คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

201

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


201

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 ต.ค. 61 / 01:38 น.
' i cannot be loving you ' . jaehwi . แจฮวี | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

i cannot be loving you

Kim Jaehwan x  Lee Daehwi





inspiration -

Oh Wonder - Drive 

https://youtu.be/_w5jPT8LMF0




twitter - @_duodecim




---------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 ต.ค. 61 / 01:38


I cannot be loving you

Kimjaehwan x  Leedaehwi

5,384 words.

 

ค่อนข้างยาวหน่อยนะคะ ; - ;

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมไม่อยากเจอเขาในฝัน ผมเลยไม่อยากที่จะหลับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผ่านพ้นเข้ามา ผมนอนลืมตาอยู่บนเตียงเตียงเดิมที่ใช้นอนหลับในทุกๆวัน เพดานสีขาวท่ามกลางความมืดยังคงว่างเปล่าไม่เคยเปลี่ยน

 

 

 

 

 

ผมยังคงลืมตาอยู่ภายในห้องที่มืดสนิท

 

 

 

 

 

สำหรับตอนนี้ น่าจะเป็นเวลาประมาณตีสองกว่าๆ เสียงเข็มนาฬิกาที่ติดผนังยังคงดังและเดินวนไปเรื่อยๆตามวิธีการทำงานของมัน มันค่อยๆขยับไปในทุกๆวินาที ราวกับให้ผมตระหนักถึงเวลาที่เคลื่อนไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนเป็นการร้องเตือนให้ผมใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพักผ่อน ก่อนที่ยามเช้านั้นคืบคลานมาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

หากแต่ผมก็ไม่อาจจะที่จะนอนหลับ

 

 

 

 

 

จิตใจของผมตอนนี้รู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าผนังของห้องหรือเพดานที่ผมกำลังจ้องมองอยู่นี่เสียอีก ผมไม่รู้หรอกว่าตนเองเป็นอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ผมก็แค่พยายามนอนลง ซุกหัวลงกับหมอน เพื่อรอเวลาที่ตนเองเผลอหลับไปเหมือนกับคนทุกคน แล้วตื่นขึ้นมาในเช้าอันสดใสอย่างสดชื่น

 

 

 

 

 

แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นมาพักนึงแล้ว

 

 

 

 

 

ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเสียเท่าไหร่ ราวกับว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ของผม ร่างกายนี้เป็นของของร่างกายเอง ราวกับว่าผมเพียงแค่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้ร่างกายนี้ในการทำสิ่งต่างๆที่ต้องการเท่านั้น รวมถึงจิตใจของผมด้วย ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าตนเองรู้จักมัน ผมรู้เพียงว่า มันอยู่กับผม มันแสดงออกเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ หากแต่การค้นลงไปในจิตใจกลับเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่ผมจะทำได้ นั่นทำให้ผมรู้สึกเลยว่า ผมอาจจะไม่รู้จักตนเองเลย ไม่รู้ว่าตนเองคิดอะไร ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไร มันยากเกินกว่าจะหาคำตอบ เพราะเมื่อเราถามตนเอง เราก็ต้องคิดคำตอบเพื่อตอบตนเอง ทั้งๆที่เป็นตนเองแท้ๆ ทำไมเราถึงต้องคิดหาคำตอบ เรื่องแบบนี้มันคงซับซ้อนเกินกว่าคนโง่อย่างผมจะเข้าใจ

 

 

 

 

 

Sat back with the window down

Eighty an hour and the radio loud

 

 

 

 

 

ผมปลดล็อคโทรศัพท์ของตนเองอีกครั้งอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะเปิดเพลงหนึ่งเพลงขึ้นมา ระดับเสียงของเพลงถูกเลือกให้ดังที่สุดเท่าที่เจ้าเครื่องๆนี้จะทำได้ การเล่นเพลงถูกกดเลือกเป็นโหมด Repeating current song ล้วโยนโทรศัพท์เครื่องนั้นไว้ที่ไหนสักแห่งของเตียง ความเงียบที่โอบล้อมห้องนี้เอาไว้ถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงที่ดังลั่นนั่น

 

 

 

 

 

 

ผมไม่ได้อยากฟังเพลง 


ผมแค่อยากให้เสียงความคิดของตัวเองเบาลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่อยู่ในสมองและหัวใจของผมมักตีกันอยู่เสมอในทุกๆคืน ด้วยเวลาที่เป็นใจหรือสภาพแวดล้อมรอบกายที่เหมาะสมทำให้ทุกอย่างล้วนไหลวนออกมา ส่งเสียงความคิดเช่นนั้นเช่นนี้ สิ่งที่ผมไม่ค่อยได้นึกถึง บางครั้งมันก็ไหลวนออกมาให้ผมหวนนึกไปถึงช่วงเวลานั้นอีกครั้ง ช่วงเวลาที่มีความสุข ช่วงเวลาอันแสนเศร้า ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตสำหรับผมนั้น มันช่างสวยงาม หากแต่ก็เจ็บปวด เมื่อเราย้อนนึกกลับไปมันกลับทำให้เราเจ็บปวด ผมมักแก้ไขปัญหาความฟุ้งซ่านนี้ด้วยการเปิดเพลงสักเพลงให้ดังกึกก้องอยู่ในหัวของตนเองเสมอ อย่างน้อยเสียงเพลงก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมรักต่อมาจากเขา มันสามารถช่วยเยียวยาผมได้ในบางครั้ง ถึงจะเพียงชั่วคราว แต่ก็ดีกว่าเป็นอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้

