กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 2 : เพื่อนใหม่ (ปรับขนาดอักษรใหญ่ เพื่อคนอ่านผ่านแอฟ หากใครเห็นตัวเท่าตึกปรับลดนะคะ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 971
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 มี.ค. 56

ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นั้น วันที่ยี่สิบห้า ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันคริสต์มาส วันที่เด็ก ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย พวกเขาจะเอาถุงเท้าไปแขวนไว้ที่หัวเตียง เพราะเชื่อกันว่าจะมีคนแก่เครายาวในชุดแดงนั่งรถที่ลากด้วยกวางเรนเดียร์แปดตัว ทะยานจากท้องฟ้าลงมาทางปล่องไฟเอาของขวัญมาใส่ไว้ในถุงเท้า หากแท้ที่จริงแล้วพ่อกับแม่ของเด็กเหล่านั้นต่างหากที่เป็นคนเอาของขวัญไปใส่ไว้ให้  แต่ก็ปล่อยให้เป็นความหวังที่แสนหวานในความคิดของเด็ก ๆ ที่มีความเชื่อว่ามันมาจากโรงงานของเล่น ที่ตั้งอยู่ตรงขั้วโลกเหนือ

เขมิกาเองก็นึกแปลกใจ ทำไมคนไทยอย่างหล่อน ต้องมาตื่นเต้นกับเทศกาลของคนยุโรปด้วย แต่ก็เอาเถอะเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม  ใช่ตัวเองคนเดียวเสียเมื่อไหร่ เชื่อว่าป่านนี้คนไทยหลาย ๆ คน ที่อยู่อีกซีกโลก ก็คงร่วมเลี้ยงฉลองกับเทศกาลนี้


นาฬิกาที่ผนังห้อง ฟ้องบอกว่าเลยเวลานัดหมายมามากแล้ว หญิงสาวได้แต่นั่งกระวนกระวายถึงความล่าช้าของสองหนุ่ม กลัวว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทาง หิมะที่ตกหนักยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น

เขมิกาอดรนทนรอขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ไหว รีบฉวยเสื้อกันหนาวมาสวมทับเสื้อยืดแขนยาวเนื้อหนา  พาตัวเองออกจากห้อง  แล้วมายืนรอย่ำเท้าเดินกลับไปกลับมา อยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ ชะเง้อยืดคอรอคอย ก็ยังไม่เห็นเงาของใครสักคน

“ไปอยู่ตรงไหนของเขากันนะ”

เขมิกาบ่นงึมงำ สีหน้าเป็นกังวล  แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างโล่งใจ เมื่อเห็นทวีปกำลังเดินตรงเข้ามาหา

“หายไปไหนมา เฮอะ นายทวีป ถึงมาเอาป่านนี้”

เขมิกาเท้าเอว ส่งสายตาไม่พอใจ

“พอดีมีอุบัติเหตุ นิดหน่อยจ้ะ ที่รัก”

“ไม่ต้องมาที่รงที่รักเลย ใครเป็นที่รักของนายไม่ทราบ เรายังไม่เป็นอะไรกันสักหน่อย”

เขมิกาย่นจมูก ทำตาปะหลับปะเหลือก เธอยังอารมณ์ไม่ดี กับการต้องรอคอยอย่างเป็นกังวล

“อ้าว! ก็เราเป็นแฟนกัน ไม่ให้เรียกที่รัก แล้วจะเรียกอะไร”

“แฟนก็ส่วนแฟนสิ อย่ามาเรียกที่รักได้มะ ฟังแล้วจั๊กกะจี้พิลึก ไม่ต้องมาชวนคุยเรื่องอื่นเลย อุบัติเหตุอะไร สีหน้ามีพิรุธนิ บอกมาซะดีดี นายไปทำความผิดอะไรไว้”   เขมิกาขู่

“หน้าฉันมันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่ามาหาเรื่องกันหน่อยน่า”

