(fic exo/nct) ESCAPE 2 [NOMIN]

ตอนที่ 4 : THREE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    24 ม.ค. 60



3




ฮึก..ฮึก


ฝาแฝดแวมไพร์ที่กำลังนอนหลับอย่างสงบในโลงไม้เนื้อดีลืมตาโพล่งขึ้นมาในความมืด ทั้งคู่ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วหันมามองหน้ากันงงๆ เพราะหูที่ดีเป็นพิเศษจึงได้ยินเสียงใครบางคนกำลังร้องไห้ ทั้งสองแอบแง้มบานประตูห้องนอนอย่างเงียบเชียบแล้วค่อยๆ โผล่ศีรษะออกไป ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองแผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่ยืนกอดอกอยู่ที่หน้าบานหน้าต่างขนาดใหญ่ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคืออีเจโน่ เพื่อนของพวกเขาเอง ฝาแฝดเลิกคิ้วสบตากัน เสี้ยวหน้าของเพื่อนนั้นดูเหมือนว่ากำลังแสดงถึงความรู้สึกเป็นห่วง แต่ห่วงใครกันหละ?


“มองใครอยู่หนะ” เฉียนคุนเดินเข้าไปใกล้เพื่อนสนิทเป็นคนแรก ไม่ถามเปล่า เขายังชะโงกผ่านไหล่เพื่อนแล้วมองผ่านหน้าต่างลงไปข้างล่าง


อ่า..นี่สินะคือต้นเหตุของเสียงร้องไห้ที่เขากับวินวินได้ยิน


“เห็นไหมว่าเขาก็ไม่ได้มีความสุขเลย แล้วจะไปเมินเฉยใส่เขาทำไม” นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหม่นแสงลงเล็กน้อย เฉียนคุนรู้สึกสงสารคนที่เอาแต่ซุกหน้าลงกับพื้นหญ้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น ปากบางๆ ก็เอาแต่เพ้อถึงชื่อพ่อแม่พี่ชายกับคนที่จากไปแล้วไม่หยุด โดยที่ยังไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา


“น่าสมเพช” เฉียนคุนเลิกคิ้วขึ้นสูง แอบไม่ชอบใจนิดหน่อยที่เพื่อนพูดแบบนี้ออกมา แต่เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กถึงได้เข้าใจว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมาก็เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเป็นห่วงของตัวเองก็เท่านั้น


“ใครกันแน่ที่น่าสมเพช” วินวินพูดเสียงต่ำ เจโน่ตวัดสายตามองทันทีด้วยความไม่พอใจ ทั้งสองจ้องตากันอย่างดุเดือดจนเฉียนคุนกลัวว่าจะเกิดการทะเลาะวิวาท มือนิ่มแตะแขนน้องชายฝาแฝดเบาๆ แต่วินวินก็ยังไม่ยอมลดละ ดวงตากลมใสของคนเป็นน้องนั้นแม้จะยังไม่ได้เปลี่ยนสีแต่ก็จ้องเจโน่อย่างเอาเรื่อง


“คนที่เอาแต่หลอกตัวเองนั่นแหละ คือคนที่น่าสมเพช”


“วินวิน” เฉียนคุนปรามฝาแฝดคนน้องเบาๆ เขาลากแขนน้องชายให้เดินออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ พูดตามตรงเลย น้องชายเขาไม่มีทางชนะเจโน่แน่ๆ ไม่ว่าจะทั้งพละกำลังหรืออะไรก็ตาม พวกเขามีสัญชาติญาณคล้ายสัตว์ป่า ถึงแม้ว่าเป็นแวมไพร์เหมือนกัน แต่ถ้าอีกฝ่ายมีอำนาจที่สูงกว่าแม้จะไม่อยากกลัวยังไง แต่ถ้าโดนแผ่รังสีกดดันออกมา ยังไงพวกเขาก็ไม่มีทางต่อกรได้เลย ถ้าเรียงตามลำดับแล้ว พวกเขาก็ถือว่ามีตำแหน่งที่เล็กที่สุดในอำนาจคิงทั้งสี่ซะด้วยสิ


“ก็ดูมันพูดดิ” วินวินดึงแขนออกจากมือพี่ชายก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ร่างสูงของน้องชายฝาแฝดยืนพิงกำแพงเย็นเฉียบของปราสาท ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เหมือนกับเฉียนคุนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ


“ก็รู้อยู่ว่ามันไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ” มือนิ่มแตะลงบนดวงตาของน้องชายเบาๆ ทันใดนั้นดวงตาของวินวินก็กลับมาเป็นสีน้ำตาลดังเดิม


“แจมินเจ็บปวดมามากพอแล้วนะ” วินวินถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงอ่อย จริงอยู่ที่ครั้งนี้เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก แต่เพียงแค่เห็นร่างผอมที่ทำหน้าตื่นกลัวตลอดเวลา วินวินก็รู้สึกว่าเขาต้องปกป้องเด็กคนนี้ให้ได้ ยิ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแล้วด้วยก็ถือว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ถ้ามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าน่ารักนั่นคงจะน่ามองไม่น้อย


“เราช่วยแจมินในเรื่องอื่นได้ แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของเขาสองคนนะวินวิน” เฉียนคุนเองก็อยากจะปกป้องแจมินเหมือนกัน เขาจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรมาทำให้ลูกพี่ลูกน้องคนเล็กของเขาต้องเสียใจแน่นอน แต่ถ้าเรื่องความสัมพันธ์ของแจมินกับเจโน่นั้น คงต้องปล่อยให้ทั้งสองจัดการเอาเอง


“…”


“ยังจะทำหน้าแบบนี้อีก ถ้าเป็นแบบนี้ก็กลับไปเรียนเลยนะ” เฉียนคุนแตะบ่าน้องชายเบาๆ ก่อนจะเดินนำไป แต่ก็โดนอีกฝ่ายคว้าแขนเอาไว้ก่อน คนตัวเตี้ยกว่าเล็กน้อยหันมามองหน้าน้องชายเป็นเชิงถาม


“..จะปล่อยให้น้องนอนแบบนั้นหรอ”


“อืม” คุนตอบเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางห้องนอนของตนเอง เขาได้ยินเสียงวินวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนร่างน้องชายฝาแฝดจะเดินขึ้นมาเคียงข้างกันแล้วพากันกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง



‘แจมิน ตื่นได้แล้ว’


มินฮยอน?


‘ตื่นได้แล้วเจ้าเด็กขี้เซา เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะ’


มินฮยอนหรอ?


‘ถ้าไม่ยอมตื่นจะตีแล้วนะ’


“มินฮยอน ! อ่ะ..”


มือขาวยกขึ้นหมายจะคว้าแขนของมินฮยอนไว้ แต่ภาพตรงหน้าก็หายไปซะก่อน แจมินลืมตาขึ้นแล้วกรอกตามองไปรอบๆ ตัวด้วยความงุนงง แสงแดดสว่างจ้าทำให้เขาเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน ดวงตากลมมองบรรดาดอกไม้ที่อยู่รอบตัว พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่เริ่มประดับขึ้นบนใบหน้าน่ารัก ดอกไม้ที่นี่ทั้งสวยทั้งมีกลิ่นหอม แจมินยิ้มกว้างอย่างที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน เขาหลับตาลงแล้วสูดหายใจเขาเต็มปอด แสงที่นี่สว่างจัง นี่สินะแสงจากดวงอาทิตย์ เขาไม่เคยได้สัมผัสแสงแดดแบบนี้มาก่อนเลย


“เอ๊ะ”


แจมินมองเสื้อนอกของชุดเครื่องแบบนักเรียนที่ตกลงมาบนตัก เขาหยิบเสื้อขึ้นมาพลิกไปพลิกมาเพื่อดูว่าเป็นเสื้อของใครแต่ก็ไม่มีอะไรบอกได้เลยว่าเจ้าของคือใคร


“แสบตาเป็นบ้าเลย..อ้าว อรุณสวัสดิ์น้องแจมิน” ดวงตากลมหันไปมองตามเสียง เขาพบแวมไพร์สองคนที่เคยเห็นอยู่กับเจโน่เมื่อวันก่อนกำลังเดินคุยกันอยู่ที่หน้าประตูปราสาท ก่อนที่จะหันมาเห็นเขาแล้วทักเขาเสียงใส วันนี้ทั้งสองมาในชุดเสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นพอดีตัว แต่ก็ดูดีไม่น้อย


“เอ่อ..อรุณสวัสดิ์ครับ” แจมินตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้น ร่างผอมแอบเซไปข้างหลังเล็กน้อย แต่ก็กลับมาตั้งหลักได้ทัน ฝาแฝดทั้งสองมองร่างผอมก่อนจะสังเกตเห็นเสื้อที่แจมินถืออยู่


“เอ๊ะ นั่นมันกลิ่นของ..หึ” อีกฝ่ายพูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนจะยิ้มมุมปาก แจมินได้แต่ทำหน้างง นั่นสินะ ถ้าเขามีจมูกดีเหมือนกับอมนุษย์พวกนี้ เขาก็คงจะหาเจ้าของเสื้อเจอแล้ว


“น่ารักจังเลยน๊า” คนตัวสูงกว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง ไม่พอยังทำหน้าเหมือนล้อเลียนแจมินอีกต่างหาก


“ครับ?”


