กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 20 : ในอ้อมแขนที่คุณกำลังโหยหาคือใคร? (New ลงเนื้อหาเพิ่มเติม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 449
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มี.ค. 56




 

 

หญิงสาวเพิ่งจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนคราวนี้ ความรู้สึกซาบซ่านเพราะแรงคลื่นสิเน่หาขณะมีสติครบถ้วน ว่ามันช่างแตกต่างเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นในครั้งก่อน หากตอนนั้นคือความฝัน ปัจจุบันก็คือความจริงสินะ ได้สัมผัสแนบกายฝากร่างกำลังหลอมละลายคล้ายถูกดูดกลืนวิญญาณอยู่ภายใต้อ้อมกอดของชายคนรัก มือกว้างแข็งแรงผ่านการจับอุปกรณ์กีฬามานานสากหยาบกระด้างเล็กน้อย ราวกับปลายไม้วิเศษของพ่อมดกำลังร่ายมนต์สะกดให้หล่อนไม่สามารถขัดขืน ดิ้นรนหรือปฏิเสธ เขาได้ก้าวข้ามไปยังพื้นที่เขตอันตรายและกำลังสำรวจอย่างแผ่วเบาสลับหนักหน่วง สิ่งที่เพิ่งถูกปลดพันธนาการดูเหมือนจะยินดีสนองรับกับการสัมผัส หล่อนกำลังสำลักความสุขซาบซ่าน ทำได้แต่เพียงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ก้นลำธารของอารมณ์เหนือการควบคุม                                                                                    

 

“พะ...พี่ ปารีส” ร่างบางหลุดเสียงแหบเบา เมื่อเรียวปากบางได้รับอิสระ ทว่าหล่อนต้องสะดุดคำพูดตัวเอง เมื่อเขาฝังใบหน้าลงตรงซอกคอขาวนวลและกำลังพรมจูบลากไล้ไปตามผิวเนียน ก่อนจะขบเม้มใบหูเบาๆ อย่างหยอกเอิน หญิงสาวคอย่น ร้นถอยหนีเพราะแนวเคราปลายคางที่เคยนึกชอบก่อนนั้น กำลังสร้างความปั่นป่วนวาบหวิวเกินจะทน                   

 

“อยู่เฉยๆ สิครับ อย่าขยับ”                                                                               

 

เขาบอกหล่อน แต่มือไม้ของเขากลับไม่อยู่เฉยยังคงทำหน้าที่อย่างชำนิชำนาญ หล่อนอยากบอกไปแบบนั้นเหมือนกัน ว่าให้อยู่เฉยๆ หยุดกระทำแบบนั้น เพราะหล่อนไม่สามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้ ทว่าเหมือนมีอะไรมาเย็บปากไว้จนพูดไม่ออก ปล่อยให้เขาตักตวงสำรวจอย่างใจเย็น                                                                                           

 

“เห็นไหม ว่าคอสวยๆ แบบนี้ ไม่หักจิ้มน้ำพริกให้เสียดายหรอก เปลี่ยนมาทำอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือไง”                                                                                           

 

ปารีสประทับรอยจูบตรงลำคอเพรียวเนียนผุดผ่องอีกครั้ง เขาตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ อยากจะประทับตราจองเป็นเจ้าของไปแทบทุกตารางนิ้วบนตัวหล่อน ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจทำไมถึงเกิดความรู้สึกนี้... กลัว                                                                                

 

เขากลัวอะไรกันแน่? อารมณ์บางอย่างแทรกผ่านเข้ามา ไม่เคยนึกปรารถนาและต้องการผู้หญิงคนไหนจนถอนตัวและหัวใจไม่ขึ้น รู้สึกหึงหวงฉับพลัน ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนที่บังเอิญผ่านมาแล้วฉกเด็ดดอกไม้งามนี้หลุดไปจากมือ

 

“อุ้ย!” หญิงสาวอุทาน ร่างสูงถึงรู้ตัวว่าเขาเผลอหนักมือ แต่กลับรู้สึกพอใจกับรอยแดงตรงคอขาว เหมือนตนได้ประทับตราเป็นเครื่องหมาย ผู้หญิงคนนี้มีเจ้าของแล้ว

