(fic exo/nct) ESCAPE 2 [NOMIN]

ตอนที่ 5 : FOUR

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    20 มี.ค. 60



4



ทรมาน


ร่างผอมบางบิดเร้าอย่างทรมานบนเตียงนุ่มใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ มือข้างขวากำข้อมือข้างซ้ายของตัวเองแน่นจนเส้นเลือดขึ้น แจมินสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของตัวเอง ความแสบร้อนจากรอยสามเหลี่ยมเล็กๆ กำลังสร้างความเจ็บปวดให้คนตัวผอมจนทนไม่ไหว


กึก..


ร่างผอมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว แจมินนอนนิ่งไม่ไหวติงรับรู้ถึงผ้าห่มผืนใหญ่ที่ถูกดึงออกไป เขารู้สึกถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่ลูบอยู่บนใบหน้าก่อนมือเย็นๆ นั่นจะเลื่อนลงไปเรื่อยๆ จนอยู่ที่ช่วงลำคอ ร่างผอมบางพยายามนอนให้นิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้เจ้าของมือนั้นรู้ตัวว่าเขารู้สึกตัว แต่ดูเหมือนก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในอกนั้นจะไม่เข้าใจ เพราะมันกำลังร้องประท้วงอย่างรุนแรงจนแจมินกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน


“ฝันร้ายงั้นหรอ” เสียงทุ้มพึมพำออกมาเสียงเบา แจมินจึงแสร้งทำเป็นขมวดคิ้วแล้วพลิกตัวหันหลังให้อีกฝ่าย เขาจะจัดการกับหัวใจที่เต้นถี่รัวของตัวเองยังไงดีเนี่ย ยิ่งคิดไปถึงตอนที่ได้สบตากันเมื่อก่อนหน้านี้หัวใจก็ยิ่งเต้นถี่รัวหนักกว่าเก่า


ร่างผอมของแจมินเกร็งหนักกว่าเก่าเมื่อได้รับสัมผัสนุ่มนิ่มทั้งยังเย็นชืดบริเวณข้างแก้มของตัวเอง แต่เพียงแว่บเดียวสิ่งๆ นั้นก็ผละออกไปอย่างเชื่องช้า


“ทำไมหัวใจเต้นแรงจัง” เจโน่พึมพำออกมาอีกครั้ง แจมินสัมผัสได้ถึงมือของอีกฝ่ายที่ล้วงเข้ามาแตะที่หัวใจของเขา คนตัวผอมหลับตาปี๋ฝังหน้าลงกับหมอนใบนุ่ม หัวใจจะวายแล้ว ออกไปได้แล้วโว้ย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กลัวอีกฝ่ายจะเป็นจะตาย แต่ทำไมครั้งนี้เจ้าหัวใจไม่รักดีกลับเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งแบบนี้นะ


“เจโน่” เสียงของแจฮยอนดังมาจากที่ไกลๆ เจโน่ไม่ได้ตอบรับอะไรคนเป็นพี่ แต่ยังคงเอาแต่จ้องมองใบหน้าซีดขาวของมนุษย์ตัวน้อยอยู่อย่างนั้น “จะรักษาน้องรึไง”


“ก็รู้อยู่แล้วว่ามันทำไม่ได้” เจโน่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิด จริงอยู่ที่เขาได้รับพลังรักษามาจากท่านพ่อ แต่พลังของเขานั้นทำได้แค่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะช่วยให้แจมินหายไข้นั้นลืมไปได้เลย


“เพราะแบบนั้นถึงได้หงุดหงิดใช่ไหมหละ”


“อย่าพูดมากน่า” เจโน่หน้าบึ้งทันทีที่ได้ยินเสียงล้อเลียนของพี่ชาย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินชนไหล่คนเป็นพี่อย่างแรงแล้วเดินผละออกไป


“หึ..เริ่มจะเก๊กไม่ไหวแล้วสินะ” แจฮยอนพึมพำเสียงเบา แวมไพร์หนุ่มจ้องมองแผ่นหลังของน้องชายที่เดินไกลออกไป สลับกับร่างผอมที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงนุ่ม ฉับพลันมุมปากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาจนแก้มบุ๋ม คงวางฟอร์มได้อีกไม่นานหรอก เพราะเหตุการณ์หลังจากนี้ แจมินคงจะไม่แค่ป่วยธรรมดาแน่ๆ


“พักผ่อนเยอะๆ นะน้องแจมิน เขาเป็นห่วงนายนะ” ร่างของแจมินกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเบาๆ ของแจฮยอน แจฮยอนรู้ใช่ไหมว่าเขาไม่ได้หลับ โอ้ย ให้ตายสิ ร่างผอมรอให้เสียงเดินของแจฮยอนนั้นไกลออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง


เมื่อกี้นี้..เจโน่..


“เป็นห่วงเรางั้นหรอ” ร่างผอมพึมพำออกมาเสียงเบา ก่อนจะยกมือขึ้นมาแนบแก้ม รู้สึกร้อนๆ ที่แก้มจนทนไม่ไหว ต้องเพราะว่าไข้ขึ้นแน่ๆ เลย ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้นแหละ..


ร่างผอมทิ้งตัวนอนลงบนเตียงนุ่ม ดวงตากลมโตมองเพดานนิ่งๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองกรอบรูปบานใหญ่ที่แขวนไว้ตรงกำแพงห้อง มันเป็นรูปวาดของท่านพ่อกับท่านแม่ของเขา ทั้งคู่กำลังกอดกันแน่นทั้งยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แจมินมองรอยยิ้มของคนเป็นแม่ที่อยู่ในกรอบรูป อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา คิดถึงท่านพ่อท่านแม่จะแย่อยู่แล้ว หลายเดือนแล้วที่เขาห่างกับครอบครัวแบบนี้


ก๊อก ก๊อก


แจมินเลื่อนสายตามองไปตามเสียง เขาพบร่างของพี่ชายคนเดียวของตัวเองยืนอยู่หน้าประตู แวมไพร์หนุ่มเดินเข้ามาหาพร้อมกับนั่งลงบนเตียงข้างๆ กัน


“เป็นยังไงบ้างเรา ผอมลงเยอะเลยนะ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย” แจมินยิ้มขำกับเสียงบ่นของพี่ชาย แต่เพราะแบบนั้นเขาถึงโดนแทยงบีบจมูกไปมาจนต้องร้องโอดโอย แต่ก็ยังมีเสียงหัวเราะปะปนมาด้วยอยู่ดี


“หัวเราะอะไรเจ้าเด็กดื้อ”


“แทยงขี้บ่นเหมือนเดิมเลย” แจมินพูดไปยิ้มไป คนเป็นพี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองดวงตากลมๆ ของน้องชายนิ่งๆ แจมินเองก็จ้องมองพี่ชายกลับทั้งรอยยิ้ม น้ำใสๆ เอ่อคลอจนดวงตากลมฉ่ำไปด้วยน้ำตา แล้วทั้งสองก็โผกอดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง สัมผัสที่แสนเย็นชืดจากความเย็นของร่างกายแวมไพร์นั้นไม่ทำให้แจมินรู้สึกหนาวเหน็บเลยสักนิด กลับกันมันทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกอบอุ่น


“ฮึก แจมินคิดถึงแทยงจะแย่” แจมินระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง แขนเล็กๆ กอดรัดร่างของพี่ชายเอาไว้แน่น เท่าที่ร่างกายจะอำนวย แทยงเองก็กอดรัดร่างของน้องชายแน่นอย่างไม่กลัวว่าจะหายใจกันไม่ออก มือเย็นลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มของน้องชายไปมาอย่างรักใคร่แล้วพึมพำคำขอโทษเสียงเบา


“ขอโทษที่ปล่อยให้ทรมานอยู่คนเดียว พี่เป็นพี่ชายที่แย่จริงๆ เลย” แจมินยิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้าไปมา แทยงต่างหากที่ควรจะเสียใจมากกว่าเขา


“แทยงก็ทรมานเหมือนกัน ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม”


“อืม..พี่ไม่เป็นไรแล้ว” แทยงตอบกลับไปเสียงเบา มือเย็นลูบไล้กำไลเส้นหนาบนข้อมือซ้ายของน้องชาย เขาเลื่อนกำไลขึ้นเผยให้เห็นรอยสามเหลี่ยมบนข้อมือ แทยงจ้องมันได้เพียงแค่แว๊บเดียวแจมินก็ดึงข้อมือออกจากมือของพี่ชายแล้วซ่อนมันไว้ใต้ผ้าห่ม


“ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไหม”


“ไม่เลย”


เขาโกหก


“โกหก” แทยงทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที มือขาวแตะลงบนคิ้วของพี่ชายที่ขมวดกันแน่น เพื่อให้มันคลายออกจากกัน แจมินไม่อยากให้พี่ชายเครียด


“ไม่ มันไม่เป็นไร” แจมินยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ แต่เขาก็โดนแทยงยกมือขึ้นมาปิดปากเอาไว้ พร้อมกับเจ้าของมือที่ทำหน้าบึ้งหนักกว่าเก่า


“ถ้ามันยิ้มไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน”


“…” คนตัวผอมก้มหน้า แจมินหยุดยิ้มแทบจะทันทีที่แทยงพูด หลังจากนั้นร่างผอมก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก จนแทยงไม่รู้จะทำยังไง แวมไพร์หนุ่มลุกขึ้นจากเตียงแล้วยื่นยากับแก้วน้ำให้กับแจมิน


“กินยาแล้วนอนพักผ่อนซะนะ” มือใหญ่ขยี้ลงบนกลุ่มผมนุ่ม หันกลับมามองน้องชายอย่างเป็นห่วงอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไป องค์รัชทายาทอันดับหนึ่งชะงักเล็กน้อยที่เห็นร่างคู่หมั้นของน้องชายที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้อง แทยงปิดประตูห้องนอนอย่างรวดเร็วแล้วหันกลับมาจ้องเจโน่ด้วยสายตาเย็นชา


“พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน”


“เป็นคู่หมั้น แต่เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้เนี่ยนะ” แทยงพูดเสียงแข็ง แล้วเดินหนีไปทางอื่น เมื่อก่อนก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดอะไรเจโน่เลยสักนิด แต่พอได้ยินว่าไอ้เด็กนี่มันมาขู่จะฆ่าแจมินก็อดไม่ได้ที่จะโมโห สำหรับเขาแล้ว เรื่องจะเป็นจะตายมันไม่ใช่เรื่องตลก ตั้งแต่วันที่มินฮยอนจากไป


ไอ้เลวพวกนั้นมันจะต้องชดใช้ที่ฆ่ามินฮยอนและทำให้น้องชายของเขาต้องเจ็บปวด เขาจะไม่หยุดตามล่าพวกมัน พวกมันจะต้องตายด้วยฝีมือเขา ไม่งั้นอีแทยงไม่ยอมแน่ๆ




แจมินตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนตีหนึ่ง ตอนนี้เขาไม่รู้สึกปวดหัวหรือว่ามึนหัวเลยแม้แต่น้อย อาจเพราะกินยาและได้รับการพักผ่อนที่มากพอ ส่วนความเจ็บบริเวณข้อมือซ้ายก็ลดลงแล้ว ร่างผอมแง้มบานประตูเบาๆ แล้วมองลอดผ่านช่องประตูออกไป บริเวณทางเดินที่มืดสนิทนั้นเงียบวังเวงจนแจมินแอบรู้สึกกลัวเล็กน้อย ร่างผอมค่อยๆ เดินออกมาจากห้องช้าๆ ดวงตากลมพยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขาออกมายืนข้างหน้าห้องเต็มตัว ฉับพลันไฟตรงทางเดินก็สว่างขึ้นมาจนเขาสามารถเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน


ระบบอัตโนมัติรึไง..


แจมินมองซ้ายมองขวาอย่างลังเลว่าควรจะเดินไปทางไหนดี เขาไม่เคยเข้ามาในปราสาทนี้ และแน่หละ แผนที่ที่เตนล์ให้มาก็ไม่มีรายละเอียดของปราสาทที่นี่ด้วย เพราะที่นี่เป็นปราสาทส่วนตัว ร่างผอมถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปทางซ้าย แจมินเดินเข้าไปใกล้บานประตูห้องที่ถูกเปิดแง้มทิ้งเอาไว้ เขาเห็นใครบางคนนั่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีอยู่บนเตียง ในมือใหญ่มีแก้วไวน์ที่น่าจะบรรจุเลือดสดๆ อยู่ในนั้นแล้วจิบมันไปพลางอย่างอารมณ์ดีสุดๆ


“แจมิน” ร่างผอมสะดุ้งอย่างตกใจ มือขาวคว้าลูกบิดประตูแล้วปิดมันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แจมินได้ยินเสียงหมุนลูกบิดจากอีกฟากของประตูอยู่สักแป๊ปแล้วเสียงหัวเราะก็ดังตามออกมาแผ่วๆ


“แล้วพี่จะออกไปยังไงหละแจมิน” น้ำเสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นนั่นทำให้แจมินยอมปล่อยมือจากลูกบิดประตู อีกฝ่ายถึงได้เปิดประตูออกมา เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของหนึ่งในเครือญาติแวมไพร์ของแจมิน ทั้งๆ ที่แค่ออกแรงนิดหน่อยก็คงจะเปิดประตูออกมาเองได้แท้ๆ แต่ก็ยังรอให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยมือเองเสียเนี่ย


“เอ่อ..คือ” ดวงตากลมจ้องมองคนตัวสูงตรงหน้าที่ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน คนตัวสูงยืนยิ้มอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับตัวใดๆ ทั้งสิ้น คงเพราะกลัวว่าเขาจะตกใจกลัวแล้วถอยหลังหนีอีกหละมั้ง


“สวัสดีอีกครั้งครับน้องแจมิน”


“ส..สวัสดีครับ” แจมินตอบกลับออกไปเสียงแผ่วอย่างกล้าๆ กลัวๆ


“พี่ชื่ออะไรน๊า ไม่รู้พูดไปกี่ครั้งแล้ว” เสียงร่าเริงที่ตอบกลับมาทำเอาแจมินเริ่มผ่อนคลายลง แจมินจ้องหน้าคนตัวสูงอย่างครุ่นคิด ก่อนจะลองพูดชื่ออีกฝ่ายออกไปเสียงเบา


“พี่ฮันซล..?”


“ใช่แล้วหละคนดี โอ้ย ทำไมน่ารักแบบนี้ เข้าใจเลยว่าทำไมแทยงถึงได้หวงขนาด” ไม่พูดเปล่า ร่างของแจมินก็ถูกดึงเข้าไปกอดแน่นแล้วโยกไปโยกมาอย่างรักใคร่(?) แจมินสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่เย็นเฉียบของคนตัวสูงได้ทุกอณูจนร่างกายอดไม่ได้ที่จะแอบขนลุกโดยอัตโนมัติ ไม่เหมือนที่กอดกับแทยงเมื่อกี้เลยสักนิด


“ในที่สุดก็ได้เจอกับน้องชายคนเล็กของตระกูลซะที” แจมินอดแปลกใจไม่ได้ที่ทุกคนดูดีใจกับการเจอเขามากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ญาติกันแท้ๆ ด้วยซ้ำ “แล้วนี่หิวรึยัง คาบเรียนแรกคงจะจบไปแล้วหละ จะกินอะไรก่อนไหม” แจมินมองไปทางโต๊ะของอีกฝ่ายนิ่งจนฮันซลเองก็หันมองตามไปก่อนจะหัวเราะออกมาแห้งๆ


เขาจะกินอะไรได้?


แจมินคิดขำๆ บนโต๊ะของฮันซลนั้นมีแต่เลือด เลือด และเลือด อีกฝ่ายคงจะลืมไปละมั้งว่าเขาไม่ได้เป็นแวมไพร์เหมือนกับตัวเอง


“ขอโทษที ห้องครัวตอนนี้ก็คงไม่มีอาหารมนุษย์เหมือนกัน ไม่มีมนุษย์มาที่นี่นานแล้ว เดี๋ยวพี่เรียนแจ..”


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปที่โรงอาหารกลางก็ได้” แจมินยิ้มให้กับร่างสูงที่ดูกระวนกระวาย นี่ก็ทำท่าจะหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ขึ้นมา คงจะโทรเรียกแจฮยอนให้มาทำอะไรให้เขากินหละมั้ง


“แต่ว่าเราป่วย..”