 

 

 

 

 

The same songs with the same old rhymes

Tell me to shake it off and swing from the lights

 

 

 

 

 

บทเพลงที่เปิดถูกเล่นจนนับครั้งไม่ได้ หากแต่ตัวผมก็ยังคงตื่นอยู่เช่นนั้น ผมลุกขึ้นนั่งก่อนหยิบโทรศัพท์ที่ยังคงแผดเสียงเพลงอยู่เช่นนั้น ก่อนจะเข้าเช็คโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คของตนเอง ทวิตเตอร์ เจ้านกฟ้านั่นแหละ ผมเปิดทามไลน์ขึ้นก่อนเลื่อนดูทวิตที่หลั่งไหลเข้ามา มันมีไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะเหตุผลทางด้านเวลา ตอนนี้มันก็ปาเข้าไปตีสามเกือบๆจะตีสี่ คงจะไม่มีใครมานั่งเล่นทวิตอะไรกันอยู่หรอก ผมรีเฟรชทามไลน์อีกครั้งด้วยความคิดที่ว่าจะทำมันเป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

นอนไม่หลับ’

 

 

 

 

 

มันเป็นทวิตของเขา

 

 

 

 

 

ทวิตที่พึ่งขึ้นมาใหม่เมื่อกี๊ในเวลานี้

 

 

 

 

 

ผมอ่านมันออกมาในใจอีกครั้งด้วยหลากหลายความรู้สึก เหมือนกับว่าใบหน้าของผมของเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เจือไปด้วยความสุข แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตนเอง ทำไมเขาถึงนอนไม่หลับ แล้วทำไมผมถึงนอนไม่หลับเช่นเดียวกับเขา สิ่งแรกที่แวบเข้ามาภายในสมองคือการคิดเข้าข้างตนเอง คิดว่าเขาอาจจะคิดถึงกันและกันเหมือนกับผมเป็น

หากแต่การเข้าข้างตนเองก็คือเข้าข้างตนเอง มันคงไม่มีทางเป็นเช่นที่ผมคิด ทุกอย่างมันหลั่งไหลเข้ามาตอกย้ำคำว่า ไม่ใช่ ที่อยู่ในใจของผม เขาคงไม่ได้คิดถึงมัน เขาอาจจะปล่อยมันทึ้งไปแล้ว ทุกอย่างของเขามันบอกแบบนั้นเสมอ คนที่ทำตัวเช่นปกติทุกอย่าง ในขณะจิตใจของผมมันปั่นป่วนไปหมด เขากลับไม่เป็นแบบนั้น น้ำเสียงหวานยังเอ่ยทุกอย่างเช่นปกติที่เคยทำกับคนอื่น เขาทำตัวปกติกับทุกคน เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงหัวเราะคิกคักของเขายังคงดังกึกก้องให้หัวสมองของผมเสมอ เขาดูมีความสุข

 

 

 

 

 

ดูมีความสุขมากกว่าในช่วงของเราเสียอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้เราต่างไม่ได้พบกันสองสัปดาห์ จริงอยู่ที่ว่านี่มันไม่ใช่โลกสมัยอดีตที่ไร้การติดต่อสื่อสาร เราสามารถพูดคุยได้มากเท่าที่ต้องการตราบใดที่ไม่ได้พบเจอกัน เราต่างมีเครื่องมือการสื่อสารกันทั้งนั้น ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วดั่งใจนึก หากแต่ความกล้าของผมมันกลับเหือดหายไปหมดเมื่ออยู่ตรงหน้าช่องทางการติดต่อของเขาทุกทาง

 

 

 

 

 

เขาหายไปอย่างไร้สาเหตุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในวันแรกของสองสัปดาห์ที่ไม่ได้พบกัน ผมส่งข้อความไปหาเขาเช่นดั่งปกติ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในทั้งวันนั้นเป็นอย่างปกติ ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือตื่นเต้นเกิดขึ้น เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเรียบง่าย มันปกติ ปกติจนน่าใจหาย เราสองคนไม่ใช่คู่รักที่หวานเลี่ยน เราให้เวลาและพื้นที่แก่กันและกันเสมอ ไม่มีการก้าวก่าย หรือเอ่ยถามอะไรที่น่ารำคาญ ผมคิดว่าผมเชื่อใจเขามากพอที่จะไม่ทำตัวงี่เง่าหรือทำอะไรให้เขาหงุดหงิดใจ หากแต่ไม่มีข้อความอะไรที่ตอบกลับมาตั้งแต่ตอนเช้าที่ส่งไป เขาทำเพียงอ่านมันทึ้งไว้ โดยที่ไม่ได้ตอบโต้อะไร ในใจของผมไม่ได้คิดอะไรนอกจากว่าเขาคงจะยุ่งจนลืมพิมพ์กลับมา หรืออะไรอย่างนั้น เขาเคยหายไปครั้งหรือสองครั้งเป็นระยะเวลาหลายวัน ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน ผมคิด จึงไม่มีการทวงถามหรือถามหาคำตอบจากผม

 

 

 

 

 

ผมรู้สึกแปลกตั้งแต่วันแรก แต่ห้ามตนเองไว้ไม่ให้คิดอะไร

 