ทวีปถอนหายใจ กึ่งยิ้ม เขมิกาช่างหาเรื่องดีแท้

“เอ๊ะ! นั่นมันปารีสนี่นา แล้วเอาใครมาด้วย แฟนเขาเหรอ ปารีสเขามีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่”

เขมิกากระซิบถามเบา ๆ เมื่อเหลือบสายตามองเห็นปารีส กำลังให้สาวที่ไหนก็ไม่รู้ขี่หลังมา ท่าทางยังกับคู่รัก

“นั่นล่ะคืออุบัติเหตุครั้งที่สองที่ทำให้เสียเวลานิดหน่อย”

“อุบัติเหตุครั้งที่สอง แสดงว่าต้องมีครั้งแรกใช่ไหม”   เขมิกาถามอย่างสงสัย

“ก็พอดีรถที่ขับมาไปติดหิมะ เลยต้องเดินลุยฝ่าหิมะกันมา แล้วบังเอิญไอ้ปารีส ไปเจอผู้หญิงคนนั้นนอนเป็นลมอยู่ ก็เลยช่วยเอาไว้”

ยังไม่ทันจะซักถามอะไรไปมากกว่านี้ ปารีสก็เดินเข้ามาสบทบ พร้อมของแถมที่แบกติดหลังมาด้วยอีกหนึ่ง

“เขมิกา เธอช่วยหน่อยสิ ผู้หญิงคนนี้ ท่าทางจะไม่สบายมาก”

“ดะ..ได้ รีบขึ้นไปข้างบนดีกว่า ข้างนอกอากาศมันหนาว”


เขมิกากระวีกระวาดรีบเดินนำสองหนุ่ม กับอีกหนึ่งสาวนิรนาม ไปยังลิฟต์ของอพาร์ทเม้นท์  เพื่อขึ้นไปยังห้องพักของตนเอง ห้องของเขมิกา เป็นห้องชุด ที่มีห้องนอนแยก เป็นสั ดส่วนหนึ่งห้อง มีบริเวณโถงเล็ก ๆ เป็นห้องรับแขก พร้อมกั้นแบ่งเนื้อที่บางส่วนเป็นห้องครัว และเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม  เห็นก็รู้แล้วว่าค่าเช่าเดือนหนึ่งจะแพงขนาดไหน แต่ฐานะอย่างเขมิกานั้นอยู่ได้สบาย เพราะเป็นถึงลูกสาวเจ้าของโรงแรมระดับห้าดาวและรีสอร์ตที่เมืองไทย ที่มีหลายสาขาในย่านธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ปารีสเข้ามาในห้อง ตัดสินใจ เดินตรงไปยังโซฟาตัวยาวสีครีม วางร่างหญิงสาวลงนอน ใช้มือจับใบหน้าของเธอ  ซึ่งเป็นส่วนที่เขาสามารถสัมผัสได้ง่ายที่สุด ผิวกายเย็นเฉียบเหมือนโดนแช่แข็ง  จนเขารู้สึกใจเสีย กลัวเจ้าหล่อนจะหลับไม่ยอมฟื้นขึ้นมาอีก

“เอาเธอเข้าไปในห้องนอนเถอะ เดี๋ยวมิกาจะได้ช่วยดูอาการให้”

เขมิกากล่าวอาสา เพราะเห็นท่าทางเก้งๆ ก้างๆ ทำอะไรไม่ถูกของปารีส

“อืมม์”

ปารีสรับคำ แล้วรีบช้อนตัวหญิงสาวสู่อ้อมแขน อุ้มตัวลอยเหมือนเป็นสิ่งไร้น้ำหนัก เดินไปยังห้องที่เขมิกาเปิดประตูรออยู่แล้ว ค่อยๆ วางร่างนั้นบนเตียงอย่างทะนุถนอม เหมือนกลัวว่าหากรุนแรงไปกว่านี้ เจ้าหล่อนจะแตกสลายเอาง่ายๆ

