กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 6 : การเดินทางแห่งรัก (อัพ 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 697
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 มี.ค. 56

 

หิมะหยุดโปรยปราย ทว่าความหนาวยังคงสั่นสะท้านอยู่ในระดับติดลบยี่สิบห้าองศา ปาริสายืนเหมอมองไปนอกหน้าต่างหอพัก ด้านนอกเต็มไปด้วยเกล็ดละอองสีขาวปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ นิ้วเรียวยาวกำลังจับลูบคลำแหวนทองที่หล่อนผูกร้อยไว้กับสายสร้อยเงิน ก่อนจะคล้องคอไว้ แปลกนัก...ไม่ว่าจะสวมลงนิ้วไหนก็ไม่สามารถยัดเข้าข้อนิ้วได้ นอกจากนิ้วนางข้างซ้าย หญิงสาวรู้สึกกระดากใจเกินกว่าจะประดับไว้บนนิ้วข้างนั้น เสียงโทรศัพท์กรีดร้องท่วงทำนองเพลงหวาน เมื่อได้เวลา      

 “ริสา พวกเรามาถึงหน้าที่พักเธอแล้วจ้ะ” เสียงเขมิกากรอกเข้ามาให้ได้ยิน    
 

“จะลงไปเดี๋ยวนี้ล่ะ รอแป๊บ”          

ปาริสารีบกดวางสาย ก่อนจะคว้ากระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบขนาดย่อมบรรจุเสื้อผ้าและของจำเป็นที่ต้องใช้ หิ้วติดมือแล้วเปิดประตูออกไป วิ่งลงบันไดอีกสามชั้น เพื่อไปขึ้นรถสำหรับเดินทางไปยังแค้มป์บนหุบเขา ปารีสต้องไปซ้อมเล่นสกีที่นั่น ได้ฟังโปรแกรมคร่าวๆ ว่าจะแวะเที่ยวระหว่างทางเล็กน้อย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่ลานแข่งสกี เบ็ดเสร็จแล้วต้องใช้เวลาสำหรับทริปนี้เป็นเวลาสามวันสองคืน              
        

ปารีสก้าวลงจากรถ เข้ามาคว้าฉวยกระเป๋าไปจากมือหญิงสาวเดินไปใส่ไว้ท้ายรถ ก่อนจะรีบก้าวยาวๆ เข้ามาช่วยเปิดประตูอีกฝั่งติดกับตำแหน่งคนขับ         

“ระวังลื่นนะครับ” เขาบอกเสียงนุ่ม         

“ขอบคุณค่ะ” ปาริสาก้าวขึ้นรถ กระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้น ขณะมองเขาเดินอ้อมหน้ารถ เพื่อขึ้นมานั่งประจำตำแหน่ง รถขับเคลื่อนสีล้อแลนด์โรเวอร์ดูจะเหมาะกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างเช่นตอนนี้ พาหนะค่อยๆ เคลื่อนไปตามถนนที่ปกคลุมหิมะ           


 “เดี๋ยวเราจะแวะเที่ยวน้ำตกไนแองการ่ากัน” เขมิกาบอกจากข้างหลัง เจ้าหล่อนนั่งคู่กับทวีปที่กำลังนั่งหลับกอดอกคอพับ           

 “ริสา เธอเคยไปเที่ยวน้ำตกตอนช่วงหน้าหนาวไหม” เขมิกาถามเพื่อชวนคุย ปาริสาสั่นศีรษะก่อนบอก  

“เคยไปแต่ช่วงก่อนหนาว เป็นน้ำตกที่สวยมากเลยล่ะ”       

“เดี๋ยวลองไปดู ตอนน้ำตกกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งดูนะครับ สวยไปอีกแบบ” คนข้างตัวที่ยังคงใช้สายตามองไปข้างหน้าพูดขึ้น            

“ค่ะ”      
     

 ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงยังน้ำตกแองการ่า สถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับของโลก เพราะอยู่ในมลรัฐออนตาริโอ ซึ่งเป็นรัฐเดียวกับที่ทุกคนพักอาศัยอยู่ เขมิกาเดินคล้องแขนทวีปคุยกระหนุงกระหนิงนำหน้า ทิ้งให้หล่อนและปารีสเดินตามห่างๆ เพราะความมัวแต่เพลิดเพลินมองวิวเบื้องหน้าที่เป็นน้ำตกอยู่ไม่ไกลทำให้ไม่ระวัง หญิงสาวเหยียบพื้นที่มีน้ำแข็งเกาะจนเสียหลักไถลลื่น ก่อนที่จะลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าร่างสูงขยับเข้ามาคว้าไว้เสียก่อน เมื่อตั้งหลักได้ปาริสารีบผละออกห่างทันที ราวกับเมื่อครู่ได้นาบไปกับกองไฟไม่ใช่พื้นเย็นจัด       

 “ระวังด้วยครับ ถนนช่วงนี้ลื่นมาก ถ้าไม่รังเกียจ” เขายื่นมือมาให้ “จับมือผมไว้สิครับ”     

หญิงสาวหน้าร้อนผ่าว หากทว่าทำใจกล้าค่อยๆ วางมือเล็กลงไปบนอุ้งมือกว้าง เขากระชับไว้แน่น พาหล่อนเดินไปข้างหน้า ปาริสาเหลือบขึ้นมองเสี้ยวหน้าเรียบเฉยด้านข้างของเขา ด้วยแววตาทอแสงเป็นประกาย...มือของเขาอุ่นจัง ปาริสาคิดยิ้มกับตัวเอง


ทั้งคู่ไปหยุดยืนริมรั้วเหล็กที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งเกาะตลอดแนว หญิงสาวเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อหนาวซุกหาไออุ่นเมื่อเขายอมปล่อยมือ ตาคมหวานมองไปเบื้องหน้า ปริมาณของน้ำตกดูจะไม่มากเท่าก่อนนั้น เห็นเป็นสีเขียวเพราะตะไคร้น้ำท่ามกลางสีขาวของเกล็ดน้ำแข็งสะท้อนกับแสง งามจับตาโรแมนติกไปอีกแบบ   


 “เป็นไงครับ น้ำตกช่วงฤดูนี้ สวยแปลกตาอีกแบบ” ปารีสพูดขึ้นตรงกับใจของเธอ    

“ค่ะ”            

“ตอนคุณริสาเห็นน้ำตกครั้งแรก ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในสมองคืออะไรครับ” ปาริสาหน้าเศร้าลง โดยที่ชายหนุ่มไม่ได้สังเกต เพราะดวงตาคมกริบกำลังทอดมองนิ่งไปยังน้ำตก       

“ริสาอยากมาที่นี่อีกครั้งกับคุณพ่อค่ะ” แต่คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว เจ้าของความคิดบอกตัวเองในใจ   

“เหรอครับ แสดงว่าคุณริสายังไม่มีแฟน” เขารู้สึกดีกับคำตอบของเธออย่างประหลาด “และไม่เคยคบกับผู้ชายคนไหน”            


 “ทำไมคะ”          

 “ก็หนุ่มสาวที่มาที่นี่คนเดียว ถ้ามีคนรู้ใจแล้ว ส่วนใหญ่ก็นึกอยากมากับคู่รัก สถานที่โรแมนติกแห่งนี้ ติดท๊อปฮันนีมูนเชียวนะครับ”          

 “เหรอคะ” หญิงสาวยิ้มกับคำตอบก่อนจะหันไปถามเขา “แล้วคุณอยากมากับใครคะ”   


 “ถ้าผมแต่งงาน อยากมาฮันนีมูนที่นี่อีกครั้ง”       