 

 

 

 

ในวันต่อๆมา ผมส่งข้อความกลับหาเขามากขึ้น เช่นเดียวกับการอ่านข้อความของเขาที่ถี่ขึ้นตามกันมา ผมเฝ้าสังเกตเขาในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คต่างๆ แต่มันกลับไร้ความเคลื่อนไหว เขาไม่ได้ใช้พวกมันอย่างที่เคยเป็น ผมกดเบอร์โทรศัพท์ของเขาเพื่อโทรออกไป มันกลับมีแต่เสียงของผู้หญิงซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติมาเป็นคำตอบให้ผมแทน ผมไม่เข้าใจการกระทำเหล่านี้ของเขา ทุกอย่างมันดูผิดไปหมด ไม่แม้แต่จะสามารถติดต่อเขาได้สักทาง มันทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วนไปหมด ทำได้เพียงแค่รับรู้ว่าเขาได้อ่านข้อความทั้งหมดที่ผมส่งไปแล้ว แม้เขาจะไม่ได้ตอบกลับมา

 

 

 

 

 

ผมไม่เข้าใจสักการกระทำของเขาเลย

 

 

 

 

 

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ผมชักเริ่มจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แบบนี้ ความคิดทางด้านบวกของผมค่อยๆยอมแพ้ไป เขาหายไป หายไปเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่ครั้งนี้มันกลับดูนานกว่าครั้งก่อนๆ ผมหาเวลาว่างของตนเอง ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านของเขา บ้านเดี่ยวหลังไม่ใหญ่ ผมยืนอยู่ด้านหน้าของรั้วบ้าน กุญแจดอกใหญ่ถูกใส่เอาไว้ที่รั้ว มองเข้าไปเห็นประตูของตัวบ้านที่ถูกปิดไว้ เช่นเดียวกับหน้าต่างที่ปิดสนิทแทบทุกบาน ผมยืนมองมันอยู่แบบนั้น ภายในใจรู้สึกว่างเปล่าไม่น้อย ก่อนที่ผมจะได้ทราบว่าเขาเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง และไม่ได้อยู่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว

 

 

 

 

 

ผมรู้สึกเหมือนโดนหลีกหนี หลบหน้า ไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะถาม หรือถึงถามไปมันก็ไม่ได้คำตอบ

 

 

 

 

 

But I can't help but drive away from all the mess you made

You sent this hurricane now it won't go away

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มันผ่านไปสองสัปดาห์กับการไม่ได้เจอกัน ผมยังจำความรู้สึกของตนเองในเช้าวันนั้นที่ผมรู้ว่าตนเองจะได้พบเจอกับเขา ความรู้สึกที่เหมือนว่าคิดถึง คิดถึงเสียจนหายใจไม่ออก ทุกอย่างมันอัดแน่นเต็มไปหมดอยู่ภายในใจของผม ทั้งคำถามและอะไรต่างๆมากมาย ผมยังจำวินาทีที่ตนเองสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเปิดประตูบ้านของคังแดเนียล เพื่อนของผม เจ้าของงานวันเกิดที่ถูกจัดขึ้นในวันนั้น ผมรู้ทุกอย่างอยู่เต็มใจว่าเขาจะต้องอยู่ที่นี่ เขาจะต้องมาที่งานวันเกิดของพี่ชายสุดที่รักของเขาแน่นอน และมันก็เป็นเช่นนั้น ผมเห็นเขายืนคุยอยู่กับคนอื่นๆในงาน งานวันเกิดของคังแดเนียลเป็นงานวันเกิดเล็กๆ เชิญผองเพื่อนและคนสนิทไม่น่าจะเกินสิบคนมากินเลี้ยงฉลองกัน ตลอดงานนั้น เราต่างไม่ได้แม้แต่จะสบตากัน ผมนั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ สายตาจับจ้องไปยังเขา เขาที่ยืนหัวเราะและพูดคุยอยู่กับทุกคน ทั้งจีซองฮยอง ซองอูฮยอง อูจิน ควานลิน หรือจะคนอื่นๆ เขาพูดคุยทักทาย สบตากับทุกๆคน ยกเว้นผม ผมเพียงคนเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าอันแสนคุ้นเคยมันยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่เราเผยรอยยิ้มให้แก่กันและกัน หากแต่ตรงหน้าของเขามันไม่ใช่ผม

 

 

 

 

 

ไม่ใช่ผมที่ยืนอยู่ตรงนั้น

 

 

 

 

 

ในคืนวันนั้น ไม่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกดีหรือร้าย ผมก็ไม่สามารถเรียกมันได้อย่างถูกต้อง แต่เราสองคนได้คุยกัน มันเป็นบทสนทนาที่นับประโยคได้ สำหรับเขามันอาจจะไม่ใช่บทสนทนาด้วยซ้ำ มันดูเหมือนการพูดคุยกันที่ไร้ประโยชน์ แต่อย่างน้อยเขาก็เอ่ยอะไรบางอย่างกับผม ผมพยายามหาจังหวะดีๆ เพื่อจะใช้โอกาสนั้นได้พูดคุยกับเขาไม่มากก็น้อย ผมอยากได้รับคำตอบของคำถามซึ่งอยู่ในใจของผม ผมหวังที่จะได้เอ่ยมันออกไป แต่ริมฝีปากเจ้ากรรมกลับเอ่ยอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว ผมทำได้เพียงทักทายและเอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบของเขา มันอาจจะดูหลงตัวเอง แต่ผมรู้สึกได้ ว่าผมเห็นเศษเสี้ยวของความผิดหวังภายในดวงตาของเขา

