กรงรักมายาหัวใจ

ตอนที่ 11 : I love you and will love you always and forever

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 547
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 มี.ค. 56

       

 

 

หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอAtter the storm comes the calm คือประโยคที่ปาริสาเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง และนึกถึงทันทีขณะเท้าสองข้างก้าวเดินออกมาหยุดยืนหน้ากระท่อมไม้สนหลังเล็ก หลายวันแล้วไม่ได้เห็นบรรยากาศสดใสเช่นนี้ ท่ามกลางหิมะขาวโพลนสะท้อนกับแสงดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าสีคราม จนหญิงสาวต้องหรี่ตาแคบลงเพราะความเจิดจ้าจากประกายหิมะ ราวกับรอบบริเวณถูกหว่านโรยไปด้วยเพชรน้ำงาม โดยเฉพาะละอองความเย็นที่เกาะอยู่ตามปลายกิ่งยอดสน หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับภาพที่เห็น ไม่รู้ตัวว่าปารีสเปิดโทรศัพท์แล้วยกขึ้นถ่ายภาพเก็บไว้ จนกระทั่งเขาเข้ามาโอบไหล่ ใบหน้าของคนทั้งสองชิดกัน       

“พี่อยากถ่ายรูปคู่กับน้องริสา” เขาบอก ร่างบางทำปากยื่น                                               

“ลบออก แล้วถ่ายใหม่ เมื่อตะกี้ริสายังไม่ทันตั้งตัวเลย” คนบอกทำท่าฉวยสิ่งที่อยู่ในมือของเขา ทว่าเจ้าตัวดึงหนี “ขอริสาดูหน่อยสิคะ”                                                               

“ไม่ต้องลบหรอก” ร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างหันมาบอกแล้วยื่นมาให้ดู “เห็นไหม ภาพนี้ดูดีออก น้องริสาไม่ได้มองกล้องของมือถือ แต่หันหน้ามาหา มองคล้ายกำลังจะหอมแก้มของพี่เลย น่ารักดีออก”                                                                                                                       
ปาริสาพยักหน้ายิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร ทว่าต้องออกอาการหน้าตาตื่นหันขวับไปมอง กับคำพูดของเขา                                                                                                         

“พี่จะทำให้เป็นภาพหน้าจอโทรศัพท์”                                                                

“ไม่ได้นะคะ”                                                                                                   

“ทำไมถึงทำไม่ได้” คิ้วเข้มของขายหนุ่มย่นเข้าหากันก่อนจะพูดอย่างยียวน “พี่ต้องยื่นเรื่องขอลิขสิทธิ์ก่อนหรือไง” คนถูกถามถึงกับค้อนตาคว่ำ รีบพูดขึ้นทันที                                            

“พี่จะบ้าหรือไง ขืนทำแบบนั้น ทั้งพี่ทวีปกับเขมิกาก็สังเกตเห็นหรอก”                      

“เห็นแล้วจะมีปัญหาอะไร” เขายักไหล่อย่างไม่แยแสหันไปก้มหน้าใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอเพื่อทำอย่างที่ต้องการพลางบอก “ก็เราเป็นแฟนกันแล้วไม่ใช่หรือไง”                                 

“เราหายกันมาทั้งคืน กลับไปถ้าสองคนนั้นเห็นภาพถ่ายคู่กันบนหน้าจอมือถือ พวกเขาต้องจับพิรุธได้ถึงความผิดปกติ” ร่างบางร่ายยาว ทำสีหน้าอ้อนวอนขอร้องสุดฤทธิ์ “อย่าเพิ่งให้ใครเห็นเลยค่ะ”                                                                                               
ชายหนุ่มลดมือทิ้งลงแนบลำตัวกำไอโฟนรุ่นล่าสุดแน่น สีหน้าเครียดทันที            

“หมายความว่ากลับไป พวกเราต้องทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ” ปาริสาพยักหน้าหงึกๆ คนเห็นถึงกับถอนใจยาว สีหน้าเปลี่ยนไป                                               

“ริสาไม่ได้บอกให้ปิดปังไปตลอดสักหน่อย”                                                          
หล่อนรีบบอก รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องกับอาการขึงโกรธของเขา ไม่นึกมาก่อนว่าคนที่ยืนตระหง่านตรงหน้าจะอารมณ์แปรปรวนได้ง่ายกับเรื่องแค่นี้ “รอให้ผ่านไปสัก...”  หล่อนทำท่าคิดคำนวณ จนชายหนุ่มต้องเร่งเอาคำตอบ                                                                    

