คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #25 : เงาแห่งราตรีกาล
" เวสๆ" เสียงเรียกพร้อมฝีเท้าวิ่งตึกตักๆมาตามทางเดินพลางหลบหลีกผู้คนที่เพิ่งจะทยอยกันออกมาจากตึกเรียน เจ้าของเสียงแย้มรอยยิ้มร่าพลางชูตำราเล่มหนาที่เพิ่งค้นเจอสดๆร้อนๆจากหอสมุดให้เพื่อนได้เห็นก่อนมาถึงตัว ชายหนุ่มผมแดงเห็นดังนั้นจึงหันไปออกปากเร่งบรรดาเพื่อนๆทั้งหลายที่เดินเอื่อยๆเกาะกลุ่มกันอยู่ให้เร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงโบกไม้โบกมือเรียกเพื่อนต่อไปไม่ยอมหยุด และด้วยอารามอยากให้ทุกคนได้เห็นสิ่งที่ตนเพิ่งจะได้มาเร็วๆนี้จึงยกตำราเล่มที่ว่าขึ้นเหนือศีรษะแล้วโบกซ้ายโบกขวาอย่างแรง
"เฮ้ย"
เจ้าตัวอุทานเบาๆเมื่อจู่หนังสือเล่มหนาก็หลุดลอยออกไปจากมือแล้วตีโค้งเป็นการเคลื่อนที่แบบครึ่งวงกลมก่อนจะตกปุ๊ลงใส่หัวแดงๆของเวสเข้าเต็มเปา
"น็อคเอาท์"
มิคาเอลนึกในใจ "ไม่เคยแม่นขนาดนี้เลยนะเนี่ย" ก่อนจะรู้สึกตัวเมื่อเหลือบเห็นสภาพอีกฝ่าย " .......... เวส...........เป็นยังไงบ้าง" ชายหนุ่มตะโกนออกมาแล้วรีบวิ่งตรงเข้าไปหาเพื่อนที่ยังนั่งกุมหัวป้อยๆพลางขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ โดยมีบรรดาเพื่อนๆที่เมื่อครู่วิ่งหลบหนังสือกันให้อลหม่านล้อมรอบ
"ไม่เป็นร๊าย ไม่เป็นไร" คนเพิ่งถูกหนังสือน็อคเข้าบอกทั้งๆที่สองมือยังกุมหัวอยู่ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนด้วยอาการติดจะเซนิดๆ เนื่องมาจากบรรดาดาวเคราะห์น้อยใหญ่ยังหมุนเวียนกันโคจรรอบศีรษะอย่างไม่ขาดสาย ที่นับได้ก็เกือบๆ 10 ดวง เจ้าตัวสะบัดหัวแรงๆสองสามทีเป็นการไล่ความมึนงงจนผมหางม้าสีแดงสะบัดไปมาทำเอามาร์คัสนึกหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุจึงจับดึงๆเล่นอย่างมันมือ
"โอ๊ย"
ผู้ถูกกระทำร้องก่อนหันกลับไปปัดมือชายหนุ่มออกแล้วทำท่าน่าสงสารจนอดประเคนมะเหงกเข้าให้อีกครั้งไม่ได้ และก่อนที่จะเกิดสงครามขนาดย่อมขึ้น หนังสือดังกล่าวก็ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการเข้าขวางกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย "มัวแต่เล่นเหมือนเด็กๆแล้ววันนี้จะได้เรื่องอะไรไหม"
"จ้าๆ เจ้าเอาเวสไปเลยละกัน เดี๋ยวพวกเราจะล่วงหน้าไปโรงอาหารก่อน ได้ข่าวว่าวันนี้มีบาร์บีคิวสูตรพิเศษด้วย ไม่รีบไม่ได้แล้ว" คนทั้งกลุ่มทำตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อได้ฟังรายการอาหารชวนน้ำลายสอ "อย่างนั้นก็รีบๆตามมาล่ะ ช้าหมดอดนะจะบอกให้" เสียงทิ้งท้ายก่อนทั้งหมดจะหายลับไปในทางเดิน
"เจ้าได้อะไรมา" ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางพลิกๆหนังสือตามหน้าที่อีกฝ่ายคั่นเอาไว้ "ข้ออ้างอิงจากการทดลองของรุ่นพี่หลายรุ่นที่ผ่านมาน่ะ อีกอย่าง.........ข้าว่าพวกเราเดินมาถูกทางแล้ว" ประกายความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมฉายชัดในดวงตาสีน้ำเงินอมเขียว คนเป็นเพื่อนพยักหน้าพลางขยายยิ้มกว้างให้
"เหลือแค่การผสมเปลือกสนเพลิงเข้าไปก็จะรู้ผลแล้วล่ะ" มิคาเอลเอ่ยช้าๆ
"5hkงั้นเราก็รีบไปกินข้าวเย็นกันเถอะ เดี๋ยวเจ้าพวกนั้นจะเขมือบเกลี้ยงไปเสียก่อน"
***************
"วัตถุดิบพวกนั้นที่ข้าเขียนรายการให้เป็นยังไงบ้าง" เวสถามขณะที่ทั้งสองเดินทอดน่องท่ามกลางสวนสาธารณะข้างวิทยาลัยอย่างสบายๆ "ขาดแค่เปลือกสนเพลิงเดียวน่ะ ดันเป็นของหายากราคาก็แพงด้วย แถมยังเป็นส่วนประกอบหลักอีกต่างหาก" อีกฝ่ายตอบก่อนจะบ่นต่ออย่างอดไม่ได้ "งบก็เอาไปลงกับอย่างอื่นหมดแล้ว รู้งี้ไอ้พวกนั้นซื้อแบบเกรดกลางๆซะก็ดีหรอก"
