กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 7 : จับมือผมไว้แล้วคุณจะปลอดภัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 563
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 มี.ค. 56

ต้องขออภัยค่ะหายไปหลายวัน เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดค่ะ...ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ...ขอบคุณ คุณ P2506 ค่ะ ที่ติดตามอ่านแล้วคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้อย่างต่อเนื่อง

***********************************************************************************
 


ความอึดอัดกับความเงียบสองสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน หญิงสาวหันไปมองเสี้ยวหน้าของปารีส ดวงตาคมกริบทอดมองนิ่งไปยังเส้นทางคดเคี้ยวและลาดชันข้างหน้า ร่างบางหลุบตามองสองมือแข็งแรงจับพวงมาลัยรถบังคับทิศทางก่อนจะเหลือบมองเขาอีกครั้งพลางคิด ‘ผู้ชายอะไรดูสมบูรณ์แบบขนาดนี้’ ใบหน้าขาวเนียนได้รูปหล่อเข้มขณะเดียวกันยังดูคมหวาน คงเพราะคิ้วหนา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่เม้มสนิทนั้นแดงระเรื่อ และดวงตาคมภายใต้กรอบขนตายาว            


หญิงสาวที่มัวแต่จ้องเพลินหลบตาแทบไม่ทัน เมื่อเขาจู่ๆ ก็หันขวับมามอง หล่อนจึงแสร้งทำเหมือนว่ากำลังมองวิวข้างทางฝั่งที่ร่างสูงกำลังนั่งเป็นสารถีแทน ฝ่ายปารีสได้แต่กลั้นยิ้มและพยายามวางหน้าเรียบเฉย เพราะเขารู้ตัวนานแล้วว่าถูกสาวนั่งข้างแอบมองสำรวจ ชายหนุ่มหักพวงมาลัยรถจอดริมขอบทาง แล้วหันไปตั้งใจมองปาริสาอย่างจริงจัง ส่วนคนถูกจ้องก็ออกอาการเลิกลั่ก ผงะเอนตัวหนีเมื่อเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ แต่จะให้ถอยอีกคงไม่ได้แล้วด้วยหลังศีรษะแนบกับกระจกรถหมดทางดิ้นหนีไปไหน ได้แต่นั่งสบตาปริบๆ ก่อนจะถามตะกุกตะกักออกไป   


 “พะ...พี่...พี่ปารีสจะทำอะไร” ทว่าร่างสูงไม่ตอบ กลับยื่นมือมาใกล้ เพี้ยะ! หล่อนตีมือเขา มันเป็นไปโดยอัตโนมัติแบบไม่ได้ตั้งใจ            


“พี่คิดจะทำอะไร”          


 “ถ้าไม่อยากให้พี่จับ ไหนลองเอียงหันแก้มขวามาให้ดูหน่อย”      


เอียงทำไม? หันไปเพื่ออะไร? คือคำถามที่อยู่ในใจของหญิงสาว ก่อนจิตจะเตลิดคิดไปเองว่าเขาจะถือโอกาสลวนลามโดยการหอมแก้มสักฟอด หล่อนนั่งตัวเกร็งไม่กล้าขยับ จนเขาเอามือมาจับเชยปลายคางพลางมองอย่างพิจารณา ร่างบางชักนึกหวาดกลัวสายตาจริงจังคู่นั้น        


 “พี่คะอย่าทำแบบนั้นกับริสาเลย ใจเย็นๆ เราค่อยคุยกันก่อนดีไหมคะ อย่าเพิ่งใจร้อน”   


 “ก็ไหนว่าไม่เป็นไร ไม่เจ็บแล้วไง ทำไมแก้มถึงยังแดงช้ำแบบนี้” เขาพูดขึ้นก่อนจะเปิดเก๊กหน้ารถหยิบหลอดยาออกมา หันมาบอกอีกครั้ง “อยู่นิ่งๆ นะ เดี๋ยวพี่จะทายาให้ จะได้หายเร็วๆ”      