“ต้องการเวลาเท่าไหร่”                                                                                       

“สักสัปดาห์แล้วกัน”                                                                                          

“ตั้งเจ็ดวัน” ร่างสูงย้อนเสียงละเหี่ยใจก่อนจะพยักพเยิดหน้า “เอาเถอะ จะเอายังไงก็ตามสบายเลยแม่คุณ”                                                                                        

“แล้วในเจ็ดวันนี้พี่ก็ต้องทำให้แนบเนียนหน่อย”                                                   

“พี่ต้องทำอะไรอีก”                                                                                            

“ในเจ็ดวันนี้ พี่ต้องทำตัวเป็นปกติ หลังจากนั้นก็ให้เริ่มสนใจและตามจีบริสา” ชายหนุ่มโคลงศีรษะหัวเราะหึๆ ในลำคอ บอกเจ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงล้อเลียนกึ่งเวทนาตัวเอง                           

“พี่เป็นนักกีฬานะ ไม่ใช่นักแสดง” หญิงสาวย่นจมูกใส่ เขาแสร้งถอนหายใจพยายามกลั้นยิ้ม “เมื่อคืนน่าจะถ่ายคลิปเก็บไว้”                                                                                 

“จะถ่ายไว้ทำไม พี่เป็นโรคจิตหรือไง”                                                                      

“ไว้เปิดให้เธอดูไง” เขาตอบวางสีหน้าเรียบเฉย “เผื่อริสากำลังเข้าใจผิดว่าเมื่อคืนเป็นแค่การแสดง ไม่ใช่เรื่องจริง” ปาริสาค้อนปะหลับปะเหลือก ก่อนจะหมุนตัวเดินนำหน้าไม่รอใคร   

“นั่นจะไปไหน” เขาถามเสียงดัง หญิงสาวชะงักเท้าหันไปมอง                                             

“ก็จะกลับไง”                                                                                                   

“แล้วรู้เหรอว่าต้องเดินไปทางนั้น พี่อุ้มเธอมาที่นี่ตอนยังสลบอยู่ ไม่ใช่หรือไง”            

ร่างบางคอแข็ง ทำหูทวนลมไม่สนใจกับคำพูดของเขา และขี้เกียจจะตอบว่า
ใช่ ปาริสาจึงทำเพียงแค่ซอยเท้าเข้าประชิดกลับไปทางเขา ชำเลืองมองนิดเดียวแล้วเดินผ่านชายหนุ่มไป ทว่าไม่ทันจะย่างก้าวครั้งที่สามก็ถูกจับยึดดึงข้อมือไว้                                                           

“แม่คุณ โลกกลมๆ ใบนี้มีด้วยกันสี่ทิศหลัก ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก รู้เหรอว่าทางนั้นควรจะไป” เขาคลี่ยิ้มมุมปาก “เวลาเธองอนเนี่ย ก็น่ารักดี พี่ถึงชอบแหย่บ่อยๆ ไง”                   

“เจ็บนะ”
ปาริสาแกล้งประท้วงเมื่อเขายืนมือมาดึงแก้มเบาๆ ด้วยความนึกหมั่นเขี้ยวกะทันหัน “แล้วก็ไม่ต้องมาแหย่ริสาเรื่องนี้หรอก ริสาไม่โง่เสียหน่อย ถึงตอนนั้นท้องฟ้าจะปิดมืดครึ้มจนสังเกตจากดวงอาทิตย์ไม่ได้ แต่มันต้องไปทางนี้”  หญิงสาวชี้นิ้วไปยังทิศทางที่ต้องการจะไปพลางบอก                                                                                                             
“นั่นไง ที่เห็นอยู่ไกลลิบ ต้องเป็นทะเลสาบในอุทยานแจสเปอร์ เนชั่นแนล ปาร์คแน่นอน”         

“ถูกต้อง เธอเก่งมากริสา” เขาชม “แต่เราจะไม่ไปทางนั้นกัน”                                         

“อ้าว
!” หล่อนอุทาน “ก็มันเป็นทิศที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือไงคะ”                                   

