมากแท้ๆ แต่ผมกลับมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจณ แม้แต่ไยแมลงมุมที่มุมห้องผมก็ยังมองเห็นได้ชัดเจณ ทำไมละ?

หิว หิวน้ำ

ผมพุ่งตัวรุกจากเตียงและตรงไปที่ห้องครัวทันที ผมเปิดตู้เย็นและคว้าขวดแก้วที่บรรจุน้ำไว้ออกมา ผมเปิดจุกออกและกรอกมันลงคออย่างไม่คิดชีวิต ตอนนี้ลำคอของผมแห้งพรากไปหมด มันทรมาณมาก…

จนกระทั่งมันหมด อาการกระหายน้ำของผมมันไม่ได้บรรเทาได้เลย! 

ผมลุกและเดินพรวดพราดออกมาจากบ้านทันที ทั้งๆที่ผู้อาวุโสเหลาเออร์ย้ำเตือนนักเตือนหนาว่าเป็นไปได้ห้ามทุกคนออกจากบ้านตอนกลางคืน

ปัง ปัง ปัง!!!

“มิไฮ!!”

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!!!

“เปิดประตูที!”

ไม่มีเสียงตอบรับ ผมหอบหายใจลำคอแห้งพราก ผมต้องการน้ำ! ตอนนี้!! ในปริมาณมากๆด้วย มิไฮ

เหมือนสติสัมปชัญญะได้ถูกช่วงชิงไป ตอนนี้ผมเหมือนจะมีสติ แต่ไม่สามารถควบคุมร่างกายต้วเองได้อีกแล้ว

“วาเลนหรอ?”เสียงคนที่พูดขึ้นอยู่คนละฝั่งของประตู

แก๊ก

“ว่าไงหรอวาเลน เกิดอะไรขึ้น”มิไฮปรากฏตัวต่อหน้าผม อีกฝ่ายขยี้ตาอย่างง่วงงุนเมื่อถูกปลุกกลางดึก

หมับ กึก!!

“!!! อึก วาเลน!”ผมพุ่งเข้าหามิไฮทันที คมเขี้ยวที่งอกขึ้นมากัดเขาลงที่เส้นเลือดฝอยบริเวณต้นคอ โดนเลี่ยงเส้นเลือดใหญ่ มิไฮจะต้องไม่ตาย…

“เจ็บนะ!! วาเลน?!”ใบหน้าเหยเกของมิไฮยังคงตรึงใจผมจนถึงทุกวันนี้ มิไฮจะผลักออกก็ไม่กล้า เพราะในขนาดที่ถูกกัด และผละออกทันทีแผลมันต้องเหวอะหวะเป็นแน่

ผมดูดเลือดจากรอยแผลที่มาจากเขี้ยวของผม ไม่นานนักปากแผลก็ถูกดูดจนเขียวช้ำ เลือดไม่ไหลแล้ว มันทำให้ผมลดกระหายไปได้

“มิไฮ… มิไฮ!!”

ผมมองสภาพเพื่อนสนิทที่เหมือนจะวูบหมดสติ มิไฮ?! ผมเป็นคนทำ? ผมเป็นคนทำหรอ เกิดอะไรขึ้น?

“มิไฮ! ไหวไหม! ฮึบ”ผมพยุงร่างของมิไฮและพาเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นในบ้านของมิไฮ

และนับจากนั้นมา ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กอายุ10ขวบที่ผู้ใหญ่เกรงกลัว จนผมในตอนนี้อายุ13 ไม่มีใครอยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยซ้ำ…

กลับมาปัจจุบันเถอะ…

ผมกับมิไฮได้รับหน้าที่ดูแลซิสโก้ เราพาเขาไปพบกับผู้อาวุโสเหลาเออร์อีกครั้งในตอนเช้า แน่นอนว่ามิไฮไม่ต้องการให้ใครมาอยู่บ้านตัวเองหรอก ผมก็ไม่อยากให้เขามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผมเช่นกัน ถ้าเขารู้เรื่องของผม มันจะแย่เอา

“สวัสดี”ซิสโก้ทักผู้อาวุโสเหลาเออร์อย่างไร้ความเคารพและอารมณ์

“สวัสดี เธอคือซิสโก้ เอ็มสินะ ฉันผู้อาวุโสเหลาเออร์ เป็นผู้นำหมู่บ้านนี้”