"ขอข้าดูหน่อย" ชายหนุ่มรับเศษซึ่งเขียนด้วยลายมือหวัดๆเป็นรายการของยาวเฟื้อยมาดูบ้าง "อย่างงั้นเปลี่ยนเป็นน้ำตาวาลาแทนแล้วกัน" เขาเอ่ยขึ้นก่อนหยิบปากกาขึ้นมาขีดฆ่าแล้วใส่ชื่อวัตถุดิบอันใหม่แทนที่ลงไป
"คุณสมบัติคล้ายกันแทบจะทุกอย่าง ข้าว่าพอแทนกันได้" ชายหนุ่มขยายความหลังไล่สายตาตรวจทานความเรียบร้อยอีกรอบหนึ่งแล้วส่งคืนให้กับเพื่อน "มันจะไม่มีปัญหาแน่นะ" มิคาเอลถามด้วยไม่ค่อยแน่ใจกับสรรพคุณของวัตถุดิบตัวใหม่เท่าใดนัก "เท่าที่ข้าค้นจากหนังสืออ้างอิงมานี่ไม่มีแน่นอน" เวสยืนยันกับเพื่อนอีกครั้งหนึ่ง
"เออ แล้วเจ้าส่งเอกสารทั้งหมดไปศูนย์ใหญ่ที่แพนโทเนียหรือยัง" คนผมแดงถามต่อ "มือชั้นนี้แล้ว ต้องเรียบร้อยสิ" อีกฝ่ายทำท่ายืดอกเต็มที่ก่อนพูดต่อ "พวกมาร์คัสก็ตอบรับทุนด้วยล่ะ เห็นเก็บข้าวเก็บของกันอย่างกับจะย้ายบ้าน" เสียงเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างติดจะขันๆกับท่าทางของเพื่อนทั้งหลาย "ท่าทางเจ้าพวกนั้นก็ไปได้สวยเหมือนกัน"
แสงอาทิตย์ทอลอดหมู่เมฆแลดูอ่อนจาง ขณะที่เงาหม่นมัวสีอมเทานั้นทอดยาวออกไปเบื้องหลัง เงาของไม้ใหญ่พาดผ่านสนามหญ้าสีเขียวสดซึ่งแต่งแต้มด้วยดอกไม้น้อยๆใกล้หุบกลีบ เสียงพูดคุยกันของสองคนที่เดินเคียงกันบนทางเดินอย่างไม่รีบร้อน
"ดูเหมือนว่าไปคราวนี้จะติดธุระยาวเลย ยังไงเจ้าก็ทำการทดลองไปก่อนเลยก็แล้วกัน" เวสบอกกึ่งจะสั่งความกับเพื่อนสนิทแล้วกล่าวสืบไป "ข้าจะรีบจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด" คนเป็นเพื่อนหันมองอย่างห่วงใย "จะยังไงก็คิดถึงตัวเองเสียบ้างนะ" ชายหนุ่มตบไหล่เพื่อนเบาๆแล้วเปลี่ยนเรื่องไปสั่งของฝากแทน
"อย่าลืมของฝากข้านะ รู้สึกว่าแถวบ้านเจ้านี่พวกขนมแนวๆที่ทำจากผลไม้แห้งจะขึ้นชื่อใช่ไหม?" มิคาเอลเริ่มไล่รายการของดีขึ้นชื่อของบ้านเกิดเพื่อน "ได้ๆ คราวนี้ข้าจะเหมามาฝังกลบเจ้าให้มิดเลย" เสียงหัวเราะเบาๆผสมไปกับอากาศของยามเย็น
"ได้เวลาแล้ว ข้าไปก่อนนะ" เวสบอกเมื่อได้ยินเสียงปุ๊งข้างๆตัวพร้อมสัตว์เสกสีออกน้ำตาลถลาผ่านช่องว่างของอากาศมาเกาะอยู่บนบ่า "อื้อ" อีกฝ่ายรับคำเบาๆแล้วยิ้มให้
"ถ้าอย่างนั้นขอให้โชคดี และ................ ลาก่อน"
**********************
รถเทียมด้วยออบซิเดียนสีดำสนิทหยุดลงตรงหน้าอาคารสูงสร้างด้วยอิฐสีขาวออกน้ำตาลซึ่งถูกแสงอาทิตย์ในยามเย็นย่ำย้อมให้กลับเป็นสีชมพูอย่างงดงาม
ประตูรถเปิดออกแล้วเวสกระโดดลงมาพร้อมหอบหิ้วสัมภาระอันประกอบด้วยเสบียงตามคำสั่งของเพื่อนสนิท ชายหนุ่มจัดแจงบิดตัวคลายความเมื่อยขบตามร่างกายอันเกิดจากการเดินทางไกล ผมหางม้ายาวเลยบ่าหลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการงีบหลับในรถโดยที่เจ้าของไม่สนใจจะรวบผูกเสียใหม่ นัยน์ตาสีเทาเข้มเหลือบมองตัวอาคารกลางเก่ากลางใหม่ของสถาบันวิจัยนั้นอีกครั้ง เวสกระชับเสื้อคลุมให้เข้าที่เข้าทางแล้วหอบหิ้วข้าวของเดินตรงเข้าไป
เขาฝากของทั้งหมดแล้วแสดงบัตรสีอมทองกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้าก่อนจะเดินลึกผ่านส่วนสำนักงานเข้าไปด้านในตามทางซึ่งทอดยาวหักเลี้ยวคดเคี้ยวที่จะนำพาไปสู่ส่วนของห้องทดลอง แสงไฟสลัวจากเพดานส่องให้เห็นห้องทดลองต่างๆมากมายเรียงรายกันอยู่ทั้งสองข้าง
