กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 22 : Please my dear

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ก.ค. 56





สวัสดีค่ะ...ต้องขออภัยบอกว่าจะมาอัพเดือนกรกฎาคม แหะๆๆ เล่นมาอัพเอาวันสุดท้ายของเดือน...ด้วยผู้เขียนมีโปรเจ็กค์งานเร่งด่วนเข้ามากะทันหัน คาดว่าภายในสัปดาห์นี้งานที่ค้างๆ จะเสร็จ ตอนต่อไปจะมาอัพภายในสัปดาห์หน้าแน่นอนค่ะ



เขียนเสร็จแบบสดๆ ร้อนๆ ยังไม่ได้ตรวจทาน หากผิดพลาดประการใดขออภัย ณ ที่นี้ค่ะ ไว้จะกลับมาแก้ไขถ้าเจอตรงไหนพลาด



ขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน ที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตา รอติดตามอ่านเรื่องนี้อยู่เสมอ ไม่ทิ้งแน่นอน ลงจนจบ 


ปารีสเปิดประตูก้าวลงจากรถ ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่เกินสิบห้านาที เบื้องหน้าที่ปรากฏให้เห็นคือโบสถ์ของเหล่าคริสตจักรคาทอลิกบนผืนดินกว้างใหญ่ล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าและต้นไม้ ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตระกูลคอร์แม็ก บราวน์ ของเขาได้บริจาคที่ดินและทรัพย์สินในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมกอทิกผสมผสานกับจิตรกรรมแบบเฟรสโกโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้น และใช้วัสดุหินอ่อน ช่องหน้าต่างเป็นรูปวงกลมมีลวดลายประดับด้วยกระจกสีเรียกว่าหน้าต่างกุหลาบ                

       

ร่างสูงกวาดสายตามองรอบบริเวณขณะกำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางเดิน ทุกย่างก้าวราวกับเขาสามารถสัมผัสถึงเงาอดีตของสามคนพ่อแม่ลูก ยังจดจำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของครอบครัวได้ชัดเจน ความคิดคำนึงทุกอย่างหยุดลง เมื่อประตูไม้แกะสลักบานใหญ่เปิดออกโดยชายสูงวัยในชุดเสื้อคลุมตัวยาวจรดข้อเท้าสีดำ ใบหน้าเป็นมิตรเหมือนแต้มด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาของบาทหลวงวิลสันในวัยหนุ่มกับตอนนี้แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม                                     

 

“นั่นลูกใช่ไหม ปารีส” บาทหลวงมีสีหน้าประหลาดใจ                                                       

“คุณพ่อจำผมได้เหรอครับ” ปารีสกล่าวพลางยิ้มตอบ “ผมไปอยู่เมืองไทยตั้งนาน กลับมาแคนาดาก็ตอนกลายเป็นผู้ชายตัวโตแล้ว แถมไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดด้วยซ้ำ”                                                 

 

“พอดีได้แวะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านไร่คอร์แม็กบ่อยครั้ง ได้คุยกับมิสเทียร่าเลยพอจะทราบข่าวอยู่บ้าง แถมเห็นรูปถ่ายที่ลูกส่งมาแคนาดาหลายใบ พอเจอตัวจริงก็รู้ได้ทันที”                                                         

 

ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ เทียร่าคือแม่บ้านคนสนิทของมารดาและเปรียบประดุจดังพี่เลี้ยงของเด็กชายปารีส เขานับถือหล่อนเสมือนญาติใกล้ชิด เป็นคนที่เขาไว้ใจให้ดูแลทุกอย่างแทน แถมยังคอยขัดขวางไม่ให้ญาติทางฝั่งบิดามาฉกฉวยและเอารัดเอาเปรียบหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะเขาเป็นเพียงเด็กชายและต้องไปไกลยังอีกซีกโลก                                                                                   

“ก็เธอเอาแต่คร่ำครวญ บ่นไม่ยอมกลับมาให้เห็นหน้า” ปารีสบอกเสียงกลั้วหัวเราะ “ผมเลยต้องส่งรูปถ่ายมาแทน”                                                                                               