“ปารีส นายออกไปรอข้างนอกเถอะ เดี๋ยวจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะดูเหมือนเสื้อผ้าเธอจะชื้น คงต้องเปลี่ยนจะได้สบายตัว ฉันคงทำไม่ได้หากนายมายืนจ้องอยู่แบบนี้”

ดูเหมือนปารีสจะปักหลักยืนรอ เพื่อดูเขมิกาปฐมพยาบาล จนเขมิกาต้องเอ่ยปากไล่

“ได้ งั้นฉันไปรอข้างนอกนะ มีอะไรก็เรียกแล้วกัน”

“อืมม์”

เขมิกาพยักหน้าตอบรับ


ปารีสเดินออกมาจากห้องเพื่อหลีกทางให้เขมิกาได้ดูแลคนป่วยได้โดยสะดวก ก่อนที่ประตูจะปิดลง ชายหนุ่มได้เหลือบสายตามองหญิงสาวบนเตียงอีกครั้ง นึกภาวนาขอให้คนที่นอนหมดสติอยู่บนนั้นรู้สึกตัวโดยเร็ว กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของหญิงสาวนิรนาม จากการได้ใกล้ชิดยังติดตรึงไม่จางหาย เขาชอบกลิ่นแบบนี้มากกว่าผู้หญิงที่ฉีดน้ำหอมจนฟุ้งตลบ หอมเกือบกลายเป็นฉุน แล้วชักพาลเหม็นเอาดื้อๆ


“เธอเป็นไงบ้าง”

ทวีปเงยหน้าสอบถาม จากการนั่งพลิกนิตยสารในมือแบบไม่ได้ตั้งใจอ่าน

“มิกากำลังดูแลอยู่”

ปารีสตอบเพื่อน พร้อมย่อตัวลงนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม สีหน้าเป็นกังวล จนทวีปรู้สึกได้

ทวีปเริ่มแน่ใจถึงไม่เต็มร้อย ว่าปารีสคงตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัวเข้าแล้ว อาการแบบนี้เขาเคยเป็นมาก่อนตอนเจอกับเขมิกา ความห่วงใย กังวลถึงทุกข์สุข ตลอดจนการเอาใจใส่ และรู้สึกดีกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันนำมาซึ่งความรัก แม้แรกเริ่มจะไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง  แต่หัวใจจะนำทางให้ยอมรับในที่สุด ว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ใช่สำหรับเรา

“มาดื่มเบียร์แก้หนาวดีกว่า เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”

ทวีปเอ่ยชวนหาเพื่อนร่วมดื่ม

เบียร์กระป๋องถูกยื่นมาตรงหน้า ปารีสรับมาเปิดแล้วยกดื่ม ดีกรีของเบียร์ถึงไม่ร้อนแรงเหมือนสุรา แต่เมื่อมันผ่านลำคอสู่กระเพาะ ก็ให้ความรู้สึกอุ่นวาบช่วยคลายหนาวได้ ที่พูดกันว่าคนเมืองหนาวส่วนใหญ่มักชอบดื่มเบียร์แทนน้ำ เห็นคงจะเป็นจริง

กระป๋องเบียร์ถูกหมุนเล่นในมือ ปารีสไม่คิดจะยกดื่มเป็นครั้งที่สอง สายตามองไปยังประตูห้องที่ปิดเงียบทางด้านขวามือ ใจอยากให้เขมิกาออกมาจากห้องโดยไว เพื่อแสดงให้เห็นว่าหญิงสาวผู้นั้นไม่เป็นอะไรแล้ว

“ดูนายเป็นกังวลนะ”   ทวีปเอ่ยทัก

“ฉันดูเป็นกังวลขนาดนั้นเชียว”

ปารีสเลิกคิ้วสูงสีหน้าแปลกใจกับคำพูดของเพื่อน

“อืมม์”