ปาริสาอยากจะเคาะกะโหลกตัวเองนักที่ดันคิดไปในทางแบบนั้น รีบแย่งหวังชิงหลอดยามาจากเขาพร้อมออกปาก 


 “ริสาทำเองได้” ทว่าร่างสูงกลับชักมือหนี       


 “น้องริสาจะทำเองได้ยังไง เมื่อมองไม่เห็นหน้าตัวเอง แต่พี่มองเห็นได้ชัดเลยล่ะ ทำไมถึงชอบดื้อกับพี่อยู่เรื่อย”


หล่อนไม่เคยมีพี่ชายตัวโตแบบเขาเสียหน่อย ทำไมต้องทำท่าเหมือนตนเป็นเพียงน้องสาวตัวน้อยที่แสนดื้อและซุกซน หญิงสาวรู้สึกไม่ชอบใจกับคำว่า ‘น้องสาว’ ในความคิดของตัวเองเท่าไหร่นัก แล้วหล่อนหวังอะไรจากเขากันแน่?   


“จะให้พี่เป่าเพี้ยงให้ไหม” เขาถามยิ้มๆ หลังจากช่วยใช้ปลายนิ้วอุ่นจัดทาครีมยาตรงแก้มเสร็จแล้ว  


 “ไม่ต้องค่ะ” หล่อนรีบปฏิเสธ “แต่พี่ช่วยขยับออกไปได้แล้วค่ะ”


หญิงสาวอยากจะบอกขยายความต่อไปอีกด้วยซ้ำ...ไหนว่าเห็นชัด แต่เบียดมาเสียใกล้เพียงอีกคืบหน้าจะชนกันแล้ว แถมหล่อนยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของเขาอีกต่างหาก            


 “ทีน้องริสายังจ้องหน้าพี่เสียตั้งนาน พี่ยังไม่บอกให้เลิกจ้องเลย พอถึงทีพี่บ้างกลับบอกให้รีบถอย”
ปาริสาหน้าเหวอพร้อมกับวางสีหน้าไม่ถูก แสดงว่าเขารู้ตัวตลอดเวลาว่าหล่อนแอบมอง...น่าขายหน้าจริงๆ    


“เมื่อไหร่กัน” หล่อนรีบแก้ตัวไว้ก่อน “ริสามองวิวข้างทางต่างหาก พี่ปารีสมั่นใจตัวเองมากเกินไปแล้ว คงถูกสาวรุมล้อมจนเคยชินล่ะสิท่า เลยคิดว่าริสาจะสนใจพี่ด้วยหรือไง ต่อให้มีผู้ชายหน้าตาแบบพี่มาเต็มคันรถบรรทุก ริสาก็ไม่อยากจะมองหรอก”          


 “คนโกหก” เขาว่ากลับมาหน้าตาเฉย ดวงตามีแววระยับ       


"ทำไมถึงคิดว่าริสาโกหก” หล่อนแกล้งถาม ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้     


 “น้องริสาจำไว้นะ ว่าคนโกหกชอบพูดอธิบายอะไรยาวๆ คราวหลังตอบเพียงสั้นๆ ก็พอครับ”
เขายิ้มเมื่อบอกถึงเทคนิคการจับคำโกหก ส่วนปาริสาเม้มปากแน่นก่อนจะสะบัดหน้าเหมือนงอน หันไปมองนอกกระจกรถ แทนที่จะสบตาคมกริบคู่นั้น ร่างสูงถอยออกห่างยืดตัวนั่งตรงก่อนจะเคลื่อนรถเดินทางต่อ เสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกมา แล้วคำพูดเด็ดลอยกระทบหูสองข้างให้ได้ยิน          