“จำไม่ได้หรือไงว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไปทางนั้นก็ต้องผ่านจุดที่หิมะเพิ่งถล่ม มันยังไม่เหมาะและปลอดภัยที่จะเดินย่ำลงไป เพราะฉะนั้นเราต้องเดินอ้อมไปอีกทาง”                              

ชายหนุ่มอธิบาย ปาริสาจึงเข้าใจไม่แกล้งทำหูทวนลมเหมือนเดิม และไม่ชักมือออกจากการเกาะกุมพาหล่อนหันบ่ายหน้ามุ่งไปอีกทาง คอยตะแคงหูฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเขาบอกว่าจะเดินลงไปยังเชิงเขาอีกฝั่งแล้วค่อยวกย้อนกลับไปยังจุดที่รถยนต์จอดอยู่ ระหว่างทางหล่อนบ่นคอแห้งเพราะหิวน้ำ จึงได้รับคำแนะนำให้หยิบเกล็ดละอองหิมะสีขาวมาอมไว้ในปาก รอมันละลายกลายเป็นน้ำแก้กระหาย                                                                                                

“มันได้ผลจริงด้วย หายคอแห้งหิวน้ำแล้ว” ปาริสาบอกขณะเดินตามหลังร่างสูงไปเรื่อยๆ แถมยังจะมีเรื่องที่ต้องบ่นให้เขาฟังอีกครั้ง “เรานั่งพักสักแป๊บไม่ได้เหรอ เดินมาตั้งนานแล้วพี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง”                                                                                               

ชายหนุ่มหยุดเดินหันไปพูดกับหล่อน ก่อนนั้นเจ้าตัวไม่ยอมให้เขาจับมือ บอกว่าเดินไม่ถนัด                                                                                                              

“โทษที ลืมนึกไปว่าเธอคงเหนื่อย เผอิญพี่เล่นกีฬา และชอบเดินปีนเขาเป็นประจำจนชิน” ปารีสกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณโดยรอบ จนเห็นทำเลเหมาะกับการนั่งพัก มีต้นสนหักล้มพาดยาวอยู่ตรงนั้น                                                                                                               

“เราไปนั่งพักตรงขอนไม้ใต้ต้นสนตรงนั้นดีกว่า” ปารีสบอก หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วก้าวเท้าเคียงคู่ไปกับร่างสูง ก่อนจะนั่งลงเขายังช่วยจัดการปัดกองหิมะบนท่อนไม้ขนาดใหญ่แล้ววางปูด้วยผ้าเช็ดหน้า หันมาจับประคองไหล่สองข้างของหล่อนให้นั่งลงบนนั้น                   

“ขอบคุณค่ะ”
เธอบอกเขาด้วยรอยยิ้ม พลางคิดว่าผู้ชายคนนี้แปลกดี ดูอบอุ่นใจดี ทว่าบางครั้งก็แสดงอาการเงียบขรึมหรือดุดันให้เห็น และที่สำคัญไม่ยอมพลาด...                                    

“อีกแล้วนะ”
หญิงสาวตีท่อนแขนเขา เมื่อคนที่นั่งข้างทำในสิ่งที่หล่อนยังคิดไม่ทันจบ “ทำไมชอบดึงแก้มริสาอยู่เรื่อย เมื่อไหร่จะเลิกแกล้งแบบนี้เสียที” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มมุมปากก่อนจะบอก                                                                                                           
“เมื่อตอนริสาทำตัวให้น่ารักน้อยลงกว่านี้” หญิงสาวพยายามซ้อนรอยยิ้มเหนียมอายกับคำพูดที่ทำให้หัวใจของหล่อนเปลี่ยนจังหวะการเต้นได้ฉับพลัน                                         

“ค่ะ ริสาจะพยายาม”                                                                                              

ปาริสาแกล้งตอบหน้าตาย จนเขาต้องหลุดหัวเราะเสียงดัง คราวนี้หล่อนไม่ได้โดนข้างเดียวเหมือนคราวที่ผ่านมา เพราะแก้มแดงระเรื่อด้วยความหนาวเหน็บทั้งสองข้าง ถูกคนตัวสูงดึงส่ายหน้าไปมาน้อยๆ หล่อนขี้เกียจจะบ่นประท้วงเริ่มจะปลงตก อีกอย่างตนก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรมากนักเพราะเขาทำแค่ออกแรงดึงเบาๆ เพียงแต่ไม่เข้าใจเท่านั้นเองว่าทำไมต้องชอบดึงแก้ม ไม่นานก็ยอมปล่อยมือ ทว่าปารีสยังคงนั่งจ้องหน้าหล่อนอยู่เหมือนเดิม                                      