“ผมหายแล้วไม่ต้องห่วงครับ”


“ถ้างั้นก็ได้..เดี๋ยวพี่ไปส่งที่หน้าประตู” แจมินเดินตามแรงกึ่งลากกึ่งจูงของคนตัวสูง ดวงตากลมมองไปตามทางที่เดินผ่าน กรอบรูปมากมายถูกแขวนไว้ตลอดช่วงผนัง ยิ่งพอเห็นว่าเป็นรูปใครแจมินก็ยิ่งเลิกคิ้วขึ้นสูง


“รูปผม”


“ใช่แล้วหละ ทุกคนเอาแต่เฝ้ามองรอยยิ้มของแจมินจากที่นี่ทุกวันเลยนะ” ฮันซลยิ้มให้เขาอย่างใจดี แจมินพยักหน้าเล็กน้อยแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ก็ตาม คนตัวผอมหยุดชะงักตรงกรอบรูปที่อยู่ตรงหน้าของตัวเอง มือขาวเอื้อมแตะลงบนรอยยิ้มที่อยู่ในภาพวาดแผ่วเบา


รูปของมินฮยอน


ฮันซลยืนมองน้องชายคนเล็กที่เหม่อมองภาพวาดตรงหน้าด้วยสายตาแสนเศร้าอย่างเห็นใจ ตอนนี้คนที่ดูเหมือนจะเศร้าเสียใจกับการจากไปของมินฮยอนมากที่สุดก็คงไม่พ้นแจมินกับเจโน่เท่านั้น แทยงที่ดูเหมือนจะเละเทะในตอนแรกสุดท้ายก็เริ่มกลับมาตั้งหลักได้บ้าง ส่วนแจฮยอนไม่มีใครรู้หรอกว่าเห็นยิ้มๆ อยู่นั่นในใจจะรู้สึกยังไง แต่เมื่อตอนหัวค่ำที่เจอเด็กที่ชื่อมาร์คไปก็คงจะแย่เอาการเหมือนกัน


“แจมิน”


“อ่ะ ขอโทษครับ”


“งั้นผมไปแล้วนะครับ”


“แล้วเจอกันใหม่นะ จริงๆ แล้วย้ายมานอนที่นี่เลยก็ได้ พี่มีเรื่องอยากจะคุยกับเราอีกเยอะเลย คนอื่นก็คงเหมือนกัน”


“จะลองคิดดูนะครับ” แจมินโค้งตัวให้กับคนตรงหน้า ก่อนจะหันหลังกลับแล้วมุ่งสู่โรงอาหารกลาง ถึงจะดีขึ้นแล้วแต่ยังไงก็คงต้องกินยาอีกรอบนึงเพื่อกันไว้ก่อนก็คงจะดี จะได้ไม่ทำให้ใครลำบากด้วย


.

.


“เป็นอะไรของนาย ตั้งแต่กลับมาจากปราสาทนู้นทำไมซึมจัง” เตนล์นั่งเท้าคางมองรุ่นน้องที่เอาแต่นั่งขมวดคิ้วจนหน้าผากย่น แถมยังดูซึมพูดน้อยจนผิดวิสัยอีกต่างหาก


“…”


“มาร์ค” นิ้วขาวแตะแขนนิ่มเบาๆ ทำให้เจ้าของแขนค่อยๆ เลื่อนสายตาเปลี่ยนจากการจ้องมองโต๊ะหนังสือมาจ้องหน้าเตนล์แทน


“..นี่ พี่รู้จักคุณมินฮยอนรึเปล่า” คนที่นั่งเงียบอยู่ดีๆ กลับเข้าโหมดจริงจังหันมาทำหน้าเครียดใส่ เตนล์ผงะไปเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าครุ่นคิด แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก จะว่าไปชื่อนี้มันก็คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน


“รู้จักคุณมินฮยอนไหม” เด็กหนุ่มเปลี่ยนคนถามทันที่ที่ไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งก็ไม่พ้นดงฮยอกที่นั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง พวกเขามีวิชาเรียนร่วมกับแวมไพร์อยู่หนึ่งตัว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดงฮยอกมานั่งเรียนข้างๆ กับเขาได้ในวันนี้ แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อแวมไพร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นมีอาการอึกอักอย่างชัดเจน


“ทำไมนาย..”


“รู้จักสินะ” มาร์คถอนหายใจออกมาแรงๆ แล้วพึมพำออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มมนุษย์ที่ได้ทำเรื่องไม่ดีไว้ก่อนหน้านี้ทำหน้าเศร้าก่อนจะฟุบหน้าลงบนโต๊ะ แล้วพูดออกมาอย่างเศร้าสร้อย “ฉันหนะ..ฉันกับเขาเหมือนกันมากขนาดนั้นเลยหรอ”


“นายช่วยนั่งเฉยๆ ได้ไหมดงฮยอก” เตนล์ที่ต้องการสมาธิบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เมื่อแวมไพร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นขยับยุกยิกจนน่ารำคาญเตนล์เหลือบมองมาร์คที่ฟุบหน้าอยู่ที่โต๊ะแว่บนึง ก่อนจะคว้าสมุดโน้ตขึ้นแนบอกลวกๆ ตัดสินใจว่าไปทำงานต่อที่หอสมุดคงจะมีสมาธิมากกว่า

“เห็นไหม พี่เตนล์ยังรำคาญนายเลย” มาร์คที่ได้ยินเสียงบ่นของเตนล์เงยหน้าขึ้นมา คาบเรียนวันนี้จบลงด้วยการที่มาร์คไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิดเดียว เพราะเรื่องเมื่อตอนหัวค่ำนั้นกวนใจเขาเอามากๆ แถมตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นหน้าของแจมินเลยด้วยซ้ำ พวกองค์รัชทายาทหลายๆ คนก็นั่งหน้าสลอนกันอยู่หน้าห้อง เขาได้แต่กระวนกระวายใจว่าแจมินจะเป็นยังไงบ้าง


มาร์คเท้าคางมองนักเรียนที่พากันเก็บของแล้วพากันเดินออกไปจากห้องเรียนอย่างเบื่อหน่าย วันนี้แจมินก็ไม่ได้มาเรียนอีกแล้ว น่าเบื่อจัง


“ขอโทษครับ” แวมไพร์หนุ่มตอบออกมาเสียงเบา แต่ก็ยังคงมีอาการลุกลี้ลุกลนอยู่ดี จนมาร์คเอื้อมไปจับหน้าของอีกฝ่ายแล้วดึงให้หันมาสบตากัน


“เกิดอะไรขึ้น” ฝ่ายแวมไพร์ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะชี้ไปที่หน้าประตูห้องเรียนที่ยังคงถูกปิดสนิท


“ฉันได้กลิ่นคุณเจโน่”


“มันแปลกตรงไหนหละ เจโน่ก็นั่งหัวโด่อยู่หน้าห้องเนี่ย” ไม่พูดเปล่า นิ้วเรียวก็ชี้ไปทางคนผมดำที่นั่งอยู่หน้าสุดของชั้นเรียน แน่นอนว่ามีสายตาไม่พอใจที่พากันมองมาทางมาร์ค เพราะอยู่ดีๆ ก็ไปชี้นิ้วใส่องค์รัชทายาท ดงฮยอกได้แต่มองอย่างปลงๆ ไอ้นิสัยไม่ค่อยเกรงใจใครนี่รักษายากจริงๆ สำหรับคุณชายมาร์คเนี่ย


“ก็เพราะได้กลิ่นจากตรงประตูตรงนั้นไงหละมันถึงแปลก” ดงฮยอกพยายามพูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังไม่ทันที่มาร์คจะได้ตอบอะไร พวกเขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบของพวกแวมไพร์ที่เป็นไปทางเดียวกัน


“ฉันได้กลิ่นเจโน่จากข้างนอกนั่น”


ทุกคนในห้องพากับจ้องมองบานประตูอย่างสนอกสนใจ และไม่นานบานประตูก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างผอมของมนุษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่เพียงคนเดียวยืนอยู่ตรงนั้น


“อะไรน่ะ” แวมไพร์สาวๆ ในห้องพากันร้องออกมาอย่างฉงน ทำไมบนตัวของนาแจมินถึงได้มีกลิ่นของเจโน่ได้ อันที่จริงมันก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะแจมินเป็นคู่หมั้นของเจโน่ แต่ที่แปลกหน่ะ เพราะอยู่ดีๆ กลิ่นของคนที่ไม่สนใจแจมินเลยสักนิด จะไปอยู่บนตัวอีกฝ่ายได้ยังไง


“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่ามันแปลก” มาร์คลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินไปหาแจมิน แต่เจโน่ที่สวมชุดนักเรียนโดยปราศจากเสื้อนอกกลับลุกขึ้นยืนก่อน นั่นยิ่งสร้างความแปลกใจให้คนในห้องมากกว่าเดิม