ทั้งๆที่เย็นมากแล้วแต่หลายต่อหลายห้องก็ยังมีคนเดินเข้าเดินออกกันให้วุ่นวาย ชายหนุ่มแกว่งหนังสือเล่มหนาที่หยิบติดมือมาพร้อมฮัมเพลงเบาๆพลางก้าวอย่างไม่เร่งรีบนัก จนกระทั่งมาหยุดยังห้องซึ่งตั้งอยู่ริมสุดของทางเดินติดกับบานหน้าต่างใหญ่
เขาหยุดดูเลขตรงป้ายไม้หน้าห้องกับบัตรของตนเองแล้วมองผ่านช่องประตูใสเข้าไปด้านใน เงาร่างของใครบางคนกำลังยุ่งอยู่กับหลอดทดลองจำนวนมากมายเบื้องหน้า
บรรดาของเหลวใสหลากสีทอประกายกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดม่านบังตาเข้ามา ในภาชนะทรงกลมคือละอองไอของเวทที่พวกเขาเฝ้าทดลองกันมานานจนคุ้นตา ดูท่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีจนเหลือเพียงขั้นตอนการผสมสารตัวสุดท้ายลงไปเท่านั้น
แสงจากไอเวทส่องเริงแรงผสมผสานกับสีอมส้มอมชมพูของแสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบร่างผู้ทดลองให้ดูเรืองรองงดงามอย่างน่าประหลาด ยิ่งบวกกับของเหลวสีแดงฉานที่อยู่ในมืออีกข้างหนึ่งแล้วทำให้ชายหนุ่มคล้ายกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรงแห่งโลกันต์
ทันทีที่ของเหลวสีแดงรินลงไปสัมผัสกับไอเวทก็เกิดประกายไฟสว่างวาบขึ้นในขวด วินาทีต่อมามันระเบิดออกอย่างรุนแรงจนคนที่ยืนอยู่ตรงประตูด้านนอกถึงกับกระเด็นไปปะทะกับฝาผนังอีกด้าน ทั้งฝุ่นควันและเศษอิฐจากห้องทอลองทั้งหลายกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ฝ่ายเวสเมื่อยันตัวลุกขึ้นได้ก็รีบสร้างเกราะป้องกันตัวเอง แล้วพยายามส่งเวทปกป้องเข้าไปขวางการระเบิดและคุ้มครองคนที่ติดอยู่ด้านในเอาไว้
แต่คล้ายกับว่ายิ่งส่งพลังเข้าไปมากเท่าใดก็ถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น เสียงปะทุของไอเวทยังคงดังออกมาต่อเนื่องไม่ขาดระยะพร้อมเปลวไฟสีส้มลามเลียห้องอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์ที่หิวโหยกำลังกลืนกินเหยื่อ พลังอันรุนแรงแผ่รัศมีออกมาจนเกราะเวทปริร้าวแล้วแตกออก ร่างของชายหนุ่มทรุดลงพิงผนังแตกร้าวด้านหลัง
"จงปกป้อง ร่างกาย ชีวิต วิญญาณ" ริมฝีปากที่แดงไปด้วยเลือดยังคงขยับรายเวทอย่างไม่ขาดระยะ "ด้วยพลังทั้งหมดของข้า........." กระแสเสียงอ่อนเบาท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยที่กรีดก้องไปในทุกอณูของอากาศ ขณะที่เปลวไฟเผาผลาญเข้ามาจนใกล้ตัวเต็มที
ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับหนี ผิวหนังสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าหนาเข้ามา ดวงตาทั้งคู่เริ่มพร่ามัวด้วยความร้อนและกลุ่มควันซึ่งอัดแน่นกันอยู่ทั่วบริเวณ "แค่ก" เขาไอเบาๆหลังจากสูดเอาควันเข้าไปในปอด ท่ามกลางความพร่าเลือนนั้น ...................รู้สึกเหมือนว่าเวลานาทีจะทอดยาวออกไปชั่วกัปกัลป์
ฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งมากมายมาหยุดอยู่ข้างกาย ได้ยินเสียงคนพึมพำบางอย่างอยู่ข้างหูก่อนจะถูกพยุงให้ออกมาพ้นจากบริเวณนั้น "เจ้ายังพอเดินไหวไหม?" ใครบางคนกระซิบถาม ชายหนุ่มฝืนใจพยักหน้ารับเบาๆ ครั้นเหลือบสายตาไปมองยังซากหักพังก็เห็นผู้ใช้เวทหลายสิบคนกำลังพยายามระบายควันและกั้นไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังส่วนห้องทดลองอื่นๆ นัยน์ตาสีเทาที่สะท้อนภาพเปลวไฟสีส้มแดงมีแววเจ็บร้าวรุนแรงก่อนจะปิดลงช้าๆคล้ายไม่อยากจะมองภาพตรงหน้า...........อีกต่อไป
***************
ทันทีที่ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนกำลังนอนอยู่ในห้องโล่ง อันประกอบด้วยเพดานสีขาวแปลกตา ด้านขวาเป็นหน้าต่างซึ่งมีม่านบางเบากางกั้นแสงแดดที่แผดกล้าของยามสาย