 

“ริสา” เขากระซิบเสียงหวาน “ยอมพี่สักครั้งได้ไหม แค่ครั้งนี้”
                                   

 

  ชายหนุ่มรู้ดีว่าเห็นแก่ตัวขนาดไหน ที่สำคัญรู้ดีด้วยซ้ำว่าค่ำคืนท่ามกลางความหนาวติดลบหลายองศาก่อนนั้นเขามีความสุขและอบอุ่นหัวใจขนาดไหน เพราะไม่ได้ดื่มจนเมาขาดสติ ทุกอย่างยังคงชัดเจนจนเขาอยากจะสัมผัสมันอีกครั้ง ความสุข                                                           

 

พี่รักริสามากเหลือเกินเขาตะโกนก้องอยู่ในอก ยากจะหักห้ามใจตัวเองเต็มกลืน เขาไม่เคยคิดจะยกเอาอุบายข้อตกลงแบบนั้นมาใช้กับหล่อน นึกอยากแกล้งสนุกเท่านั้น เพียงแต่ขอแค่ครั้งนี้เท่านั้น ครั้งสุดท้าย จนกว่าเวลาที่ถูกต้องจะมาถึงปารีสบอกตัวเอง                            

 

“ริสา” เขาได้แต่เรียก เมื่อหล่อนเอาแต่เงียบไม่ยอมตอบ                                           

 

หากทว่าเมื่อหญิงคนรักกระชับวงแขนกอดเขาแน่นขึ้นเป็นความนัยบอกให้รู้ ร่างสูงจุดรอยยิ้ม เพราะรู้มานานแล้ว แม้ปาริสาจะแสดงออกแบบไม่ประสีประสา ทว่าดูเหมือนเจ้าตัวคงจะไม่รู้ว่าหล่อนคือเชื้อเพลิงอย่างดี เพียงแค่เขาจุดไฟเท่านั้น                                                

 

“เราไปกันเถอะ” ปารีสฉวยมือหญิงสาว                                                                 

 

“ไปไหนคะ”                                                                                                   

 

“ตรงนี้เลยเหรอ ไม่ดีมั่ง บนพื้นมีแต่ปลายหญ้าแหลม มีหินกรวดทราย” เขาพยักพเยิดหน้าให้หล่อนมองรอบตัว “พี่ไม่อยากให้อะไรบังอาจมาสัมผัสโดนตัวน้องริสาได้ ยกเว้นพี่คนเดียวเท่านั้น”                                                                                                                

“ริสา ยังไม่ได้รับปาก ตกลงยินยอม นะคะ” หล่อนบอก                                             

 

“แต่พี่ก็ไม่ได้ยินริสาตอบปฏิเสธนี่ครับ”                                                                 

 

“ก็เพราะรู้ว่า ผู้ชายอย่างพี่ หากต้องการอะไรแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ปฏิเสธไปก็เหนื่อยเปล่า” ปารีสหัวเราะกลั้วในลำคอ หยิกแก้มหล่อนอย่างเบามือ                       

 

“จะไม่ให้แสดงออกว่ารักริสามากขนาดนี้ได้ไง ก็รู้ใจกันขนาดนี้” ปาริสาแกล้งปัดมือเขาออก ตวัดปลายหางตาค้อน ก่อนถามย้ำ                                                                      

 

“ผู้ชายแสดงความรักกับผู้หญิงแบบนี้เหรอคะ”                                              

 

 

“มันเป็นส่วนหนึ่งของความรัก” เขาตอบ “เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ริสาต้องอยู่กับพี่สักร้อยปีเป็นอย่างน้อย แล้วจะรู้ว่าพี่สามารถทำอะไรเพื่อริสาได้บ้าง”                   

 

“แล้วถ้าพี่ไม่รักริสาล่ะคะ” หล่อนถามขณะเขาพาหล่อนเดินไปเรื่อยๆ เขาหันมามอง คิ้วหนาเป็นระเบียบเลิกขึ้นสูงอย่างสงสัย                                                                        

 

“ทำไมถึงถามคำถามที่ไม่มีทางเป็นไปได้”                                                                           

 