“ถ้าดวงตาพี่เป็นกระจก เธอคงเห็นว่าตัวเองน่ารักน่าหยิกด้วยความหมั่นเขี้ยวขนาดไหน” เขาบอกขณะจ้องเขม็งไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้านวลปลั่งด้วยเลือดฝาดของหญิงสาว “แต่บังเอิญตาสองข้างคู่นี้กลายเป็นหน้าต่างของหัวใจไปเสียแล้ว มันจึงต้องใช้สำหรับการมองแต่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น เสียใจที่ไม่สามารถเป็นกระจกให้เธอได้”                                        

ได้ฟังแค่นั้นหญิงสาวถึงกับวางสีหน้าไม่ถูก รีบเบือนหนีหลบประกายที่กำลังถักทอแสงวูบวาบ แทบไม่แพ้ความเจิดจ้าของหิมะสีขาวยามเมื่อสะท้อนความร้อนจากดวงตะวันบนท้องฟ้า ร่างบางรีบยกมือสองข้างทาบลงบนแก้มนวล แกล้งถามแก้เขินออกไป                                       

“พี่ไปเอาคำพูดหวานเลี่ยนแบบนั้นมาจากไหนคะ”                                                       

“อ๋อ
พี่จำมาจากบทละครเวทีการกุศลที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า”                                                                                                        

ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบ คนแอบเขินแทบตัวม้วน ถึงกับหน้าม้านอับอายยิ่งกว่าเดิม ที่แท้เขาก็แค่แกล้งท่องบทละครให้ฟังไปอย่างนั้นเอง                                                             

ตาบ้า
! แหย่หล่อนเล่นอีกแล้วนะ หญิงสาวเม้มปากแน่นแอบพึมพำอยู่ในใจ ก่อนจะโน้มตัวก้มลงไปกอบโกยหิมะจนเต็มสองมือ...อย่างเขาต้องโดนหิมะปาจะได้รู้สึกตัวเสียทีว่าหล่อนไม่สมควรโดนเขาแกล้งหยอกเล่นบ่อยจนเกินไปแบบนี้                                                            

“ริสา กำลังจะเอาหิมะปาใส่พี่ใช่ไหม” เขาพูดขึ้นเหมือนจะรู้ทันความคิด ร่างบางชะงักไปนิด หูสองข้างตั้งใจฟังเขาพูด “แล้วอยากรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเธอปาหิมะในมือมาโดนตัวพี่”                                                                                                                  

หล่อนชำเลืองมองไปทางเขาไม่สนใจตอบ พยายามใช้สองมือประคองจับกดหิมะให้จับตัวเป็นก้อนกลมๆ ร่างสูงยังคงพูดเสียงหนักเบาเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง                               

“พี่เองก็จะปาหิมะใส่ริสาเหมือนกัน ทีนี้เราสองคนต่างก็โต้ตอบด้วยการปาหิมะใส่กันไปมาอย่างจริงจัง แน่นอนเราคงไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำแบบนั้นง่ายๆ พวกเราต้องวิ่งหนีแล้วอีกคนต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตาม”                                                                              

ปาริสาเริ่มหูผึ่งฟังการอธิบายบรรยายเสียจนมองเห็นภาพเป็นฉากๆ ปารีสหลุบเปลือกตามองเรียวขาภายใต้กางเกงยีนรัดรูป ก่อนจะบอกหล่อน                                                  

“ขาริสาสั้นกว่าพี่มาก รับรองว่าต้องคว้าตัวเธอได้ทันอย่างสบาย แล้วเราก็จะเสียหลักลงไปนอนบนพื้นหิมะ อ้อ ไม่ใช่เรา ต้องเป็นริสาต่างหากที่จะลงไปนอนบนหิมะ ส่วนพี่ก็จะลงไปนอนทับบนตัวเธอโดยไม่ตั้งใจ ณ ตอนนั้นเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ต่างได้ยินแต่เสียงหอบหายใจของอีกฝ่าย และจะมองหน้าอีกฝ่ายเหมือนโดนมนต์สะกด แล้วทั้งคู่ก็จูบกัน ช่างเป็นฉากคลาสสิกยอดฮิต” ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเหมือนจะจริงจัง                           

“อยากลองแบบนั้นบ้างไหม พี่ยินดีสนองตอบ”                                                      

ปาริสารู้สึกหมั่นไส้อารมณ์ยียวนกวนประสาทของเขานัก ทว่าก็อดนึกขำไปกับทุกคำพูดของเขาไม่ได้จนกลั้นไว้แทบไม่อยู่ หล่อนต้องเบือนหน้าหลบไปอมยิ้มให้กับต้นสนแถวนั้นแทน หลังจากปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้แล้ว จึงหันไปแกล้งถอนหายใจยาว                                         

“ริสากำลังจะปั้นตุ๊กตาหิมะต่างหาก” หล่อนบอกก่อนจะย้ำอีกรอบ “ปั้นตุ๊กตาหิมะค่ะ ไม่ใช่ปาหิมะ”

หญิงสาวย่นจมูก เมื่อเปลี่ยนความคิดจึงต้องเริ่มตั้งใจปั้นตุ๊กตาหิมะอย่างจริงจัง ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยทำมาก่อน...เอาน่า แค่ปั้นเป็นก้อนกลมอันเล็กกับอันใหญ่แล้วเอามาแปะกันก็ได้ส่วนหัวกับตัวแล้ว
                                                                                                 

“อ๋อ...” ปารีสลากเสียงยาวพลางพยักพเยิดหน้าแกล้งเออออตามก่อนจะหยอดมุกตลกของตัวเอง ที่ไม่เคยมีใครได้มีโอกาสได้สัมผัสกับตัวตนด้านนี้ของเขา “อยากได้สโนว์แมน มากกว่าอยากให้พี่โชว์แมน”                                                                                              

ปาริสาขบริมฝีปากล่างแน่นพยายามไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะ อยากจะตอบกลับไปเหมือนกันว่า
สโนว์แมนไม่มีพิษมีภัยดีไงคะ มันไม่พูด และไม่ชอบแกล้งริสาด้วย ฝ่ายชายหนุ่มอดหัวเราะหึๆ ในลำคอไม่ได้ เมื่อมองการปั้นตุ๊กตาหิมะ ด้วยท่าทางเหมือนปั้นดินน้ำมันของเล่นในวัยเด็กเสียมากกว่า เห็นแล้วก็อดพูดขึ้นอีกไม่ได้                                                                 

“วิธีปั้นตุ๊กตาหิมะไม่ใช่แบบนั้น เห็นตุ๊กตาหิมะตัวใหญ่ตรงหน้าโรงแรมที่พักไหม”            
ปาริสาเหลือบไปมองก่อนพยักหน้า

“เขาไม่ได้มานั่งกอบหิมะปั้นกับมือแบบนี้ วิธีที่ถูกคืออันดับแรกต้องปั้นเป็นก้อนพอประมาณเท่านั้น แล้วก็เอาก้อนนั้นกลิ้งไปบนหิมะ มันก็จะเกาะตัวกลมเอง อยากได้ใหญ่ขนาดไหนก็กลิ้งไปเรื่อยจนกว่าจะพอใจ”                                              

ที่แท้วิธีปั้นตุ๊กตาหิมะตัวโตๆ แถมบางตัวมีขนาดใหญ่มาก พวกเขาใช้วิธีแบบนี้เองหรอกเหรอ ตอนแรกเข้าใจว่าเขาตักหิมะมารวมกันเป็นกองใหญ่แล้วเริ่มทำให้เป็นรูปเป็นร่าง            

“ถ้าอยากทำ ย้ายไปลานกว้างตรงโน้นดีกว่า” ชายหนุ่มบุ้ยใบ้ไปทางลานโล่งไม่มีต้นสน                

“จะไปเดินกลิ้งก้อนหิมะให้เหนื่อยทำไมคะ เรากำลังพักเอาแรงเพื่อเดินทางต่อ”    
หล่อนรีบปฏิเสธคำแนะนำหวังดี  ก่อนจะบอกเสียงอ่อย

“ริสาแค่ปั้นเล่นสนุกๆ เท่านั้นเอง เอาตัวเล็กๆ ก็พอ น่ารักดีออก”                                                                     