 

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างดูอึดอัดไปหมด

 

ผมไม่พูด

 

เขาไม่พูด

 

เราต่างไม่พูด

 

 

 

 

 

 

 

ในวันนั้นที่เราพบกัน หลังจากที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมก้าวเดินไปดักทางด้านหน้าของเขาอีกครั้ง ผมดึงคนตัวเล็กเข้ามาภายในอ้อมกอดของตนเอง หากแต่เขากลับพยายามที่จะหลุดออกจากอ้อมกอดของผม ผมฝืนมันเอาไว้ จนกระทั่งเขาหยุดที่จะดิ้นรน เขายืนนิ่งไม่ไหวติง มือคู่สวยไม่มีการยกขึ้นมาตอบรับสัมผัสที่ผมมอบให้ เขาปล่อยแขนทั้งคู่ไว้ข้างลำตัวอย่างนั้น ทุกอย่างมันนิ่งจนผมรู้สึกใจหาย ผมปล่อยเขาออกจากอ้อมกอดแล้วเอ่ยถามว่าเขาเป็นอะไร ทำไมทุกอย่างถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ความเงียบมันปกคลุมไปทั่วบริเวณจนผมรู้สึกได้ นัยน์ตาเรียวยังคงมีเศษเสี้ยวของความผิดหวังอยู่เช่นเดิมเหมือนกับบทสนทนาที่ผ่านไป ริมฝีปากของเขาเม้มแน่นราวกับไม่อยากจะพูดอะไรกับผมอีก ผมเดินถอยออกมา ผมพูดอะไรบางอย่างก่อนที่หันหลังและเดินจากไป ความรู้สึกต่างๆมันจุกอยู่ที่ลำคอ มันอัดแน่น แต่กลับทำอะไรไม่ได้

 

 

 

 

 

And I promised I'd be there but you don't make it easy

Darling please believe me

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักของเรามันไม่ได้ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เราเริ่มต้นคุยกัน พบเจอกัน สนิทกัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเลยมาถึงจุดที่ผมรู้สึกเหมือนขาดเขาไม่ได้ ถึงผมจะทำให้เขาไม่พอใจบ้าง หรือถึงเขาจะทำให้ผมเสียใจ ผมก็รู้สึกดีกับสิ่งที่เราเป็นกันอยู่แบบนี้ เรารักกัน เราสองคนรับรู้มันอยู่ภายในจิตใจ รักของเรามันก้าวไปเรื่อยๆ ไม่ช้า ไม่เร็ว ไม่รีบเร่งอะไร

 

 

 

 

 

หรืออาจเป็นผมที่คิดผิด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเพลงจากโทรศัพท์เครื่องเดิมยังคงดังอยู่นั้น ความรู้สึกต่างๆยังคงตีวนกลับไปมาอยู่ในหัว มันทั้งสับสน ทั้งวุ่นวาย ความคิดของเขายังคงขับเคลื่อนไป คำถามมากมายกำลังเรียกร้องถามหาเหตุผลและคำตอบของมัน ก่อนที่คิมแจฮวานจะจมลงไปในโลกของการหลับใหล

 

 

 

 

 

 

 

Cause loving you, loving you is too hard

 

All I do, all I do's not enough

 

Loving you, loving you

 

I cannot be loving you, loving you

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Loving you, loving you leaves me hurt

 

All I do, all I do is get burnt

 

Loving you, loving you

 

I cannot be loving you, loving you

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมล้มตัวลงนอนอยู่บนเตียงของตนเอง ในมือถือโทรศัพท์เอาไว้ก่อนจะเปิดอ่านอะไรในนั้นไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนหลับไม่ยาก ผมรักที่จะพักผ่อน หากเป็นก่อนหน้านี้ ผมคงแค่เดินไปกดปิดไฟ สอดตัวไปในผ้าห่ม และหลับตาลง แล้วผมก็จะตกลงไปให้ห้วงแห่งความฝันอย่างง่ายดาย แต่สำหรับช่วงเวลานี้มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าสิ่งที่ผมชอบที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นมา

 

 

 

 

 

สิ่งทีผมรักมันกลับกลายไปเป็นอย่างอื่น

 

 

 

 

 

 

ในตอนนี้มันเป็นเวลาตีสองกว่าๆ หากแต่ผมก็ไม่สามารถทำให้จิตใจของตนเองสงบลงได้ ผมเปิดทุกแอพพลิเคชั่นที่ผมติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ของตนเอง เปิดมันวนไปวนมา รีเฟรชมันไปเรื่อยๆ แม้จะไม่มีอะไรที่ใหม่ๆโผล่ขึ้นมา แต่แล้วผมก็มาหยุดที่แอพพลิเคชั่นเดิม ที่ผมพยายามจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็กดเข้าไปอ่านบทสนทนาของเราซ้ำๆ

 

 

 

 

 

ผมไม่ได้ตอบข้อความของเขามาพักนึงแล้ว

 

 

 

 

 