 “พี่อนุญาตให้มองหน้าพี่ได้นะ แต่อย่ามองบ่อยและมองนานๆ เดี๋ยวจะไม่มีสมาธิขับรถ จนต้องหักพวงมาลัยจอดข้างทางอีก คราวนี้พี่ไม่ทายาให้แล้วนะ แต่จะทำอย่างอื่นแทน”       ‘คนร้ายกาจ’ หล่อนต่อว่าเขาอยู่ในใจ         


ถึงจะได้รับการอนุญาตให้มองหน้าเขาขณะขับรถ แต่เมื่อเจอคำพูดดักคอไว้แบบนั้น แล้วใครจะกล้า ปาริสาจึงต้องนั่งตัวเกร็งมาตลอดทาง ผ่านไปเกือบร่วมชั่วโมง ห่างไกลจากแคมป์ลานสกีของแจสเปอร์ เนชั่นเนล ปาร์ค รถขับเคลื่อนสี่ล้อก็มาจอดยังลานด้านล่างกลางหุบเขา ซึ่งก็คงเป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาร็อกกี้ ชายหนุ่มคว้าอุปกรณ์กีฬาจากด้านหลังรถ ปล่อยให้หญิงสาวยืนกอดอกมองธรรมชาติรอบตัว บริเวณนี้อยู่ในระดับความสูงกว่าจุดเดิมอยู่มาก อากาศจึงหนาวกว่าอย่างได้ชัดแถมลมก็แรง ร่างบางกระชับผ้าพันคอลายสีดำสลับขาวให้แน่นขึ้น หันไปมองปารีสเมื่อเขาเข้ามาคุยด้วย           


 “พี่จะต้องปีนขึ้นไปบนเนินยอดเขานั่น” เขาชี้มือไปอีกทาง “น้องริสานั่งรอในรถดีกว่า เดี๋ยวพี่เปิดฮิตเตอร์รถไว้ให้ จะได้ไม่หนาว พี่คงเล่นสักสองสามรอบคงพอ ใช้เวลาสักไม่เกินสามชั่วโมง เพราะต้องเสียเวลาตอนปีนขึ้นด้วย”  


“พี่จะให้ริสารออยู่ในรถคนเดียว” หล่อนถาม ก่อนจะเหลียวมองไปรอบตัว เคยดูสารคดีว่าแถวหุบเขาอากาศหนาวมีหิมะแบบนี้ ยังมีหมีตัวใหญ่ หรือไม่อาจมีหมาป่าก็ได้       


“ไม่ต้องกลัวหรอกแถวนี้ปลอดภัย” ชายหนุ่มพูดเหมือนรู้เท่าทันความคิด “ไม่มีสัตว์ร้าย” ปารีสยิ้มล้อเลียนก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ “และที่แน่ๆ ตอนนี้กลางวันไม่มีผีมาหลอกแน่นอน”      


“บ้า! ริสาไม่ได้กลัวผีเสียหน่อย” หญิงสาวย่นจมูก ก่อนจะอ้อนขอ “ให้ริสาไปด้วยนะ ริสาอยากขึ้นไปเห็นวิวบนเนินยอดเขานั้นด้วย ไม่อยากมานั่งขังตัวเองอยู่ในรถคนเดียว”       


“มันลำบากไม่ใช่ปีนขึ้นได้ง่ายๆ รออยู่ข้างล่างเนี่ยแหละดีแล้ว” เขาไม่ยอมตามใจหล่อนง่ายๆ แต่ต้องถอนหายใจกับคำพูดของคนตรงหน้า           


“ริสาปีนได้ สมัยเด็กๆ เคยไปปีนขึ้นภูกระดึงกับคุณพ่อมาแล้ว”     


 “แม่คุณ นี่มันเทือกเขาร็อกกี้นะ ไม่ใช่ภูกระดึง สภาพอากาศก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จะเอามาเทียบกันได้ยังไง”  