“นายนะ..” ยังไม่ทันที่แวมไพร์หนุ่มจะได้พูดอะไร มนุษย์ตัวน้อยก็เดินถอยหลังหนีไปหลายก้าว ทำเอาแวมไพร์หน้านิ่งแอบเผลอหน้าเสียไปเลยน้อย แต่มันก็แค่แป๊ปเดียว เพราะวินาทีถัดมาเจโน่ก็กลับมาตีหน้าเรียบนิ่งอย่างเดิม


“นี่ชุดของนาย” มือน้อยๆ ยื่นเสื้อนอกให้อีกฝ่าย ดวงตาเรียวหรี่มองเสื้อนอกของตัวเอง ทั้งที่ใจก็ไม่อยากจะรับมา แต่เพราะดวงตากลมโตที่สั่นไหวนั่นจ้องมองมา มือก็เอื้อมออกไปรับโดยไม่รู้ตัว แถมมือตัวเองยังเกือบจะเลยไปดึงอีกฝ่ายมากอดปลอบเสียด้วยซ้ำ


เมื่อคนตรงหน้ารับเสื้อไปแล้ว ร่างผอมที่พบว่าตัวเองมาเรียนไม่ทันก็ถอนหายใจ แจมินจึงหันหลังเตรียมจะกลับไปพักผ่อนที่ห้อง แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงของว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง


“เดี๋ยว” ไม่พูดเปล่า มือเย็นเฉียบคว้าไหล่บางของแจมินเอาไว้ คนตัวผอมหันมาสบตาอีกฝ่ายด้วยความงุนงงเกินกว่าจะตกใจ ทั้งๆ ที่ปกติไม่อยากจะคุยด้วยแท้ๆ


“หืม?”


“หายดีแล้วหรอ” แจมินรู้สึกเหมือนลมหายใจของตัวเองติดขัด เมื่อพบความห่วงใยที่แฝงมาจากเสียงทุ้ม ทั้งดวงตาเรียวนั่นก็ฉายชัดถึงความเป็นห่วงไม่แพ้กัน รวมถึงมือเย็นที่แตะลงบนแก้มของเขาอย่างอ่อนโยนนั่นด้วย


“..อืม” แจมินตอบรับเสียงเบา ดวงตากลมเงยหน้าขึ้นมองกลับไปบริเวณที่นั่งของนักเรียนคนอื่น พอพบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของทุกริมฝีปากบางก็เผลอเม้มเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว


“อย่าเม้มปาก” เจโน่พึมพำ แต่ที่น่าตกใจคือมือเย็นที่แตะบริเวณริมฝีปากบางต่างหาก ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ อันที่จริงต้องบอกว่าใครที่เห็นภาพนี้ก็พากันตกใจกันทั้งนั้นแหละ มีก็แต่พวกองค์รัชทายาทคนอื่นๆ ที่พากันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความชอบใจ


“อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ทำไมไม่เอาเสื้อนอกของตัวเองมาด้วย” วินวินรีบเดินมาสมทบเขามองคนตัวผอมที่ยืนอยู่ตรงหน้า พอถอดเสื้อนอกออกไปแล้วทั้งเนื้อทั้งตัวมนุษย์ตัวน้อยจึงเหลือแค่เสื้อเชิ้ตตัวบางๆ ฝาแฝดคนพี่ที่เดินตามมาอีกที เตรียมจะถอดเสื้อให้แจมิน เจโน่ที่เหมือนจะโดนแย่งบทพูด ทำหน้าเบื่อ ก่อนเสื้อนอกที่เพิ่งได้รับคืนไปเมื่อกี้จะกลับมาอยู่บนตัวแจมินอีกครั้ง


“อ่า..” คนตัวผอมทำตาปริบๆ เขายังไม่ทันได้พูดปฏิเสธหรือแม้แต่ขอบคุณ คนหน้านิ่งก็เดินออกไปจากห้องแล้วเรียบร้อย แจมินจึงได้แต่หันไปมองหน้าฝาแฝดสลับไปมาอย่างงุนงง


“ไม่ต้องสนใจหรอก” คุณจัดการหยิบเสื้อของเจโน่ที่แหมะอยู่บนกลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนแล้วนำมาใส่ให้ร่างผอมบางดีๆ จังหวะนั้นเขาก็หันไปสบตากับฝาแฝดคนน้อง ก่อนจะเห็นรอยยิ้มร้ายที่ผุดขึ้นมาจากใบหน้าขาว


“แต่สถานการณ์แบบนี้มันไม่ปกตินะแฝดพี่”


“หึ มันก็จริงนะแฝดน้อง” เพียงสบตากันเขาก็เข้าใจฝาแฝดคนน้องได้ไม่ยาก คงอยากจะแกล้งแซวน้องชายคนเล็กแน่ๆ


“อ๋อโน่มันเป็นไบโพล่าร์” วินวินร้องออกมาเสียงดังจนแจมินแอบสะดุ้ง สีหน้าของแจมินตอนนี้มันน่ารักจนฝาแฝดรู้สึกอยากจะจับฟัดจริงๆ เลย ถ้าไม่ติดว่าพี่ชายเขาร่วมอยู่ในห้องด้วยคงจะทำไปแล้ว


“แต่ให้รู้ไว้ มันเป็นแค่เฉพาะกับเรื่องที่เกี่ยวกับน้องแจมินแค่นั้นนะ”


“เอ๊ะ แล้วมันหมายความว่ายังไงนะ”


“มันก็หมายความว่ามันแคร์ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับน้องแจมินยังไงหละ” วินวินขยิบตาให้กับแจมินไปหนึ่งที คนตัวผอมก็เหมือนจะทำหน้าเอ๋อไปแล้วเรียบร้อย


ฉ่า..


แจมินอยากจะทุบตีตัวเอง จะเขินทำไม มันน่าเขินตรงไหน หยุดเลยนาแจมิน ห้ามยิ้มเด็ดขาด โว้ยย ห้ามยิ้ม ห้ามเขินด้วย ทำหน้านิ่งๆ ไว้ นั่น ยังมายิ้มแซวอีก แจมินเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายแล้วที่มีสายเลือดเดียวกับฝาแฝดสองคนตรงหน้านี่ แทยงยังไม่ขี้แกล้งแบบนี้เลย มินฮยอนก็ด้วย


“อุ้ย มีคนเขิน”


“หยุดพูดนะ” เสียงงอแงของแจมินทำเอาฝาแฝดหลุดขำออกมาเบาๆ แล้วผลัดกับเอามือมาขยี้กลุ่มผมนุ่มของมนุษย์ตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ไปสนิทกันตอนไหน” แทยงที่ยืนมองมานานเดินเข้ามาร่วมกลุ่ม ทั้งเสียงและสีหน้าตีนิ่งมากกว่าเคย จนใครๆ ก็รู้ว่าอาการหวงน้องเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว


“เมื่อกี้นี้เลยแทยง”


“ถ้างั้นก็ดีแล้วหละ พี่ฝากดูแลน้องด้วยนะ” สีหน้าของแวมไพร์หน้านิ่งผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง คนเป็นพี่ชายยังคงเอาแต่จ้องหน้าแจมิน จนคนเป็นน้องต้องหันไปยิ้มให้กับพี่ชาย แทยงเองก็อมยิ้มตอบกลับมาเหมือนกัน ยิ่งเป็นภาพที่สร้างความตกใจรองจากเรื่องเจโน่ให้กับคนที่ได้พบเห็น


“ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้เลยครับ ยังไงพวกเราก็..”


“แจมินอยากไปนอนพักแล้ว”


“..โอเค งั้นไปกันเถอะ” คุณจ้องหน้าแจมินสักพัก ก่อนจะตอบตกลง ไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่าทำไมแจมินถึงชอบขัดทุกที เวลาที่พวกเขาจะพูดเรื่องญาติกันเนี่ย แล้วเมื่อไหร่จะได้เปิดตัวน้องน้อยของตระกูลกัน ฝาแฝดมองหน้าพี่ใหญ่ของตระกูล แทยงเองก็จ้องตอบกลับเหมือนกัน ทั้งหมดพากันจ้องตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเป็นคุณที่โอบไหล่ของแจมินแล้วพาเดินออกไปจากห้องพร้อมกัน


.

.