พูดจบลงแค่นั้นก่อนจะหันไปตั้งใจนั่งประดิดประดอยค่อยๆ กอบเอาหิมะแถวนั้นมาโปะเพิ่มขนาดจนพอใจ เหลือบหางตาไปมองอีกทีก็เห็นคนตัวโตกว่า กำลังนั่งทำตุ๊กตาหิมะฆ่าเวลาเล่นเช่นกัน ทว่าเขาแค่ปั้นเป็นก้อนเล็กเท่านั้น แล้วใช้มันกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่แถวนั้น และเขาทำเสร็จก่อนหล่อนเสียอีกเพราะตอนนี้กำลังนำชิ้นที่อยู่ในมือไปต่อกับอีกก้อนที่มีขนาดใหญ่กว่าจนกลายเป็นรูปร่างของตุ๊กตาหิมะ เห็นแค่นั้นก็เลิกสนใจมอง หันมาจัดการของตัวเองอย่างใจเย็นเหมือนเดิม เรียวปากบางจุดรอยยิ้มเมื่อตุ๊กตาหิมะตัวแรกในชีวิตที่ทำเองกับมือเสร็จลงเรียบร้อย ใช้เศษไม้แถวนั้นตกแต่งเป็นตาจมูกและแขน ร่างบางปัดเศษละอองหิมะที่ติดอยู่กับถุงมือไหมพรมพลางหันไปมองทางเขาอีกครั้ง                                                                                 

“คนทะลึ่ง
!” จะไม่ให้หล่อนพูดแบบนี้กับเขาได้อย่างไร เมื่อก้อนหิมะกลมๆ ของเขาไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมายนอกจากมีหิมะสองก้อนตรงด้านหน้าของช่วงลำตัวท่อนบน                           

“ทะลึ่งตรงไหนกัน” เขาตอบเสียงไม่สะทกสะท้าน “ก็พี่เห็นริสาปั้นตุ๊กตาหิมะดูลักษณะแล้วเหมือนจะเป็นผู้ชาย คงเป็นตัวแทนของพี่ใช่ไหม พี่เลยต้องปั้นให้เป็นตุ๊กตาหิมะแบบผู้หญิงสิ มันจะได้อยู่เป็นคู่กันไง” ร่างสูงยกริมฝีปากยิ้มพยักพเยิดหน้าไปทางปาริสา                      

“แล้วที่กำลังมองด้วยสายตาแบบนั้น เพราะไม่พอใจ ขนาดมันเล็กไปใช่ไหม ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เพิ่มให้” สิ้นคำชายหนุ่มก็หันไปคว้าหิมะมาเต็มสองมือแล้วโป๊ะเพิ่มลงไปอีก                            

ปาริสาทำปากขมุบขมิบพลางย่นจมูก หันไปจัดการตกแต่งเพิ่มเติมบ้าง เมื่อคนข้างตัวคิดว่ามันคือตัวแทนของเขา คงต้องแก้ไขให้สมจริงเสียหน่อย หล่อนเริ่มปั้นหิมะเป็นท่อนยาวๆ เน้นปลายให้แหลมโค้ง                                                                                                 

“นั่นอะไร
? เขาหันมาถามทั้งที่เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่ามันคืออะไร                                 

“ริสาเติมเขาสองข้างบนหัวของตุ๊กตาหิมะค่ะ” หล่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “เป็นไงคะน่ารักดีไหม เหมือนปีศาจน้อยเลย”                                                                                          

“กำลังจะบอกว่าพี่เป็นปีศาจหรือไงครับ”                                                                  

“ก็พี่ชอบแกล้งแหย่หยอกเล่นกับริสาอยู่เรื่อย”
เขาหัวเราะพลางยื่นมือออกไป ปาริสารีบรีบเอนตัวหนี เขาจึงต้องชะงักค้างก่อนจะลดมือลง พลางบอกกับตัวเองว่าตนก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่ชอบหยิกแก้มเจ้าหล่อนเล่น                                                                    
“ไม่เคยได้ยินหรือไง รักดอกจึงหยอกเล่น” เขาบอกกลั้วหัวเราะ “หรือจะไม่ให้พี่รักแล้ว” ปาริสาทำปากยื่น                                                                                              

“ควรรักให้น้อยกว่านี้สักนิด แต่ให้รักตลอดไป ดีกว่ารักมากแต่แค่เพียงช่วงระยะสั้นๆ ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็ต้องเลิกกัน” ปารีสเลิกคิ้วสูงก่อนจะถาม                                                 

“พูดแบบนี้แสดงว่าน้องริสายังไม่มั่นใจในคำขอแต่งงาน”                                              