ซิสโก้พยักหน้าเล็กน้อยในเชิงรับรู้

“ก่อนที่เธอจะติดต่อขอเข้าหมู่บ้านเราเธอคงรู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้ต้อนรับคนนอกมากนัก แต่สภาอาวุโสพึ่งจะลงมติกันเมื่อไม่นานว่าเราควรเปิดหมู่บ้านรับนักท่องเที่ยวหรืออย่างอื่น”

พวกเราฟังอย่างไม่ใส่ใจนักเพราะเรื่องนี้เรารู้อยู่แล้ว ก็เราเป็นคนในนี่นา ติดที่ซิสโก้ที่ต้องเป็นคนใส่ใจกับทำหน้าเบื่อเลยมองไปนอกหน้าต่างอย่างไม่คิดจะสนใจคำพูดของผู้อาวุโสเหลาเออร์เลยแม้แต่น้อย

“หมู่บ้านเราอยู่กับธรรมชาติโดยสมบูรณ์ เราไม่ใช้เงินตรา แต่มีสิ่งมีค่าที่ใช้แลกเปลี่ยนได้ คือเงินและทองคำ เธอมีหรือเปล่า”ผู้อาวุโสเหลาเออร์ถามตรงๆขนาดนี้เลยหรอ?? มันคล้ายกับจะหมายความว่า ไม่มีนายก็อยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกนะ

ซิสโก้ไม่พูดอะไรมาก เขาหยิบทองคำรูปพรรณจำนวนหนึ่งขึ้นมา ทองคำมีค่ามาก แค่แหวนวงนึงก็สามารถแลกข้าวปลาอาหารจากคนในหมู่บ้านได้เกือบปีเลยละ แต่เขาหยิบออกมาเป็นกำมือ? แต่ถึงยังไงก็เถอะ หมู่บ้านเรามีทุกอย่างอยู่แล้ว พืชพรรณสามารถเติบโดยได้ สัตว์น้อยใหญ่ก็สามารถหาได้ในป่า เราไม่จำเป็นถึงขั้นต้องใช้ทองคำในการแลก ส่วนใหญ่ในมีทองคำหรือเงินก็จะเก็บไว้เป็นสมบัติเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น บ้านผมปลูกผัก และวันนี้มิไฮตกปลามาได้3ตัว มิไฮเอาผักไป ผมเอาปลามา1ตัวอะไรแบบนี้ ถึงผมกับมิไฮจะกินข้าวด้วยกันก็เถอะ

“อืม แน่นอนว่าคนของเราไม่ขัดสน หากเธอจะอยู่ที่นี่ก็ต้องปฏิบัติตามกฏของที่นี่ เบอร์บิว”

เบอร์บิวที่ถูกเรียกก็ยื่นหนังสือเล่มขนาดกลางเล่ม1ไปให้ซิสโก้ เขารับมันไว้และยัดมันใส่กระเป๋าที่พกติดตัวอย่างไม่ใส่ใจนัก

“นี่มันคือหนังสือ ที่เขียนกฏของที่นี่ไว้”เบอร์บิวอธิบาย

“และข้อ1ที่สำคัญ พยายามอย่างออกมาข้างนอกตอนค่ำมืด”ผู้อาวุโสเหลาเออร์พูด

“นั้นคือข้อบังคับหรือเปล่า?”

“นั้นแค่เตือนน่ะ”เบอร์บิวตอบแทน

“และฉันจะต้องไปอยู่ที่ไหน ฉันอยากได้บ้านสักหลัง”ซิสโก้พูดอย่างเอาแต่ใจ

เอาแต่ใจจริงแหะ

“เราไม่มี ถ้านายอยากได้ นายต้องสร้างเอง”มิไฮพูด

ซิสโก้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“หากนายไม่ติด เราให้นายยืมผ้าใบไปทำเต้นท์นอนได้ สนใจไหมละ”ผมกระตุกยิ้มอย่างหวังกวนอีกฝ่าย

“เหอะ บ้านนายก็ใหญดีนี่ วาเลนไทน์”ซฺสโก้พูดขึ้น ทำไมผมรู้สึกถึงรางไม่ค่อยดี- -

“...”ผมเก็บปากเงียบ

“ถ้าฉันจะขอเช่าห้องสักห้อง :)”