“ก็เผื่อถ้าหากวันหนึ่ง พี่เลิกรัก แล้วหันมาเกลียดริสาแทน” เขาหัวเราะ เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ ทว่าก็ยินดีตอบคำถามตามตรง                                                                                    

 

“พี่ก็ยังสามารถทำแบบนี้ได้ ผู้ชายถึงไม่รัก แต่ก็คงไม่ปฏิเสธความต้องการ ฝืนธรรมชาติตัวเองได้หรอก”                                                                                      

 

“แสดงว่าเมื่อถึงเวลานั้น กับริสาพี่ก็แค่มีความต้องการ แต่ไม่ใช่ความรัก”                    

 

เขาชะงักเท้าหยุดเดิน หันมาประจันหน้าแล้วจ้องด้วยแววตาคมกริบ สีหน้าท่าทางแบบนี้หล่อนเคยเห็นมาแล้ว เวลาพูดอะไรไม่เข้าหูพ่อเจ้าพระคุณ หญิงสาวรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นสันหลัง กับสีหน้าเคร่งเครียด                                                                                            

 

“บอกแล้วไงว่าเป็นไปไม่ได้ พี่ไม่มีทางจะเลิกรักริสาได้ง่ายๆ จำไว้ด้วย” เขาหมุนตัวเดินไปข้างหน้า แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากหล่อน ยังคงดึงรั้งท้ายตามติดตัวไปด้วย                           

 

“พี่กำลังอารมณ์ไม่ดี” หล่อนพูดขึ้น                                                           

 

“รู้ตัวด้วยเหรอครับ ว่าคำพูดของริสาทำให้พี่อารมณ์เสีย”                                         

 

“ริสาไม่ได้ตาบอด” หล่อนตอบเขา “ที่จะมองไม่เห็น”

เจ้าตัวกลั้นยิ้ม แปลกใจตัวเองว่าทำไมต้องรู้สึกดีที่ได้ยั่วอารมณ์ใครบางคนเล่น พลางฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเพื่อเดินเคียงข้างคนร่างสูง                                                                               

“อารมณ์เสียแบบนี้ พี่คงหมดอารมณ์อย่างอื่นแล้ว” หล่อนพูดขึ้น “เราไม่ต้องไปเปิดห้องให้เปลืองเงินหรอก กลับไปที่รถกันเถอะ”

 

ร่างสูงหันมายิ้มประหลาด                                                                                 

 

“ไม่ต้องห่วง พี่สามารถแยกแยะได้ อารมณ์เสีย กับอารมณ์อยากเมคเลิฟกับน้องริสา มันคนละอารมณ์กัน”                                                                                                                     

 

“แต่ริสาหมดอารมณ์แล้วค่ะ”                                                                             

หล่อนตอบไปตามความจริง เพราะช่วงเวลาวาบหวิวใจสั่นพานหมดเรี่ยวแรงได้ผ่านพ้นไปแล้ว และขณะนั้นแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง พอได้มีเวลาหายใจหายคอคล่อง สมองเริ่มมีสำนึกกับตัวเอง ทว่าต้องเม้มปากแน่น กับคำพูดของเขา                                                    

“ไม่ต้องห่วง เรื่องนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่เถอะ สะกิดนิดสะกิดหน่อย เดี๋ยวน้อง  ริสาก็มีอารมณ์เอง”

 

 

ปาริสาคาดเดาเอาว่าข้างหน้าคงเป็นโรงแรมให้นักเดินทางไกลได้แวะพัก และคงระดับไม่ใหญ่มากนัก หรือคงจะเป็นบ้านพักเชิงรีสอร์ท เพราะดูจากสภาพแวดล้อมเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ตัวเมืองหลวง และหญิงสาวไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่าตอนนี้หล่อนเดินทางมาถึงรัฐมณฑลอะไรของแคนาดา คงต้องรอให้คนต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่เดินเยื่องนำหน้าออกไปเล็กน้อยอ้าปากบอกเองโน่นแหละถึงจะทราบได้                                                                           