ทวีปรับคำแล้วยิ้ม ๆ

ปารีสส่ายหน้าหัวเราะกลั้วในลำคอ กับท่าทางทำมาเป็นรู้ดีของเพื่อนสนิท เขาแค่รู้สึกในฐานะคนช่วยชีวิต ที่ไม่อยากจะเห็นคนที่อุตส่าห์ลงแรงช่วยแบกเดินมาเสียไกล ต้องมาเป็นอะไรไปง่าย ๆ

“มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอก”  

ตอบไปอย่างไม่ใส่ใจว่าเพื่อนจะเปลี่ยนความคิดหรือไม่ แล้วยกเบียร์ในกระป๋อง ดื่มรวดเดียวหมด


ภายในห้องหลังจากที่เขมิกาจัดการเอาเสื้อผ้าของตัวเอง เปลี่ยนให้หญิงสาวบนเตียง และห่มผ้าห่มนวมชิดถึงปลายคาง เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ก็รีบหยิบหลอดยาดมเปลือกส้มโอสูตรไทย เพราะติดใจจนต้องพกติดตัวมาใช้ที่แคนาดา  พร้อมออกแรงบีบนวดแขนขาผ่านผ้าห่มนวมเผื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต  เขมิกาพอจะรู้มาบ้างเกี่ยวกับพื้นฐานการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของคนหมดสติ แพขนตางอนยาวหญิงสาวตรงหน้าเริ่มกระตุก เขมิกายิ้มอย่างดีใจ เมื่อเจ้าหล่อนกะพริบตาแล้วค่อย ๆ เบิกกว้าง

“เธอฟื้นแล้ว”

เขมิกาพูด ถอนหายใจอย่างโล่งอก

ไม่เสียแรงที่เป็นถึงแฟนว่าที่นายแพทย์ในอนาคต หล่อยทราบว่าทวีปเป็นทายาทโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่เมืองไทย และได้ตัดสินใจมาเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยไรเยอร์สัน 

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ที่นี่คือที่ไหนเหรอ”

เสียงเล็กหวานปานนกการเวก ดังแผ่วๆ มาจากเรียวปากเล็กสวย จนผู้หญิงอย่างเขมิกายังรู้สึกอิจฉา  เพราะตนเป็นคนเสียงดังไม่นิ่มนวลเหมือนหญิงสาวตรงหน้า

“ห้องฉันเอง เธอคงเป็นคนเอเชีย ว่าแต่เธอเป็นคนชาติไหนเหรอ”  

สองสาวพูดโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษ

“ฉันเป็นคนไทย”

เขมิกาลืมตาโต ช่างบังเอิญดีแท้ ที่มาเจอคนไทยกันเอง

“ไม่น่าเชื่อ! คนไทย ช่างบังเอิญจริงๆ”

คราวนี้เขมิกาอุทานเป็นไทยแท้

“ที่แท้ก็คนไทยเหมือนกัน ฉันก็เป็นคนไทย เออ...จริงสิยังไม่แนะนำตัวเลย ฉันชื่อเขมิกา เรียกสั้น ๆ ว่ามิกา เพื่อน ๆ ชาวต่างชาติจะเรียกว่า มิก้า เก๋ดีใช่ไหม”

“อืมม์”

หญิงสาวบนเตียงยิ้มพร้อมพยักหน้าเห็นด้วย แล้วกล่าวแนะนำตัว

“ส่วนฉันก็ชื่อปาริสา เรียกสั้น ๆว่า ริสา”

“ให้ทายนะ เพื่อน ๆชาวต่างชาติของเธอ ต้องเรียกว่า ริซ่า ใช่ไหม”

เขมิกาเอ่ยขอคำเฉลย แล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกขำ ทำให้ปาริสายิ้มไปกับคำพูดของเพื่อนชาวไทยคนใหม่

“เธอทายถูกแล้วล่ะ แต่ฉันก็ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่หรอก โดนเรียกก็ต้องสะดุ้งทุกที เหมือนเขากำลังจะว่าเรา ริจะอวดทำซ่า ประมาณนี้แหละ”