“เห็นทีจะไม่สะดวก!”ผมปฏิเสธทันที

บ้านของผมเป็นบ้านหลังเก่าของผู้อาวุโสเวโซ่ เขาเป็นคนเลี้ยงผมมา และเขาไม่มีญาติหรือลูกหลาน เขารับผมเป็นหลานของเขา เพราะงั้นหลังเขาตาย ผมก็สามารถอยู่ต่อได้ หมู่บ้านเราไม่ถืออะไรมากมาย สังเกตุจากกฏหมู่บ้านที่สามารถบรรจุลงในหนังสือเล่มขนาดกลางได้

“หึ หรือนายมีความลับอะไร ที่บอกใครไม่ได้หรืออย่างไร”ซิสโก้มองผมอย่างยั่วอารมณ์โมโห และผมก็ค่อนข้างโมโหและไม่ถูกชะตากับเขาเป็นพิเศษ

“วาเลนไทน์”มิไฮเรียกให้ผมสงบอารมณ์

เจ้านี่ต่างหากที่ปั่นหัวเรา! มิไฮ!

“อดีตบ้านของผ้อาวุโสเวโซ่ก็หลังใหญ่ใช่ย่อย”เบอร์บิวพูดเสริม

“เรามีทองคำมากโข ไม่ต้องการของของนายหรอก ไปหาบ้านหลังอื่นอยู่เถอะ”ผมพูดและหลบตาเขา

“ฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้เท่าไหร่ผู้อาวุโสเหลาเออร์ แต่คิดว่ารู้ถึงเรื่องแปลกระหว่างทางมาที่นี่ เรื่องเล่าลือเกี่ยวกับปีศาจ คำสาปหลายสิ่ง ช่างน่ากลัวเสียจริง”

คำพูดคำจาเปื้อนยิ้มนั้นมันชวนโมโหเหลือเกิน!

“เรื่องนั้นเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้นละ”ผู้อาวุโสเหลาเออร์เพียงแต่ได้หลบตาซิสโก้จอมวายร้าย

“ว่าไงดี วาเลนไทน์ นายมีความลับอะไรถึงได้รังเกียจแขกของหมู่บ้านเช่นเราได้ถึงเพียงนี้”

“งั้นทองคำ2ทรอยออนซ์ต่อ7วันเห็นทีคงจะไม่เป็นไร”ผมยื่นข้อเสนอเสียเปรียบให้กับเขา คนมีสมองที่ไหนจะยอมแรกทองคำ2ทรอยออนซ์ต่ออาทิตย์กันเล่า!

“นั้นไม่เป็นปัญหา”

“...นาย”ผมถลึงตาใส่เขาอย่างไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด

“...”มิไฮกุมขมับอย่างปวดหัว

“งั้นตกลงเอาตามนี้”ซิสโก้สรุปเองเออเอง

“มิไฮ!!”ผมหันไปฟ้องมิไฮทันที

“เดี๋ยวค่อยคุยเถอะ”มิไฮระงับศึกไว้เพียงเท่านี้ เพราะสีหน้าของผู้อาวุโสเหลาเออร์กับเบอร์บิวที่ดูลำบากใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“หึ่ย”

“:)”

ทองคำจำนวนหนึ่งวางกองอยู่เบื้องหน้าของผม ของซิสโก้นั้นละ

“ชิ”

“ตกลงตามนี้ ทองคำพวกนี้แท้แน่นอน นายจะตรวจสอบก่อนก็ได้ ว่าแต่จะให้ฉันอยู่ห้องไหน”ซิสโกถาม เขามาตัวเปล่า ข้าวของไม่เยอะนัก เลยไม่ลำบากในการขนย้าย

“นายไปอยู่บ้านมิไฮเถอะ มิไฮจะย้ายมาอยู่ที่นี่”ผมตอบอย่างไม่สบอารมณ์

“ไม่เกี่ยง”เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ

เขาแค่ต้องการกวนอารมณ์ผมเท่านั้นสินะ!

เขายักไหล่ไม่สนใจและเดินไปบ้านมิไฮทันที

“นายไม่ชอบหน้าเขาหรือว่ากลัวความลับแตก”มิไฮถาม

“ทั้ง2”

“ปกตินายไม่ใช่คนไม่เป็นมิตรกับผู้อื่นนิ?”มิไฮเลิกคิ้วอย่างสงสัย

ใช่ปกติผมเป็นคนเป็นมิตร แต่ความรู้สึกผมบอกชัดมากว่า ผมไม่ชอบเขา

“ฉันรู้สึกว่าเขาเหมือนฉัน”

“! หมายความว่า?”

“ฉันก็ไม่แน่ใจ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น