ร่างบางชำเลืองมองใบหน้าด้านข้าง ทันสังเกตได้ว่ารอยยิ้มแววล้อเลียนเมื่อครู่เลือนหาย แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ยืนยันได้จากการกระชับบีบมือหล่อนแน่นกว่าเดิม คิ้วเรียวบางขมวดอย่างนึกสงสัยถึงท่าทีเปลี่ยนไป และแน่นอนอารมณ์ขณะนี้ไม่ใช่อารมณ์อยากจะเมคเลิฟกับหล่อน ร่างบางระบายลมหายใจบอกไม่ถูกว่าควรโล่งใจหรือเสียความรู้สึก หากเขาคิดเปลี่ยนใจ 

                                                             

 

ตลอดทางเดินปูด้วยหินเนื้อเรียบจัดวางทอดยาว สองข้างขนาบด้วยหินก้อนเล็กก้อนใหญ่คละกันไป พ้นจากแนวเงาไม้ความสว่างเจิดจ้าจากดวงไฟทำให้มองอะไรได้ชัดมากขึ้น ขณะกำลังเดินอยู่บนสะพานโค้งข้ามลำธารเพราะได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อยระริน และเงาน้ำสะท้อนกับแสงไฟวูบวาบ เบื้องหน้าเห็นได้ถนัดตาเพราะภายนอกเปิดไฟไว้รอบบริเวณบ้านหลังใหญ่ เห็นหลังคาหลายระดับสไตล์ล็อกเคบิน หล่อนคุ้นตาคล้ายกับเคยเห็นในนิตยสารเมื่อนานมาแล้ว ยังไม่ทันได้เรียบเรียงความทรงจำ ก็ถูกดึงหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปอีกทิศ นึกสงสัยว่าเขาจะลากตัวหล่อนไปไหนกันแน่                                                            

“จะไปไหนคะ ดูเหมือนตอนแรกเราจะพักกันที่บ้านหลังนั้น” หล่อนตัดสินใจถาม          

“อ๋อ ใช่” เขาตอบ “แต่เกิดนึกเปลี่ยนใจ เพราะมีที่อื่นอยากไปมากกว่า”

 

ที่อื่นหากเจอเตียงหรูหราใหญ่โตกว้างขวางชนิดที่เขาเคยบอกว่านอนสองคนได้สบาย หล่อนจะไม่แปลกใจ และมองเขาตาค้างอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ หากไม่ใช่สถานที่คนตัวสูงเกิดเปลี่ยนใจกะทันหันนึกอยากจะมา คือ บ้านหลังเล็กกะทันรัดผนังรอบด้านทำจากไม้เนื้อหยาบ และที่สำคัญมันไม่ได้มีไว้สำหรับคนพักอาศัย เพราะรอบตัวตอนนี้เต็มไปด้วยพืชผักและธัญพืช ร่างบางแน่ใจได้ทีเดียวว่ามันมีไว้สำหรับเก็บผลผลิตต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในฟาร์มหรือปศุสัตว์                                                                                                     

 

“ทำหน้าแบบนี้ไม่ชอบหรือไง” เขาหันมาถามสองมือล้วงกระเป๋าหลังจากเดินสำรวจทำเลอะไรสักอย่าง “ไหนว่าไม่อยากเปลืองเงิน”                                                                            

 

“พี่จะนอนที่นี่” ปาริสาเสียงสูงอย่างแปลกใจ เขาพยักหน้าก่อนจะพูดต่อท้ายให้เสร็จสรรพ                                                                                                         

 

“กับริสา”                                                                                                      

“ถ้าพี่เป็นนักศึกษาธรรมดา ที่ยังต้องแบมือของเงินพ่อกับแม่ ริสาคงยอมหรอกค่ะ” หล่อนมีเกี่ยงงอนไม่เต็มใจ “แต่ระดับเจ้าของกิจการ มีเงินทองมากมาย แค่คำพูดริสา ถึงกับยอมพามาในที่แบบนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือไงคะ”                                                                       

 

“ไม่เกินไปหรอก กระท่อมไม้หลังเล็กแทบไม่มีอะไรบนยอดเขาสูง แถมหนาวสะท้านแทบขาดใจขนาดนั้น เรายังเคยมาแล้ว” เขายังคงบอกหล่อนเสียงเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านอารมณ์หญิงสาว “กับบ้านไม้หลังนี้ใหญ่กว่าที่นั่นตั้งเยอะ เรามาทบทวนความหลังกันที่นี่ดีกว่า บรรยากาศไม่ต่างกันมาก”                                                                                              