“ทำไมไม่เข้าไปละ” มาร์คที่นั่งมองภาพตรงหน้าอยู่เงียบๆ ส่ายหน้าไปมา เพราะตรงนั้นมีทั้งแทยง แจฮยอน และคนอื่นๆ อีกมากมาย เขาถึงไม่กล้าเข้าไป เขากลัวว่าใบหน้าของเขาจะไปทำร้ายคนพวกนั้น มาร์คพอจะเข้าใจแล้วหละ ว่าทำไมแจมินถึงไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ คงเพราะทำใจไม่ได้ ที่จะต้องนึกถึงคนที่จากไปแล้วแน่ๆ


“วันนี้กลับไปนอนกับแด๊ดได้ไหมนะ”​ มาร์คพึมพำเสียงเบา เขาไม่รู้หรอกว่าแจมินจะกลับไปนอนห้องไหม หรือว่าจะไปนอนกับครอบครัว แต่ถ้ากลับไปนอนที่ห้องละ เขาจะทำยังไง


“ถ้าคิดจะหนี ก็ต้องหนีไปตลอดนะ” มาร์คสะดุ้งด้วยความตกใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าขาวซีดของเจ้าของเสียงทุ้มที่ยืนอยู่ตรงหน้า


จองแจฮยอน..


“เอ่อคือ..”


“หืม?” แวมไพร์หนุ่มครางรับในลำคอ แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างมาร์คที่นั่งตัวเกร็งทันทีที่อีกฝ่ายนั่งลงข้างๆ อันที่จริง ดงฮยอกที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็เกร็งเหมือนกัน ถึงแม้แจฮยอนจะไม่ได้แผ่รังสีกดดันอะไรมา แต่ดงฮยอกก็เกร็งเองโดยอัตโนมัติตามสัญชาติญาณแวมไพร์ของตนเอง ผิดกับมาร์คที่เกร็งเพราะเป็นแจฮยอนนั่นแหละ ถึงได้รู้สึกกระอักกระอ่วน


“ผมขอโทษที่ก่อนหน้านี้พูดจาไม่ดี..”


“ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดมาก” ยิ้มหล่ออีกแล้ว มาร์คขอยืนยันคำเดิมว่าแจฮยอนควรจะไปเป็นเทวดามากกว่าแวมไพร์ หล่อเรี่ยราดเหลือเกิน “เอาหละ เรียนเสร็จก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว เฮ้อ ง่วงจังเลย” อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยิ้มออกมาจนแก้มบุ๋ม ก่อนจะหาวออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทำให้มาร์คตระหนักได้ว่าใกล้จะถึงเวลานอนของพวกแวมไพร์แล้วถึงได้พยักหน้าขึ้นลงเร็วๆ หลายทีเพื่อเป็นการตอบรับ


“ท่านแจฮยอนนี่ช่างมีจิตใจงดงามเหลือเกิน” มาร์คเลิกคิ้วมองดงฮยอกที่ทำหน้าเพ้อด้วยความขบขัน พวกแวมไพร์นี่เห่อราชาของตัวเองเหมือนกันหมดจริงๆ


“เว่อร์ไปแล้ว” เขาผลักไหล่ดงฮยอกเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ ริมฝีปากบางเริ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อย ทำให้ดงฮยอกเริ่มสบายใจขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นคุณชายของตัวเองเริ่มยิ้มออกบ้างแล้ว ถึงแม้คิ้วอาจจะมีขมวดบ้างเป็นบางครั้งก็ตาม


“โธ่ คุณชายไม่เข้าใจหรอก”


“ก็ใช่สิ เพราะฉันไม่ใช่แวมไพร์นี่นา” มาร์คอมยิ้ม เขาหันไปมองนาฬิกาอีกครั้งก็คิดได้ว่าควรจะรีบกลับห้องเพื่อให้ดงฮยอกได้พักผ่อนบ้างสักที จึงลุกขึ้นยืนเก็บข้าวของลวกๆ แล้วพากันเดินออกไปจากห้องเรียน จะว่าไปก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน ทั้งๆ ที่เป็นมนุษย์แท้ๆ แต่ดูเหมือนตารางชีวิตจะถูกปรับเปลี่ยนจนเหมือนกับพวกแวมไพร์ไปซะแล้วสิ พวกแวมไพร์หนะไม่ชอบแดด ตอนนี้มาร์คก็เริ่มรู้สึกเหมือนจะไม่ชอบแดดไปแล้วด้วยเหมือนกัน โชคดีนะที่เริ่มเข้าอากาศหนาวแล้ว


“อีกไม่นานหิมะต้องตกแน่ๆ เลย” หวังว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่มีความสุขนะ


“แยกกันตรงนี้แหละ” เขาเห็นยอดปราสาทที่เป็นหอนอนของตัวเองอยู่ลิบๆ จึงรีบออกปากพูด ถ้าต้องเดินไปส่งเขาอีก อีกฝ่ายคงต้องเดินกลับไปกลับมา มาร์คจึงคิดว่าแยกกันตรงนี้คงจะดีกว่า


“แต่ว่า..”


“นี่ ฉันโตแล้วนะ ไม่ต้องดูแลจนโอ่เว่อร์ขนาดนั้นก็ได้”


“แต่คุณเป็น..”


“เลือดผสมสกปรกแบบฉันพวกแวมไพร์คงไม่สนใจหรอก”


“สกปรกตรงไหนกัน” มาร์คได้ยินอีกฝ่ายพึมพำ แต่ก็เลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจ มืออุ่นผลักไหล่แวมไพร์ข้างๆ ให้เดินไปตามทางที่ตัวเองควรจะไป


“เอาเถอะน่า ไปได้แล้ว”


“เฮ้อ ดูแลตัวเองดีๆ นะ”


“บายย” มือขาวยกขึ้นมาโบกไล่พร้อมกับยิ้มขำ มาร์คยืนอยู่ที่เดิมจนเห็นว่าดงฮยอกเดินไปไกลแล้วเขาถึงได้ออกเดินต่อ เขาไม่ได้ดูถูกหรือประชดเรื่องเลือดของตัวเองหรอกนะ แต่สำหรับพวกแวมไพร์ที่ถือตัวแล้ว เลือดผสมระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์แบบเขาหนะ มันสกปรกจริงๆ นั่นแหละ เพราะงั้นคงไม่มีใครพิศวาศอยากจะมาดูดเลือดสกปรกแบบเขาหรอก..คิดว่านะ




“กลับมาแล้ว”


“อ้าว มาร์ค” มาร์คชะงักมองคนตาโตที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกินข้าวเงยหน้าขึ้นมาหาเขา แถมยังใช้ตากลมๆ มองเขาอย่างสงสัยอีกต่างหาก แม่ง โคตรน่ารัก


“ยัยตาโต หายป่วยแล้วหรอ”


“ครับ ดีขึ้นแล้ว”


“แล้ว..ไม่ย้ายไปนอนที่ทูร์รินหรอ?” มาร์คเดินมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับแจมิน แล้วหยิบแอปเปิ้ลที่อยู่ในจานขึ้นมากัด โดยเลี่ยงที่จะหันเข้าหาแจมินตรงๆ ไม่ใช่เพราะเขากลัวอีกฝ่ายหรอกนะ แต่เขาไม่อยากให้แจมินเห็นหน้าตรงๆ ของเขาต่างหาก ถ้าอีกฝ่ายจะต้องเจ็บปวด ให้ตายสิ นี่เขาแทบอยากจะวิ่งไปหยิบหน้ากากมาใส่จะแย่อยู่แล้วนะ


“ไล่ผม?” โอ้ย อย่ามาทำหน้าหงอยนะเว้ยยัยตาโตนี่ แล้วฉันจะทำยังไงละเนี่ย


“เฮ้ย ฉันเปล่า ก็เห็นว่าไปได้สวยกับญาติ คู่หมั้นก็ด้วย” มาร์ครีบแก้ตัวเพราะกลัวว่าจะโดนเข้าใจผิด นี่อุตส่าห์หันข้างให้แล้วนะเว้ย โคตรแคร์เลยนะ บอกเลย


“คู่หมั้นงั้นหรอ”


“ก็เจโน่ไง เขาก็ดูเป็นห่วงนายไม่ใช่หรอ”


“เจ..โน่หนะนะ?” แจมินพึมพำเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ มองท่าทางของคนตรงข้ามแล้วก็สรุปได้ว่าแจมินกับเจโน่ต้องมีเรื่องอะไรกันแน่ๆ


“เอ้า ก็ใช่หนะสิ” มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูง เจโน่จะชอบทำหน้านิ่งบ่อยๆ แต่ตั้งแต่แจมินมาอยู่ที่นี่ เจ้าตัวก็ดูจะเผลอแสดงอาการเป็นห่วงแจมินอยู่หลายต่อหลายครั้ง