จิตใจของผมรู้สึกว่างเปล่าเมื่ออ่านข้อความที่เขาส่งเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ความรู้สึกภายในใจมันตบตีกันและแย่งชิงเพื่อที่จะแสดงออกมาเป็นความรู้สึกจริงๆของผม หากแต่ผมกลับรู้สึกพวกมันเท่าๆกัน ผมไม่รู้ว่าตนเองควรจะรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าจะต้องตอบอะไรกลับไป ผมจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ และเฝ้ารอสิ่งที่คาดหวัง

 

 

 

 

 

ผมกลับไปอ่านบทสนทนาที่เราพูดคุยกัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ จนความสัมพันธ์มันล่วงเลยมาถึงตอนนี้ ผมอ่านพวกมันซ้ำๆหลายร้อยครั้ง ทุกบทสนทนายังคอยตามตอกย้ำในสิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอ ความเหนื่อยล้าที่จะต้องวิ่งตามเขามันเกาะกินหัวใจของผมจนด้านชา ผมเหนื่อย ใจของผมเหนื่อย เหนื่อยที่มันเป็นอยู่แบบนี้ ภายนอกมันอาจจะดูเหมือนทุกอย่างปกติดี แต่มันไม่ใช่ ท่ามกลางบรรยากาศของความสุข ภายในมันไม่ใช่อะไรแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ที่เติบโตจากความไม่ชัดเจนในจุดเล็กๆกำลังสร้างความเจ็บปวดให้เรามากมายเมื่อมันเติบโต ยิ่งรู้สึกมาก ยิ่งเจ็บปวดมาก มันเติบโตขึ้นมาทั้งๆที่มีจุดด่างพร้อยตั้งแต่ต้น เหมือนกับที่มีใครสักคนบอกว่า เมื่อเราทำงานแล้วมีปัญหาแม้จะเป็นจุดเล็กๆ ก็จงอย่ามองข้าม เพราะในตอนหลัง จุดเล็กๆนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาอันใหญ่โตให้แก้เราทีหลัง และตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนเผชิญกับสถานการณ์ดังคำพูดนั้นจริงๆ มันเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ และควรเชื่อตั้งแต่ต้น แต่เรากลับปล่อยให้มันเรื้อรัง ปล่อยให้มันผ่านไป พอรู้ตัวอีกที มันก็สะสมจนกลายเป็นปัญหาที่ยากเกินจะแก้

 

 

 

 

 

เรารู้ตัวกันช้ามากเกินไป

 

 

 

 

 

มันเป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ในสมองตลอดความสัมพันธ์ของเรา หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ทุกอย่างมันดูมีความสุขดี ทำไมเราจะต้องไปทำลายความสุขเหล่านั้นทึ้งเล่า มีความสุขท่ามกลางความเจ็บปวดก็ดูจะไม่ได้เสียหายอะไร แต่มันก็เกินกว่าที่คนๆนึงจะทนกับมันไหว ทุกอย่างมันถูกกดอยู่ในจิตใจ เก็บมันเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ทนมันไม่ไหวอีกแล้ว

 

 

 

 

 

ความรู้สึกจากเขามันดูจะลดลงทุกที

 

 

 

 

 

Count stacks of the routine lies

Funny how easy you could see my blindside

 

 

 

 

 

ผมนอนไม่หลับ มันเป็นความรู้สึกที่แย่ ความรู้สึกที่เราไม่สามารถควบคุมตนเองให้ทำอะไรได้ดั่งใจ เขาว่ากันว่าร่างกายของคนเรามีนาฬิกาเป็นของตนเอง นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมวิถีชีวิตของเรา แต่ทุกอย่างมันผิดไปหมด นาฬิกาชีวิตของผมมันพังไม่เป็นท่า ช่วงเวลากับการทำงานของร่างกายมันรวนและกระทบถึงกันไปหมด นอนไม่หลับในตอนดึก ตื่นสายในตอนเช้า กินข้าวเช้าในตอนเที่ยง ไม่มีมื้อกลางวันในวันนั้น และค่อยๆพังขึ้นไปอีก อย่างมีไม่มีที่จะสิ้นสุด

 

 

 

 

 

ทุกอย่างมันเหมือนกับโดมิโน่

 

 

 

 

 

ผมนึกสิ่งที่ควรจะทำในตอนนี้ไม่ออกนอกจากการฟังเพลง จึงจัดการหยิบหูฟังขึ้นมาสวม ก่อนจะเปิดเพลงที่มีอยู่ในโทรศัพท์ ผมกดมันโดยที่ไม่ได้ดูเสียก่อนว่ามันคือเพลงอะไร เสียงของเขาดังกึกก้องอยู่ในภายในหูของผม มันยังคงไพเราะเหมือนเคย กับเพลงที่เขาแต่งให้ ภายในสมองย้อนนึกไปถึงวันที่เขาส่งเพลงนี้มาให้ผมฟัง เขาบอกกับผมว่ามันคือความรักของเรา ผมฟังมันอย่างตั้งใจทุกครั้งที่กดเปิด เนื้อร้องและทำนองจากกีตาร์ที่ถูกกลั่นกรองมาจากเขา ความรักของเขาที่บอกว่ามันเป็นความรักของเรา ทำไม ทำไมผมถึงไม่สามารถสัมผัสความรักได้อย่างที่เขาสัมผัส มันคงเป็นเพราะผมคนเดียว เพราะผมที่เป็นแบบนี้ ผมที่ดูเหมือนจะเรียกร้องมากเกินไป

 

 

 

 

 