“ตอนนั้นริสายังเด็ก ปีนภูกระดึงได้สบาย แต่ตอนนี้โตแล้วเทือกเขาร็อกกี้ปีนได้อยู่แล้ว” ปารีสกระตุกยิ้มพลางคิดท่าทางพ่อของเจ้าหล่อนคงต้องปวดหัวกับเด็กดื้อคนนี้น่าดู        


“ใช่พี่เห็นด้วยว่าน้องริสาโตเป็นสาวแล้ว” ร่างบางย่นจมูก      


 “อย่ามาพูดแซวเล่นกับริสาแบบนี้นะ”         


“พี่พูดจริง” ปารีสกดเสียงจริงจัง “ก็เห็นอยู่ว่าตรงหน้าไม่ใช่เด็กแล้ว” หญิงสาวตวัดหางตาค้อนก่อนจะถามอีกรอบ            


“แล้วตกลงพี่จะยอมให้ริสาขึ้นไปด้วยไหม” ดวงตาหญิงสาวเป็นประกาย “ถึงริสาจะเล่นสกีไม่เป็น แต่อยากปีนเขามากสนุกดีออก”           


ร่างสูงมองปาริสานิ่งอย่างกำลังชั่งใจ เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงเดินกลับไปหลังรถ ก่อนจะคว้าบางอย่างออกมา แล้วเดินกลับเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกครั้ง         


“ถ้าจะขึ้นไปด้วย ต้องใส่ไอ้นี่ก่อน รองเท้าของน้องริสาไม่เหมาะกับการปีนยอดเขาที่มีน้ำแข็งเกาะหรือหิมะ เดี๋ยวจะลื่นเอา”


ปาริสามอง ‘ไอ้นี่’ ที่เขากำลังยื่นมาให้หล่อนดู เห็นเป็นแผ่นเหล็กมีลักษณะเหมือนฟันปลาสำหรับสวมไว้ใต้รองเท้าจึงเข้าใจ เขาย่อตัวลงนั่งข้างหน้า         


“ยกขาขึ้น” เขาสั่งเสียงนิ่ม “พี่จะได้สวมให้” ร่างบางทำตามยืนด้วยขาข้างเดียวก่อน ทว่าต้องตัวโงนเงนเซไปซ้ายทีขวาทีเพราะทรงตัวไม่อยู่เหมือนจะล้ม ปารีสรีบจับมือหญิงสาวช่วยยึดไว้ ก่อนจะนำมาวางบนบ่ากว้างของตัวเอง  


“ถ้าไม่อยากล้มไปกองกับพื้นหิมะ ก็จับหัวไหล่พี่ไว้”
ตอนนี้หล่อนคงเลิกเป็นเด็กดื้อสำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าคนตัวสูงจะบอกอะไร หล่อนก็ทำตามแต่โดยดี ไม่นานใต้พื้นรองเท้าผ้าใบสองข้างก็ถูกหุ้มสวมด้วยเกราะโลหะปลายแหลม  


ทั้งคู่เริ่มไต่จากตีนแนวเทือกเขาขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ระยะทางช่วงแรกปาริสาก้าวเท้าย่ำไปตามหิมะได้ไม่มีปัญหา แม้บางครั้งจะเกือบล้มหัวคะมำก็ตาม ยิ่งเวลาผ่านไปหล่อนรู้สึกหอบอากาศเริ่มบางเบา ร่างสูงเดินนำไปข้างหน้าไม่เกินห้าก้าวและพยายามเหลียวหลังมามองเป็นระยะ จนกระทั่งมาถึงตรงทางชันสูงกว่าปกติ ปารีสหยุดอยู่กับที่รอจนหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ ยื่นไม้ค้ำเล่นสกีอีกอันส่งมาให้ หล่อนรับไว้ จากนั้นแขนยาวก็ยื่นมือภายใต้ถุงมือหนังอย่างดีมาตรงหน้า หญิงสาวมองนิ่ง             