 “โรแมนติกจังค่ะ” ปารีสหัวเราะ ก่อนจะหันไปมองสบตาคู่หวาน บอกเสียงทุ้ม     

 “ผมไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติกหรอกครับ ผมค่อนข้างจะเย็นชาจะตาย ผู้หญิงเลยไม่กล้าเข้าใกล้” เขายิ้มให้ “รู้สึกคุณจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่มีโอกาสยืนใกล้ผมนานที่สุด”        

หล่อนหน้าแดงระเรื่อกับคำพูดแบบนั้นของเขา ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในโสตประสาทอย่างไม่รู้ตัว...อยากรู้ว่าผู้หญิงแบบไหนที่จะมีโอกาสมายืนเคียงคู่กับเขาไปตลอดกาล และเจ้าสาวผู้โชคดีได้มาเป็นคู่ฮันนีมูนกับเขาจะเป็นใครกัน 


รถขับเคลื่อนสีล้อมุ่งหน้าสู่แจสเปอร์ เนชั่นเนล ปาร์ค อันเป็นจุดหมายปลายทางแค้มป์ลานสกี สองมือปาริสาจับกระป๋องกาแฟอุ่นที่คนข้างตัวเพิ่งแวะข้างทางกดมาจากตู้ ดวงตาคู่หวานมองไปยังเบื้องหน้าสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนที่มีหิมะปกคุลม ไกลออกไปที่เห็นอยู่ลิบตาคือแนวเทือกเขาร็อกกี้ กระบอกตาเริ่มร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงบิดาที่จากไป ต่อจากนี้หล่อนต้องอยู่ให้ได้ด้วยกำลังของตัวเอง เมื่อญาติฝ่ายแม่ไม่ดูดำดูดีแม้ว่าตนเองจะเซ็นยินยอมยกทรัพย์สินคืนตระกูลเพราะตัดความรำคาญ นึกน้อยใจอยู่บ้างว่าความจริงทางนั้นน่าจะมอบเงินให้สักก้อนเพื่อเป็นทุนตั้งต้นชีวิตใหม่


น้ำตาหญิงสาวไหลลงเคลียแก้ม ปารีสเห็นจึงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้พร้อมกับคำถามที่อยู่ในใจ ‘ผู้หญิงคนนี้เศร้าจนต้องร้องไห้เพราะอะไร อาจกำลังอกหักโรคฮิตของสาวมหาวิทยาลัย ถ้าอย่างนั้นหล่อนก็เคยมีแฟน’ ปารีสรู้สึกไม่ค่อยชอบใจกับความคิดตัวเองนัก            



 “ขอบคุณค่ะ”
ปาริสารับไว้พร้อมกับวางสีหน้าไม่ถูกรีบเช็คน้ำตา กำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่นไม่ได้ส่งคืน ร่างสูงเหลือบมองหน้าแดงระเรื่อของอีกฝ่ายก่อนจะมองกระจกส่องหลังเห็นเขมิกาและเพื่อนสนิทของเขาต่างนอนหลับทั้งคู่  รถเลี้ยวเข้าที่พักโรงแรมกึ่งรีสอร์ตแห่งหนึ่ง เห็นมีอยู่สามชั้นสร้างด้วยไม้โอ๊กสภาพกลางเก่ากลางใหม่  ทว่ายังดูแข็งแรงกลมกลืนกับสภาพบรรยากาศรอบนอก เหมาะแกการพักระหว่างการท่องเที่ยวพักผ่อนกับธรรมชาติกลางหุบเขา 


 “ผมจองโรงแรมไว้สองห้อง” ปารีสหันมาบอก “คุณพักกับเขมิกา ส่วนผมจะพักกับทวีป” สองสาวพยักพเยิดหน้าพร้อมกัน พร้อมเดินตัวเบาเข้าที่พัก เพราะสองหนุ่มรับทำหน้าที่หิ้วกระเป๋าสัมภาระให้เรียบร้อย    


“มิกา ผมมีอะไรจะถามหน่อย” ปารีสเรียกไว้ เจ้าตัวจึงหยุดหันไปมอง ปล่อยให้ปาริสาเพื่อนใหม่เข้าไปในห้องพักเพียงคนเดียว          