“อ่ะ อย่าถือไว้เฉยๆ สิ ใส่เลยๆ” คนตรงหน้าแย่งเสื้อนอกในมือแจมินไปถือ ก่อนจะช่วยใส่เสื้อให้กับแจมินอย่างรวดเร็ว ไม่นาน เสื้อของใครไม่รู้ก็มาอยู่บนตัวของเขา โดยที่คนใส่ให้กำลังยืนยิ้มอย่างภูมิใจกับผลงานของตัวเองอยู่


“นี่..ยังไม่ได้แนะนำตัวให้รู้จักเลย ฉันหนะนะชื่อ..”


“โอ๊ะ ฝาแฝดคนสวย พี่ตามหาตั้งนานหนีมาอยู่ที่นี่นี่เอง” เป็นอีกครั้งที่แจมินต้องสะดุ้งตกใจเนื่องจากมีเสียงของใครบางคนโผล่มาจากข้างล่าง ยังไงเขาก็ไม่ชินกับการชอบมาข้างหลังเงียบๆ แบบนี้ของพวกแวมไพร์ซะที


“ฉันชื่อวินวิน นี่คุน ขอโทษที ตอนนี้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ไว้ค่อยคุยกันนะ”  คนที่ตัวสูงกว่าพูดเร็วๆ แล้วรีบหันหลังหนีทันทีโดยที่แจมินยังไม่ทันได้ตอบอะไรเลยด้วยซ้ำ ว่าแต่เมื่อกี้พวกเขาถูกเรียกว่าฝาแฝดรึเปล่านะ


แจมินมองสองฝาแฝด(?) เดินหนีกลับเข้าไปในปราสาท ส่วนบุคคลมาใหม่สองคนก็รีบเดินตามเข้าไปประกบอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะหันมามองให้เขารู้สึกขนลุกเล่น โหย ตาโคตรดุ ถึงแม้ว่าปากจะยิ้มให้เขาอยู่ก็เถอะ นอกจากนี้ดูเหมือนสองคนที่มาใหม่จะเป็นคนที่อยู่บนเวทีที่เขาเห็นเมื่อคืนด้วย แวมไพร์ที่นี่เขาตื่นเช้ากันขนาดนี้เลยหรอ?


“เดี๋ยวก่อน”


“หืม..ว่ายังไงครับน้องแจมิน” คนที่เดินนำไปก่อนหน้านี้หันมาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม


“พวกคุณเป็นฝาแฝดกันงั้นหรอ..”


“ใช่แล้วหละ” คนที่บอกว่าตัวเองชื่อวินวินตอบพลางยิ้มให้เขาเล็กน้อย


“ดีใจที่เจอกันนะ” แจมินมองสองฝาแฝดที่ยิ้มให้เขา ฉับพลันหัวใจดวงน้อยก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มันคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้รับรอยยิ้มจากคนในครอบครัวอีกแล้วหละมั้ง


“ยิ้มให้พี่แบบนั้นบ้างสิครับน้องวินวิน”


“อะไร” คนที่บอกว่าชื่อวินวินใช้เสียงแข็งจนแจมินยังนึกกลัว แต่คนที่เข้ามาโอบไหล่บางของวินวินนั้นกลับยังคงยิ้มระรื่นได้อย่างหน้าด้าน..เอ่อ แจมินหมายถึงหน้าตาเฉย


“คิดถึงจึงมาหา อิอิ” แค่มองก็รู้ได้เลยว่าฝาแฝดคงกำลังโดนสองคนนี้ตามตื๊ออยู่แน่ๆ แถมดูท่าแล้วคงจะรำคาญน่าดู ถึงได้ทำตาแดงใส่อีกฝ่ายแบบนั้น


“อิอิพ่อง”


“น้องวินนี่พูดไม่เพราะจะโดนทำโทษนะครับ” เฮ้ย เสียงเปลี่ยนเว้ย เสียงเข้มขึ้นมาทันที จนแจมินที่กำลังจะเดินหนีหยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองทางแวมไพร์ท่ีกำลังวางมวยกันอยู่


“อย่ามาจับ” อีกคู่ก็พอกัน แจมินที่แอบมองอยู่ยังแปลกใจเลยว่าแวมไพร์ร่าเริงที่คุยกับเขาก่อนหน้านี้นั้นได้หายไปไหนแล้ว ทำไมถึงได้ทำเสียงแข็งกันได้น่ากลัวขนาดนี้


“เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่านะครับ”


“โว้ยย บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่ง”  


“นี่ยังเช้าอยู่เลย เราไปนอนต่อกันเถอะ”


แล้วฝาแฝดก็โดนคนแปลกหน้าอุ้มเข้าไปในตัวปราสาท จบ..


แจมินยักไหล่ไม่สนใจ ก่อนจะเดินออกมานอกตัวปราสาทพร้อมเสื้อของใครก็ไม่รู้ติดตัวมาด้วย เอาไว้ให้พี่โดยองช่วยตามหาเจ้าของก็ได้มั้ง


ทหารที่อยู่หน้าประตูทำความเคารพเขาเล็กน้อย และไม่ลืมที่จะเอ่ยชวนให้เขาเข้ามาพักผ่อนที่สวนนี้ได้ตามอำเภอใจ พอพ้นนอกเขตปราสาทส่วนตัวของพวกคิง(?) แจมินก็พบว่าข้างนอกนั้นเงียบมาก พวกแวมไพร์คงไม่มีใครตื่นกัน บวกกับที่นี่มีมนุษย์ไม่เกินยี่สิบชีวิต เลยทำให้โรงเรียนตอนนี้เหมือนจะเป็นโรงเรียนร้างขึ้นมา มือเรียวหยิบแผนที่โรงเรียนขึ้นมากากออก ดวงตากลมกวาดสายตาไปรอบๆ กระดาษเก่าๆ ก่อนจะพบที่ตั้งของหอสมุด บางทีที่หอสมุดอาจจะมีหนังสือที่บอกชีวะประวัติของโรงเรียนนี้ก็ได้ เผื่อเขาจะได้เข้าใจอะไรมากขึ้น


“เอ่อ..กำลังจะปิดแล้วหรอครับ”  แจมินพูดเสียงเบา ทันทีที่เขาผลักบานประตูไม้ขนาดใหญ่เพื่อจะเข้าไปข้างใน เขาก็พบกับความเงียบเชียบ เข้าใจว่ามันเป็นห้องสมุดก็ต้องเงียบ แต่นี่มันเงียบเกินไปรึเปล่า ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาเขายังไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย แล้วที่เอ่ยถามไปก็ไม่รู้ว่าจะมีใครตอบรึเปล่าด้วยซ้ำ


“ยังไม่ปิดหรอก แค่ยังไม่มีใครตื่นมากกว่า” ไหล่บางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนดวงตากลมจะรีบมองหาเจ้าของเสียง แจมินมองไปรอบๆ ก่อนจะพบร่างของเจ้าของเสียงที่กำลังยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ


“เอ่อ สวัสดีครับ ผม..”


“บุตรชายคนเล็กของตระกูลอู๋”


“???” แจมินแทบจะอุทานออกไปว่ารู้จักเขาได้ยังไง อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นยืน


“ใครจะไม่รู้จักนาแจมินบุตรชายคนเล็กของคิงคริสกับควีนจงแดกันหละ?” แจมินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นับว่าอีกฝ่ายเป็นคนแรกเลยด้วยซ้ำที่เห็นเขาแล้วรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะคนที่นี่นอกจากจะรู้ว่าเขาเป็นว่าที่คู่หมั้นของอีเจโน่แล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีกเลย


“คุณรู้ได้ยังไง”


“ใจเย็นๆ ฉันไม่บอกใครหรอก ฉันแค่เคยเรียนรุ่นเดียวกับจงแดหนะ” รุ่นเดียวกันท่านแม่? แต่ตอนนี้อายุของท่านแม่.. คิ้วเรียวขมวดขึ้น แจมินมองหน้าอีกฝ่ายทันที พอเห็นเขี้ยวคมที่โผล่ออกมาจากริมฝีปากอิ่ม เขาก็ต้องผงะ


เป็นแวมไพร์จริงๆ ด้วย


“ขี้ตกใจอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ด้วย” คนตรงหน้าเขาพึมพำออกมาเบาๆ ไอ้เขาที่ว่าหนะมันเขาไหน เขาที่ว่าเป็นแวมไพร์รึเปล่า ก็เขาเป็นมนุษย์ธรรมดานี่ เวลาเจอแวมไพร์แล้วจะให้ยิ้มแล้วทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นรึไง ถ้าคนในครอบครัวหละก็ว่าไปอย่าง


“ฉันไม่ทำร้ายนายหรอก เชิญตามสบาย ให้คิดว่าที่น่ีเป็นหอสมุดของที่ปราสาทนะ”


“คุณ..?”