มาร์คใช้นิ้วจิ้มแขนแจมินเบาๆ หลายที “ตัวนายหนะมีกลิ่นเจโน่เต็มไปหมด”


“นายเป็นมนุษย์ไม่ใช่หรอมาร์ค”


“อ้าวพี่เตนล์” เด็กหนุ่มหันไปมองเตนล์ที่เพิ่งเข้ามาในห้อง คนเป็นพี่เดินเอาของเข้าไปเก็บในห้องตัวเอง ก่อนจะเดินออกมานั่งรวมกันที่โต๊ะอาหาร


“จะหลอกเด็กรึไง” เตนล์อมยิ้มอย่างน่ารักตามสไตล์ของเจ้าตัว แล้วหลิ่วตามองเขาอย่างล้อเลียน


“เปล่า ฟังมาจากพวกแวมไพร์ข้างนอกต่างหาก โคตรน่ารำคาญ”


“???” ยังจะมาทำหน้างงอีกยัยตาโตเอ้ย


“ก็เจ้าพวกนั้นเอาแต่พูดว่าตัวนายมีแต่กลิ่นเจโน่ แถมยังดูเหมือนว่ากลิ่นจะแรงจนคนนึกว่าเจโน่แยกร่างได้”


“อ๋ออ แล้วทำไมไม่นั่งดีๆ จะหันข้างทำเพื่อ” เตนล์ลากเสียงยาว ทั้งยังทักรุ่นน้องที่เอาแต่นั่งหันข้างแล้วยักขยับตัวยุกยิกไปมาอีกต่างหาก


“อะแฮ่ม..เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไร” พอโดนทักมาร์คก็ชะงัก ตกใจจนเกือบตกเก้าอี้ แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้ทัน เด็กหนุ่มไม่วายหันไปมองคนค้อนคนเป็นพี่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก


“แปลกคน แจมินง่วงยัง ไปนอนพักได้แล้วไป เพิ่งจะหายป่วย”


“ครับ เฮ้อ จะเช้าแล้ว อยากออกไปเดินเล่นจัง” ร่างผอมตอบรับ มาร์คกับเตนล์มองแจมินที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเกาะขอบหน้าต่าง ดวงตากลมโตเหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มจะสว่างแล้วก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา

“งั้นสายๆ ไปเดินเล่นในเมืองกันไหม”


“หืม? ได้หรอครับ” มาร์คยิ้มอย่างพอใจ จากหน้าหงอยๆ นี่ยิ้มออกขึ้นมาทันที ยังไงมาร์คก็ยืนยันว่าใบหน้าน่ารักนั่นเวลายิ้มจนตาหยีนั้นน่ามองกว่าเยอะ


“มาร์ค พี่ว่ามัน..”


“ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็แค่พาน้องไปเดินเล่น มนุษย์ไปเดินเล่นในที่ของมนุษย์ผิดตรงไหน ใช่ไหมยัยตาโต”


“ช่ายยย”


“แหม ยิ้มหน้าบานเชียวนะ”


“ฮิ”


เตนล์ถอนหายใจออกมาแรงๆ ไอ้ท่าทางหัวเราะแถมยังตอบรับมาร์คอย่างอารมณ์ดีนั่นมันอะไรกัน ก็อยากจะห้ามอยู่หรอกแต่พอเห็นใบหน้ามีความสุขของแจมินแล้วก็ไม่อยากจะขัด นี่เป็นยิ้มที่กว้างสุดตั้งแต่รู้จักกันมาเลยมั้งเนี่ย


“ก็ได้ๆ แต่แค่แป๊ปเดียวนะ”


“เย้” แจมินกับมาร์คร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนจะแท็กมือกันดังลั่นแล้วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี มาร์คหนะเตนล์ไม่แปลกใจหรอก แต่แจมินที่อารมณ์ดีเกินเหตุเนี่ยสิ เจ้าตัวก็เหมือนจะชะงัก เมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองเผลอแสดงอารมณ์มากเกินไป ถึงได้รีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนของตัวเองทันที

“นี่ต้องไปขออนุญาติพี่ๆ เขาไหมนั่น” เตนล์เท้าคางมองประตูห้องของแจมินที่ปิดสนิท แล้วมองมาร์คที่นั่งอมยิ้มให้กับประตูด้วยสายตาเอือมๆ หลงน้องเขามากนะนั่น


“ไม่บอกได้ปะ”


“ถ้าน้องเขาเป็นอะไรขึ้นมา แกโดนฆ่าหมกป่าแน่มาร์คลี ทั้งพ่อทั้งพี่เขานี่โหดใช่เล่น อ่อ แถมคู่หมั้นเขาให้อีกคน”


“พวกเราอยู่ในดงแวมไพร์ทั้งฝูงยังไม่เป็นอะไรเลย นี่เราจะไปที่ของพวกมนุษย์นะ ไม่มีใครรู้หรอก พลังพิเศษอะไรพวกเราก็ไม่มี ปานที่ตัว มนุษย์ทั่วไปก็มองไม่เห็นนี่นา เอาจริงๆ บางทีฉันยังมองมันไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ” อย่างที่มาร์คว่า พวกเขาจะมีปานที่ติดมากับตัวตั้งแต่เกิดเพราะเป็นเด็กมนุษย์เลือดพิเศษ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรูปเหมือนกับพ่อแม่ มันจะซ่อนอยู่ตามร่างกาย บางคนอาจจะอยู่ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน บางคนก็อาจจะซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า


“ยังไงก็ต้องทำเรื่องออกจากโรงเรียนอยู่ดี ไม่เป็นอะไรหรอกพี่เตนล์ พวกเราก็ไม่ได้ลักลอบออกไปนี่นา”


“โอเคๆ งั้นก็รีบไปนอนพักได้แล้ว” เตนล์ถอนหายใจแล้วเดินแยกไปทางห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะปิดประตูก็หันมามองมาร์คอีกครั้งนึง ดูมัน ยิ้มให้กับประตูอยู่นั่นแหละ ท่าทางจะอาการหนักแล้ว เดี๋ยวก็โดนคู่หมั้นเขาสอยเอาหรอก


“มาร์ค ไปนอนได้แล้ว”



ติ๊ด ติ๊ด


ดวงตากลมโตลืมตาขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก พอสลัดความง่วงงุนทิ้งไปได้ริมฝีปากก็คลี่ยิ้มออกมาจนตาหยี ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่า วันนี้เขาจะได้ออกไปเดินเล่น แถมยังได้ไปเดินเล่นในที่ของมนุษย์อีกต่างหาก มันต้องสนุกแน่ๆ แจมินเชื่อแบบนั้น


ก๊อก ก๊อก


“แจ..”


“ครับ!”


“เอ่อ ตื่นเร็วดีนะ” มาร์คถึงกับพูดไม่ออก เมื่อกี้เขาพูดยังไม่ทันจบด้วยซ้ำ ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่ามือที่ยังค้างอยู่ที่ประตูอยู่เลยด้วยซ้ำ เผยให้เห็นร่างบางในชุดลำลองพร้อมรอยยิ้มสดใสจนดวงตาพร่าไปครู่หนึ่ง


“ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดี๋ยวไปออกไปข้างนอกกัน”


“เรียบร้อยแล้วครับ”


“ห๊ะ” มาร์คร้องออกมาเบาๆ คนตาโตตรงหน้าเพียงแค่ยิ้ม ก่อนจะเดินผ่านตัวเขาไปแล้วเดินออกไปหาเตนล์ที่กำลังจัดกระเป๋าอยู่ที่หน้าทีวี


“ตื่นเร็วจัง ได้นอนรึเปล่า” ไม่พูดเปล่า มือขาวก็แตะลงบนแก้มกลมทีหนึ่งแล้วค่อยเลื่อนไปยังหน้าผาก “ดีจัง ดูเหมือนจะหายไข้แล้วนะ”


“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” แจมินยิ้มอีกครั้ง วันนี้ดูยัยตาโตจะยิ้มเยอะเกินไปแล้ว มาร์คคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะเขาก็อยากเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายเหมือนกัน เตนล์ก็คงจะคิดแบบนั้นเมื่อคนแก่สุดยิ้มจนตาหยีแล้วเดินไปที่ประตูห้องเป็นคนแรก แจมินก็เดินตามไปทันที แม้จะไม่ได้ยิ้มเหมือนตอนแรก แต่บรรยากาศรอบๆ ตัวของคนตัวบางก็เต็มไปด้วยออร่าสีขาวลอยฟุ้งไปหมด บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดีขนาดไหน มาร์คมองภาพน้ันสักพักก่อนจะรีบเดินตามไป เมื่อแจมินหันมามองแล้วเร่งเขาทางสายตา