เขาเสยผมยาวซึ่งถูกปล่อยลงมาให้พ้นหน้าพลางมองหายางรัดผมบนโต๊ะข้างเตียง สายตาพลันไปสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนาที่มีรอยไหม้ไฟเล็กน้อย ความทรงจำทั้งหมดย้อนกลับเข้ามาในหัวเหมือนกับมีใครมาเล่นวีดีโอกลับให้ดูซ้ำสอง
กลิ่นควัน......รสชาติของเลือด......ความร้อน
มือที่รวบกำผมอยู่ทิ้งให้ตกลงกับเตียง ใบหน้าก้มต่ำซ่อนแววหวาดหวั่น
"พระผู้สร้าง......ได้โปรดเถิด ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นแค่ความฝันที"
"ปัง"
ผู้ที่ประแทกประตูเข้ามาอย่างแรงนั้นเป็นโชวี่และเมอร์สที่มีสีหน้าติดจะตื่นตกใจ "เวส" ทั้งคู่เรียกชื่อเขาแทบจะพร้อมๆกัน ชายหนุ่มหันหน้าไปมองตามทิศทางนั้น "โชวี่......เมอร์ส" ริมฝีปากแห้งฝากหลุดชื่อของคนทั้งสองที่ยังยืนอยู่หน้าห้องออกมาเบาๆ นัยน์ตาสีเทาเข้มมีแววคล้ายจะถามไถ่ให้ทั้งสองช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่ความฝันของเขา
ครั้นเห็นคนทั้งคู่นิ่งเงียบแล้วเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆเตียงแทน ชายหนุ่มจึงได้สังเกตว่าเพื่อนของตนอยู่ในเครื่องแบบผู้ใช้เวทติดปลอกแขนสีดำสนิท........เครื่องหมายแทนการไว้ทุกข์แด่ผู้จากไป
ดวงตานั้นค่อยเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าและเลื่อนลอย ทว่าก็แฝงไว้ด้วยแววเศร้าจนน่าใจหาย ไม่ว่าเพื่อนทั้งสองจะเอ่ยอะไรบ้างชายหนุ่มก็คล้ายจะไม่ได้ยินได้ฟัง ทั้งอาหารและถ้วยยาขมปร่าถูกยกขึ้นจ่อจนชิดริมฝีปากแต่เจ้าตัวกลับนิ่งเฉยไม่ตอบสนองจนคนเป็นเพื่อนหมดปัญญาไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี จึงจำใจต้องลุกออกไปในที่สุด ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งนิ่งแต่เพียงลำพังในห้องนั้น
*****************
เวสนิ่งงันคล้ายรูปปั้น ไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ ไม่ใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งรอบกาย แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเพื่อนทั้งหลายแวะเวียนผลัดเปลี่ยนมาอยู่ด้วยไม่ได้ขาดนั้นเป็นห่วงเขามากแค่ไหน
"แต่ว่า......... ขอโทษนะ พวกเจ้าต้องมาลำบากเพราะข้าอีกแล้ว"
แววรับรู้ฉายวูบขึ้นเพียงเสี้ยวนาทีก่อนที่ดวงตาสีเทาว่างเปล่านั้นตัดสินใจจะปิดลงด้วยเจ้าของไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงหลีกลี้จากโลกแห่งความเป็นจริงที่เจ็บปวดนี้ไปได้ ต่อให้ต้องหลับไปโดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกก็ยินดี
"เมอร์ส" มาร์คัสและดีอัสที่เพิ่งกลับจากจัดการธุระทั้งหลายจนเสร็จตรงเข้ามาพร้อมๆกัน "คงจะหลับแล้วล่ะ" คนที่เฝ้าอยู่ก่อนบอกเบาๆเมื่อเห็นว่าแผ่นอกของชายหนุ่มขยับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
"เป็นยังไงบ้าง" ดีอัสถามพร้อมดวงตาสีเขียวมรกตกวาดมองสภาพของคนบนเตียง "ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนหรอก แค่มีแผลถลอกนิดหน่อยเท่านั้นเอง" คำบอกเล่าทำเอาชายหนุ่มทั้งสองเลิกคิ้วอย่างแปลกใจปนไม่เชื่อ "เมื่อครู่ข้าเพิ่งแวะเข้าไปที่ศูนย์วิจัย" คนพูดเว้นวรรคให้เสียงที่สั่นเล็กน้อยกลับมาเป็นปกติตามเดิมแล้วเอ่ยต่อแต่กระนั้นกลับสั่นเครือกว่าเดิมจนแทบจะจำคำพูดไม่ได้
"ห้องทดลองบริเวณนั้น........กับข้าวของ.......แทบจะไม่เหลืออะไรให้เก็บ ทุกอย่าง...............ไหม้.......เป็นตอตะโกหมด กระทั่ง.............."