  “พี่ปารีสมีอะไรจะถามมิกาเหรอ” เขาไม่ตอบหันไปบอกเพื่อนอีกคนที่ยืนปักหลักอยู่ข้างกันไม่ยอมเข้าไปในห้องพักที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จนต้องออกปาก        


 “แกเข้าไปในห้องก่อนได้ไหม ฉันมีธุระจะคุยกับมิกา” ทวีปเลิกคิ้วสงสัย    


 “นี่แฟนฉันนะเว้ย” เจ้าตัวโวยวาย “ทำไมฉันจะอยู่ร่วมรับรู้ไม่ได้ มีความลับอะไรกัน” แต่เมื่อเห็นสายตาคมกริบกับหน้าเข้มของปารีสก็ต้องหุบปาก...หมอนี่กำลังอารมณ์ไม่ดี      



 “ก็ได้ๆ” ทวีปบอกก่อนทำหน้าทะเล้น “เดี๋ยวฉันไปนอนรอในห้องนะ รีบตามเข้ามาล่ะ”    


ปารีสรอจนเพื่อนสนิทหายลับไปหลังบานประตู แล้วจึงหันไปถามเขมิกาที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย  “ก่อนนั้นปาริสาเขาเคยเล่าอะไรให้ฟังไหม” เขาถาม      


 “พี่ปารีสถามทำไมเหรอคะ”         



 “ตอนขับรถ พี่เห็นปาริสานั่งร้องไห้ เขากำลังมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ มิการู้ระแคะระคายอะไรหรือเปล่า” เขมิกาสั่นหน้า            


 “ไม่ค่ะ เขาไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเลย แต่มิกาสังเกตว่าเขาหน้าเศร้าๆ คงมีเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ในใจ คงต้องให้เวลาสักพัก เมื่อเขาสนิทใจกับเราเมื่อไหร่คงจะเล่าให้ฟังเอง”       


  “ยิ้มอะไร” ปารีสถามเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายิ้มกริ่มพร้อมได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ในลำคออีกต่างหาก  



“ถามจริง พี่ปารีสกำลังสนใจเธออยู่ใช่ไหม จีบเลยค่ะ มิกาสนับสนุน สวยน่ารักขนาดนั้นไม่แปลกใจเลยที่สามารถทำให้หัวใจพี่ปารีสหวั่นไหวได้”          


“แต่พี่แปลกใจความคิดฟุ้งซ่านของเธอมากกว่า” ปารีสรีบแย้ง “เพื่อนกำลังเป็นทุกข์จะไม่ให้สนใจได้ไง”


ร่างสูงรีบหมุนตัวเดินเข้าห้อง บอกกับตัวเองหัวใจเขาไม่ได้หวั่นไหวเสียหน่อย แค่ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนมาร้องไห้ต่อหน้าให้เห็นเท่านั้นเอง จึงรู้สึกสงสารอยากรู้ถึงความทุกข์เผื่อมีอะไรจะช่วยเหลือกันได้ คนไทยด้วยกัน     



ปารีสยืนกอดอกพิงรถ มองหนูน้อยหมวกแดงกำลังเดินตรงมา เขาเปรียบแบบนั้นเพราะปาริสากำลังสวมหมวกถักจากไหมพรมสีแดง ดูท่าหล่อนจะชอบสีแดงเป็นพิเศษเพราะเสื้อกันหนาวตัวหนาก็ยังสีแดง เขาเกือบจะหลุดหัวเราะเมื่อมองเห็นร้องเท้าผ้าใบสีแดง ยังดีที่สวมกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม ร่างสูงจุดรอยยิ้มบนมุมปากกับความคิดแปลกๆ ของตัวเองนึกอยากรู้ว่าชุดข้างในของเจ้าหล่อนจะสีแดงด้วยหรือไม่        