ปาริสาย่นจมูกให้กับคนที่อยากสร้างบรรยากาศแบบแปลกๆ ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไรมากไปกว่านั้น ร่างสูงก็เข้ามาสวมกอด เรียวคิ้วบางขมวดเพราะเขาแค่กอดกระชับไว้ในอ้อมแขนเท่านั้น                                                                                                   

 

“อยู่แบบนี้สักพักเถอะ” เขาพูดขึ้น และยังคงพึมพำเสียงเบา “ตอนนี้ เฉพาะแค่ตอนนี้ แค่ยืนอยู่เฉยๆ แบบนี้ก็พอ”

 

                                                                            

หญิงสาวรู้สึกราวกำลังเป็นคนอื่นในอ้อมแขนของเขา นึกสงสัยว่าปารีสกำลังโหยหาถึงใคร ปาริสาหน้ามุ่ยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมากะทันหัน อารมณ์หึงของผู้หญิงที่แท้ก็เป็นแบบนี้ หล่อนเพิ่งเข้าใจ                                              


.................................................

 

แม้จะไม่ถูกใจนักกับความรู้สึกว่าหล่อนเป็นเจ้าของอ้อมแขนแข็งแรง หูที่แนบชิดกับอกกว้างสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจเป็นจังหวะ ทว่าเจ้าสิ่งที่กำลังดิ้นตุบตับด้านใน ราวจะล่องลอยไปหาใครบางคน ถึงกระนั้นก็ยังคงทำตามคำขอร้อง เมื่อเขาบอกให้ยืนเฉยๆ โดยการปล่อยแขนสองข้างทิ้งแนบลำตัวไม่คิดจะกอดตอบ ทำตัวแข็งประดุจดังท่อนไม้     

อาการแบบนี้บิดามักเปรยให้ได้ยินเมื่อนานมาแล้วว่าหล่อนเป็นเด็กดื้อเงียบ หากไม่พอใจอะไรแล้วจะใช้วิธีหุบปาก ทำตัวนิ่งสงบ ไม่ยอมเสวนาด้วยเพื่อต่อต้าน
แทนที่จะโวยวายดีดดิ้น กระทืบเท้ากรีดร้องจะเอาให้ได้อย่างใจต้องการ        


ฝ่ายชายหนุ่มขณะกำลังกอดหญิงสาว เขากำลังระลึกถึงผู้หญิงอีกคน สถานที่แห่งนี้คือความทรงจำ ร่างสูงหลับตาลง ราวจะได้ยินเสียงหัวเราะแว่วดัง

ใช่แล้ว...เขาจำได้ดีขณะถูกโอบอุ้มอยู่ในวงแขนเรียวเล็ก ท่านพูดคุยและยิ้มเบิกบานกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ไว้เคราพองาม ผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาที่เขาได้ถอดแบบมาราวพิมพ์เดียวกันกำลังถักทอความรักเต็มเปี่ยม ยามทอดมองมายังหญิงสาวและเด็กชายตัวน้อย                                                              

ปารีสขบกรามแน่น สูดหายใจลึก ถึงใครหลายคนจะคิดว่าบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวตกกระแทกพื้น สำหรับเขาแล้วไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดสัญชาตญาณบางอย่างเตือนก้องอยู่ในสมอง ยังจำแววตาของผู้ใหญ่หลายคนยามมองมายังเด็กชายที่ยืนน้ำตาไหลอยู่หน้าหลุมศพ เอาแต่ประกาศว่าพวกท่านถูกฆ่าตายโดยใครบางคน ผู้คนเหล่านั้นล้วนเวทนาทว่ากลับเหยียดยิ้มเห็นเป็นเรื่องตลก
                                                                  

 

ร่างสูงคลายแขนออกเพราะรู้สึกตัวเผลอออกแรงกอดรัดปาริสา ทว่าเขาต้องรู้สึกแปลกใจกับท่าทางของหล่อน ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านยืนตัวเกร็งแข็ง แถมหุบปากสนิทไม่มีแม้แต่เสียงประท้วงเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เรียกว่าเงียบผิดสังเกต จึงรีบใช้สองมือจับไหล่กลมกลึงของหญิงคนรักดันออกจากอกกว้าง แล้วมองอย่างสำรวจ  
         