Still the same songs with the same old beats

Sure I could stay but there's a place I'd rather be

 

 

 

 

 

ขณะที่ฟังเพลงนั้นซ้ำๆ ผมก็ได้เปิดเข้าไปในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอย่างทวิตเตอร์ เจ้านกสีฟ้านั่นแหละ ในช่วงนี้ผมไม่ได้เข้ามาเล่นมันบ่อยนัก ถ้าจะเข้ามาผมก็จะทำเพียงแค่เปิดอ่านอะไรเรื่อยๆ ไม่ได้ทวิตอะไร หรือเมนชั่นหาใครทั้งนั้น เพราะไม่ต้องการเคลื่อนไหวอะไรในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ในตอนนี้ไม่มีใครทวิตข้อความอะไรมากมาย อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้มันเป็นเวลาตีสามเกือบๆจะตีสี่แล้ว คงจะไม่มีฟอลโลเวอร์คนไหนของผมของอยู่บนทามไลน์อีกแล้ว และก็มีอะไรสักอย่างดลใจ ให้ผมพิมพ์ข้อความลงไปในทวิตเตอร์ ประโยคที่สื่อถึงตัวผมมากที่สุดตอนนี้

 

 

 

 

 

 

นอนไม่หลับ’

 

 

 

 

 

มันเป็นทวิตของผม

 

 

 

 

 

ทวิตที่พึ่งขึ้นมาใหม่เมื่อกี๊ในเวลานี้

 

 

 

 

 

ผมพิมพ์ชื่อแอคเคาท์ของเขาลงบนช่องค้นหา เรียกว่าอะไรละ เข้าไปส่องสินะ ผมกดเข้าไปดูในโปรไฟล์ของเขาแล้วค่อยๆเลื่อนลงไปเรื่อยๆ นั่งอ่านและรับรู้ความคิดของเขาที่ได้ถ่ายทอดลงในทวิตเตอร์ ผมไล่ย้อนไปหลายวันอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งไปเจอกับทวิตของวันนั้น วันเกิดของแดเนียลฮยอง

 

 

 

 

 

มันยังเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า’

 

 

 

 

 

มันเป็นทวิตในคืนวันนั้น คืนวันหลังจากที่เราพบกันในรอบสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ไม่ได้พบกัน ผมเอง ผมเป็นคนหลีกหนีเขา ผมคิดถึงอะไรแบบนี้หลายครั้ง การหลบหนีไปพักผ่อนจิตใจสักพัก ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น ก่อนที่จะกลับมาเป็นผมคนเดิมที่มีความสุข มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมหายไป ผมเคยหายไป หลีกหนีทุกการติดต่อสื่อสาร หลบอยู่กับจิตใต้สำนึกของตนเอง ใช้เวลาสักสองสามวัน ก่อนที่จะกลับมายืนที่เดิม ยืนที่จุดเดิม แต่ปกติต้นเหตุของการหลีกหนีทุกครั้งมันไม่เกี่ยวกับเขาหรอก มันเกี่ยวกับงานมากกว่า หากแต่ครั้งนี้ มันเป็นเขา เหตุผลคือเขา เขาคนเดียว

 

มันเริ่มมาจากที่เราพูดคุยกัน เราทานข้าวเย็นด้วยกันเหมือนปกติ บทสนทนาเป็นไปอย่างที่เคยเป็น เขาเล่าประสบการณ์ที่เขาพึ่งพบเจอให้ผมฟัง ทั้งเรื่องคลาสสอนร้องเพลงของเขา ความคืบหน้าของเพลงที่เขากำลังทำอยู่ หรือจะเป็นเรื่องอื่นๆ เมื่อพูดถึงเรื่องดนตรี สายตาของเขาจะเปล่งประกาย มันเป็นสิ่งที่เขารัก สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุด อาจจะมากกว่าการมีผมอยู่ด้วยซ้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแบบนั้น เราเริ่มคุยกันมากขึ้น เปลี่ยนเนื้อหาและหัวข้อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงหัวข้ออนาคต เรื่องราวของเราสองคน

 

ผมบอกรักเขาอย่างที่ตนเองเคยทำ จับมือเขาเอาไว้ กอดเขาเหมือนกับครั้งที่เรากอดกัน ใบหน้าของเขาเหมือนกำลังยิ้ม แต่นัยน์ตาของเขาไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นความว่างเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผมเห็น ผมเอ่ยถามเขาว่ารักผมไหม มันเป็นคำถามที่ผมถามมันขึ้นมาบ่อยในช่วงหลังๆ ด้วยความรู้สึกหลายๆอย่าง มันแปลก แปลกไปหมด ผมต้องการอะไรยึดเหนี่ยวหรืออะไรแบบนั้น เขามองหน้าผม เหมือนกำลังบอกกับผมว่า ถามอะไรแบบนั้นอีกแล้วนะ พร้อมกับทำเป็นหัวเราะ เขาเป็นพวกไม่ค่อยพูด ผมรู้ดี แต่ผมก็ยังอยากได้ยิน เขาบ่ายเบี่ยงทุกวิถีทางเช่นเคย มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง และผมก็ยอมเขาทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ ทุกอย่างที่ตอกย้ำถึงความไม่เหมือนเดิมหลั่งไหลเข้ามาภายในใจ มันชัดเจน ชัดเจนยิ่งกว่าอะไร

 

 

 

 

