ลิขิตรักด้ายดำ

ตอนที่ 12 : ชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 พ.ค. 61




ข้าไม่น่าทำให้เจ้าเกิดมา 
ข้าไม่ควรให้เจ้าต้องมาพบเจออะไรเช่นนี้ 
โลกที่โสมม โลกที่เต็มไปด้วยอำนาจ และแสนเย็นชา
หากเป็นไปได้ ข้าอยากเกิดเป็นคนธรรมดา เมื่อมีเจ้า แม้ครอบครัวเราจะเล็ก แต่ก็จะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ไม่เย็นชาเช่นนี้
ข้าขอโทษ ขอโทษจริงๆ ข้าไม่น่าเข้าวังแต่แรก
ข้าทำให้เจ้าต้องเป็นเช่นนี้ 
ข้าขอโทษ
ขอโทษ
....

เฮือก!

     ดวงตารียาวเบิกโผล่ง ในขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เขาหอบหายใจตามจังหวะหัวใจที่ยังคงเต้นรัว มือข้างหนึ่งยกขึ้นนาบอก สิ่งที่กำลังเต้นอยู่ในนั้นบ่งบอกอย่างดีว่าเขาตระหนกเพราะฝันนั่นเพียงใด ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อให้มันสงบ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ทว่าเพียงแค่ขยับเล็กน้อยความเจ็บบริเวณหน้าท้องก็แล่นไปทั่วร่าง ทรมาณจนต้องนอนลงไปอีก เมื่ออาการทุเลาลง สติก็คล้ายจะกลับมาเต็มที่ ทำให้คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย หืม? ผ้าพันแผล? แล้วที่นี่?  ดวงตาสอดส่องบริเวณโดยรอบทันที ก่อนที่มันจะไปสบเข้ากับดวงตากลมโตคู่หนึ่งที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว

ร่างเล็กเอียงคอ พร้อมกับจ้องตาคนตัวโตกว่าทั้งที่คิ้วขมวด

"พี่ชาย" เด็กชายเอ่ยขึ้นพลางยื่นมือมาแตะเเขนอีกฝ่ายทั้งที่ดวงตากลมโตของตนเองยังคงสบประสานกับดวงตาคนตรงหน้าอยู่อย่างนั้น

"ท่านเจ็บหรือ" เด็กน้อยถามอีกครั้ง ร่างสูงราวกับพึ่งได้สติ ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน ระคนเศร้าโศกทันที ก่อนที่จะลุกขึ้นราวกับหาได้สนใจความเจ็บปวด และไม่กลัวแผลจะฉีกขาด

เขารวบร่างเล็กเข้ามากอดแน่น

"พี่ขอโทษ พี่..ช่วยท่านแม่ไม่ได้"  น้ำตาชายหนุ่มไหลมาเป็นทาง ทั้งที่ยังซุกหน้าเข้ากับไหล่เล็ก

เมื่อถูกกอดร่างเล็กก็คล้ายรับรู้ว่าพี่ชายตนหมายถึงสิ่งใด ร่างเขาสั่นสะท้าน ก้อนสะอื้นมากมายทำให้เสียงที่ถูกเปล่งออกมานั้นกระท่อนกระแท่นแทบไม่เป็นศัพท์

"พะ พี่ชาย อย่าร้อง ฮือ อย่าร้องนะ ฮื้อออ มันไม่ใช่ความผิดท่าน ฮืออออออ" ร่างเล็กกว่าสะอื้นฮักๆราวอดกลั้น แต่กระนั้นก็กลั้นไม่ได้นาน สองพี่น้องกอดกันท่ามกลางน้ำตาที่พลั่งพลู โดยที่ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าห้องนี้ นอกจากพวกเขาสองพี่น้องยังมีคนอีกสองคนกับเต่าหนึ่งตัวอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

 อะแฮ่ม  
       
           จินหั่วกระแอมออกมาครั้งหนึ่ง รู้สึกเสียมารยาทเล็กน้อยที่ต้องมาเห็นฉากอันแสนเศร้านี้อย่างไม่ตั้งใจ และเพราะเสียงนั่นทำให้เจ้าหนุ่มที่กอดร่างเล็กอยู่รู้ตัวว่าไม่ได้มีแต่พวกเขา และด้วยบุคคลิกที่ถูกบ่มเพาะตั้งแต่เด็กทำให้ชายหนุ่มรีบปาดน้ำตา และตีหน้าเคร่งขึมทันที ก่อนจะจ้องมองโดยรอบ จึงได้เห็นว่าคนที่อยู่หลังเด็กชาย มีหญิงสาวนางหนึ่ง กับเจ้าของเสียงกระแอม คนผู้นั้นเป็นชาย  ไม่สิ หรือเป็นหญิง? ความสงสัยทำให้ดวงตาคมจ้องมองคนตรงหน้ามากขึ้นอย่างลืมตัว คนตรงหน้านั้นมีดวงตาคมเฉี่ยวราวกับบุรุษ ไม่ หรือแม้แต่บุรุษก็น้อยคนนักที่จะมีดวงตาที่บ่งบอกถึงอำนาจ เฉียบขาด แต่งดงามสะกดได้ถึงเพียงนี้ ประกอบกับดวงหน้าที่ออกไปทางหวานแต่ก็มีเสี่ยวของความคมสันอย่างบุรุษ คนผู้นี้หากเป็นชาย คงเรียกได้ว่าเป็นชายรูปงามทั้งยังให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง แต่หากเป็นหญิงจริง นางจะเป็นหญิงงามที่ดูห้าวหาญ ทรงเสน่ห์อย่างลึกลับและ...ชวนหลงไหล..