เขมิกาหัวเราะไปกับคำพูดปาริสา

“แหม....พูดฉันเธอมาตั้งนาน ไม่รู้เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันหรือเปล่า”  เขมิกาแย้งให้คิด

“จริงด้วยสิ  ริสาเพิ่งมาเรียนปริญญาตรีได้สองปี อายุยี่สิบสามเอง”

“ว้าว! อายุเท่ากันเลย งั้นเรามาเป็นเพื่อนกันนะ”

เขมิกาอุทานตื่นเต้นรอบสอง ยื่นมือไปเพื่อขอจับกระชับความสัมพันธ์ ปาริสาจึงสนองตอบ สองสาวยิ้มให้กัน แม้ทั้งคู่เพิ่งเจอกันเป็นวันแรก แต่ความรู้สึกกลับสื่อใจถึงกันได้ คงเป็นประมาณที่เขาพูดๆ กันว่ารู้สึกถูกชะตา

“จริงสิ ทำไมริสา ถึงไปนอนสลบท่ามกลางหิมะตกหนักแบบนั้นล่ะ”

เขมิกาเอ่ยถามอย่างสงสัย

“อ๋อ...ก็ ไม่มีอะไรหรอก แค่... แค่ออกมาเดินเล่นนิดหน่อย ไม่นึกว่าจะมาเจอหิมะตกหนัก เป็นลมไปได้ยังไงก็ไม่รู้”

คำตอบที่ได้รับเขมิกาสามารถใช้ความรู้สึกรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่พูดมา ปาริสาฝืนยิ้มเจือหัวเราะน้อย ๆ แต่นัยน์ตาเธอเศร้า หากเมื่อเพื่อนใหม่ไม่อยากจะพูดถึง ก็จะไม่ซักถามเอาคำตอบ ไว้สักวันหากปาริสาเต็มใจเล่าให้ฟัง คงจะได้รับรู้เอง

“อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง คราวหลังต้องระวังล่ะ ไปเดินเล่นคนเดียวไม่ดี นี่ดีนะที่มีคนไปเจอเข้า ไม่งั้นเธอต้องแย่แน่ ๆ เลยริสา  ในเมื่อเธอมีฉันเป็นเพื่อนแล้ว ต่อไปมีอะไรเธอก็ต้องคิดถึงฉันนะรู้ไหม  ฉันจะไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอเอง”

เขมิกาพูดให้คิดเป็นทำนองหากปาริสามีอะไรสามารถคุยกับหล่อนได้ทุกเรื่อง ตนยินดีเป็นที่ปรึกษา

“ขอบใจเธอมากนะมิกา ฉันจะจำไว้ว่าที่นี่ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีเพื่อนคนไทย ที่ชื่อเขมิกาอีกหนึ่งคน”

ปาริสาเข้าใจความนัยของคำพูดเขมิกา ยิ้มให้เพื่อนใหม่อย่างรู้สึกซาบซึ้งถึงความมีน้ำใจ

“แล้วฉันก็ขอขอบใจเธอมากนะ ที่ช่วยชีวิตฉัน”

“อุ๊ย! ฉันไม่ได้เป็นคนช่วยเธอหรอก เพื่อนชายของแฟนฉันช่วยเธอไว้ เขาชื่อว่าปารีส เธอไปขอบใจเขาก็แล้วกัน”    

เขมิการีบอธิบาย

“อืมม์...มิสเตอร์ปารีส ชื่อเพราะดี”

“ไม่ต้องมามิสตง มิสเตอร์หรอก คนไทยเหมือนกัน”

“งั้นเหรอ”