“คนอื่นล่ะคะ”
ปาริสาเข้ามาถามใช้ดวงตากลมโตจ้องเขาไม่กะพริบ คนอื่นถ้าหมายถึงเพื่อนตัวแสบของเขาล่ะก็ หายหัวไปตั้งแต่เช้าพร้อมทิ้งโน้ตไว้ไม่กี่คำ ‘ฉันขอไปสวีทกับแฟนตามลำพังสองต่อสอง ส่วนน้องปาริสาแล้วแต่นายจะจัดการ’ แล้วเขาจะจัดการอย่างไรได้นอกจากต้องพาไปลานสกีด้วยแทนที่จะปล่อยหล่อนไว้ตามลำพัง   


“สงสัยเราคงต้องไปกันแค่สองคน” ชายหนุ่มบอกพร้อมเปิดประตูรถให้สาวหน้าตาตื่น ตาที่โตอยู่แล้วรู้สึกจะขยายเบิกกว้างกว่าเดิม   
       


 “ริสากับพี่ปารีสแค่สองคนเองเหรอคะ”        


 “ใช่ครับ” ร่างบางเหลียวมองไปรอบตัว ก่อนจะหันมามองหน้าเข้มคนตัวสูง     


 “แล้วมิกาไม่ได้ไปด้วยเหรอคะ” ชายหนุ่มถอนหายใจ ยายเขมิกานี่ก็แสบอีกคนหายไปกับเพื่อนของเขา โดยไม่ยอมบอกอะไรกับคนไม่รู้เรื่องรู้ราว มองเขาด้วยแววตาใส่ซื่อปนหวาดหวั่นจนเขาสังเกตได้   



 “ก็บอกอยู่ว่ามีแค่เราสองคน” เสียงเขาเข้มขึ้น เจ้าหล่อนผงะถอยหลังแล้วรีบหมุนตัว ร่างสูงรีบคว้าแขนไว้ 


 “จะไปไหน”          


 “ริสาไม่ไปดีกว่า พี่ปารีสไปคนเดียวเถอะ”       


 “นี่จะใจจืดใจดำปล่อยให้พี่ไปคนเดียวหรือไง”
เขาต่อว่ามือแข็งแรงยังจับแขนกลมกลึงแน่นไม่ยอมปล่อย ปกติเขามักจะรำคาญผู้หญิงที่ชอบตามติดอย่างกับเขาเป็นดาราจนแทบอยากกระโดดหนี ทว่าหล่อนกลับเป็นคนหนีเขาเสียเอง และเขาต้องตะครุบไว้ก่อนที่กระต่ายตื่นตูมจะหนีเตลิด       



 “ปะ...เปล่าใจดำ ริสาอยากเดินเล่นแถวโรงแรมมากกว่า ขึ้นไปบนแค้มป์หนาวออก ริสาไม่ชอบอากาศหนาว” 


 “ไม่ชอบอากาศหนาว หรือไม่ชอบคนไปด้วยกันแน่” เขาถามยิ้มๆ ปาริสาคอแข็งเมื่อโดนจี้จุด หากทว่าในความเป็นจริงแล้วความรู้สึกห่างไกลจากคำว่า ‘ไม่ชอบ’ อยู่มาก การที่ต้องได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาเพียงลำพังนั้น เกรงความหวั่นไหวของหัวใจตัวเองมากกว่าจะหวาดกลัว หล่อนก็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งให้มาอยู่กับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเข้มแบบสายเลือดผสมอย่างดารานายแบบลูกครึ่งหลายคนยังอาย จะไม่เผลอโอนเอนความรู้สึกก็แปลกเต็มที จึงอยากอยู่ให้ห่างสร้างเกราะป้องกันตัวเองไว้ก่อน          