 

ผมจึงหายไปสักพัก

 

 

 

 

 

See I remember all the times you made me covered in crazy

I can't forget about the way you played me

 

 

 

 

 

ในตอนนั้นผมเดินทางไปยังเมืองอีกเมืองนึง เมืองที่ไม่เคยไป ผมปิดบ้านของตนเองไว้อย่างนั้น มันเป็นบ้านที่ผมอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นจึงต้องฝากบอกกับคนข้างบ้านเอาไว้ ว่าฝากรับจดหมายหรืออะไรพวกนั้น หรือถ้ามีใครมาหาผมก็บอกไปได้เลยว่าไม่อยู่

ผมเดินทางไปเรื่อยๆในเมืองเมืองนั้น ไม่ได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง เดินเล่นบ้าง นั่งเฉยๆบ้าง นอนบ้าง ทำอะไรคนเดียวเพื่อลดความฟุ้งซ่าน โทรศัพท์ของผมดังอยู่เสมอตั้งแต่วันแรกที่จากมา เขาส่งข้อความมาอยู่เสมอ หากแต่สิ่งที่ผมทำกลับทำได้เพียงเข้ามาอ่านมัน แล้วปิดออกมา ผมไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไร เขาส่งข้อความมาทักทายเหมือนปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการถามไถ่อะไรทั้งสิ้น ผมคงลืมไปว่าใครอีกคนที่คุยด้วยอยู่นั่นคือเขา เขาที่เป็นเขา มันเป็นแบบนี้นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว

นอกจากข้อความที่ถูกส่งมาที่ค่อยๆถี่ขึ้นตามจำนวนวันที่ผมไม่ได้ตอบข้อความเขา ก็ยังมีสายโทรศัพท์ที่ผมไม่ได้รับมากมาย เขาโทรหาผมหลายครั้ง หากแต่ตัวผมเอง ที่ทำเพียงแค่นั่งฟังเสียงริงโทนของตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ได้ปิดเสียง แต่นั่งฟัง อย่างน้อยผมก็รู้สึกได้ถึงความสนใจที่ส่งมาไม่มากก็น้อย มันคงเป็นความสุข

 

 

 

 

 

ความสุขบ้าๆของผมเอง

 

 

 

 

 

ผมอยู่คนเดียวมาเกือบสองสัปดาห์ เวลานั้นผมไม่ได้ติดต่อใคร ทั้งเขา เพื่อนฝูง หรือเจ้านาย ไม่มีการตอบกลับได้ๆจากผมในทุกๆทาง ผมไม่อยากให้การพักฟื้นของตนเองมีอะไรมาขัดขวาง ตลอดการท่องเที่ยวคนเดียว มันทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้น ถามใจตัวเองได้มากขึ้น ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ไม่ใช่แค่เรื่องของเขา แต่มันรวมถึงทุกๆเรื่องในชีวิตของผม การก้าวเดินต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มันทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้นเยอะ ผมตัดสินใจที่จะเลิกดิ้นรนกับสิ่งต่างๆในชีวิต ทุกอย่างควรเดินไปในทางของมัน ไม่มีการรั้งหรือฝืนอะไรไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับทุกๆคน

 

 

 

 

 

ผมคิดแบบนั้น

 

 

 

 

 

และมันก็มาถึงวันนั้น วันเกิดของแดเนียลฮยอง พี่ชายคนสนิทของผมเอง เราสนิทกันมานานเพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเหตุผลหลักที่ผมจะต้องไปงานในวันนี้ ผมและพี่ชายคนนี้ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือนแล้ว ยังไงก็คงจะต้องไปเจอกันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นผมคงจะต้องโดนโกรธอย่างแน่นอน หากแต่การพบเจอครั้งนี้มันไม่ได้มีเพียงแค่แดเนียลฮยองคนเดียว ยังมีคนอื่นๆที่ไปฉลองให้กับวันคล้ายวันเกิดของคังแดเนียลอีก พวกพี่ๆที่ผมสนิทเช่นเดียวกับแดเนียลฮยอง พวกเขาจะต้องไปกันแน่นอน ผมคิดแบบนั้น รวมถึงเขา แน่นอน เขาต้องไปแน่นอน การพบกันหลังจากการหลีกหนี มันจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้ ผมจะทำตัวอย่างไร จะทำหน้าตาอย่างไร คิดไม่ออก คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ทุกอย่างดูยากขึ้นเสมอเมื่อเกี่ยวกับเขา

 

 

 

 

 

ผมยิ้มเมื่อได้พบเจอกับทุกๆคนที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน เราทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเองเหมือนแต่ก่อน เรานั่งจับกลุ่มกัน ผลัดกันเล่าเรื่องและสิ่งที่ไปเผชิญมาระหว่างที่ไม่ได้รวมกลุ่มกันแบบนี้ ฮยองทุกๆคนเล่านู้นเล่านี่ให้ผมฟังมากมาย ทั้งเรื่องตลกบ้าๆบอๆที่ได้ไปทำมา หรือ ความคืบหน้าทางด้านการงานและความสำเร็จ ผมยินดีกับทุกๆคน พวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่มหาลัย รู้จักกันตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งตอนนี้มีอาชีพที่ดีและก้าวหน้ากันหมด 