ปาริสาแปลกใจกับคนไทยที่มีชื่อว่าปารีส คงมาเปลี่ยนตอนมาเรียนที่นี่กระมัง คนไทยบางคนไม่ค่อยพอใจชื่อไทยที่พ่อแม่อุตส่าห์ตั้งและเรียกขานกันมาแต่แรกเกิด พอเข้าสู่วัยรุ่นมักชอบเปลี่ยนชื่อเดิมของตน ให้ฟังดูแล้วเก๋แบบที่ตัวเองชอบ ทว่าปาริสาไม่เห็นด้วยเลยกับความคิดนี้ นอกจากต้องเปลี่ยนเพราะความจำเป็นจริง ๆ เช่นตัวอักษรเป็นกาลกิณี  แต่ปารีสชื่อนี้ฟังดูก็รู้ว่าไม่ใช่ชื่อไทย

“เดี๋ยวฉันขอตัวไปข้างนอกก่อนนะ ส่วนริสาก็นอนพักผ่อน สักครู่ดีกว่า แล้วค่อยกลับ  ดูเธอยังไม่ค่อยมีแรง”

“ไม่ดีกว่า ริสารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ขอตัวกลับก่อนดีกว่า” ปาริสารีบตวัดผ้าห่มนวม พยุงตัว ขึ้นนั่งบนเตียง จึงเพิ่งสังเกตว่าตัวเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าชุดเดิม

“ขอเสื้อผ้าชุดเดิมของริสา มาเปลี่ยนหน่อยสิจ๊ะ”

“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ฉันยกชุดนี้ให้ ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้น่ะ ตัวมันเล็กไป เธอใส่ได้พอดี เอาไปเถอะ”


“ขอบใจจ้ะ งั้นริสากลับก่อนดีกว่า”

“อย่าเพิ่งเลย รอให้หิมะหยุดตกก่อนแล้วค่อยกลับ ขืนริสาออกไปตอนนี้ ได้ไปสลบให้หิมะกลบอีกรอบ คราวนี้คงไม่ฟื้นแน่ ๆ ให้เธอแข็งแรงกว่านี้แล้วค่อยออกไป”

เขมิกาเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี

“อย่าเลย ริสารู้สึกดีขึ้นมากแล้วจริง ๆ”  

ปาริสาไม่ยอมรับฟังความหวังดีจากเพื่อนใหม่  เพราะรู้สึกเกรงใจ รีบก้าวลงจากเตียง เพียงแต่ลุกขึ้นยืนได้ หญิงสาวกลับรู้สึกตัวโงนเงน หน้ามืด จนต้องทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง

“เห็นไหม มิกาบอกแล้ว ว่าริสายังไม่แข็งแรง เชื่อฉันเถอะนะ เธอนอนพักที่นี่ก่อน ไม่ต้องเกรงใจ”

เขมิกากล่าวพลางถอนใจ รู้สึกไม่ค่อยชินกับนิสัยขี้เกรงใจของอีกฝ่าย

“ เอางั้นก็ได้”

ปาริสายอมตกลง รีบพาตัวเองล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าวแล้วหลับตาทันที เพราะยังไม่หายจากอาการวิงเวียน หน้ามืด

“มันต้องอย่างนี้สิ เธอนอนพักมาก ๆ นะ เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก จะเตรียมทำโจ๊กร้อนๆ ไว้ให้ เธอตื่นอีกครั้งจะได้กิน”  

ปาริสาพยักหน้า พยายามปรือเปลือกตาขึ้นพลางยิ้มบางๆ ให้อย่างซึ้งในน้ำใจ


“เธอเป็นไงบ้าง”

เพียงเขมิกาก้าวออกมาจากห้อง คนที่เอ่ยถามประโยคนี้คือทวีป  เขมิกา หวังจะได้ยินคำถามนี้จากปารีสมากกว่า  รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับความห่วงใยของแฟนหนุ่มที่มีให้สาวคนอื่น มันช่วยไม่ได้เพราะว่ารักถึงได้หึงหวง  แต่เขมิกาบอกตัวเองว่าหล่อนไม่ได้ขี้หึงแบบสะเปะสะปะ ทุกครั้งที่เป็นมันมีเหตุมีผลเสมอ คราวนี้ก็เหมือนกัน