หืม..?  

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว พลางรีบดึงสายตากลับมา

  เมื่อครู่นี้เขา...


จินหั่วที่พึ่งรู้ตัวว่าตนเป็นคนทำลายบรรยากาศตรงหน้าก็เริ่มทำตัวไม่ถูก นางรีบพูดทำลายบรรยากาศชวนอึดอัด 

" เอ่อ เลี่ยหลิวมีเรื่องจะคุยกับเจ้าน่ะ" 

เจ้าของชื่อหันควับ!

หา!?  

เลี่ยหลิวหันไปแยกเขี้ยวใส่คนหน้านิ่ง ที่อยู่ๆก็โบ้ยความผิดมาให้มันน่าตาเฉย  แต่ถึงกระนั้นมันก็ยอมเปิดปาก

"พวกเจ้าเป็นใคร"  เสียงเล็กๆของมันกระทบเข้ากับหูของชายหนุ่ม แรกเริ่มเขาคิดว่าเป็นเสียงของหญิงสาวที่สวมชุดสีฟ้า ทว่าใจหนึ่งก็รู้สึกแปลก เสียงสตรีสามารถเล็กได้ถึงเพียงนี้ได้ด้วยหรือ แต่เมื่อหันมา กลับพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองหน้าเขา แต่กลับเอาแต่จ้องมองน้องชายของเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก แลดูคล้ายกับไม่ใช่นาง

"นี่เจ้า เสียมารยาท! คนเขาถามยังเมินอีก!" ร่างเล็กโวยวาย ก่อนที่มันจะกระโดดโหยงๆเรียกร้องสายตาจากชายหนุ่ม และก็ได้ผล สายตาที่มองกลับมายังมันนั้นเบิกกว้าง

"หึ้ย!" พวกมนุษย์นี่เสียมารยาทกันจริงๆ" มันบ่นอุบอิบ ในขณะที่ดวงตาของคนเสียมารยาทคล้ายเบิกกว้างกว่าเดิม  

"เจ้า...พูด?"  เขายังคงตะลึงงัน ในขณะที่จินหั่วคล้ายเข้าใจบางอย่าง 

"เลี่ยหลิว เจ้านั่นเป็นมนุษย์" 

            มันเกือบเถียงกลับไปว่าก็มนุษย์น่ะสิ แต่พอนึกให้ดีอีกที มันก็ชะงัก นั่นสิ นี่มันลืมไปได้อย่างไรว่ามนุษย์มักไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเทพเซียน อาจเป็นเพราะมันชินชากับการอยู่บนนี้ โดยเฉพาะกับเจ้าเด็กที่ไม่เคยคิดจะเกรงกลัวอะไร นอกจากกลัวถูก "กัดกิน" นั่นแล้ว ก็ลืมไปเสียสนิทว่าอย่างไรสองคนนี้ก็มนุษย์ เด็กนี่อาจจะไม่ทันคิดอะไรเพราะเป็นเด็ก แต่กับเจ้าตัวโตนี่ไม่ใช่

 "อ่า  คือ  "  เลี่ยหลิวหันมาทางจินหั่วอย่างขอความช่วยเหลือ หญิงสาวมองมันแล้วถอนหายใจ ทีนี้ล่ะมาทำหน้าตาน่าสงสาร เมื่อครู่ยังแยกเขี้ยวใส่นางอยู่เลย

"ไม่ต้องตกใจอะไรขนาดนั้น มันก็แค่เต่า เต่าพูดได้ เจ้าจำไว้แค่นั้นก็พอ" นางว่าอย่างไม่ยินดียินร้าย แต่กลับจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย และเหมือนชายหนุ่มจะเข้าใจความนัยจึงเก็บอาการตกใจเหล่านั้น และพยักหน้า

"ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยข้ากับน้องชาย" เขาก้มหน้าลงทำท่าจะคำนับลงพื้น จินหั่วเห็นแล้วก็ขมวดคิ้ว มารยาทของชนชั้นสูงนี่ไม่ว่ามองกี่ทีมันก็ช่างขัดตานัก หญิงสาวเดินไปจับไหล่ของคนที่กำลังตั้งท่าจะก้ม เขาเงยหน้าสบตานาง

ใบหน้านิ่งของจินหั่วจ้องมองอีกฝ่ายตอบ

"ข้าขอรับไว้เพียงคำขอบคุณแล้วกัน และหากเจ้าก้มลงมากกว่านี้ แผลฉีก เจ้าไม่คิดว่านั่นเป็นการผิดต่อผู้มีพระคุณของเจ้าหรืออย่างไร"  นางกล่าวราวกับดุ ทว่าคนถูกดุกลับรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นราวคำสั่งกลายๆ ด้วยพื้นฐานฐานนะเขาทำให้กลายเป็นคนไม่ชอบการถูกสั่ง โดยเฉพาะกับคนไร้หัวนอนปลายเท้า ทว่าคราวนี้กลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจจนตัวเขาเองยังแปลกใจ

คนผู้นี้ไม่ธรรมดา..


"จะเป็นอะไรหรือไม่ หากข้าจะขอนามของพวกท่าน  ผู้มีพระคุณ" ชายหนุ่มถาม แม้จะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะตอบ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะอยากปิดเป็นความลับ เหมือนเรื่องเต่าพูดได้ตัวนั้น แต่ถึงกระนั้น  เขาก็อยากทราบ เผื่อภายภาคหน้า หากได้พบเจอกันอีก หากเขามีชีวิตรอด เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณครั้งนี้

ไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาราวกับไม่ใส่ใจเสียอย่างนั้น

"ข้าจินหั่ว ส่วนนั่นเลี่ยหลิว และ เอ่อ..." จินหั่วขมวดคิ้ว นั่นสิ มาจนถึงบัดนี้นางยังไม่รู้จักชื่อของจิ้งจอกตนนี้เลย แม้กระทั่งนามสั้นก็ยังไม่รู้ ที่แล้วมาก็เรียก  นี่  เจ้า  ไม่เคยเรียกชื่อสักครั้ง คิดถึงตรงนี้แล้วนางก็มองไปยังใบหน้าจิ้มลิ้มด้วยสายตาขอโทษขอโพย แม้ว่าภายนอกจะเห็นใบหน้ายังคงเเลดูเฉยชาเป็นนิจก็ตาม  และเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ จิ้งจอกสาวยิ้มให้ นางเขย่งเท้าขึ้นไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูจินหั่ว ก่อนจะผละออกมา และบอกคนภายนอกอย่างเย็นชาว่า

"หลิวเซียง/อาซิ่ว!" ร่างเล็กเอ่ยแทรกทันควันด้วยท่าทางเริงร่า เสียงของอาซิ่วแทบจะกลบเสียงของหลิวเซียงจนมิด ผู้ถูกแทรกเริ่มมีเมฆมืดครึ้มบนศีรษะ ครู่ต่อมาทั้งสองก็หันมาสบตากัน ประกายบางอย่างปะทะกันอย่า่งที่เลี่ยหลิวคิดว่าชีวิตนี้ไม่ขอไปอยู่ตรงกลางสองคนนั้นเด็ดขาด 

"หยางซิ่ว อย่าเสียมารยาท" ชายหนุ่มปราม ในขณะที่เจ้าตัวเล็กบู้หน้าให้พี่ชายที่ไม่เข้าข้างตน

"ข้ามีนามว่า ชุน"  จินหั่วพยักหน้ารับ 

"ขอถามอีกสักข้อ ที่นี่คือที่ไหนหรือ" จินหั่วขมวดคิ้ว ก่อนจะยกยาสีประหลาดมาให้ชุนถือ 
"ก็  เรียกว่ากระท่อม ไม่สิ บ้าน เรียกว่าบ้านได้ล่ะมั้ง" หญิงสาวตอบขณะขมวดคิ้วไม่แน่ใจ เสียงดังแปะ ดังขึ้นข้างๆ แว่วเสียงเลี่ยหลิวสบถว่า ว่าแล้ว  เสียงดัง ก่อนจะตอบแทนหญิงเทื้อไม่ได้ความผู้นั้นแทน

"เขตอำเภอเป่ยหนาน"  สิ้นเสียงเลี่ยหลิว ร่างสูงก็ชะงัก เขาหันมาถามอีกครั้ง แต่คราวนี้ปลายเสียงที่เปล่งออกมานั้นมีความเครียดขึงปนอยู่อย่างปิดไม่มิด 

"ข้าหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว" ท่าทางร้อนรนของคนบนตั่ง ใช่ว่าจินหั่วจะไม่เข้าใจ นางตอบกลับอย่างไม่ทุกข์ร้อน

"2วัน"  อีกฝ่ายขมวดคิ้วขมุน 

เป็นไปได้อย่างไร ถ้าแค่สองวัน ถ้าเช่นนั้นที่นี่ก็ต้องถูก..

"ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นแหละ แค่รู้ไว้เหมือนเรื่องของเลี่ยหลิว เจ้าไม่ต้องคิดอะไรให้มาก แค่รักษาตนเองให้รีบหายเป็นพอ" ปลายเสียงของนางแลดูเย็นชาเล็กน้อย หญิงสาวทำท่าจะเดินออกไป แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดชายหนุ่มถึงโผลงคำถามที่เสียมารยาทออกไปเสียได้

"เหตุใดถึงช่วยข้า"  ทั้งๆที่คนผู้นี้ต้องรู้ไม่มากก็น้อยว่าหากช่วยเขามันอาจนำพาอันตรายมาให้

"หืม?" จินหั่วไม่ได้หันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เรื่องนี้นางก็ไม่เข้าใจตนเองนัก

"เพราะเจ้าพูดว่า จะไม่ตายกระมัง"












"เลี่ยหลิว" จินหั่วเรียกเลี่ยหลิวที่กำลังเคี้ยวผักกาดสะบายอารมณ์ นางหันกลับไปมองตั่งที่ชุนนอนอยู่ 
อืมมม  ระยะเท่านี้คงไม่ได้ยิน

"พักนี้ด้านนอกมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไร" มันเหลือบตามองหญิงสาวตรงหน้า
"เจ้าก็มองเอาเองสิ" มันว่าอย่างไม่ใส่ใจแล้วเคี้ยวผักกาดต่อ 

แควก!

จินหั่วดึงผักกาดออกจากปากมัน จนผักกาดขาดเป็นเส้น นางทำหน้าเหี้ยมเกรียม

หึ เจ้าเต่าตัวนี้ พักหลังๆนี้เห็นยุ่งเข้าหน่อย มันชักจะเอาใหญ่ คงอยากให้เตือนความจำกระมัง

"เจ้าคงอยากให้ข้าคิดบัญชีตอนนี้สินะ" จินหั่วแสยะยิ้ม ในขณะที่เลี่ยหลิวเริ่มเหงื่อแตก พักหลังๆเหมือนหญิงหน้าแข็งผู้นี้เหมือนจะมีวิธีการลงทัณฑ์ที่ไม่ น่าหรรษา เหมือนแต่ก่อน แต่แฝงไปด้วยอันตรายแทน มันจึงอดรู้สึกหวาดๆไม่ได้

" เอาน่า ข้าล้อเล่นหน่อยเดียวเอง พักหลังก็เหมือนเดิม คนผ่านไปมามากมาย แต่ละกลุ่มอาวุธพร้อมรบ และ.." มันชะงักไปครู่หนึ่งราวกับพึ่งนึกเรื่องบางอย่างออก จากสีหน้าแล้วดูท่าว่าเรื่องนั้นจะสำคัญ และน่ากังวลไม่น้อย

"ไม่กี่วันก่อน ข้าพบกลุ่มคนน่าสงสัยกลุ่มหนึ่ง มนุษย์พวกนั้นมีกลิ่นไอประหลาด พวกนั้นแตกต่างจากพวกก่อนนี้ อีกทั้งพอพวกนั้นโผล่มา ปีศาจกับภูติตัวเล็กๆวิ่งหนีกันให้วุ่น แถมยังมาด่อมๆมองๆตรงบริเวณไผ่ ข้าว่าถึงจะมีค่ายกลของเจ้าก็ควรระวังไว้จะดีกว่านะ" เลี่ยหลิวกล่าวด้วยความเป็นห่วง ถึงค่ายกลเหล่านี้นะแข็งแกร่งมากเกินกว่าเหล่ามนุษย์หรือปิศาจระดับสามจะค้นพบ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็แลกมาด้วย เวลา ของผู้สร้าง

จินหั่วรับรู้ถึงความห่วงใยนั่น นางลูบหัวเล็กๆของมัน แล้วยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่นางเหมือนจะสื่อว่าไม่เป็นไร

เลี่ยหลิวได้แต่หลุบตาลง

จะไม่เป็นไรจริงแน่หรือ...





......................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

71 ความคิดเห็น

  1. #71 Modap91 (@Modap91) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 00:27
    <p>สู้ๆนะจินหั่ว เก็บมาหลายตนเลย</p>
    #71
    0
  2. #70 marchere01 (@marchere01) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 20:40
    อา.....เริ่มจะได้กลิ่นการต่อสู้.....อีกละ
    #70
    0
  3. #65 khanittaoom (@khanittaoom) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 15:50
    สนุกมากค่ะ
    #65
    0