เจ้าของเสียงไม่อาจแข็งใจให้พูดต่อได้จึงเงียบไป ขณะที่ประตูห้องถูกผลักให้เปิดขึ้นเบาๆพร้อมร่างของคาร์ลที่เพิ่งกลับจากการเดินทางไกลด้วยมังกรกับนายแพทย์ใหญ่ประจำสถานพยาบาลเดินเข้ามาสมทบ
"เวสไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ" ดีอัสหันไปถามชายสูงวัยซ้ำสอง คนฟังมีท่าทีเข้าใจแล้วเอ่ยช้าๆเหมือนจะช่วยปลอบ "มีพลังบางอย่างคุ้มครองเขาไว้ในวินาทีที่เกิดระเบิดขึ้นทำให้รอดมาได้โดยไม่บาดเจ็บเลย คิดว่าเด็กอีกคนในห้องคง.........."
ร่างบนเตียงปรากฏน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากดวงตาคู่ที่ปิดสนิท ขณะที่คนเป็นเพื่อนคลี่ยิ้มขื่นๆ "เจ้าหมอนั่น................" เสียงพูดเพียงเท่านี้แล้วปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุมอากาศรอบตัวพร้อมกับสายลมอ่อนพัดพาเอากลิ่นหอมเบาของดอกไม้ตรงแปลงปลูกข้างหน้าต่างเข้ามาให้ม่านสีขาวตีลมพึบพับราวจะปลอบประโลม ทว่า.........กลับส่งไปไม่ถึงหัวใจของใครเลย
เป็นเพราะเขา..........
กระนั้น......แม้ในความมืดดำเช่นนี้ก็ไม่อาจลบเลือนภาพออกไปจากสมองได้ เงาร่างที่ยืนอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพสีอมส้อมอมแดงของวันวาน ชีวิต........ที่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ นั่นเพราะข้าอ่อนแอใช่ไหม
ถึงต้องให้เจ้าคอยช่วยเหลืออยู่ร่ำไป เพราะอย่างนี้ถึงได้...............
เกลียดตัวเองเหลือเกิน เกลียด
.
.
**************
ท่ามกลางยามราตรีที่พร่างพราวไปด้วยแสงดาว สายลมอ่อนละมุนพัดผ่านมาลูบไล้ผิวของต้นหญ้าซึ่งแข่งกันชูยอดเรียวโบกสะบัดสู่ฟ้าสูง ร่างเงาสีดำในชุดคลุมคุ้นตายืนนิ่งทอดสายตาออกไปตามทะเลยอดหญ้าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับเรียกขานชื่อนั้นก่อนที่เจ้าของจะทันรู้ตัว
"มิคาเอล"
ใครคนนั้นผินหน้ากลับมามองเขา ฉับพลันรอบกายก็เปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่ลุกท่วมเศษซากของบรรดาห้องทดลอง เวสรู้สึกคล้ายเวลารอบกายได้ย้อนคืนไปเมื่อวันที่เกิดเรื่องร้ายนี้ ชั่ววินาทีนัยน์ตาสีน้ำเงินเหลือบเขียวฉายแววเศร้าสร้อยขณะเหลือบมองเขา ก่อนลับร่างไปท่ามกลางกองเพลิงอันโชติช่วงนั้น
"เวส"
เสียงเรียกชื่อดังขึ้นจากด้านซ้ายมือ ครั้นชายหนุ่มหันไปก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าละม้ายเขาในชุดไหมคอตั้งสีเข้ม ทว่ากลับมีเลือดสีสดหยดย้อยมาจากมุมปากไม่ขาดสาย ด้านขวามือของคนผู้นั้นคือสตรีผมยาวในชุดหรูที่ขาดวิ่นและเกรอะกรังไปด้วยเลือดสีดำเข้ม หากดวงตาของคนทั้งคู่กลับแฝงแววห่วงหานัก
"ท่าน......"
สองร่างนั้นเคลื่อนเข้ามาจนใกล้............และภาพทั้งหมดก็ดับวูบไปเหลือเพียงความสงัดงันท่ามกลางความมืดดังเดิม
ร่างสูงของชายหนุ่มผวาลุกขึ้นนั่ง บนดวงหน้าพราวไปด้วยเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบมือข้างหนึ่งสะบัดไปปัดเอาวัตถุบางอย่างบนโต๊ะข้างเตียงให้ตกโครมลงไปในความมืดของพื้น เวสพยุงร่างอ่อนแรงของตนให้ลุกขึ้นหมายจะเก็บสิ่งนั้นแต่ทันทีที่เท้าแตะพื้นร่างกลับเซถลาจนล้มลงไปกองอยู่ข้างเตียง
ลูกไฟเวทดวงน้อยกระพริบแสงริบหรี่บ่งบอกถึงสภาพของผู้ใช้พลังเป็นอย่างดี ชายหนุ่มฝืนใจขยับร่างไปตามพื้นขณะที่สองมือคลำเปะปะไปจนพบว่าสิ่งที่ตนปัดตกลงมานั้นคือหนังสือเล่มหนาซึ่งถือติดมือมาเพื่อจะอ่านในวันเกิดเหตุนั่นเอง
หน้ากระดาษออกสีเหลือปนน้ำตาลด้วยเก่าเก็บเปิดแผ่หราอยู่บนพื้น กว่าครึ่งถูกเขียนด้วยหมึกสีออกน้ำเงินเข้มคล้ายต้องการเน้นย้ำว่าเป็นข้อความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวแรงด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นขณะไล่สายตาเพ่งมองไปตามบรรทัดตัวอักษรซึ่งเขียนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ จนสองสามบรรทัดสุดท้ายของหน้านั้นน้ำหมึกกลับจืดจางเสียจนต้องเพ่งสายตามากกว่าเดิมเพื่ออ่านให้ออก
"น้ำตาวาลาแม้จะมีคุณสมบัติสามารถแทนเปลือกสนเพลิงได้ แต่ควรระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในการทดลองเกี่ยวกับเวทที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นละออง เนื่องจากสามารถทำปฏิกิริยาจนกลายเป็นระเบิดซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างรุนแรงโดยมีรัศมี
แปะ
หยดน้ำตกลงบนหน้ากระดาษเป็นด่างดวง ชายหนุ่มกัดริมฝีปากแน่นจนเลือดซึมออกมา สองมือจิกกำชายเสื้อแน่นจนแทบจะฉีกขาด ก้อนเนื้อที่ขยับอยู่ในอกปวดแปลบราวกับถูกของมีคมกรีดลึกซ้ำที่เก่าจนเป็นแผลเปิด ร่างบนพื้นหินอันเย็นยะเยียบกับอากาศติดจะหนาวในยามค่ำคืนนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ลูกไฟเวทค่อยจางแสงก่อนจะกระพริบเบาๆเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลงพร้อมกับนัยน์ตาสีเทาของชายหนุ่ม
***********************
"เวส..................."