“มะ...ไม่ใช่นะคะ ริสาชอบคุณ” หญิงสาวแทบอยากกัดสิ้นตัวเองเมื่อหูได้ยินเสียงตะกุกตะกักตัวเองตอบกลับไป รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “คึ...คือ ริสาหมายถึงว่าไม่ชอบอากาศหนาว แต่ก็ไม่ได้เกลียดคุณจนต้องปฏิเสธไม่ไปด้วย”

หญิงสาวก้มหน้าถอนหายใจไม่กล้ามองใบหน้าเข้มที่มีรอยยิ้ม และดวงตาระยับเหมือนกำลังอยากจะหัวเราะกับความเปิ่นของหล่อน            


 “สรุปน้องริสาชอบพี่” ชายหนุ่มรีบสรุปเข้าข้างตัวเอง “แต่ไม่ชอบอากาศหนาว ไม่ต้องห่วงในรถมีเสื้อกันหนาวสำรองหลายตัว” ร่างบางส่ายศีรษะ         



 “ไม่ค่ะริสาไม่ไป”          


 “อย่าดื้อ”
สิ้นคำบอกกล่าวสั้นๆ ปาริสาต้องหวีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อวงแขนแข็งแรงตวัดร่างคนดื้ออุ้มตัวลอย แล้วจับยัดเข้าไปในรถ แถมกดล็อกรถอัตโนมัตจากพวกกุญแจ กันหล่อนหนีอีกต่างหาก สุดท้ายก็ต้องมานั่งตัวเกร็งมองรถวิ่งไปตามถนนลาดชัน          


 กรี๊ดดดดด เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากเหล่าบรรดาหญิงสาวหลายคน มีทั้งหัวทอง หัวแดง และหัวบรอนซ์ คงมีแต่หล่อนคนเดียวที่ยืนหัวดำ คนเหล่านี้คงปวารณาตัวเป็นกลุ่มแฟนคลับของพ่อยอดชายตัวสูงที่เดินอยู่ด้านหน้าในมือมีอุปกรณ์กีฬาสกี ปาริสาชะลอฝีเท้าเพื่อรักษาระยะห่าง สาวพวกนั้นจะได้ไม่รู้ว่ามาด้วยกัน

ฉับพลันหล่อนต้องอ้าปากค้างเมื่อเขาหมุนตัวเข้ามาหาแล้วจับมือพาเดินไปด้วยกัน เสียงกรีดร้องโหยหวนเงียบกริบ ถ้าแววตาสาวหลายนางเป็นดังมีดคม เนื้อตัวของหล่อนคงเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ ที่ร้ายกว่านั้นเขาถอดเสื้อกันหนาวตัวนอกมาสวมให้กับมือตัวเอง  


“สวมไว้น้องริสาจะได้ไม่ต้องกลัวหนาว พี่ใส่แค่ชั้นเดียวทนได้สบาย”

ปาริสาไม่กล้าพูดอะไร หรือหันหน้าไปมองใครแถวนั้น โดยไม่รู้ตัวว่าปารีสกำลังใช้หล่อนเป็นยันต์กันเสียงแผดร้องแสบแก้วหูที่เขาต้องทนรำคาญมานานแล้ว ร่างสูงหายลับไปอย่างรวดเร็วแล่นฉิวปัดป่ายไปตามลานพื้นหิมะผ่านธงเล็กที่ปักลาดลงไปตามระยะ เมื่อไม่มีบอดี้การ์ดอยู่ข้างตัวปาริสาต้องตกใจจนหลุดเสียงอุทานออกมาเมื่อโดนหญิงสาวคนหนึ่งผลักล้มลงกระเด็นไปกองกับพื้น จากนั้นลูกบอลที่ปั้นจากเกล็ดหิมะก็ถูกปากระหน่ำมาใบหน้าศีรษะและลำตัวจากมือของใครต่อใครหลายคน ใบหน้าซีกขวาเจ็บจนชาหล่อนต้องเอามือปังไว้ ‘ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยที’        