“จะไปไหนกันครับ”


คำถามเรียบง่ายที่ถูกส่งออกมา ทำเอามนุษย์ทั้งสามคนสะดุ้งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาค่อยๆ หันไปข้างหลังช้าๆ ก่อนจะพบร่างสูงๆ ของโดยองที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ดวงตาเรียวเล็กนั้นไล่มองพวกเขาทีละคนอย่างพิจารณา สำหรับมาร์ค เขารู้สึกว่าสายตาแบบนั้นมันน่าขนลุกยังไงก็ไม่รู้ นี่ขนาดเจอแค่ตัวลูกนะ บรรยากาศยังสยองขนาดนี้ ถ้าเจอบอสใหญ่พวกเขาไม่โดนเผาทางสายตาไปเลยหรอ


“จะไปเดินเล่นในเมือง” เตนล์ที่ทำใจดีสู้เสือพูดด้วยหน้าเฉยเมย แม้จะแอบหวั่นกับสายตาของอีกฝ่ายเล็กน้อย ปกติลำพังถ้าเขาไปคนเดียวคงไม่หวั่นหรอก แต่พอมีเจ้าเด็กตาโตที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปด้วยแล้ว ก็รู้สึกหวั่นขึ้นมาทันที


“ทำไมต้องพาคุณแจมินไปด้วย”


“พาน้องไปเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะ อยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายแบบพวกนายมันน่าเบื่อจะตาย” เตนล์เม้มปาก ปัดความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นออกไป แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวสูง


“ว่าไงนะ”


“พ..พี่โดยอง ผมเป็นคนอยากไปเอง” ออร่าแห่งความสดใสเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วจนคนมองอย่างมาร์ครู้สึกใจหาย แจมินเริ่มหน้าเสียเมื่อเห็นโดยองกับเตนล์เริ่มมีปากเสียกันโดยมีตนเองเป็นประเด็น


“ถ้างั้นพี่จะไปด้วย”


“เฮ้ย” ทั้งเตนล์และมาร์คต่างร้องออกมาพร้อมกันอยากตกใจ


“ไม่มีแต่ ถ้าอยากไปก็ต้องยอม” โดยองรู้ว่าเจ้าพวกมนุษย์ตัวน้อยหนะดูแลตัวเองได้ อย่างมาร์คกับเตนล์หนะไม่ต้องเป็นห่วงเลย แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ บวกกับในฐานะที่ตนเองเป็นคนดูแลคนในราชวงศ์ นั่นหมายถึงว่าเขาก็ต้องดูแลแจมินด้วยชีวิตเหมือนกัน จะปล่อยให้ออกไปโดยไม่ตามไปดูแลได้ยังไงกัน


“ถ้างั้นเดี๋ยวผมตามไปดูแลเอง พี่ไม่ต้องห่วง” โดยองเลิกคิ้วขึ้นสูง มองดงฮยอกที่เดินตามเข้ามาสมทบทีหลัง


“จะดีหรอ”


“ครับ ยังไงผมก็ต้องดูแลคุณชายอยู่แล้ว” ดงฮยอกตอบพร้อมรอยยิ้ม ลางสังหรณ์ของตัวเองบอกไม่ผิดจริงๆ ด้วยว่าวันนี้คุณชายของเขาจะต้องไปเล่นซนที่ไหนอีกแน่ๆ


“ชิ บอกให้เรียกมาร์คไง”


“หึ” คนฐานะต่ำกว่าหัวเราะในลำคอเล็กน้อยกับเสียงงอแงของคุณชาย แต่ก็ต้องเปลี่ยนมาทำหน้าขรึมเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับโดยอง


“โอเค แต่เรื่องนี้คงต้องรายงานคุณแทยงนะ” โดยองกับดงฮยอกจ้องตากันเนิ่นนาน จนคนมองอย่างมนุษย์ทั้งสามรู้สึกตึงเครียดตาม ยิ่งได้ยินคำตอบของดงฮยอกแล้วยิ่งแล้วใหญ่


“ครับ ไม่เป็นไร ถ้าเกิดอะไรผมรับผิดชอบเอง” พวกเขาในฐานะที่เป็นแวมไพร์ และเป็นข้ารับใช้เหมือนกันนั้นเขาใจดี สำหรับเรื่องมนุษย์น้อยคนเดียวในตระกูลแล้วนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พวกเขาจะต้องไม่พลาดเหมือนตอนคุณมินฮยอนอีกเด็ดขาด


“..ถ้างั้น ผมไม่ไปก็ได้” แจมินพูดเสียงเบา แอบรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เขาก็แค่อยากเจอมนุษย์บ้าง อยากรู้ว่ามนุษย์เขาใช้ชีวิตอยู่ยังไงก็เท่านั้นเอง แต่ก็ไม่อยากจะทำให้ใครลำบาก


“ไม่เป็นไรครับ มันจะไม่เกิดอะไร” ดงฮยอกสบตากับแจมินทั้งสายตาและน้ำเสียงที่มั่นคงนั่นพอทำให้แจมินเริ่มคลายกังวลลงไปได้บ้างเล็กน้อย


“เพราะนายแท้ๆ เลยเสียบรรยากาศหมด” เตนล์บ่นออกมาอย่างหัวเสีย มือขาวยกขึ้นลูบไหล่ของคนเป็นรุ่นน้องไว้เพื่อหวังจะปลอบโยนให้แจมินคลายกังวลลง


“แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมา นายรับผิดชอบไหวไหมละ” โดยองเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง พวกคนนอกนี่ช่างน่ารำคาญจริงๆ คนพวกนี้ควรจะเข้าใจได้แล้วว่าเรื่องชีวิตขององค์ชายมันสำคัญแค่ไหน ยิ่งองค์ชายอย่างแจมินแล้วยิ่งแล้วใหญ่ ไม่งั้นท่านคริสจะเก็บลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไว้ในปราสาททำไมตั้งหลายสิบปีกันหละ

“โอ้ย ถ้าจะทะเลาะกันก็ไปตรงนู้นไป น่ารำคาญ”


“มาร์ค !”


“ดงฮยอก นายพาคุณแจมินไปรอตรงนั้นไป” ดงฮยอกพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินนำไปแจมินไปอีกทาง ตอนแรกแจมินก็ทำท่าจะขัดขืนหรอก แต่พอดงฮยอกบอกว่าต้องไปทำเรื่องออกจากโรงเรียนก่อน ไม่งั้นก็ออกไปไม่ได้ เจ้าตัวถึงได้ยอมเดินตามอีกฝ่ายไปแต่โดยดี


“มีอะไร? ไม่ต้องห่วงคุณชายของนายหรอกน่า” เตนล์กอดอก มองคนตัวสูงอย่างรำคาญเต็มที นี่ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงไม่มาเสียเวลาเสวนากับอีกฝ่ายหรอก บอกเลย โคตรน่ารำคาญ


“อันที่จริงแล้วก็ห่วงทุกคนนั่นแหละ ตอนนี้มีพวกล่ามนุษย์ที่มีสายเลือดของแวมไพร์อยู่ เพราะฉะนั้นระวังตัวด้วย”


“ห๊ะ”


“ถ้าพวกมันรู้ตัวตนของพวกนาย พวกมันจะฆ่าทิ้งทันที หรือไม่ก็..ทำแบบที่ทำกับคุณแจมิน” โดยองมองแผ่นหลังบางของแจมินที่กำลังก้มๆ เงยๆ เขียนอะไรยุกยิกอยู่ไม่ไกล โดยมีดงฮยอกที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่ดวงตาของแวมไพร์หนุ่มกลับมองกลับมาทางพวกเขาเหมือนกัน ซึ่งเตนล์กับมาร์คมั่นใจว่าดงฮยอกคงจะได้ยินบทสนทนาของพวกเขา และอาจจะรับรู้เรื่องนี้อยู่แล้วแน่ๆ


“หมายความว่ายังไง?”