“มุนแทอิล” แจมินมองอีกฝ่ายที่เดินขึ้นไปส่วนชั้นบนของหอสมุดจนลับตา เขาถึงได้เดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณหอสมุด ที่นี่น่าจะมีหลายชั้นอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกตำราเก่าๆ แต่ที่น่าสนใจคือมีหนังสือที่เหมือนจะเป็นของพวกมนุษย์ธรรมดาด้วย


แจมินเดินไปตามชั้นหนังสือ คนตัวผอมถอนหายใจออกมาแรงๆ เขาเดินมาหลายชั้นแล้ว ก็ยังไม่พบตู้ที่ตามหาสักที จนตอนนี้เริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมานิดๆ แถมยังรู้สึกมึนหัวหน่อยๆ ด้วยซ้ำ ร่างผอมจึงทิ้งตัวนั่งลงในซอกชั้นหนังสือแคบๆ แล้วหลับตาลง


“หาหนังสือเล่มนี้อยู่รึเปล่า?”


แจมินลืมตาโพล่งด้วยความตกใจ ดวงตากลมๆ มองคนตรงหน้าด้วยความมึนงง รู้สึกเหมือนกับตัวเองเพิ่งจะงีบหลับไปได้แค่แป๊ปเดียว แต่ทำไมรู้สึกมึนหัวจังก็ไม่รู้


“ครับ?” แจมินยื่นมือไปรับหนังสือขนาดใหญ่ที่แทอิลส่งมาให้ ดวงตากลมอ่านชื่อหนังสือจบก็ต้องเงยหน้ามองแวมไพร์ที่ยิ้มมุมปากอยู่ตรงหน้า รู้ได้ยังไงว่าเขากำลังหาหนังสือแบบนี้ หรือว่าเขากำลังโดนอ่านใจนะ


“ฉันไม่มีความสามารถแบบที่นายคิดหรอก แต่สีหน้าของนายมันบอกทุกอย่างไว้หมดแล้ว”


“คุณรู้จักกับท่านพ่อท่านแม่ของผมรึเปล่า?”


“ถ้าเป็นการส่วนตัวก็ไม่หรอก ฉันเป็นแค่แวมไพร์ผู้น้อย” แทอิลพูดไปยิ้มไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับแจมิน “แต่นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้คุยกับลูกชายของพวกท่าน”


“ผมเป็นแค่คนธรรมดาแท้ๆ..” แจมินพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งแล้วเปิดหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ มันใหม่จนแจมินยังแปลกใจ ตามหลักแล้วหนังสือแบบนี้มันต้องเก่าแก่ไม่ใช่หรอ


“ข้อมูลในนี้เป็นข้อมูลเก่าแก่สมัยพ่อของคิงคนปัจจุบัน แต่พอมีองค์รัชทายาทหนังสือก็ถูกเอามาทำใหม่เพื่อเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไป” แจมินพยักหน้ารับ เขาเลื่อนหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ ในนั้นบอกว่าเดิมทีโรงเรียนนี้ถูกก่อตั้งโดยผู้นำตระกูลทั้ง 4 ของแวมไพร์ที่นับถือกันเป็นเพื่อนตาย ก่อนจะสืบทอดต่อกันมา  3 รุ่นแล้ว ในตอนแรกโรงเรียนได้ถูกปิดหลังจากที่ลูกชายของผู้นำตระกูลเข้าพิธีราชสมรสและขึ้นปกครองเมืองต่อไป แต่โรงเรียนก็ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งอย่างลับๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าทำไม


“เพราะเมื่อก่อนมีมนุษย์ธรรมดาเรียนอยู่ด้วย หนังสือมันไม่เขียนตรงขนาดนี้หรอกนะ อ้อมไปอ้อมมาเพื่อปกปิดเรื่องแวมไพร์ แต่เอาเข้าจริง..คนที่เรียนอยู่ที่นี่ก็รู้ตัวทั้งนั้นแหละ ว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตร่วมกันอะไร”


“ฟังดู..น่าสนุกดีนะครับ ยังไงถ้าทำตามกฎก็ไม่ต้องออกมาเจอพวกแวมไพร์ไม่ใช่หรอครับ แล้วดูตอนนี้สิ” แจมินเลื่อนสายตาอ่านกฏของโรงเรียนในสมัยก่อน มนุษย์เรียนตอนเช้าอย่างที่อาจุนมยอนบอกจริงๆ ด้วย แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเรียนพร้อมกันหมดเลย..ถึงจะหลีกเลี่ยงยังไงก็ต้องเจออยู่ดี


“ก็จริงอยู่ แต่นายอย่าลืมนะ ว่านายไม่ได้เกิดจากมนุษย์ธรรมดา ต่อให้หนียังไง ก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกับแวมไพร์อยู่ดี” แจมินเม้มปากแน่น ใช่มันคือเรื่องจริง พ่อกับพี่ชายของเขาเป็นแวมไพร์ ญาติพี่น้องเขาเป็นแวมไพร์ บ้านเขาก็อยู่ที่เมืองแวมไพร์ ยังไงเขาก็หนีความจริงข้อนี้ไปไม่ได้


“ทุกคนรักนายมาก แล้วจะกังวลทำไมกับอีแค่เรื่องที่เกิดมาเป็นมนุษย์ อายรึไงที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ทั้งๆ ที่แม่ของตัวเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกันแท้ๆ”


“คุณไม่เข้าใจหรอก”


“หรือว่า..นายรังเกียจมนุษย์? งั้นนายก็รังเกียจแม่ตัวเองด้วยสิ”


“ไม่ใช่นะ !” แจมินตบโต๊ะอย่างแรง มือขาวขึ้นรอยแดงเป็นริ้วๆ ทั้งยังสั่นไหวอย่างคนพยายามระงับอารมณ์


“หึ งั้นบอกมาสิว่านายกลัวอะไรกันแน่”


“เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนอ่อนแอ” แจมินพึมพำออกมาเสียงเบา แทอิลเลิกคิ้วมองคนตัวผอมที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ


“แล้วนายจะอยากได้ความแข็งแรงไปเพื่ออะไรกันหละ”


“เพราะผมอยากปกป้องคนอื่นได้บ้าง” แทอิลมองไปทางด้านหลังของแจมิน เขาเห็นแผ่นหลังไวๆ ของใครบางคนแล้วหลุดยิ้มออกมา อันที่จริงก็พอจะได้กลิ่นอยู่ คงแอบตามเจ้ามนุษย์ตัวน้อยนี่มาแน่เลย ทั้งที่ทำเป็นเมินเขาแท้ๆ


“เรื่องนั้นเอาไว้ค่อยคิดเถอะ ตอนนี้กลับไปพักที่ห้องก่อนดีไหม ท่าทางเหมือนจะมีคนเป็นห่วง..เอ้ย ตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวต้องออกไปเรียนตอนดึกจะไม่ได้พักผ่อนเอา”


“หืม?”


“เอาหนังสือเล่มนั้นไปด้วยก็ได้ ไม่มีใครเขาอ่านหรอก อยากเอามาคืนเมื่อไหร่ก็ค่อยเอามาคืนนะ”


“อ่า ขอบคุณครับ” แจมินพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะเดินออกไปด้วยความมึนงง เหมือนจะถูกพูดไล่อ้อมๆ ก็เลยต้องยอมออกมาแต่โดยดี ดวงตากลมมองไปรอบๆ ด้วยความตกใจ ฟ้ามืดแล้ว ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เพราะว่าเผลองีบหลับไปเมื่อกี้แน่ๆ


แจมินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินกลับไปทางปราสาทที่เป็นที่พักของเขา แม้จะไม่อยากกลับห้องในตอนนี้ แต่เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว


ดวงตากลมโตจ้องมองบานประตูห้องนอนของตัวเองอยู่นาน มือเรียวคว้าลูกบิดประตูจะหมุนมันหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าซะที เขากลัวว่าจะเจอคนที่ชื่อมาร์ค เขายอมรับ


แอ๊ด


“อ่ะ” ทั้งแจมินทั้งคนที่เป็นคนเปิดประตูออกมาอย่างเตนล์อุทานออกมาพร้อมกัน เตนล์มองคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องแล้วก็รีบเดินอีกฝ่ายเข้ามาในห้องทันที มาร์คที่นั่งฟุบอยู่ที่โต๊ะก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นร่างผอมเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก


“แจมิน ! เป็นอะไรรึเปล่า” มือขาวของเตนล์ปิดประตูเร็วๆ แล้วจับตัวแจมินหมุนไปรอบๆ หลายทีเพื่อเช็คอะไรแจมินก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ “อืม..เหมือนจะมีไข้อ่อนๆ นะ แล้วกินข้าวมารึยัง มานั่งตรงนี้เลย”


พอส่ายหน้าตอบไปแจมินก็ถูกเตนล์ดึงให้ไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ดวงตากลมหลุบต่ำทันทีที่เห็นคนที่ไม่อยากเจอนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย มาร์คนั่งจ้องเขาเขม็ง จนเขารู้สึกเกร็งขึ้นมา มือเรียวกุมมือของตัวเองแน่นเพื่อปกปิดอาการสั่นของตัวเอง


“นี่” มาร์คถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พอเห็นแจมินสะดุ้ง


“สะดุ้งอีกแล้ว ฉันเป็นคนน่ากลัวรึไง” มาร์คพึมพำบ่นกับตัวเองอย่างหงุดหงิด เขาพูดแค่ นี่ แค่คำเดียวเองเนี่ยนะ จะกลัวอะไรกันนักหนา


“เอ่อ เปล่าครับ” แจมินดูกลัวมาร์คมากกว่าเดิมอีก เด็กหนุ่มกรอกตาไปรอบๆ อย่างรำคาญ ที่แจมินกลัวตนเองต้องเกี่ยวกับคนที่ชื่อมินฮยอนแน่ๆ  


“แล้วมินฮยอนคือใคร คือคนที่ทำร้ายนายรึไง จะว่าไป..”