ผมพยายามแทรกตัวเข้าไปในทุกบทสนทนาที่มีการพูดคุย ผมไม่อยากปล่อยให้ตัวเองว่างหรือนั่งเฉยๆ เพราะผมเห็นมัน ผมเห็นมันเสมอ สายตาของเขาที่จับจ้องมาจากเก้าอี้อีกฟากของมุมห้อง มันเหมือนกับว่าเขามองผมไม่วางตา ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขาตลอดระยะเวลานั้น มันเป็นความรู้สึกประหลาด ผมไม่กล้าที่จะสบตาเขา ไม่กล้ามองไปยังสายตาที่อัดแน่นไปด้วยความสงสัย

 

 

 

 

 

ผมลุกออกจากที่นั่ง

 

 

 

 

 

ผมรู้สึกเหมือนตนเองถูกจับจ้องมากเกินไป ผมลุกออกจากที่นั่งของตนเองก่อนที่จะเดินไปยังมุมหนึ่งของบ้านหลังนี้ ผมคิดว่าจะขอยืนอยู่นิ่งๆอยู่สักพัก ก่อนที่จะเห็นเขามายืนอยู่ตรงหน้า เขาหยุดยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนกับกำลังขวางไม่ให้ผมไปไหน ใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่ก็เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ผมก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้นเช่นกัน หากแต่สิ่งที่เขาเอ่ยออกมามันเหมือนกับสิ่งที่เขาส่งข้อความมาทุกวัน เขาทักทายและถามความเป็นไปของผม ผมตอบเขาไปสั้นๆเท่าที่ตนเองจะคิดออก ผมพยายามอย่างหนักที่จะตัดบทสนทนานั้นให้จบลง เอ่ยออกไปให้น้อยที่สุด มันอาจจะดูแย่ แต่ผมรู้สึกได้ ผมเห็นความว่างเปล่าในนัยน์ตาของเขา

 

 

 

 

 

ทุกอย่างดูอึดอัดไปหมด

 

ผมไม่พูด

 

เขาไม่พูด

 

เราต่างไม่พูด

 

 

 

 

 

 

 

 ในวันนั้นที่เราพบกัน หลังจากที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมเดินออกจากบ้านของแดเนียลฮยอง เดินไปตามทางเพื่อที่จะกลับบ้านของตนเอง จู่ๆเขาก็มาดักทางด้านหน้าผมเอาไว้อีกครั้ง เขาเดินเข้ามาดึงรั้ง กอดผมเอาไว้อย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำ ผมไม่รู้ที่จะแสดงปฏิกิริยากลับอย่างไร ทำได้เพียงพยายามที่จะหลุดออกจากอ้อมกอดของเขา เขาฝืนมันเอาไว้ ก่อนที่จะกอดผมให้แน่นขึ้น จนกระทั่งผมหยุดที่ดิ้นรน ผมยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ความรู้สึกไม่กล้าที่จะกอดเขาตอบแล่นผ่านไปมาไม่หยุด เขากอดผมแน่นขึ้น แน่นขึ้นจนมันอุ่น อุ่นแต่หายใจไม่ออก มันแน่นเกินไป จนกระทั่งเขาปล่อยผมออกจากอ้อมกอด ใบหน้าของเขามันไม่ได้เรียบนิ่งเหมือนอย่างเคยอีกแล้ว ผมเห็นความเสียใจจากเขา เขาถามผมว่าผมเป็นอะไร ทำไมทุกอย่างถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ความเงียบมันปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ เขายังเป็นเหมือนเดิม ไม่เอ่ยอะไรออกมาเหมือนเดิม ไร้การแสดงออกอย่างที่มันควรจะเป็น เขาไม่รู้สึกถึงอะไรเลยสักอย่าง ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันนะ มือของเขากำแน่น เขาเดินถอยห่างออกจากตัวผม ก่อนเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา เอ่ยว่าเขายังอยู่ที่เดิม เขายังรอผมอยู่ เขาหันหลังเดินจากไป เขาพูดแบบนั้น พูดว่ายังรอผมอยู่เสมอ ทำไมเขาต้องรอผม ทำไม

 

 

 

Like I was never gonna change your world

It ended long ago so please just let me go

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักของเรามันไม่ได้ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เราเริ่มต้นคุยกัน พบเจอกัน สนิทกัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเลยมาถึงจุดที่ผมรู้สึกเหมือนขาดเขาไม่ได้ ผมก้าวเดินไปหาเขาเสมอ ทุกครั้งที่เหมือนกับต้องวิ่งตาม วิ่งตามเพื่อให้ได้รับความรักจากเขา ผมเคยคิดว่าเรารักกัน เราสองคนรับรู้มันอยู่ภายในใจ แต่ทำไมถึงเป็นผมที่วิ่งตาม เหมือนกับว่าเขามีผมก็ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร

 

 

 

 

 

ทุกอย่างมันทำให้ผมคิดแบบนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเพลงจากหูฟังยังคงดังอยู่ภายในหูเช่นนั้น ความรู้สึกต่างๆยังคงตีวนกลับไปมาในหัว มันทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บปวด ความคิดของเขายังคงขับเคลื่อนไป ในความสัมพันธ์นั้น บางทีแค่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ ก่อนที่อีแดฮวีจะจมลงไปในโลกของการหลับใหล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘It ended long ago so please just let me go’













ติชมได้ในแท็ก #คนบลยแจฮวี

ขอบคุณค่ะ ♥

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ 12dz จากทั้งหมด 5 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น