 “หยุดเดี๋ยวนี้ นั่นพวกเธอกำลังทำอะไรกัน” เสียงทุ้มกังวานของใครบางคนดังขึ้น จากตอนแรกที่คิดว่าเป็นปารีส ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะเขาคงไม่กลับขึ้นมาเร็วขนาดนั้น       


“เป็นยังไงบ้างครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เขาเข้ามาประคองหล่อนให้ลุกขึ้น ช่วยปัดละอองเกล็ดหิมะ 


 “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะที่ช่วย” ปาริสาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นผู้ชายผิวเข้มหน้าคมคนหนึ่งบ่งบอกให้ทราบได้ทันทีว่าเป็นชาวเอเชีย และความคิดของคนตรงหน้าคงไม่ต่างมากนักเพราะเขาถามขึ้นทันที     


“คุณคงเป็นผู้หญิงชาวเอเชีย ไม่ทราบเป็นคนที่ไหนครับ”       


“คนไทยค่ะ” เขายิ้ม          


“ผมก็เป็นคนไทยครับ" เขาเปลี่ยนมาพูดเป็นภาษาไทยแทนภาษาอังกฤษ "มาท่องเที่ยวแคนาดาได้สามวันแล้ว คุณมาเที่ยวเหมือนกันเหรอครับ” หญิงสาวพยักหน้า เพราะคงบอกได้ไม่เต็มปากว่ามาเรียนที่นี่ เหตุด้วยหล่อนได้จัดการยื่นเรื่องหยุดการเรียนทุกอย่างกับทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว และยังไปสมัครงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งตั้งใจจะหาเงินสักก้อนก่อนกลับเมืองไทยเจ้าของร้านให้เริ่มงานได้ในสัปดาห์หน้า           



“ดูสิหน้าแดง จมูกแดงหมดแล้ว คงโดนคนพวกนั้นปาหิมะใส่ มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ”    


“ไม่มีอะไรค่ะ แค่เรื่องเข้าใจผิดอะไรนิดหน่อย” เขาพยักหน้าก่อนจะชักชวน “ไปนั่งตรงเก้าอี้ใต้ต้นสนตรงนั้นดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปหาอะไรร้อนๆ มาให้ดื่ม”         


ชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักหายไปพักใหญ่ พร้อมกับประคองถ้วยกระดาษที่บรรจุน้ำกาแฟร้อนๆ มาสองมือ นั่งลงข้างกัน ก่อนจะยื่นแก้วกาแฟขึ้นควันหอมฉุยมาให้ ยังไม่ทันยกขึ้นจิบก็ถูกปัดหลุดมือกระเด็นลอยหวือไปไกล ปาริสาตกใจเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับได้ยินเสียงเข้มดุ        


 “เธอเนี่ยเป็นผู้หญิงหัวอ่อนชะมัด” ปาริสาเม้มปากแน่นเพร้อมกับถามตัวเองเขากำลังหมายถึงว่าเธอปัญญาอ่อนใช่ไหม “กล้ากินอะไรที่ผู้ชายแปลกหน้าเอามาให้ได้ยังไงกัน หัดมีหัวคิดเสียบ้างสิ ถ้าไม่อยากโดนมอมยาโดยไม่รู้ตัว”   


“นี่คุณ! ทำไมพูดจาดูถูกกันแบบนี้ ผมหวังดีกับเธอต่างหาก”
ชายผิวเข้มลุกขึ้นยืนโต้เป็นภาษาไทยเมื่อเห็นชายผิวขาวถ้าไม่หลุดภาษาเดียวกันเขาคงนึกว่าเป็นหนุ่มชาวแคนาดาเป็นแน่...ชายไทยอย่างเขาที่จัดว่าตัวสูงแต่เมื่อเทียบกับคนตรงหน้าศีรษะของเขาอยู่ระดับแค่ปลายคาง แถมหน้าตาไอ้หมอนี่หล่อบาดใจจนผู้ชายอย่างเขานึกอิจฉาแกมหงุดหงิด 