“ไม่ใช่นะ !” แจมินตอบทันทีอย่างรวดเร็วทั้งยังเหมือนจะตะโกนออกมาด้วย มาร์คมองแจมินด้วยท่าทางอึ้งๆ พอจะถามต่อก็โดนเตนล์ขัดขึ้นมาก่อน


“มาร์ค” เตนล์ที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวสังเกตเห็นคนตัวผอมที่นั่งเกร็งอยู่ข้างๆ มาร์คถึงกับต้องเรียกอีกฝ่ายเสียงต่ำ คนเด็กกว่าจึงได้แต่หันกลับไปแล้วยอมนั่งเงียบๆ


“อ่ะ พี่ทำกับข้าวเผื่อไว้ให้แล้ว กินเสร็จก็กินยาแล้วไปนอนพักนะ” เตนล์เดินถือจานข้าวออกมาวางตรงหน้าคนที่หายไปทั้งคืน ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไปหยิบอีกจานมาให้มาร์คกับตัวเอง พวกเขาก็ไม่ได้กินอะไรทั้งคืนเหมือนกัน


“ขอบคุณนะครับ”


“แล้วเมื่อคืนไปนอนที่ไหนมาละ” มาร์คหันกลับมาถามแจมินอีกครั้ง มือเรียวที่กำลังยกช้อนเข้าปากชะงักเล็กน้อย


“นอนที่สวนดอกไม้..ครับ”


“สวนดอกไม้? ที่หน้าทูร์รินอะนะ? เข้าไปได้ยังไงกัน อ่อ ลืมไป เพราะว่าเป็นคู่หมั้นกับเจโน่หละสินะ ตอนที่เจอกันตอนนั้นก็กำลังไปปราสาทของเจโน่นี่นา”


“มาร์ค” เตนล์เรียกชื่อของรุ่นน้องอีกครั้งหลังจากสังเกตเห็นมือของแจมินที่กำช้อนเสียแน่น ให้ตายสิ ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เอาแต่ตั้งคำถามจี้จุดแจมินแบบนี้นะ ไม่ได้สังเกตอาการของน้องมันบ้างเลยรึไง เตนล์ได้แต่บ่นในใจ


“เพราะไปนอนตากน้ำค้างแบบนั้นถึงได้ไม่สบายหละสิ” มาร์คลอบมองหน้าแจมินเล็กน้อย คนตัวผอมช้อนสายตาขึ้นมองหน้าอย่างหน้าสงสารแล้วก็หลุบต่ำลงไปอีกครั้ง โดยไม่ทันสังเกตมาร์คที่เหมือนจะสำลักน้ำลายกับดาเมจที่ดูเหมือนจะรุนแรงเกินไป


“ผมสบายดีครับ”


“ตอนนี้ยังดี แต่อีกแป๊ปถ้าไม่กินยาแล้วนอนพักจะต้องแย่แน่ๆ เข้าใจไหมยัยตาโต” มาร์คพูดพลางเอานิ้วจิ้มหน้าผากของแจมินไปด้วย เตนล์มองภาพตรงหน้าแล้วแอบอมยิ้มเล็กน้อย จะว่าไปตอนที่แจมินหายไป มาร์คเองก็ไม่ยอมไปนอน แล้วเอาแต่มานั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคืนจนเช้า เขาก็เหมือนกัน


“ยัยตาโต?” แจมินทวนออกมาเสียงเบา เป็นอีกครั้งที่แจมินใช้ดวงตากลมโตจ้องมองคนที่นั่งข้างๆ อย่างงุนงง และก็เป็นอีกครั้งที่พอโดนจ้องกลับ แจมินก็หลบตาไปทางอื่นเหมือนเดิม


“อิ่มรึยัง หรือว่าจะเติมอีก” มาร์คที่เอาแต่นั่งมองแจมินพูดทันทีที่คนตัวผอมตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก แจมินสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ


“ข้าวหมดแล้วนะมาร์ค” เตนล์รีบพูดขัดไว้ก่อน แต่พอได้รับคำตอบจากรุ่นน้องก็ต้องอึ้งไป


“รู้แล้ว ก็แบ่งข้าวฉันไปไง” เตนล์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูง เขามองข้าวของมาร์คที่ยังไม่พร่องลงไปสักนิด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก


“ขอบคุณครับ แต่ว่าผมอิ่มแล้ว”


“กินไปแค่นั้นเนี่ยนะ เมื่อคืนก็ไม่ได้กินอะไรไม่ใช่หรอ กินๆ ไปเถอะ ฉันอิ่มแล้ว” ไม่พูดเปล่า มาร์คยังจัดการตักข้าวของตัวเองใส่จานของแจมินอย่างรวดเร็ว ทั้งยังตักกับข้าวให้กับอีกฝ่ายอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่เมื่อคืนตัวเองก็ไม่ได้กินอะไรเหมือนกันแท้ๆ เตนล์มองมาร์คที่ทำหน้าตายกับแจมินที่ทำหน้างงก็ได้แต่กลั้นหัวเราะเอาไว้ ตอนแรกก็ดูแข็งๆ ใส่น้องมันหรอก แต่พอเห็นน้องมันทำหน้าเศร้าเสียงเศร้าหละทำตัวอยากจะเป็นพี่ชายที่แสนดีทันที


“ขอบคุณครับ”


“นี่นอกจากคำว่าขอบคุณ ขอโทษ แล้วก็เงียบเนี่ย รู้จักคำอื่นบ้างไหม” มาร์คถามออกไปอย่างหงุดหงิด เมื่อกี้เกือบจะเห็นรอยยิ้มน่ารักๆ แล้วเชียว อยู่ดีๆ ก็หุบยิ้มก่อนซะงั้น  


“ขอโทษครั..”


“หยุด ไม่อยากฟัง ถ้าจะพูดแค่นั้นก็ไม่ต้องพูด”


“ขอโทษครับ..พอดีผมไม่ค่อยได้พูดกับใครเท่าไหร่..” แจมินขมวดคิ้ว เริ่มทำตัวไม่ถูก ดวงตากลมมองมาร์คกับเตนล์สลับไปมาด้วยสายตาเศร้าๆ


“ทำไมหละ ไม่มีคนคบหรือว่าไม่คบใคร” มาร์คถามกลับไป พอเห็นท่าทางชะงักของแจมินแล้วก็รู้เลยว่าเป็นอย่างหลังแน่ๆ คนมีหน้าตาน่ารักแบบแจมิน ใครเห็นก็คงอยากจะเข้ามาทักทาย มาร์คเองตอนที่สบตากันในตอนนั้นยังอยากจะรู้จักกับอีกฝ่ายเลย ถึงได้เผลอจ้องนานขนาดนั้น

“..ที่ปราสาทมีแค่ท่านพ่อกับท่านแม่ เมื่อก่อนเคยสนุกกว่านี้ แต่ตอนนี้ไม่สนุกเลย”


“ว่ายังไงนะ” มาร์คกับเตนล์ร้องออกมาพร้อมกัน ทั้งคู่จ้องมองแจมินด้วยสายตาตกตะลึง


“ผ..ผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างผอมที่เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองเผลอพูดอะไรออกไปรีบลุกขึ้น มือเรียวยกจานเข้าไปเก็บในครัวแล้วรีบวิ่งกลับเข้าห้องตัวเองทันที



“ที่ปราสาทงั้นหรอ?” เตนล์พึมพำแล้วสบตากับมาร์ค จริงอยู่ที่โลกที่แจมินจากมานั้นปราสาทก็คือบ้าน แต่ไม่ใช่ว่าใครจะมีบ้านเป็นปราสาทได้หรอกนะ ที่โลกแวมไพร์นั้นมีปราสาทใหญ่ๆ อยู่ 5 ที่ และใน 5 ที่นี้ก็เป็นที่อยู่ของคิงที่ปกครองแวมไพร์ไม่ใช่หรอ