         

 

“ทำไมมองพี่แบบนั้น” เขาถามเมื่อเห็นหล่อนเอาแต่เม้มปากแน่น แต่ใช้สายตาเหมือนมีอะไรอยากพูด อยากจะถาม แต่ไม่ยอมปริปาก “เป็นอะไรไป”
                                                                                         

หล่อนยังคงเงียบ   
                                                                                                   

“พี่ทำอะไรให้น้องริสาไม่พอใจหรือไง” ปารีสกระตุกยิ้มเมื่อเห็นอาการไม่เปลี่ยนไปจากเดิม “ยายเด็กดื้อ ไม่พูดแล้วพี่จะรู้ไหม ว่าสีหน้าแบบนี้กำลังโกรธหรือหงุดหงิดอะไร” 
                                                            

เขากระตุกยิ้ม   
                                                                                              

“หรือเพราะพี่มัวแต่ชักช้า เอาแต่ยืนกอดท่าเดียว น้องริสาเลยพาลหงุดหงิด” ปาริสาถลึงตาใส่เขา
                   

 

นับว่าหล่อนยังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่บ้าง ชายหนุ่มคิด ก่อนจะผละถอยออกมาเล็กน้อย ขณะสายตาคมกริบยังคงจับจ้องหล่อนไม่วางตา หันมาจัดการกับตัวเอง ปารีสถอดเสื้อตัวหนาด้านนอก โยนทิ้งไว้บนกองฟางแถวนั้น
    

 

“น้องริสา ไม่ร้อนหรือไงครับ” เขาชวนคุยระหว่างกำลังปลดผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้มของตัวเองตามลงไปสมทบ เหลือไว้เพียงสเวตเตอร์แขนยาวสีเทาด้านใน “เขตที่เราอยู่ถึงจะอากาศค่อนข้างเย็นสบาย แต่ก็ไม่หนาว หิมะก็ไม่ตก คงไม่ทำให้แฟนของพี่ถึงกับหนาวจนเหน็บกินยืนตัวแข็งแบบนี้แน่” 
                                                                 
         

 

ร่างสูงขยับเข้าไปหา สองมือกว้างจับประคองใบหน้าหญิงสาว ก่อนจะโน้มตัวลงประทับจุมพิตบนเรียวปากที่เม้มสนิท และยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น หล่อนไม่ยอมให้ความร่วมมือ ถึงแม้เขาจะรุกเร้าแค่ไหน จนต้องยอมถอยออกมายืนตัวตรงหรี่ตามอง พลางคิดว่าคนตรงหน้ากำลังมีบางอย่างอยู่ในใจ เขายักไหลกว้างทำเป็นไม่สนใจอารมณ์ของหญิงสาว ขยับเข้าหา เริ่มลงมือปลดกระดุมเม็ดใหญ่ด้านหน้าเสื้อหนาตัวยาวคอบัวที่เรียงแถวอยู่ไม่เกินสาม นอกจากสีแดงแล้วปารีสต้องบันทึกไว้ในความจำว่าหล่อนคงต้องชอบสีชมพูด้วย ชายหนุ่มเหลือบตาขึ้นมองทันเห็นแววตาไหวหวั่น ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าไม่แยเสกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น   
 
                                                                            

“เพื่อความยุติธรรม” เขาบอกหล่อนยิ้มๆ “เมื่อน้องริสาไม่พูดอะไร ก็แสดงว่ายังคงยินยอมพร้อมใจ”
             

 

ปาริสาปล่อยให้คนตัวสูงปลดเสื้อ ไม่สะทกสะท้านหรือขัดขืน 
                                                                      

“อยากจะพูดอะไรตอนนี้ยังมีเวลานะครับ” เขาบอกระหว่างกำลังคลายผ้าพันคอของหล่อน “ถ้าพี่ปิดปากริสาอีกครั้งเมื่อไหร่ หมดสิทธิ์ที่จะพูด หรือถามอะไรอีก” 
                                                                                    