“อ๋อ คนไทย” ปารีสพูดขึ้น          


“ครับผมเป็นคนไทย มาเจอคนไทยด้วยกัน ก็แค่อยากทำความรู้จักพูดคุยธรรมดาแค่นั้น” ปารีสเหยียดปากยิ้ม 


“ขึ้นชื่อว่าผู้ชายต่อให้เป็นคนชาติไหน ก็มีทั้งคนดีและคนเลว ผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณเป็นคนดี”   


“แล้วตัวคุณเป็นคนดีนักหรือไง” ชายผิวเข้มโต้ตอบอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะหันไปถามหญิงสาวที่นั่งมองคนนั้นทีคนโน่นทีและกำลังพยายามหาช่องอ้าปากพูด “เขาเป็นแฟนคุณเหรอครับ” ได้แค่อ้าปากค้างเท่านั้นเมื่อโดนชิงตัดหน้าตอบเสียก่อน 



“เรามาด้วยกัน” ปารีสตอบ         


 “ถ้าอย่างนั้น ก็ช่วยดูแลแฟนของคุณให้ดีด้วย อย่าปล่อยให้คนอื่นมาเที่ยวทำร้ายร่างกายเอา ถ้าให้ผมเดาหนึ่งในสาวพวกนั้นคงปลื้มคุณอยู่ เพราะได้ยินตะโกนเสียงดังว่ากล้าดียังไงมาแย่งผู้ชายของเขา” ชายไทยแปลกหน้ากระตุกยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินห่างออกไป ปารีสมองตามหลังอย่างหงุดหงิดกับวาจาที่ตั้งใจว่ากระทบเขาอย่างจัง         


 “ผู้หญิงกลุ่มนั้นทำร้ายน้องริสาตรงไหน” 
       


“ก็แค่โดนปาหิมะใส่ หายเจ็บแล้วล่ะ พี่ปารีสไม่ต้องกังวลหรอก” ร่างบางตอบ ก่อนจะบ่นอุบ “ยังไม่ได้ถามชื่อเลย เขาอุตส่าห์ช่วยริสาไว้”           


“อยากจะรู้จักไปทำไม” ปารีสถามพร้อมกับเอ็ดตัวเอง ‘เขาเป็นอะไรไป’ ทำไมต้องหงุดหงิดกับปาริสาด้วย  


“ก็ไม่ทำไมค่ะ แค่อยากรู้จักชื่อไว้เฉยๆ และจะได้อธิบายความเข้าใจผิดด้วย ว่าเราสองคนไม่ได้เป็นแฟนกัน” ปาริสาตอบ ส่วนคนฟังทำเหมือนไม่อยากจะรับรู้คำตอบของหญิงสาวกล่าวเสียงจริงจังว่า  



“ที่นี่คนพลุกพล่าน สนามแข่งที่นี่ พี่ได้เล่นมาหลายรอบแล้ว ไปหุบเขาอื่นดีกว่า แถวนั้นทางวิบากลาดชันพี่ชอบเพราะมันท้าทาย แถมเป็นส่วนตัวดี” ปารีสชวนเอาดื้อๆ “ลุกเถอะ เดินไหวไหม หรือต้องให้อุ้ม”      


“ไม่ต้อง ริสาไม่ใช่ผู้หญิงสำออยสักหน่อย” ร่างบางหงุดหงิดกลับไปบ้าง รู้สึกไม่ชอบใจกับเสียงเข้ม หน้าขรึมแสดงอารมณ์หงุดหงิดแบบนั้น หล่อนไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย คิดแล้วก็รู้สึกเสียดายกาแฟร้อนๆ ชะมัด ที่โดนเขาปัดทิ้งจนเสียของ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #18 p2506 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 / 18:05
    (ชอบรูปประกอบมากค่ะ เห็นแล้วอยากไปเที่ยว : ตามรอยนวนิยาย)

    พระเอกนี่ชักยังไงๆ แล้วนะ
    #18
    0