“พ่อเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ถึงเหตุผลที่ไม่อยากกลับมา” บาทหลวงวิลสันบอกกับคนตรงหน้า กาลเวลาทำให้เด็กชายตัวเล็กๆ กลายเป็นชายหนุ่มตัวสูงรูปงาม บัดนี้จากที่เคยก้มหน้ากลายเป็นท่านต้องเงยหน้าแทนในขณะกำลังพูดคุยกับปารีส “และเป็นความรู้สึกยินดีและดีใจ กับการตัดสินใจกลับมายังบ้านที่ให้ชีวิตกับลูก ขอพระเจ้าจงอวยพร”       

ปารีสยิ้มรับเมื่อบาทหลวงวิลสันกุมมือเขาไว้พร้อมกระชับอย่างอบอุ่นเพื่อให้กำลังใจ                           

“ไม่ได้เจอกันนานเห็นทีคงมีเรื่องให้คุยกันเยอะ” บาทหลวงพูดขึ้นก่อนจะกล่าวชักชวน “เราไปนั่งกันที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ตรงนั้นดีกว่า”                                                                                     

“ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบรับอย่างเห็นดีด้วย “ผมเองก็มีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อ”                                                                                                         

 

ทำไมถึงหายไปนาน? เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบเพราะในห้องเก็บเสบียง มีเพียงหล่อนอยู่ตามลำพังสองต่อสองกับเจ้าสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน ขนฟู สีขาว หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูไม่ปรากฏข้อความอะไรฝากไว้ ฉับพลันปาริสาต้องตกใจเมื่อนิ้วมือตัวเองปราศจากแหวนของปารีส จึงรีบคุ้ยเขี่ยกองฟางอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อควานหาแหวนที่อาจตกหล่นปะปนอยู่กับเศษธัญพืช ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้าหวั่นใจ เพราะยังคาดเดาไม่ได้ว่าเขาจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อรู้ว่าหล่อนดันทำแหวนอันมีคุณค่าและสำคัญมากสำหรับเขาหายไป                                        

 

หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง บอกตัวเองว่าคงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วนอกจากต้องทำใจ และค่อยหาโอกาสเหมาะๆ สำหรับสารภาพความผิดของตัวเอง ความเบื่อหน่ายกับการนั่งจมจ่อมอยู่บนกองฟาง จึงผุดลุกขึ้นยืนหลังจากคว้าเจ้าริซ่าที่เดินวนเวียนอยู่รอบตัวเอาจมูกมุดฟางข้าวสาลีราวกับช่วยหาของที่หายอย่างแสนรู้ ตัดสินใจพาตัวเองพร้อมกับเจ้าสี่ขาออกไปเดินเล่น อย่างน้อยอาจเจอใครสักคน หรือบางทีอาจจะได้เจอกับปารีส                    

 

“เกิดอะไรขึ้น” ปาริสาพูดกับตัวเองหลังจากเผยอปากค้าง ดวงตาสองข้างเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ มองบางอย่างปรากฏตรงหน้าทันทีเมื่อเปิดประตูโผล่ออกมาสูดอากาศภายนอก                                             

 

กลีบกุหลาบสีแดงจำนวนมากนับจากขอบประตูทอดยาวคดเคี้ยวไปสิ้นสุดลงตรงจุดไหน หล่อนไม่สามารถคาดเดาได้ นอกจากต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง หญิงสาวไม่กล้าเหยียบย่ำเท้าลงบนกลีบแสนบอบบางที่โปรยปรายกระจายเป็นระเบียบ จึงหลีกเลี่ยงโดยการเดินอยู่ด้านข้างแทน ขณะเดินเนิบนาบไม่รีบร้อนพลางระบายรอยยิ้ม รู้สึกถูกใจและตื่นตากับความงดงามของสีแดงสดตัดกับสีเขียวของปลายยอดหญ้าแต้มหยดน้ำค้างยามเช้าสะท้อนกับแสงแดดรำไรเป็นประกายราวกับหยาดเพชร                                                                        

เรียวปากบางคลี่ยิ้มจนเห็นฟันสวย พร้อมกับมีเสียงหัวเราะหลุดออกมาเบาๆ เมื่อหมุนตัวเลี้ยวขวาเดินเคียงข้างไปกับทางเดินดอกไม้แค่ไม่กี่ก้าว ก็เจอป้ายข้อความปักไว้ เห็นลายมือก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร        STOP ตัวใหญ่มองเด่นชัด ถัดลงมาเป็นข้อความภาษาไทย                                                                                       

 

“คิดไว้ไม่มีผิดว่าริสาต้องไม่ยอมเดินบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เลิกเป็นเด็กดื้อเถอะครับ นี่ไม่ใช่คำสั่ง หรือการขู่บังคับ แต่เป็นการขอร้อง” แล้วจบด้วย Please my dear.                                                