มาร์คัสเรียกชื่อชายหนุ่มเบาๆอย่างจนใจเต็มที หากร่างที่นอนนิ่งบนเตียงก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ.....ทั้งยาและอาหาร เครื่องมือต่างๆห้อยระโยงระยางอยู่รอบตัว ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิทแพขนตาทาบทับบนใบหน้าซีดเซียวราวกระดาษขาว ลมหายใจก็ดูจะอ่อนล้าเต็มทนแล้ว
วันนี้นับเป็นวันที่ 9 นับตั้งแต่เขาพบเพื่อนของตนนอนฟุบอยู่ข้างเตียงพร้อมหนังสือเล่มหนาที่เปิดอ้า ครั้นได้กวาดสายตาดูก็พบสาเหตุ
เพื่อนเจ็บปวดแค่ไหน..........เขารู้ แต่ไม่อาจทำอะไรให้ได้เลยสักอย่าง กระนั้นก็ไม่อยากจะต้องเสียเพื่อนไปอีกคน ชายหนุ่มเหม่อมองร่างแน่นิ่งด้วยหัวใจหม่นเศร้า
"ข้าแต่พระผู้สร้าง ได้โปรด....ช่วยเหลือเพื่อนของข้าพระองค์ด้วยเถิด"
บรรดาเพื่อนๆทั้งหลายทำได้เพียงภาวนาในใจซ้ำไปซ้ำมาเช่นนั้น หวังให้คำขอของพวกเขาทั้งหลายส่งไปถึงผู้ซึ่งสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์
ปี๊ปๆ
สัญญาณของอุปกรณ์ข้างเตียงดังขัดจังหวะความคิดของชายหนุ่ม เขาเหลือบมองไปยังต้นเสียงอย่างไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรดี แต่ในวินาทีถัดมาประตูสีขาวก็ถูกเปิดออกพร้อมนายแพทย์เจ้าของไข้และพยาบาลถลาเข้ามาล้อมอยู่รอบเตียง มาร์คัสจึงหันไปปลุกโชวี่ที่นั่งสัปหงกคำนับลมฟ้าอากาศให้ตื่นแล้วเลี่ยงออกไปข้างนอกด้วยกันอย่างรู้หน้าที่
"ทรุดลงอีกแล้ว" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยพลางบิดแขนเสื้อไปมาโดยไม่รู้ตัว "จะทำยังไงดี" แล้วเจ้าตัวก็หันมาถามเอากับเพื่อนเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าเช่นเดิม
พวกเขาทั้งหมดพักการทดลองในส่วนของตนเองไว้แล้วผลัดเวรกันมาเฝ้าไข้เวสซึ่งดูเหมือนว่าอาการอาจจะทรุดลงไปได้ในทุกวินาที พวกที่ว่างก็มักจะไปขลุกตัวอยู่ที่มหาวิหารพาราเทียสวดภาวนากันอย่างเอาเป็นเอาตายเนื่องจากไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาอะไร หรือไม่ก็หอสมุดประจำแพนโทเทียค้นหาวิธีการรักษาจนแทบจะกินนอนกันกลางกองหนังสือนั่นเลย
"วิ้ง"
จดหมายสีขาวสะอาดประทับครั่งสีแดงของวิทยาลัยร่วงลงมาจากอากาศว่างเปล่าตรงหน้า โชวี่ไม่เสียเวลาตกตะลึงรีบฉีกซองออกอ่านทันที
"มาร์คัส" ชายหนุ่มมีทีท่าเหมือนคนหลงทางในวงกตที่เพิ่งค้นพบว่าทางออกวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว "จอมปราชญ์วาริด .....มา...." เจ้าตัวรีบร้อนจนแทบจะพูดไม่เป็นคำ "จะมาที่นี่......." คนฟังต้องยกมือห้ามให้โชวี่ตั้งสติเรียงลำดับเรื่องราวในหัวให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยเอ่ยออกมาอีกครั้ง
"จอมปราชญ์วาริดบอกว่าจะขึ้นมาแพนโทเนียแล้วจะเลยไปพิธีคำนับดวงวิญญาณที่โรแวงต์" ดวงตาคนฟังสว่างวาบไปด้วยความหวัง เนื่องเพราะจอมปราชญ์วาริดผู้นี้เป็นบุคคลที่แทบจะเรียกได้ว่าเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเวส
"บางที........"