“เธอน่ะคนไหนไม่ทราบ หมายถึงฉันหรือเปล่า”  

เขมิกายืนถามเสียงฉุน ข้างๆ สองหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

“ฉันจะหมายความถึงใครได้ ก็ต้องถามถึงผู้หญิงที่นอนป่วยอยู่ในห้องไง”

ทวีปตอบอย่างไม่รู้ชะตาตัวเอง

“อ๋อ อย่างงั้นเหรอ นายก็เข้าไปดูด้วยตาตัวเองเสียเลยสิ เป็นห่วงมากทำไมไม่เข้าไปดูตั้งแต่แรก เป็นถึงนักศึกษาแพทย์ แต่มานั่งเฉย ๆ ปล่อยให้นักศึกษาการบริหารจัดการโรงแรมอย่างฉัน ไปดูแลปฐมพยาบาลอยู่ได้”

ทวีปเริ่มรู้ตัว ว่าอาการขี้หึงของเขมิกาเริ่มส่อแวว จากการพูดต่อว่าเขาเสียยืดยาว

“ก็ที่ไม่ไปดู  เพราะรู้อยู่เต็มหัวใจนี่จ๊ะ ว่าเป็นถึงแฟนว่าที่นายแพทย์ใหญ่อย่างฉัน เธอต้องทำได้อยู่แล้วเขมิกา”  

ทวีปทำหวาน จนปารีสส่ายหน้าน้อย ๆ เลี่ยนในคำพูดของเพื่อนสนิท

“ไม่ต้องมาทำหวานหรอก”

เขมิกาพูดยิ้ม ๆ ถูกใจจนหน้าแดง

“อีกอย่าง นายปารีสเป็นคนฝากให้ฉันช่วยถามเธอ”  

ปารีสที่กำลังนั่งจิบเบียร์ไปเรื่อย ๆ ถึงกับสะดุ้ง เห็นทวีปขยิบตาให้ เลยจำต้องยอมรับสมอ้าง


“อืมม์...แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นไงบ้างล่ะ”   ปารีสสอบถาม


“ก็รู้สึกตัวแล้วล่ะ แต่ท่าทางยังเพลียอยู่ มิกาเลยให้นอนพักต่อ”  ปารีสพยักหน้ารับรู้

“หิวกันหรือยัง ไปฉลองกินไก่งวงวันคริสต์มาสอีฟกันเถอะ มิกาทำสุดฝีมือเลยนะ”

เขมิกาเอ่ยชวนสองหนุ่ม อย่างอารมณ์ดี รีบก้าวเดินนำไปยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่อีกมุมของห้อง ใกล้ ๆ กับเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

ปารีสก้าวเดินตามหลังเขมิกา กับทวีป ไปยังโต๊ะอาหาร ผ่านหน้าห้องที่หญิงสาวแปลกหน้านอนอยู่ด้านใน ทำไมสายตาเขาต้องชำเลืองไปยังประตูห้องที่ปิดตาย รู้อยู่ว่าไม่สามารถมองเห็นตัวหล่อนได้ แต่มันเหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดความสนใจให้หันกลับไปมอง เขาเชื่อว่าเขมิกาต้องรู้อะไรมาบ้างแล้วเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้น แต่เขายังไม่กล้าสอบถาม เพราะไม่ต้องการย้ำกับตัวเอง ให้หล่อนเป็นผู้หญิงที่มีความหมายพิเศษแตกต่างไปจากคนอื่น ชายหนุ่มไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องความรัก คิดเสมอเพศตรงข้ามมีแต่นำเรื่องวุ่นวายใจมาให้ต้องปวดหัว ขอตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบ จะได้กลับไปบริหารกิจการให้กับครอบครัวที่เมืองไทย  ซึ่งรอคอยการกลับไปของเขา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #14 p2506 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 / 17:56
    จะติดตามอ่านต่อ ๆ ไป  น่าสนุกค่ะ
    #14
    0