 

ปาริสายินยอมทำตามก้าวขึ้นไปเหยียบกลีบกุหลาบก่อนจะหันไปย่นจมูกค้อนลมค้อนแล้งให้กับป้าย บ่นพึมพำกับตัวเอง                                                                                            

“คนร้ายกาจ ทำเป็นรู้ทัน พี่ต้องเป็นพ่อมดกลับชาติมาเกิดแน่เชียว”                                              

 

ปาริสายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวแทบจับจังหวะไม่ได้ คำตอบที่รออยู่ปลายทางคืออะไร หญิงสาวนึกสงสัย กระแสลมโชยอ่อนหอบความหนาวบางเบามาปะทะทว่าหล่อนไม่รู้สึกระคายผิว แม้ว่าตอนนี้ในอ้อมกอดจะมีลูกสุนัขตัวเล็ก แต่กลับมีความรู้สึกอย่างอื่นเข้ามาแทน ร่างกายเหมือนได้อยู่ภายใต้วงแขนแข็งแรง แผ่นหลังรู้สึกร้อนวูบวาบ อุปาทานราวกับเขากำลังสวมกอดจากด้านหลังแล้วพากันเคียงคู่เดินไปด้วยกัน                                      

 

ดูเหมือนเขายังมีเรื่องประหลาดใจอย่างต่อเนื่อง ปาริสาสัมผัสได้ถึงความโรแมนติก อบอุ่นและอ่อนโยนของปารีส จนน้ำตาหญิงสาวล้นปริ่มคลอเบ้าตาด้วยความซาบซึ้งใจ หลังจากหยิบแผ่นกระดาษสีชมพูที่พับไว้ในตะกร้าประดับด้วยเหล่าใบไม้และดอกไม้แซมผ้าสีสวยที่ผูกไว้เป็นโบว์ หล่อนเปิดอ่านจนทราบถึงข้อความเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบและดูหนักแน่น                                                                                                    

 

“ยินดีด้วยครับ น้องริสาจับฉลากได้รางวัลใหญ่ นั่นก็คือตัวและหัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง ได้มอบให้หญิงอันเป็นที่รักจนหมดทั้งดวงใจ ทุกลมหายใจเข้าออกเป็นของริสาคนเดียว ช่วยดูแลมันด้วยนะครับ พี่สัญญาต่อจากนี้ไป ริสาของพี่จะมีแต่ความสุข อนาคตบนเส้นทางรักของเราทั้งสองคนจะต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบแสนหอมและหวานละมุน ถ้าริสาเชื่อมั่น โปรดอย่าหันหลังย้อนกลับ ก้าวเดินขยับมาใกล้สิคนดีไม่ต้องรีบเดี๋ยวจะหกล้มหัวใจของพี่ที่อยู่กับริสาอาจบาดเจ็บได้ พี่จะรอ รอน้องริสามารับของขวัญและรางวัลด้วยตัวเอง” ลงท้ายด้วย พี่ปารีสของน้องริสาตลอดไป                          

 

น้ำตาที่ล้นปริ่มทะลักไหลลงอาบแก้มกับถ้อยคำกินใจ หญิงสาวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าไม่ได้ทำตามคำพูดของชายคนรัก หล่อนขยับเดินไปเพียงแค่สามก้าว ก่อนจะออกตัววิ่งจนกลีบกุหลาบปลิวว่อน ความรู้สึกคับแน่นล้นทะลัก เพียงแค่อยากไปเจอ อยากเห็นหน้า อยากจะโผเข้าไปกอดเขาให้เร็วกว่านี้ ดูเหมือนถึงจะออกแรงวิ่งร่างกายก็ยังช้ากว่าหัวใจอยู่ดี 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #99 p2506 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2556 / 20:59
    เย้ ! ดีใจ จะได้อ่านต่อแล้ว  คิดถึงมากๆ ค่ะ มาพร้อมกับความหวานแหวว โรแมนติค
    ทำให้กลัวว่าตอนดราม่า จะเศร้าจนน้ำตาท่วมจอ  คงต้องเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้เป็นโหลๆ รึเปล่าเนี่ย !!
    #99
    0
  2. #98 nan.4n (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2556 / 14:45
    กลับมาอัพแล้ว ขอบคุณค่ะ 
    #98
    0