*************
ชายชราผู้มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเป็นนิจทรุดกายลงนั่งข้างเตียง มือติดจะเหี่ยวย่นสัมผัสท่อนแขนเย็นเฉียบที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาแผ่วเบาพร้อมเอ่ยคำพูดเหมือนรู้ว่าคนบนเตียงต้องกำลังฟังอยู่เป็นแน่
"เจ้าจะเอาแต่หลบอยู่ในความมืดแล้วละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปหรือ"
"ยังจำได้ไหม? ความฝันของเจ้ากับมิคาเอลคือสิ่งใด? หรือในความมืดมิดนั้นเจ้าได้สูญเสียมันไปจนสิ้นแล้ว"
ชายชราเอนตัวพิงเก้าอี้แล้วประสานมือไว้บนตักหลวมพลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายธารอันชุ่มเย็นรินรดหัวใจที่อ่อนล้าดวงนั้น โดยหวังว่าจะทำให้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ได้อีกสักครั้งหนึ่ง
"หากการที่คนที่เรารักต้องจากไป ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม คนที่ยังอยู่ล้วนต้องเสียใจด้วยกันทั้งนั้น หากการจมอยู่กับความทุกข์ไม่ใช่ทางออกที่ดีหรือสิ่งที่เขาอยากให้เกิดกับเราเป็นแน่ ดังนั้นสำหรับเราที่ยังมีชีวิตอยู่ก็สมควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดให้คุ้มค่าที่สุด ทำ............ในสิ่งที่เขาไม่อาจทำได้อีกต่อไปแล้ว เพื่อว่าสักวันจะได้พบกันอีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ"
ดวงตาสีเทาคล้ายชายหนุ่มหากก็ลุ่มลึกกว่าทอดมองร่างบนเตียงอีกครา "แม้มิอาจแก้ไขหรือย้อนเวลากลับไป หากจงระลึกไว้ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าเพียงเท่านั้น"
เสียงขาเก้าอี้ครูดพื้นเบาๆพร้อมร่างของจอมปราชญ์ลุกขึ้นแล้วเดินช้าๆออกไปจากห้องนั้น ชายชราชะงักที่ประตูเล็กน้อย
"อีก 4 วันจะมีพิธีคำนับดวงวิญญาณของผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายที่โรแวงต์" เขาหันมาทิ้งท้ายก่อนที่บานประตูสีขาวจะถูกปิดลง
*********************
เสียงขลุ่ยผิวหวีดหวิวไปในอากาศยามเช้าตรู่ ละอองน้ำค้างบนใบไม้สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะหยาดหยดลงสู่พื้นดินราวกับน้ำตาของใครบางคน กลีบดอกไม้หอมกรุ่นหลากสีสันปลิวว่อนไปทั่วบริเวณแล้วถูกสายลมหอบพาให้ลอยละล่องสู่ฟ้าสีสดใสเบื้องบนโน้น
เพลงภาษาพื้นเมืองที่ไม่ทราบความหมายนั้นซึมซาบเข้าสู่หัวใจของทุกผู้ที่ยืนอยู่ ท่วงทำนองเนิบช้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าราวกับจะไว้อาลัยแด่ผู้จากไป หากก็คล้ายจะปลอบประโลมและบอกให้ผู้ที่ยังอยู่นั้นดำเนินชีวิตของตนต่อไป แม้อาจปราศจากบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ก็จะต้องก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็งให้ได้
"ข้าแต่พระผู้สร้าง........ผู้ทรงสถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์
"โปรดทรงเมตตารับเอาดวงวิญญาณดวงนี้สู่อาณาจักรอันเป็นนิรันดร์"
เสียงสะอื้นเบาๆหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของผู้ซึ่งยืนรายรอบบริเวณนั้น ชายในชุดยาวสีขาวสะอาดเอ่ยคำด้วยเสียงไม่ดังไปกว่ากระซิบ หากก็ก้องกังวานอยู่ในหัวใจ กลุ่มคนในชุดดำค่อยเดินตรงไปยังแท่นไม้เล็กด้านหน้าแล้วค่อยๆบรรจงวางกุหลาบขาวในมือของตนลงก่อนจะถอยออกมา
"เวลาสำหรับเขาบนโลกนี้ได้หมดลงแล้ว ขอทรงนำพาเขากลับคืนสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยเถิด" เสียงนกน้อยขับขานเพลงเศร้าคลอไปกับท่วงทำนองของสายลมและใบไม้ประดุจท่วงทำนองจากราตรีกาลอันมืดมนแห่งชีวิต
"ขอให้ดวงวิญญาณของมิคาเอล โรแวงต์ สงบสุขอยู่ในอาณาจักรแห่งความเป็นนิรันด์ ณ สรวงสวรรค์ด้วยเถิด"