“จับมือพี่ไว้ถ้าไม่อยากล้มและม้วนกลิ้งเป็นตุ๊กตาหิมะลงไปข้างล่าง” ปาริสาจึงรีบยื่นมือออกไป ส่วนเขาก็คว้าหมับจับเสียแน่นชนิดที่ไม่มีทางเผลอทำหลุดมือได้ง่าย ร่างสูงบอกเพิ่มเติมอีกว่า “ส่วนมืออีกข้างใช้ไม้สกีช่วยค้ำพยุงไว้อีกที”             


หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าความรู้สึกอบอุ่นเกาะกุมหัวใจอย่างประหลาดพร้อมกับความคิดถึงบิดา เหตุการณ์คล้ายกันแต่สถานที่แตกต่าง วัยเยาว์พ่อการันเคยจับจูงมือลูกสาวฉุดพาสู่ยอดภูกระดึง พอโตมาได้ยินความเชื่อว่าหากคู่รักคู่ใดไปสถานที่นั้นจะต้องเลิกกัน ทว่าหล่อนไม่คาดคิดว่าลูกสาวคนนี้จากต้องผลัดพรากจากผู้อันเป็นที่รักด้วยความตายที่ช่างโหดร้าย และเจ็บปวด อุ้งมือกว้างแข็งแรงของเขาไม่ต่างจากคนที่หล่อนกำลังโหยหา กระชับแน่นมั่นคง ร่างบางจุดรอยยิ้มบนเรียวปากบางที่สั่นจนฟันกระทบเพราะอากาศหนาวด้วยความรู้สึกว่าตนคงปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงเมื่อมีปารีสคอยดูแล ร่างสูงหยุดชะงัก        


 “น้องริสาได้ยินอะไรไหม” เขาถาม         


“อะไรคะ” ปาริสาสงสัยรีบบอก “ริสารู้สึกว่าพอขึ้นมาที่สูงแบบนี้รู้สึกหูอื้อ ได้ยินแต่เสียงลมเบาๆ”  


 “ชักไม่เข้าท่าแล้ว ให้ตายเถอะ” ร่างสูงสบถกับตัวเอง ก่อนจะดึงลากพาหล่อนเร่งฝีเท้าเปลี่ยนทิศทางไปยังอีกด้าน หญิงสาวสีหน้าตื่นตระหนกกับท่าทางเร่งรีบเหมือนหนีความตาย      


“เกิดอะไรขึ้นคะ” ร่างบางถามขณะกำลังซอยเท้าถี่ยิบหายใจหอบตามแรงฉุด “ทำไมต้องรีบ แล้วนี่เรากำลังจะไปไหน”             


“ข้างบนนั่นพี่ได้ยินเสียงสัญญาณหิมะบนลาดเขาเลื่อนไหลถล่มลงมา เราต้องเลี่ยงให้พ้นเส้นทาง”


ได้ยินแค่นั้นหญิงสาวถึงกับลืมเหนื่อยพยายามเพิ่มความเร็วของตัวเองเพื่อไม่ต้องเป็นภาระให้เขาต้องชะลอฝีเท้า เสียงหิมะถล่มฟังแล้วช่างน่ากลัวเมื่อมันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฟังราวกับเสียงฟ้าคำรามหรือไม่ก็คล้ายกับเสียงธารน้ำตกไหลจากที่สูงกระทบโขดหิน ปาริสาเหลียวหลังเงยหน้าขึ้นไปมอง ต้องอ้าปากค้างเท้าสองข้างเหมือนหยุดวิ่งด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่ร่างของหล่อนจะถูกกระชากเข้าไปกอดไว้แน่น แล้วทุกอย่างก็ดับมืดสนิท     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #20 p2506 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 / 13:27
    วิวสวยค่ะ แต่ก็น่ากลัวด้วย แค่เดินลุยหิมะขึ้นเขาก็แย่แล้ว
    ยังเจอหิมะถล่มอีก เอาใจช่วยปารีสกะปาริสาค่ะ ลุ้นอยู่นะคะ !!
    #20
    0