ปาริสามองหน้าเขานิ่งไปเพียงอึดใจก่อนจะตัดสินใจพูดในความกังวลที่ซ่อนลึกอยู่ภายใต้จิตใจอันแสนอ่อนไหวของตัวเอง                                                                                    

“ไม่รู้สิคะ ความรักก็เหมือนฤดูกาลย่อมมีวันเปลี่ยนแปลงได้ ก็เหมือนกับการเดินทางของเราเมื่อวานนี้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอนาคตจะเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง”
                                  

“แต่อุปสรรคทำให้เรารู้หัวใจตัวเอง ทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และทำให้เรารักกันไม่ใช่หรือไง”                                                                                                           
เขาย้อนกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ท่าทีคำพูดที่ชอบแหย่หรือหยอกหล่อนเล่นแทบไม่มีเหลือ

                                                                                                                    “อุปสรรคมีไว้ให้เราต่อสู้ ไม่ใช่มีไว้ให้เราหนี อย่าพูดทำนองนั้นให้พี่ได้ยินอีก”                          

ปาริสาเม้มปากเงียบกริบ เมื่อเจอสายตาและสีหน้าเคร่งเครียดแบบนั้นเข้า พร้อมกับน้ำเสียงเฉียบขาด หล่อนทอดสายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ได้ยินเขาถอนหายใจเฮือกก่อนจะสั่งการเสียงเรียบ                                                                                               

“ลุกขึ้นได้แล้ว เราควรเดินทางต่อ”                                                                         

ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนกะทันหันแล้วหมุนตัวเดินนำ หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาว เหมือนระบายความอึดอัดบางอย่าง รู้สึกไม่ชอบกับบรรยากาศมาคุแบบนี้เอาเสียเลย แล้วดูเขาทำเข้าสิ เดินตัวตรงก้าวพรวดๆ ไม่สนใจคอยเหลียวหลังหันมามองเป็นระยะเหมือนกับช่วงแรก ร่างบางจึงต้องรีบลุกแล้วซอยเท้าถี่ยิบให้ทันคนข้างหน้า สงสัยหล่อนต้องเข้าไปปะเหลาะให้ใครบางคนหายอารมณ์เสีย ปาริสาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนทันแล้วคว้าจับมือเขาไว้ เงยหน้ายิ้มหวานทำตาปริบๆ เขามองมาเหมือนจะมีรอยยิ้มแต่ไม่นานก็ตีหน้าขรึมเหมือนเดิม ทว่าหญิงสาวรู้สึกได้ว่าเขาสนองตอบด้วยการกระชับมือบอบบางของเธอแน่นขึ้น เขาลดความเร็วและลดช่วงก้าวขาให้สั้นลง หนุ่มสาวทั้งคู่จึงเดินเคียงข้างไปพร้อมกัน                                                   
“แล้วความรักสำหรับพี่เปรียบเหมือนอะไรคะ”                                                           

หญิงสาวถามพร้อมกับบอกตัวเอง หล่อนไม่ได้พยายามกวนน้ำใสที่ตกผลึกให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง แค่อยากจะรู้ถึงความคิดของเขาเท่านั้นเอง                                                                  

คนถูกถามหันไปจ้องสาวข้างกายเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองเส้นทางที่กำลังเหยียบย่ำเต็มไปด้วยหิมะและก้อนน้ำแข็ง แถมยังมีกิ่งไม้แห้งหักหล่นเป็นระยะ เขาจึงต้องคอยระวังและหลบเลี่ยง อีกทั้งคอยสังเกตว่าจุดไหนที่เสี่ยงต่อการลื่นไถล ก็จะยอมเดินอ้อมเปลี่ยนทิศทาง           

“ความรักของพี่ก็เปรียบเสมือนลูกอม ที่เธอให้พี่กินไง” เขาตอบขณะพุ่งความสนใจไปยังเบื้องหน้า “แม้ตอนแรกไม่เคยคิดอยากจะลอง แต่พอได้ชิมกลับติดใจในรสชาติของความหวาน และอยากจะกินต่อไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต” ปาริสายิ้มกว้างหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ                       

“พี่ปารีสช่างเจ้าคารมเสียจริง”
หล่อนบอกเขาพร้อมกับความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในสมอง นึกถึงประโยค
คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรองทว่าผู้ชายคนนี้กลับมีครบทุกด้านทั้งเจ้าคารมและหน้าตา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองความคมเข้มของปารีสก่อนจะถามหยั่งเชิง              