สิ้นคำของผู้ทำพิธีทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านตัวคล้ายกับจะโอบกอดปลอบโยนแทนผู้ที่จากไป
ผู้คนเริ่มทยอยกันออกไปจากบริเวณนั้น สตรีในชุดดำสนิทในผ้าคลุมหน้าร่ำไห้ออกมาเบาๆขณะเดินผ่านเขาพร้อมชายร่างสูงที่ประคองเอาไว้ด้วยเกรงว่าจะเป็นล้มพับไป ชายหนุ่มยืนนิ่งก้มหน้ามองพื้นอย่างเงียบงัน มือของมาร์คัสยื่นมาบีบแขนเขาเบาๆแล้วเดินเลี่ยงออกไปพร้อมกลุ่มเพื่อน
นัยน์ตาสีเทาที่ติดจะแดงเล็กน้อยเหลือบขึ้นมอง แท่นไม้เล็กๆที่เต็มไปด้วยกุหลาบสีขาวสะอาด เบื้องหลังคือสนามหญ้าสีเขียวสดทอดตัวไปจรดกับทุ่งหญ้าสูงที่โบกสะบัด พุ่มไม้ดอกสีสดรายล้อมอยู่รอบตัวเขา ครั้นชายหนุ่มกระพริบตาน้ำตาหยดหนึ่งก็รินลงมาพาให้ทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่ามัว
เขาเหมือนจะเห็นว่าร่างในชุดคลุมแบบผู้ใช้เวทที่เห็นเจนตากำลังสาวเท้าออกห่างจากตัวไป "มิคาเอล" นัยน์ตาสีน้ำทะเลที่ตวัดกลับมามองเขาแฝงแววเศร้าสร้อยห่วงใย หยดน้ำสีใสเอ่อคลออยู่บนขอบตา กระนั้นมุมปากบางกลับหยักยิ้มให้ราวกับจะบอกลา ขณะที่เสียงหนึ่งก้องไปในอากาศ
"ฝากด้วยนะ"
*****************
"เวส" คาร์ลเดินเข้ามาเรียกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ความคิด เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้คือวงเวทขนาดยักษ์ มีอักขระเชื่อมต่อเขียนอยู่โดยรอบ ส่วนสัญลักษณ์ของธาตุทั้งสี่นั้นถูกเขียนให้อยู่ตามมุมต่างๆของสี่เหลี่ยมเล็กซึ่งวาดอยู่ด้านใน ตอนนี้ผู้ใช้เวทส่วนมากถอยออกมายืนเรียงตัวกันอยู่บนเส้นวงกลมภายนอก
มาร์คัส โชวี่ เมอร์สและดีอัสยืนประจำตามเวทธาตุของตนตามมุมของสี่เหลี่ยมโดยเว้นที่ว่างตรงใจกลางเอาไว้ ครั้นเหลือบสายตามมามองก็พบว่าในมือของคาร์ลคือขวดแก้วทรงกลมสีใสภายในบรรจุละอองไอซึ่งเปล่งแสงเรืองเรื่อเล็กน้อยออกมาท่ามกลางความมืดของยามดึก ชายหนุ่มรับขวดแก้วนั้นด้วยมือเย็นเฉียบแล้วค่อยๆก้าวเข้าไปยังพื้นที่ว่างตรงกลาง มือที่กำขวดอยู่นั้นสั่นน้อยๆขณะยกขึ้นให้อยู่ในระดับอกเป็นการให้สัญญาณ
เสียงร่ายเวทดังประสานกันราวกับกำลังขับขานท่วงทำนองท่ามกลางยามราตรีอันมืดมิดและเงียบงันนี้ ขณะที่วงเวทแทบเท้าเริ่มเปล่งแสงขึ้นทีละน้อย มือของเวสที่ค่อยๆเลื่อนไปยังจุกไม้ตรงปากขวดหยุดชะงักชั่วครู่ ก่อนเจ้าของจะสูดลมหายใจลึกแล้วกระชากมันให้เปิดออกพร้อมแสงสีส้มสดสาดสว่างจ้าไปทั่วบริเวณจนคล้ายรถทรงของดวงตะวันอันเรืองรองได้ชะลอลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน
สายลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆพาให้เสื้อคลุมสีดำปลิวสะบัด ไดแอซซึ่งยืนอยู่ตรงโคนต้นไม้ด้านนอกวงหรี่ตาลงเล็กน้อย ภาพที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาสีฟ้าหม่นคือเหล่าผู้ใช้เวทท่ามกลางแสงอันเจิดจรัสที่พวยพุ่งขึ้นสูงผ่านอากาศที่ค่อยๆเย็นลงเรื่อยๆสู่ฟ้า
เมฆสีเทาหม่นยาตราทัพเข้าบดบังแสงจันทร์เสียสิ้น เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อวัตถุนุ่มเบาและเย็นเฉียบสัมผัสแก้ม
"หิมะตก"
-------------------------------------------------
หวัดดีค่าทุกท่าน อัพช้าได้ใจมากเลย55+
เพิ่งหนีไอดินกลิ่นระเบิดแถวบ้านไปสอบค่ะ มีใครไปสอบเหมือนกันบ้างไม๊เอ่ยยกมือหน่อยจิ จะบอกว่าเมาคนมากๆเลยค่ะ แถมยังอดนอนอีก แต่โชคยังดีที่ไม่ค่อยเจอรถติดมากไม่งั้นจอดแหงๆเลยเรา ก็สนุกดีอ่ะกับการ(โดดโรงเรียน)มาเที่ยว 555+ (ตกลงมาเพื่อสอบแน่เรอะ) เอาละค่าทีนี้ก็เหลือแค่ลุ้นผลว่าจะได้ซักกี่คะแนน รู้สึกว่าผิดไปเยอะเลยตรงคณิต แถมความรู้รอบตัวยังมั่วอีก เฮ้อ จะรอดไม๊น่อเรา
ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน+เม้นท์ด้วยค่า
ปล ขออภัยอย่างสูงที่เลทนานค่ะm(_ _)m
ความคิดเห็น