ผ้าพันคอหลุดไปจากลำคอเพรียวสวย เจ้าหล่อนก็ยังไม่ยอมพูดกับเขา เวลาปาริสาทำตัวดื้อเงียบก็น่ารักไปอีกแบบ จนเขาแทบอยากจะจับมาพาดตักฟาดบั้นท้ายงอนงามสักป๊าบสองป๊าบ แน่นอนต้องเป็นตอนหล่อนไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเขาอาจจะลองทำอย่างที่นึกสนุก ร่างสูงไม่อยากเสียความตั้งใจรีบถอดสเวตเตอร์เหลือติดกายท่อนบนเพียงชิ้นเดียว
                  

 

ปารีสจุดรอยยิ้ม เมื่อหญิงสาวไม่กล้ามองมาทางเขา จากเคยจ้องถลึงตากลับหันไปมองด้านอื่นแทน และก่อนจะขยับตัว ปาริสารีบถอยหลังไม่เกินสามก้าว ร่างสูงเลิกคิ้วสูงกับการแสดงท่าทางเชิดหน้ายิ้มนิดๆ ของหล่อน แล้วลงมือจับชายเสื้อตัวเองดึงขึ้นเหนือศีรษะปลดออกจากตัวโดยเขาไม่ต้องลงมือให้เปลืองแรง 
                                     

 

“อย่าลืมนะคะ ว่าเราต้องยุติธรรม” ในที่สุดปาริสาก็ยอมอ้าปากพูดจนได้ 

                                        

ร่างสูงยกมือขึ้นเสยผมตัวเองขณะมองคนตรงหน้า เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าภายใต้สเวตเตอร์สีขาวลายกระต่ายสีชมพูตัวหลวม จะมีสเวตเตอร์อีกตัวซ้อนทับอยู่ ที่สำคัญยังเป็นสีแดงสีโปรดของหล่อน ปาริสาทำให้สมองเขาไม่ทำงาน ปกติตนจะไม่พลาดได้ง่าย เพราะเป็นคนช่างสังเกตเป็นนิสัย กลิ่นกายหอมกรุ่นของสาวคนรักทำให้อารมณ์และความคิดของเขาเตลิดไปไกล  
                                     
                                               

“ตอนนี้เราเสมอตัวกันแล้ว พี่ถอดสามชิ้น ริสาก็ปลดสามเท่ากันพอดี”  
                                          

“ไหนๆ ก็ยอมเปิดปากพูดแล้ว” ปารีสพูดขึ้นพลางลูบปลายคาง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “จะบอกพี่สักนิดได้ไหม ว่าด้านล่างริสาสวมกี่ชิ้น” 
                                                                                              

“เรื่องอะไรจะบอก” หล่อนตอบลอยหน้าลอยตา มุมปากชายหนุ่มยกยิ้ม   

                                      

“ถ้าอย่างนั้นเราค่อยๆ มาเฉลยคำตอบของอีกฝ่ายกันดีไหมครับ” ร่างสูงปลดเข็มขัด แล้วโยนทิ้งกับพื้น ก่อนจะพยักพเยิดหน้าบุ้ยใบ้ให้คนตรงหน้าที่ยืนห่างไม่ไกลเปิดเผยคำตอบของตัวเองบ้าง  

                                       

 

“เข็มขัดเส้นนั้นไม่นับรวมได้ไหม”

 

ปาริสาพูดขึ้นมองเขาตาปริบๆ แอบมีแวววิงวอน ร่างสูงส่ายหน้าหัวเราะกลั้วอยู่ในลำคอ ถามตัวเองว่าควรจะยินยอมเพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเมื่อฝ่ายสาวออกปากขอร้องหรือไม่  
                  

“ให้ตายเถอะปาริสา ทำไมพี่ต้องใจอ่อนกับเธออยู่เรื่อย”

                                                            