“ต้องเป็นลูกคนใหญ่คนโตแน่ๆ เลย” มาร์คพึมพำ เตนล์ถึงกับครางหืมออกมาเสียงดัง “ไม่สงสัยหรอพี่เตนล์ ทูร์รินหนะ เป็นปราสาทส่วนตัวของคิง พวกราชวงค์ก็พักอีกที่นึง ขนาดฉันเป็นลูกแด๊ด ยังไม่เคยเข้าไปเหยียบทูร์รินเลยด้วยซ้ำ”


“อืม..จะว่าไป กะอีแค่เป็นคู่หมั้นของเจโน่ก็ไม่น่าจะเข้าได้”  มาร์คพูดต่อ


“แต่เจโน่ก็เป็นลูกของคิงอันดับ 3 นะ คู่หมั้นจะมีสิทธิเข้าก็ไม่แปลกไม่ใช่หรอ”  เตนล์พึมพำ ก่อนจะเหลือบไปเห็นหนังสือที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ


“นั่นหนังสืออะไรหนะ”


“ทำไมถึงสนใจอะไรแบบนี้หละ” มาร์คหันไปมองก่อนจะคว้าหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาถือ มือเรียวพลิกหนังสือไปมาพลางขมวดคิ้ว เตนล์เองก็เดินเข้ามาใกล้เพื่อดูหนังสือให้ชัดๆ


“นี่มันหนังสือชีวประวัติของพวกคิงนี่”


“เออนี่เห็นไหม เขาบอกว่าตระกูลอู๋มีลูกชายสองคน”


“อ้าว ไม่ได้มีแทยงแค่คนเดียวหรอ” มาร์คทำหน้างง ตระกูลอู๋นั้นมีอำนาจสูงสุดในบรรดาแวมไพร์ทั้งหมด อันดับสองก็จะเป็นตระกูลลู่ ตระกูลจาง และตระกูลฮวาง เรียงตามลำดับ และแทยงก็เป็นองค์รัชทายาทคนปัจจุบันที่เขาได้เห็นหน้าบ่อยๆ ตั้งแต่มาอยู่ที่โรงเรียน


“นี่ไงเขาบอกว่าคนโตคืออีแทยง” นิ้วเรียวของเตนล์ชี้ลงบนรูปวาดของแทยงที่อยู่ในหน้ากระดาษ “ส่วนนี่ลูกชายคนเล็ก เอ๊ะ ไม่เห็นมีรูปเลย ชื่อนานะ”


“นานะ? นานะงั้นหรอ นา..นานะ?!” มาร์คร้องลั่น ก่อนคนเด็กกว่าจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แล้วพุ่งตรงเข้าไปที่ประตูห้องแจมินอย่างรวดเร็วจนเตนล์ยังตามแทบไม่ทัน คนเป็นพี่จึงได้แต่เดินตามหลังไปแบบงงๆ  แต่คนที่งงกว่าก็คงจะเป็นคนที่กำลังจะหลับหละมั้ง


แอ๊ด !


“น..นาย ชื่ออะไรนะ !!!” แจมินที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปเพราะฤทธิ์ยาสะดุ้งด้วยความตกใจ ดวงตากลมเบิกตาโพล่งมองคนที่อยู่ดีๆ ก็เปิดประตูพรวดเข้ามาอย่างแรงจนบานประตูกระแทกกับผนังกำแพงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง


“แจมินครับ” คนตัวผอมตอบงงๆ พร้อมกับพยุงตัวขึ้นนั่งบนเตียงช้าๆ เท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหวัดอย่างที่คนอื่นว่าจริงๆ นั่นแหละ


“ไม่สิ เอาเต็มๆ”


“นาแจมิน” แจมินตอบออกไปอย่างไม่มั่นใจ แม้ว่านั่นจะเป็นชื่อของตัวเองก็ตาม ทำไมอีกฝ่ายต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นด้วย มันทำให้เขาเริ่มกังวลว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไรกับชื่อเขารึเปล่า


“โอ้มายก้อด !!” มาร์คตะโกนออกมาเสียงดังลั่นจนแจมินหลับตาปี๋ ในใจได้แต่กู่ร้องว่าเกิดอะไรขึ้น ซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะโดนมือของอีกฝ่ายคว้าหมับเข้าที่แขน “นานะคือชื่ออีกชื่อของนายรึเปล่า”


“คุณรู้จักชื่อนั้นได้ยังไง”


“โอ้มายก้อด!!!” อีกแล้ว ! ตะโกนแบบนี้อีกแล้ว แจมินรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่เขาไม่ได้หูดีเหมือนกับพวกแวมไพร์ ไม่อย่างนั้นเขาต้องหูแตกเพราะมาร์คแน่ๆ แล้วอีกฝ่ายกำลังตกใจอะไรกันแน่ เขาไม่เข้าใจเลย


“นี่มันสุดยอดไปเลย”


“ครับ?”


“นายเป็นลูกคนเล็กของตระกูลอู๋? โคตรตื่นเต้นเลยอะ ไม่คิดว่าจะมีบุญได้คุยกับองค์ชาย” เตนล์ที่ลอบยืนสังเกตการ์ณมองสีหน้าของแจมินที่แทบจะเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำว่าองค์ชาย


“เอ่อ ผมไม่..”


“ไม่อะไร นาย เอ้ย คุณเป็นองค์ชายก็ถูกแล้วนี่” มาร์คที่ตอนแรกนั่งอยู่บนเตียงของแจมินก็เปลี่ยนลงมานั่งที่พื้นข้างเตียงทันที เตนล์เองก็เดินมานั่งลงที่พื้นข้างๆ กับมาร์ค ส่วนคนตัวผอมบนเตียงก็ยิ่งร้อนรนพลางทำหน้าจะร้องไห้ออกมา


“พูดกับผมเหมือนปกติเถอะครับ ผมไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แล้วก็ลุกขึ้นยืนเถอะครับ” แจมินพยายามดึงมือของมาร์คกับเตนล์ให้ลุกขึ้นมาแต่ทั้งสองก็ขืนตัวไว้ จนคนไม่มีแรงอย่างแจมินร่วงลงจากเตียงไปตามแรงขืนของทั้งสอง


ตุบ !


“โอ้ย ยัยตาโตฉันเจ็บนะ” มาร์คโวยวาย แต่แขนของตัวเองกลับโอบรัดรอบตัวแจมินเอาไว้แน่น ทั้งยังยินยอมจะเป็นเบาะให้แจมินแต่โดยดี


“เพราะแบบนี้ถึงได้กังวลเรื่องที่เป็นมนุษย์งั้นหรอ” เตนล์นอนมองเพดานห้องก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา มาร์คมองหน้าเตนล์ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเสี้ยวหน้าขาวซีดของคนบนตัว


“หรือว่าครอบครัวไม่ยอมรับ?” มาร์คก้มลงถามคนบนตัว แต่ก็ได้รับแต่ความเงียบตอบกลับมา “เฮ้ หลับไปแล้วหรอ” มือเรียวแตะลงบนใบหน้าขาวซีดก่อนจะพบความร้อนจากอุณภูมิร่างกายของเด็กตัวผอมที่ดูเหมือนจะสูงเกินไป


“เฮ้ยย ตัวร้อนจี๋เลย พี่เตนล์ ยัยตาโตไข้ขึ้นแล้ว โอ้ย เตียงอุ่นๆ มีให้นอนไม่นอน แต่ไปนอนในสวนดอกไม้หนาวๆ เป็นบ้าไปแล้วหรอ” มาร์คบ่นไปรีบอุ้มตัวอีกคนให้ขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ ไป เตนล์วิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูที่ชุบน้ำจนหมาด มาร์ครับผ้าขนหนูจากเตนล์มาก่อนจะซับลงบนใบหน้าขาวซีดเบาๆ


“ไข้ขึ้นจริงๆ ด้วย ดีนะเมื่อกี้กินยาไปแล้ว”


“เฮ้อ แล้ววันนี้จะไปเรียนไหวไหมเนี่ย” ทั้งคู่หันกลับไปมองคนที่นอนซมอยู่บนเตียงแล้วลงความเห็นกันว่ายังไงวันนี้แจมินก็คงลุกจากเตียงไม่ไหวแน่ๆ


แต่พวกเขาคิดผิด


.

.


“แค่ก” มาร์คทำตาโตแล้วสำลักน้ำที่เพิ่งดื่มออกไปอย่างรุนแรงจนเตนล์ต้องช่วยลูบหลัง นิ้วเรียวสั่นๆ ชี้ไปทางคนตัวผอมที่ถือถาดอาหารเดินเข้ามาในบริเวณโรงอาหารกลางของโรงเรียน


ยัยตาโตต้องนอนหลับอยู่ในห้องนอนสิ แล้วไหงมาที่โรงอาหารได้ ไหวแล้วรึไง !!