“อย่าให้คุณแจมินรู้เรื่องนี้ เขาจะกลัว ฉันกลัวว่าอาการเขาจะกำเริบอีก” อันที่จริงแล้วโดยองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าควรจะให้พวกเตนล์ออกไปเที่ยวกันจริงรึเปล่า ถ้าคุณแทยงรู้เรื่องนี้เขาอาจจะต้องรับโทษก็ได้ แต่เขาก็เป็นอีกคนที่แพ้รอยยิ้มของแจมินเหมือนกัน ดูท่าทางอยากจะไปเที่ยวขนาดนั้น


“มันเกี่ยวกับเรื่องของคนที่ชื่อมินฮยอนใช่ไหมครับ” มาร์คถามขึ้นมาทันที เขาคิดว่าเขาเริ่มจะเข้าใจทีละนิดแล้วหละ


“ใช่ เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็ฝากคุณแจมินด้วย”




------------------------------------------------------------------

ขอโทษทีมาช้ามากๆ ค่ะ พอมาถึงตอนนี้ก็สงสัยว่าใครเป็นพระเอก 5555

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและการรอคอยค่ะ















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

578 ความคิดเห็น

  1. #503 WSwen (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 08:26
    อ่าวเคยเกิดอะไรขึ้นกับ้องแจมกันแน่
    #503
    0
  2. #478 mylittleb (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 01:42
    ใครทำน้องระวังตัวไว้นะ
    #478
    0
  3. #448 Hiphophop (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 22:21
    พวกคนที่ล่าอ่ะ ไปไกลๆเลยนะ อย่ามายุ่งกับน้องๆๆๆ
    ส่วนเจโน่น่ะ ฮั่นน่อววววววววว แซวจ้า
    #448
    0
  4. #437 blue lu pinku (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 19:13
    อ่านรวดเดียวจนมาถึงตอนนี้

    เนื้อเรื่องกำลังน่าติดตามมากๆ
    #437
    0
  5. #412 puchan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 23:24
    เจโน่ๆๆๆๆ
    #412
    0
  6. #394 Hongsyok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 01:55
    ม้าคโครตน่ารัก
    #394
    0
  7. #297 zkywalker (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 19:30
    ทุกคนแพ้ร้อยยิ้มน้องกันหมดเยย เราก็แพ้ แพ้ใจไปหมดด ใจบาง ไม่อยากให้น้องร้องเลย
    #297
    0
  8. #285 Pattho (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 12:41
    เจโน่ขี้เก๊กเวอร์อะ 555555 จะคีพได้อีกแค่ไหนกันเชียวหืมมม เอ็นดูม้าคอะ น่ารักกก ปมของแจมคือไรเนี่ย น้องโดนอะไรมา ลุ้นๆ
    #285
    0
  9. #190 xxxminmin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 16:22
    รู้สึกว่ามีปม แจมินต้องไม่ธรรมดาแน่ๆเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ
    #190
    0
  10. #156 P'lu N'hun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 22:24
    เริ่มตื่นเต้นขึ้นแล้วสิ
    #156
    0
  11. #117 Innocence (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 17:18
    อ้าวมาร์ค 55555 โอ๊ยยน่ารักอ่ะ คือแบบชอบเค้ามาก แต่เค้ามีคู่หมั้นและพี่ชายอีกหลายชีวิตคอยหวงอยู่ 55555555 ฮือออ มียิ้มให้ประตู
    #117
    0
  12. #110 porkpak111 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 15:07
    เจโน่จะเก็กได้นานอีกแค่ไหนกันเชียว แจมินจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้ว จะมีพวกล่ามนุษย์ตามที่โดยองกังวลหรือเปล่าเน้อ แต่ดีใจนะที่น้องได้ออกไปข้างนอกบ้าง อยู่แต่ในปราสาทน่าอึดอัดจะตาย
    #110
    0
  13. #104 บีเมะ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 23:08
    อ่านไปแล้วก็แบบว่า ชอบจังเลยที่มาร์คเป็นห่วงเป็นใยและดูแลจมินดีขนาดนี้ ฮืออออ หลงรัก หลงรักแน่ๆ นี่ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าอ่านฟิคโน่มินอยู่หรือเปล่า มันออลแจมินมากๆ น่ารักมากๆเลยที่ทุกคนเอ็นดูน้อง55555555
    #104
    0
  14. #96 kluay1126 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 22:02
    รอนร้าาคร้าา สนุก
    #96
    0
  15. #95 kluay1126 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 22:02
    รอนร้าาคร้าา สนุก
    #95
    0
  16. #94 wareeandsoul (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 01:10
    คิดถึงนะคะ ดีใจที่มาต่อ ฮื่อ คุณเจโน่เค้าดีจังเลยค่ะ มีดูแลเทคแคร์คู่หมั้นด้วย เมื่อก่อนล่ะไม่สนใจ งืมๆ ดีแล้วก็ดีให้ตลอดละกันนะคะ อยสกให้น้องแจมกับแก๊งค์ได้ออกไปเที่ยวนะ แต่ก็เป็นห่วงจริงๆ หวังว่าจะได้เที่ยวอย่างมีความสุขเน้อ ถ้าเบื้องบนรู้นี่มีอาละวาดแน่ๆ ไหนจะพี่ชายเค้า ไหนจะคู่หมั้นอีก ให้ดีคู่หมั้นก็ตามไปด้วยละกันเนอะ
    #94
    0
  17. #93 `g♡ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 16:12
    ปมให้เดาเยอะแยะมากค่ะ ฮื้อ น้องแจมน่ารักจัง รอนะคะไรท์
    #93
    0
  18. #92 praw (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 12:01
    เราอยากรู้ว่าใครคู่กับใครบ้างง่ะ เรา งง ไปหมดเลย เราไม่ค่อยได้ติดตามวงนี้เท่าไหร่เลยไม่รู้ว่าใครจิ้นใครบ้างง บอกเราที พลีสสส
    #92
    0
  19. #91 saseum&mandu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 00:01
    ตอนที่น้องกอดกับเเทยงนี้น้ำตาคลอเลยค่ะ;_;
    #91
    0
  20. #90 IIBUI (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:32
    หายไปนานมากค่า คิดถึงมากก ฮืออออ

    น้องแจมินเคยโดนอะไรอ่ะะะะะ !! แง ใครทำน้องแจมินเจ็บบบบบบบบบบบบ พวกคนชั่วช้าาาาา เจโน่ต้องไปจัดการนะ !!

    ส่งพิแทยงไปจัดการด่วน!!

    มาร์คนี่จะยังไงคะ พ่ายแพ้รอยยิ้มแจมิน แต่ก็แพ้ความเจนเทิลแมนพิแจฮยอน
    หนูต้องเลือกค่ะลูกกก หนูจะชอบทุกคนไม่ได้ ! 555555

    เดี๋ยวถ้าแจมินออกไปข้างนอกนี้ ถึงหูเจโน่ ไม่อาละวาดแย่เหรอ! ฮือ น้องแจมินจะอยู่ในอันตรายไหมอ่า ภาวะสุ่มเสี่ยงงงง

    เจโน่ต้องตามไปปกป้องน้องนะ!! ใครจะช่วยน้องงง ถ้าน้องเจออันตราย โฮฮฮฮฮ ;-;
    #90
    0
  21. #89 IIBUI (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:31
    หายไปนานมากค่า คิดถึงมากก ฮืออออ

    น้องแจมินเคยโดนอะไรอ่ะะะะะ !! แง ใครทำน้องแจมินเจ็บบบบบบบบบบบบ พวกคนชั่วช้าาาาา เจโน่ต้องไปจัดการนะ !!

    ส่งพิแทยงไปจัดการด่วน!!

    มาร์คนี่จะยังไงคะ พ่ายแพ้รอยยิ้มแจมิน แต่ก็แพ้ความเจนเทิลแมนพิแจฮยอน
    หนูต้องเลือกค่ะลูกกก หนูจะชอบทุกคนไม่ได้ ! 555555

    เดี๋ยวถ้าแจมินออกไปข้างนอกนี้ ถึงหูเจโน่ ไม่อาละวาดแย่เหรอ! ฮือ น้องแจมินจะอยู่ในอันตรายไหมอ่า ภาวะสุ่มเสี่ยงงงง

    เจโน่ต้องตามไปปกป้องน้องนะ!! ใครจะช่วยน้องงง ถ้าน้องเจออันตราย โฮฮฮฮฮ ;-;
    #89
    0
  22. #88 1540 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:59
    ใครลูกใครบ้างเอ่ย???
    #88
    0
  23. #87 PDaengpat (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:24
    พี่โน่เก๊กไม่ไหวแล้วสินะ55555555
    #87
    0
  24. #86 kanyalak9279 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 18:17
    ฮืออออออออ ดีใจอ่ะในที่สุดยัยแจมก็ยิ้มสักที พี่โน่คะอาการเริ่มออกแล้วนะคะ 55555 เป็นกำลังใจไรท์นะ มาต่อเร็วๆๆนาาาารออยู่ สู้สู้ค่ะ
    #86
    0