“แต่ว่าลูกอมมีหลายชนิดหลายรสชาติ พี่คิดจะเปลี่ยนไปชิมรสอื่นบ้างไหมคะ”                          

“พี่จะกินแต่รสมะนาวอย่างเดียว” เขาตอบทันควันโดยไม่คิดให้เสียเวลาด้วยซ้ำ “อีกอย่างมันคล้ายกับริสาดี” เรียวคิ้วบางขมวดแทบชนกันรีบถามด้วยความสงสัย                              

“เหมือนกันตรงไหนคะ”                                                                                      

“ก็หวานซ่อนเปรี้ยวไง” เขาบอกก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ตอนแรกพี่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ช่างพูด แต่ที่ไหนได้ ผิดคาดแฮะ”                                             

“ผิดคาด แล้วรู้สึกผิดหวังไหมคะ”                                                                           

“เปล่าเลย แค่คาดไม่ถึงว่าเธอจะน่ารักขนาดนี้ มีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดใจอย่างประหลาด โดยเฉพาะก่อนหน้านั้นแววตาเศร้าๆ ของน้องริสา ทำให้พี่เริ่มรู้สึกสนใจ”                                   

ร่างสูงหันมายิ้มก่อนก้มลงมาชิดแก้มแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงเบาพลิ้วราวกับสายลมอุ่นผัดผ่าน แม้ว่าความจริงมันคือลมหายใจร้อนๆ ของเขาที่สัมผัสผิวหน้าเท่านั้น                               

“รู้ตัวไหม ว่าเธอทำให้หัวใจของพี่เต้นแรงได้”                                                          

ปาริสาอมยิ้มกับคำพูดประโยคสุดท้าย ส่วนหล่อนเองก็อยากบอกเขาออกไปเช่นเดียวกัน ว่าคำพูดที่กระซิบข้างหูเมื่อครู่ก็ทำให้หัวใจของผู้หญิงคนนี้เต้นแรง                                                

“นโปเลียนกล่าวไว้ว่า วิธีรักษาสัญญาที่ดีที่สุด คือการไม่สัญญา”                                      
เขาพูดขึ้นขณะดึงมือเธอเบี่ยงหลบไปอีกทาง เพราะข้างหน้ามีปลายยอดต้นสนขนาดใหญ่ที่หักกลางล้มพาดเรี่ยติดพื้น                                                             

“เพราะฉะนั้นพี่จะไม่สัญญาว่าจะรักเธอตลอดไป แต่จะบอกถึงความตั้งใจว่าตราบใดที่ความรู้สึกของน้องริสาไม่เปลี่ยนไป หัวใจที่อยู่ข้างในนี้” ปารีสเว้นจังหวะเอามือทาบตรงอกด้านซ้ายก่อนจะย้ำให้หญิงสาวฟัง                                                                                      

“มันจะยังคงเหมือนเดิม ริสาคือผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่พี่จะรัก”                                    

ชายหนุ่มยื่นปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมยาวสลวยของหญิงสาวที่ถูกลมแรงพัดลงมาบังเสี้ยวหน้า เอาไปเหน็บไว้หลังใบหู  ดวงตาคู่หวานเริ่มมีหยดน้ำคลอเบ้า เขาจึงรีบตอกความรู้สึกเป็นคำพูดเพื่อให้หล่อนได้มั่นใจมากขึ้น                                                                               


I love you and will love you always  and forever”    
                                       

ปาริสายิ้มหยาดน้ำตาจวนจะหยดไหลด้วยความซาบซึ้งกับประโยคถ้อยคำภาษาอังกฤษของเขาที่ได้ยิน หล่อนเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี ผมรักคุณและจะรักคุณเสมอและตลอดไป
               

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมาค่ะ   ^___^                                                                                       

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

118 ความคิดเห็น

  1. #33 p2506 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 / 20:42
    รูปสวยจริงอะไรจริง.... ช่วยสร้างจินตนาการมากๆ ค่ะ

    อ่านสนุกสมกับที่รอคอย พระเอกเราก็ช่างสำบัดสำนวนดีแท้

    รักทั้งคนเขียน+พระเอกนางเอก รวมเล่มเมื่อไหร่จองซื้อก่อนเลยค่ะ !!!
    #33
    0