“ยัย..” มาร์คถึงกับพูดไม่ออก แจมินที่เอาแต่เดินก้มหน้าคงไม่ทันสังเกตเห็นพวกเขา มาร์คมองบรรยากาศโดยรอบที่แปรเปลี่ยนทันทีที่แจมินเดินเข้ามา ไม่ว่าจะพวกแวมไพร์ชั้นธรรมดาเอย หรือพวกแวมไพร์ชั้นสูงอย่างพวกองค์รัชทายาทที่พากันจ้องแจมินกันเขม็ง มาร์คไม่แปลกใจเลยสักนิดที่แจมินเกร็งขนาดนั้น ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยมันคงจะน่าแปลกใจกว่าอีก ก็เล่นโดนจ้องกันซะขนาดนี้


“ดูมนุษย์คนนั้นสิ ไปนั่งกินข้าวในเขตของพวกองค์รัชทายาทได้ยังไงกัน ตัวเองก็เป็นแค่พวกชั้นต่ำก็เท่านั้นเอง”


“เหอะ คิดว่าเป็นคู่หมั้นเจโน่แล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรอ?”


“ถ้าเจโน่รักหละก็ว่าไปอย่าง นี่แค่ชายตามองยังไม่เห็นทำเลย”


“ได้ยินว่าพวกเขาต้องแต่งงานกันเพราะพ่อแม่หละ”


มาร์คมองคนตัวผอมที่ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวโดยไม่สนใจบทสนทนาข้างต้นเลยแม้แต่น้อย เขาลอบสังเกตสีหน้าของแจมินสลับกับเครือญาติของอีกฝ่าย แจมินนั้นนิ่งมากไม่แสดงสีหน้าใดๆ ทั้งสิ้น แต่มาร์คเห็นหรอกว่ามือขาวๆ นั่นกำลังสั่น ส่วนทางพวกองค์รัชทายาท มีเพียงวินวินเท่านั้นที่ดูไม่พอใจ แวมไพร์หนุ่มจะลุกขึ้นยืนหลายทีแต่ก็โดนฝาแฝดดึงไว้ก่อน ส่วนคนอื่นๆ ยังคงตีหน้านิ่งต่อไป รวมถึงคู่หมั้นอย่างอีเจโน่ก็เช่นกัน


“นี่..” แจมินเงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ข้างหลังเขามีเพื่อนตามมาด้วยอีกหลายคน ทั้งหมดพากันมองแจมินด้วยท่าทีดูถูก ก่อนจะพูดต่อ “ที่ตรงนี้เป็นที่สำหรับองค์รัชทายาทเท่านั้นนะ คนชั้นต่ำแบบนายหนะ ไปนั่งกับถังขยะตรงนั้นไป”


“ขอโทษครับ”  แจมินพูดเสียงเบา ก่อนจะยกถาดอาหารลุกขึ้นยืน ดวงตากลมมองไปตามทางที่ชายหนุ่มชี้ มันเป็นที่นั่งข้างๆ ถังขยะในโรงอาหารนั่นเอง คนตัวผอมเม้มปากแน่น ในจังหวะที่กำลังจะเดินไปตามที่อีกคนชี้จริงๆ แขนขาวก็โดนคว้าเอาไว้ก่อน


“แล้วแวมไพร์ธรรมดาแบบพวกนายนี่สูงส่งนักรึไงกัน เอ๊ะ ที่ตรงนี้มันเป็นที่สำหรับองค์รัชทายาทนี่นา แล้วพวกชาวไพร่เอ้ย ชาวบ้าน เอ้ย แวมไพร์ธรรมดาๆ แบบพวกนายเข้ามาในนี้ได้ยังไงกันนะ”


“พ..พี่เตนล์” แจมินมองคนที่เข้ามาหาเขาด้วยสายตาอึ้งๆ อันที่จริงก็อึ้งกันทั้งโรงอาหารนั่นแหละ มาร์คที่นั่งอยู่ที่โต๊ะยังตกใจเลยว่าเตนล์ลุกออกไปตอนไหน


“เหอะ ที่มานั่งว่าคนอื่น ปาวๆ เนี่ย เพราะมีปมเรื่องที่ตัวเองก็เป็นแค่พวกแวมไพร์ชั้นธรรมดาใช่ปะ พอเห็นพวกเราเข้าหน่อยก็เลยมาทำยืด บอกไว้ก่อนเลยนะ มันไม่ทำให้พวกนายสูงขึ้นหรอก แต่มันดูน่าสมเพชมากกว่า” มาร์คที่ตามมาทีหลังก็ไม่ยอมน้อยหน้า อันที่จริงถึงแจมินจะเป็นมนุษย์แต่ก็มีศักดิ์เป็นลูกคุณอี้ฝานหรือจะมาร์คที่เป็นลูกของคนในราชวงศ์อย่างยองโฮก็มีอำนาจใหญ่กว่าไอ้พวกธรรมดานี่แท้ๆ แต่ก็ไม่อยากจะพูดให้เปลืองน้ำลายจริงๆ


“นาย !”


“ทำไมครับ ผมพูดผิดตรงไหนหรอ จะบอกอะไรให้นะ คนที่เขาสูงส่งจริงๆ เขาไม่มานั่งพูดหรอกว่าเขาสูงขนาดไหน โอ๊ะ อย่าโวยวายครับ ไม่เชื่อก็หันไปถามองค์รัชทายาทที่นั่งอยู่ทางโน้นดู เผื่อจะได้รับคำตอบดีๆ” มาร์คชี้ไปทางกลุ่มแวมไพร์ที่สูงสุดในบรรดาแวมไพร์ แวมไพร์ตรงหน้าหันมองตามนิ้วของมาร์คไปก่อนจะสะดุ้ง เมื่อพบสายตาขององค์รัชทายาทที่จ้องมองมาทางพวกเขาอยู่ตลอดเวลา


สำหรับพวกมนุษย์ธรรมดาอย่างพวกมาร์คอาจจะคิดว่าพวกรัชทายาทแค่มองมาเฉยๆ แต่สำหรับแวมไพร์ด้วยกันแล้ว พวกเขาเห็นถึงรังสีดำมืดที่แผ่ออกมาจากแวมไพร์ชั้นสูงที่ยั่งอยู่อีกฝั่งของโรงอาหารลอยฟุ้งอยู่ในบรรยากาศจนตัวเกร็งไปหมด


“พี่เตนล์..ม..มาร์ค”


“ยัยตาโต มานั่งกับฉัน” มาร์คลีพูดเสียงลอดไรฟัน เขากำลังหงุดหงิด คนที่โตมาจากเมืองนอกลากแขนแจมินให้เดินตามตัวเองไปโดยที่ไม่รอให้แจมินได้ตอบรับอีกตามเคย


“นี่คงไม่คิดจะไปนั่งตรงนั้นจริงๆ หรอกใช่ไหม ยังเห็นคุณค่าของตัวเองอยู่รึเปล่า” พอนั่งลงได้มาร์คลีก็บ่นทันที นิ้วเรียวจิ้มหน้าผากร้อนๆ ของแจมินหลายๆ ทีด้วยความหงุดหงิด ให้ตายสิมันน่าโมโหชะมัด ทั้งๆ ที่แจมินก็เป็นรัชทายาทอันดับ2 ในคิงอี้ฝานแท้ๆ นี่มันลูกชายคนเล็กของคริสอู๋เลยนะ ตระกูลอู๋เลยนะเว้ย !!


“หยุด ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น กินไป หลังจากนั้นเรามีเรื่องต้องคุยกัน” มาร์คนั่งมองแจมินที่นั่งกินข้าวตัวลีบ พวกรัชทายาทที่เหมือนจะกินข้าวเสร็จแล้วก็พากันลุกขึ้นยืน มาร์คมองตามพวกรัชทายาททุกการเคลื่อนไหว จนหนึ่งในนั้นเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา ดวงตาคมที่จ้องมองมาทำเอามาร์คแอบกลัวเล็กน้อย แต่เขาก็ยังถลึงตาจ้องกลับไปอยู่ดี


“กินข้าวเสร็จแล้วตามมาที่ทูร์รินด้วย” แทยงเดินเข้ามาที่ข้างโต๊ะ คนตัวสูงเอาแต่จ้องน้องชายแท้ๆ ที่ก้มหน้าไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน บรรยากาศอึดอัดปกคลุมที่โต๊ะอาหารทันทีจนคนนอกอย่างมาร์คกับเตนล์ยังรู้สึกอึดอัด ส่วนเจ้าตัวน้องชายแท้ๆ นั้นมือสั่นตัวสั่นไปแล้วเรียบร้อย


“นะแจมิน” แทยงพูดเสียงอ่อน อ่อนจนมาร์คยังแอบขนลุกกับเสียงสองของรัชทายาทหน้าดุคนนี้ แจมินเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่อย่างน่ารักก่อนจะพยักหน้าขึ้นลง แทยงเหลือบมองหน้ามาร์คเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับแจฮยอนที่ยืนรออยู่


มาร์คแทบจะเลิกกินข้าวต่อโดยสมบูรณ์แบบ มือขาวเปลี่ยนจากจับตะเกียบมาเป็นนั่งเคาะโต๊ะไปเรื่อยๆ แทน แล้วก็จ้องแจมินไปด้วย หลังจากที่จ้องมานาน มาร์คก็ค้นพบว่าแจมินกำลังถ่วงเวลา


ครืด !