ปาริสากลั้นยิ้ม ก่อนจะรีบเบือนหน้าแดงระเรื่อไปอีกทาง เมื่อเขาลงมือปลดกระดุมกางเกงตัวเองแล้วรูดซิบ ร่างบางเริ่มใจเต้นแรง รู้สึกพวงแก้มร้อนผ่าว ทั้งที่อากาศรอบด้านเย็นกำลังดี ไม่หนาว และร้อนเกินไป จนถึงบัดนี้ก็ยังทำใจมองเรือนร่างของเขาแบบตรงๆ เต็มตาไม่ได้เสียที พลางคิดไม่น่าพาตัวเองเดินไปตกหลุมเล่นเกมแก้ผ้าเอาหน้ารอดกับเขาเลย รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออกมือไม้สั่นไปหมด รู้อย่างนี้สู้หลับหูหลับตายืนเฉยๆ ให้เขาจัดการเอาเองเสียแต่แรกก็ดีหรอก หญิงสาวเพิ่งได้คิด

                                                                                                 

“จะไม่หันมาดูคำตอบของพี่หน่อยเหรอ”

 

เสียงของเขาลอยมากระทบประสาทที่กำลังเกร็งเครียด  

                        

ตาบ้า! 
                            
                                                         



โปรดติดตามตอนต่อไป ภายในวันอังคาร สัปดาห์หน้าค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #81 มุกมาดา-เวียงแก้ว (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 มีนาคม 2556 / 16:09
    ขอบคุณ คุณ P2506 มากค่ะ ที่ช่วยตรวจคำผิด กับคำตกหล่นให้ จุ๊บๆๆ ไปแก้ไขเรียบร้อยแล้วค่ะ ^___^
    #81
    0
  2. #80 p2506 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มีนาคม 2556 / 15:40
    อ่านกันแบบลุ้นตัวโก่งกับเกมแก้ผ้าเอาหน้ารอด (ว่าน้องริสาจะรอดมั๊ยเนี่ย)

    กำลังสนุกเชียว...ต้องรอแบบใจจดใจจ่อต่อไป (ค้างงงง...ต่อค่ะ )  

    จะรออ่านต่อๆ ไปนะคะ



    ช่่วยดูนิดนึงนะคะ



        ...เขาชวนคุยระหว่างกำลังปลดผ้าผัน(พัน)คอสีน้ำเงินเข้ม



    ......ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าไม่เยเส(แยแส)กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น



    ....จากเคยจ้องถลึงตา(กลับ)หันไปมองด้านอื่นแทน



    ...พยักพเยิดหน้าบุ้ยใบ้ให้คนตรงหน้า(ที่)ยืนห่างไม่ไกล



        ปาริสากลั้นยิ้ม ก่อนจะรีบเบือนหน้าแดงระเรื่อ(ไม้เอก).....

    ......พลางคิด(ว่า)ไม่น่าพาตัวเองเดินไปตกหลุม....



    #80
    0
  3. #79 มุกมาดา-เวียงแก้ว (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มีนาคม 2556 / 02:54
    กว่าจะอัพเสร็จเน็ตอืดมากค่ะ เข้าๆ ออกๆ หลายรอบ จัดหน้าใหม่ ให้คนอ่าน อ่านง่ายสบายตา พร้อมกับแก้คำผิดไม่รู้ยังตกหล่นอยุ่บ้างมั้ย ถ้าเจอบอกด้วยนะคะ จะได้แก้ต้นฉบับ อิอิ น่าน ถือโอกาสใช่งานคนอ่าน 5555 



    ขณะนี้เวลา 02.50 ของคืนวันศุกร์ย่างสู่เช้าวันใหม่ คนอ่านคงหลับกันหมดแล้ว ฝันดีนะคะ ราตรีสวัสดิ์ 
    #79
    0
  4. #78 p2506 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มีนาคม 2556 / 21:03
    ดีใจมาก ๆ ได้อ่านจุใจเลยค่ะ  แต่ยังรู้สึกค้างๆ เนอะ



    สงสารริสาจัง เพราะชีวิตที่ผ่านมาก็เศร้าพอแล้ว

    มาเจอแฟนที่เป็นเลิศแบบปารีสแทนที่จะอบอุ่นกลับร้อนเกิน...

    ในอนาคต ถ้าริสาเจอมุมร้ายๆ ของปารีสหนักขนาดไหนเนี่ย !!!







    #78
    0
  5. #77 Rumute (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มีนาคม 2556 / 01:07
    หวานกันมากอ่าาาาาาาาาา >///<
    #77
    0