“เอ่อ..คุณจะทำอะไร..” แจมินยังพูดไม่ทันจบ เขาก็โดนมาร์คคว้าแขนแล้วลากให้เดินตามไป แจมินที่ไม่ค่อยจะมีแรงอยู่แล้วจึงต้องยอมเดินตามมาร์คไปแต่โดยดี


“เฮ้ย มาร์คเบาๆ น้องป่วยอยู่นะ” เตนล์ที่วิ่งตามหลังมาพยายามเตือนสติรุ่นน้อง แต่เจ้าเด็กฝรั่งก็ยังคงลากแจมินวิ่งต่อไปจนเตนล์กลัวว่าแจมินจะล้ม


ดวงตากลมมองปราสาทที่อยู่ตรงหน้าตัวเองก็ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาเริ่มรับรู้ถึงชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองในไม่ช้า เขากำลังต้องเผชิญหน้ากับญาติของตัวเอง


“ไม่ใช่คนในราชวงศ์เข้าไม่ได้” ทหารคนเดิมพูด ดวงตาคมกริบมองมือของมาร์คที่บีบข้อมือของแจมินไว้แน่น จนมาร์คต้องยอมคลายออกเพราะแอบกลัวสายตากดดันที่คนตัวใหญ่กว่าแผ่ออกมา


“ฉันจะพาแจมินไปพบพี่ชายของเขา !” พอมาร์คพูดแบบนั้น ทหารยามก็หันมามองหน้าแจมินทันที


“ผมต้องเข้าไปขออนุญาติท่านแทยงก่อนครับ” ทหารตรงหน้าพูดกับแจมินก่อนจะเดินหายเข้าไปในปราสาท มาร์คกอดอกด้วยความไม่พอใจ เมินกันชัดๆ เมินกันจะๆ ทหารยามมันเมินมา์รคลี


“ทำไมต้องทำท่าประหม่าขนาดนั้นด้วย” มาร์คมองคนตัวผอมที่เอาแต่ยืนทำหน้าตาเลิ่กลั่กอยู่ข้างๆ


“…”


“นายไม่เคยคุยกับพี่ชายของนายรึไง”


“ไม่ได้เจอมาเกือบสิบปีแล้ว..” มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูง เป็นพี่น้องกันภาษาอะไรวะไม่เจอกันมาสิบปีเนี่ยนะ จะบอกว่าทะเลาะกันก็ไม่น่าใช่ เมื่อกี้แทยงก็ยังทำเสียงสองใส่แจมินอยู่เลยด้วยซ้ำ


“ห๊ะ งั้นญาติหละ นายคงเคยเจอญาติสินะ” มาร์คหัวเราะแห้งๆ


“ไม่รู้จักใครเลย..” คนตัวผอมข้างๆ ส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า


“ห๊ะ ! ไม่รู้จักญาติเลยเนี่ยนะ” มาร์คทำท่าจะพูดอะไรต่ออีก แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อเห็นใครบางคนเดินออกมาพร้อมกับทหารคนเดิม


“ขอโทษนะน้องมาร์ค ตอนนี้คงให้เข้าไม่ได้หนะ ไว้วันหลังนะ” แจมินเงยหน้าขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของแจฮยอน ดวงตากลมโตมองแจฮยอนด้วยท่าทางตื่นๆ เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างกาย แจฮยอนไม่รู้สึกอะไรกับมาร์คที่มีหน้าเหมือนกับมินฮยอนเลยงั้นหรอ


“อ..อืม” มาร์คมองหน้าคนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า อะไรจะหล่อขนาดนั้น หล่อจนเขาเกือบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอเลยด้วยซ้ำ จะว่าไปคนรอบๆ ตัวแจมินก็มีแต่คนหน้าตาดีทั้งนั้นเลย จะเกร็งบ้างก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่


“ไม่อืมสิ ครับ สิคะ” แจฮยอนยิ้มจนแก้มบุ๋มแล้วก้มหน้าลงมาใกล้ๆ กับมาร์คจนมาร์คต้องย่นคอหนี


“..เอ่อ..ครับ” นั่นแหละ มาร์ครู้สึกเหมือนแจฮยอนกำลังจะขโมยเสียงของเขาไป พอเขาตอบกลับไป อีกฝ่ายก็ยืนหลังตรงแล้วยิ้มออกมาจนแก้มบุ๋มอีกครั้ง


“ดีมาก..เราไปกันเถอะแจมิน”


“อ่า..ครับ” แจมินตอบเสียงเบา แล้วเตรียมจะเดินตามหลังแจฮยอนเข้าไป มาร์คที่มองสีหน้าของแจมินก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา เด็กหนุ่มคว้าแขนของแจฮยอนไว้ แต่ก็ต้องรีบปล่อยอย่างรวดเร็ว เพราะตกใจกับความเย็นของมือของอีกฝ่าย


“มีอะไรครับมาร์ค” โอ้ย เปลี่ยนจากแวมไพร์ไปเป็นเทพบุตรไหม อะไรจะเจนเทิลแมนขนาดนั้น


“จะไม่แกล้งแจมินใช่ไหม..ครับ”


“หึ ไม่มีใครแกล้งแจมินหรอก สบายใจได้ ขอบคุณที่เป็นห่วงแจมินนะครับ” แจฮยอนยิ้มให้กับมาร์ค ใบหน้าหล่อหันมาพยักหน้าให้กับแจมินแล้วเดินนำเข้าไปในตัวปราสาท ร่างผอมที่เดินตามแจฮยอนนั้นเกร็งจนแวมไพร์หนุ่มนึกสงสาร มือใหญ่ที่แสนจะเย็นเฉียบนั้นก็เลยคว้ามือผอมมากุมเอาไว้เสียแน่น แล้วพาเดินไปด้วยกัน



“แม่ง โคตรน่าโมโหเลยหวะ ดูที่พวกนั้นพูดกับน้องเราดิ”


“เออดิ อยากจะต่อยปากมันจริงๆ เลย”


“เหอะ ทำเป็นพูด”


“อ้าว น้องวินวินทำไมพูดแบบนี้หละครับ”


“แล้วเด็กที่เข้ามาช่วยนั่นใช่มินฮยอนรึเปล่า”


“ไม่..”


“น้องมาแล้ว”



แจฮยอนพาเขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบานประตูบานหนึ่ง แจมินได้ยินเสียงโครมครามที่ดังมาจากภายในห้องจนต้องหลับตาปี๋ ก่อนจะหันมามองหน้าแจฮยอนเป็นเชิงถาม อีกฝ่ายก็เพียงแค่ยิ้มตอบกลับมาก็เท่านั้น คือในห้องไม่ได้เกิดสงครามอยู่ใช่ไหม


“เฮ้ย..” เสียงอุทานเบาๆ ดังขึ้นทันทีที่แจฮยอนพาเขาเข้ามาในห้อง แจมินค่อนข้างมั่นใจว่าเสียงนั้นคือเสียงของพี่ชายของเขา เพราะหลังจากนั้นมือของแจฮยอนก็ถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมเงยหน้ามองบรรยากาศรอบๆ ห้องเพียงแค่ครู่เดียวก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนเดิม เห็นได้ชัดเลยว่าอยู่ครบทั้งตระกูล


“ไอ้แจฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่งกับน้องฉัน” แทยงไม่ได้ตวาดแต่ทำเสียงคำรามใส่เพื่อนแทน แน่นอนว่าไม่มีใครกลัวหรอก นอกจากจะยิ้มขำกับความหวงน้องก็เท่านั้น จะมีก็แต่มนุษย์น้อยอย่างแจมินนั่นแหละ ที่สะดุ้งไปหลายทีแล้วกับอารมณ์รุนแรงของพี่ชายที่หวงน้องเกินเหตุ


“โอ้ย ไอ้คนขี้หวง หวงจนน้องมันไม่รู้จักใครแล้วเนี่ย”


“เออดิ เวลาเขามีปาร์ตี้รวมญาติกัน พวกเราถึงไม่ได้เจอน้องมันสักที” แล้วเสียงฮาครืนก็ดังขึ้นมาพร้อมกันทันที จริงอย่างที่คนแปลกหน้าว่า แจมินรู้จักกับบ้านของมินฮยอนแค่บ้านเดียว เพราะมินฮยอนนั้นเป็นคนรักของแทยง พวกเขาจึงได้เจอกันบ่อยๆ ผิดกับครอบครัวอื่นๆ


“น้องแจมิน” ไหล่บางของแจมินสะดุ้งขึ้นมาทันทีกับเสียงเรียก ดวงตากลมจ้องมองคนที่เรียกชื่อตนเองด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ


“เฮ้ยเงียบไปเลยฮันซล น้องเขากลัวนายแล้ว”


“น้องแจมินกลัวพี่หรอครับ” ฮันซลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือใหญ่ยื่นมาตรงหน้า คนตัวเล็กก็ตอบกลับด้วยการถอยหลังทันที คนตัวสูงผงะด้วยความตกใจ ในจังหวะนั้นเองแจมินก็เหมือนจะรู้สึกวูบไป รู้สึกตัวอีกที ตัวเองก็ร่วงลงไปอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคนแล้ว


“แจม” เจโน่ที่เป็นคนวิ่งเข้ามารับร่างของแจมินได้อย่างทันท่วงที ทั้งยังเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบา ร่างของแจมินนั้นร้อนผ่าวจนผิดสังเกต เจโน่มองอีกคนตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว ท่าทางที่ดูอ่อนแรงและดูมึนงงนั่นก็พอจะช่วยเป็นคำตอบให้อย่างดี ยิ่งพอถึงตอนที่เดินเข้ามาถึงแล้ว แจมินยังมีอาการเซหลายครั้ง แต่คนอื่นคงไม่ทันสังเกตเพราะมัวตื่นเต้นกับการเจอน้องชายคนเล็กอยู่ น่าอับอายจริงๆ ที่อุตส่าห์เกิดมาเป็นแวมไพร์


วินาทีนั้นราวกับโลกทั้งใบของแจมินถูกหยุดเวลาเอาไว้ ดวงตากลมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนราวกับต้องการจะค้นหาสิ่งที่อยู่ในดวงตาคู่นั้น


ราวกับว่าเขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ราวกับว่าครั้งแรกที่เขาเจอกับเจโน่ไม่ใช่ที่หน้าหลุมศพของมินฮยอน


“น้องแจม” แทยงรีบเดินเร็วๆ เข้ามาหาเจโน่ทันที คนเป็นพี่แตะแขนน้องชายเบาๆ แล้วพยายามจะดึงร่างของน้องชายตัวเองให้ออกมาจากอ้อมแขนของเจโน่ “คืนน้องฉันมา”

“….”

“น้องฉัน ฉันดูแลเองได้” แทยงกดเสียงต่ำ ฉับพลันดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง หากแต่แทนที่คนเด็กกว่าจะกลัว แต่ไม่เลย แถมยังทำหน้าเมินเฉยได้อย่างน่าโมโหอีกด้วย


“แต่นี่คู่หมั้นผม”


“เอ้าเว้ยย มาว่ะ” เสียงโห่ร้องยิ่งทำให้แจมินรู้สึกเวียนหัวมากกว่าเดิมซะอีก เขาไม่ได้หมดสติ แต่แค่ไม่มีแรงก็เท่านั้น พอรู้สึกตัวว่าใบหน้าของตัวเองกำลังซุกอยู่กับแผ่นอกที่เย็นเฉียบของใครบางคน กับประโยคที่แวมไพร์หนุ่มพูดไปเมื่อกี้พาลทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล


“คู่หมั้นแล้วยังไงวะ ก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิดไม่ใช่หรอ”


“…” ไม่มีเสียงตอบรับจากเจโน่ พาลทำให้แจมินรู้สึกโหวงอยู่ในใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องรู้สึกเสียใจด้วย

“อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย พาน้องไปพักก่อนดีกว่า ท่าทางไม่ค่อยดีนะ” แจฮยอนพยายามเดินเข้ามาห้ามศึก แทยงทำหน้าบึ้งก่อนจะยอมถอยห่างออกมาแต่โดยดี เจโน่เหลือบมองแจมินที่เหมือนจะหมดสติไปแล้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินอุ้มอีกฝ่ายขึ้นไปบนบันไดของปราสาท


“มันน่าโมโหชะมัด” แทยงกอดอกพึมพำ ดวงตาสีแดงจ้องมองร่างของน้องเขย(?)ที่กำลังอุ้มร่างน้องชายของตัวเองขึ้นไปพักผ่อนบนห้องจนลับตา โมโหที่ท่านพ่อทำอะไรไม่ปรึกษาตัวเองด้วย ตัวเขาเองที่เป็นพี่ชายของแจมินแท้ๆ กลับต้องมารู้เรื่องของน้องชายพร้อมกับคนอื่น แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเขารู้ เขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด


“ให้เวลาน้องๆ มันหน่อย” แจฮยอนตบไหล่เพื่อนสนิทตัวเองเบาๆ ส่วนผู้ร่วมเหตุการณ์คนอื่นก็พากันนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ



“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”


“คุณมาร์คครับ เข้าไม่ได้นะครับ อย่าให้ผมต้องใช้กำลังเลย”


“เสียงเอะอะอะไรกัน” แทยงพึมพำเสียงเบา ไม่นานเขาก็ได้รับคำตอบ เมื่อเห็นร่างของเด็กมนุษย์ที่วิ่งเข้ามาในห้องโดยที่มีทหารองค์รักษ์วิ่งตามมาอีกที


“น้องมาร์ค? พี่บอกแล้วไงว่าเอาไว้วันหลัง” มีเพียงแจฮยอนคนเดียวที่ยิ้มออกมาในสถานการณ์แบบนี้ แทยงมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยิ้มจนแก้มบุ๋มสลับกับในหน้าของเด็กมนุษย์


เหมือนมินฮยอนไม่มีผิด


“นี่ ! สรุปว่าพวกนายไม่ได้กีดกันแจมินเพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่แวมไพร์ใช่ไหม” แวมไพร์ภายในห้องพากันเบิกหน้ากว้าง สายตานับสิบคู่ก็หันมาจ้องมาร์คเพียงแค่คนเดียว


“ห๊ะ?” แวมไพร์หลายคนในห้องพากันร้องออกมาเสียงหลง ทุกคนพากันทำหน้างงกับคำพูดของมาร์ค ก่อนที่จะเริ่มหัวเราะออกมาเบาๆ


“นี่คิดไปถึงไหนวะ”


“แล้วทำไมตอนแจมินโดนแกล้งเมื่อกี้ถึงไม่สนใจเลยวะ”


“ดูพูดจา ไม่สนใจบ้าอะไร เจโน่กำลังจะลุกแล้วโว้ยถ้าแกไม่เข้ามาขัดก่อน”


“เหอะ ทำมาเป็นพูด” มาร์คเบะปาก เจโน่เนี่ยนะจะลุก ทั้งๆ ที่ตอนเกิดเรื่องเจ้าตัวยังดูเหมือนอยู่ในโลกของตัวเองด้วยซ้ำ


“นายนั่นแหละเงียบไปเลยมินฮยอน”


“บอกว่าไม่ได้ชื่อมินฮยอนอะไรนั่นไง ชื่อมาร์ค เข้าใจไหม” มาร์คโวยวายออกมาอย่างหงุดหงิด นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้กับการโดนเข้าใจผิดแบบนี้ ทุกคนในห้องพากันเงียบเสียงลง มีเพียงแจฮยอนกับแทยงที่ดูจะเงียบหนักกว่าคนอื่น เมื่อพวกเขาต้องยอมรับว่าคนตรงหน้าคงไม่ใช่มินฮยอนอย่างที่พวกเขาหวังจริงๆ


“เขาพูดถูก มินฮยอนไม่มีนิสัยแบบนี้หรอก พวกนายก็รู้” แจฮยอนพูดเสียงเรียบ เขายอมรับว่าเขาหวังไว้ลึกๆ ว่าคนตรงหน้าคือพี่ชายของเขา มาร์คในตอนนี้อาจจะเป็นมินฮยอนที่กำลังความจำเสื่อมอยู่ก็ได้ แต่ยังไง เขาก็ต้องยอมรับว่าพี่ชายของเขาไม่อยู่แล้ว


“พูดแบบนี้หมายความว่าไงหนะ”


“หมายความแบบที่พูดนั่นแหละครับ” แจฮยอนยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยเสียจนมาร์ครู้สึกเศร้าตาม คนที่ชื่อมินฮยอนนั้นมีความหมายกับทุกคนที่นี่สินะ


“ขอโทษครับ” มาร์คพูดออกมาเสียงเบา อยู่ดีๆ ความรู้สึกผิดก็โถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยที่เข้าไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องรู้สึกผิดมากขนาดนี้


“โดยอง พาน้องมาร์คกลับไปก่อน แล้วก็ไม่ต้องห่วงแจมินไปหรอก ทุกคนที่นี่ก็ห่วงแจมินไม่แพ้น้องมาร์คหรอก”



มาร์คมองแจฮยอนที่เดินออกไปจากห้องจนลับตา ก่อนที่เขาจะเห็นโดยองเดินเข้ามาหา ดวงตาเรียวมองบรรยากาศอึมครึมภายในห้องเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก้มหน้าลงยอมเดินตามโดยองออกไปแต่โดยดี เขาเป็นคนทำให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้เองสินะ


“พี่ครับ..คนที่ชื่อมินฮยอนเขาหน้าเหมือนผมงั้นหรอ” มาร์คมองโดยองที่เดินนำอยู่ข้างหน้า แม้แต่โดยองก็ยังไม่ยอมพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ


“..ครับ พวกคุณเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะหน้าตา เสียง หรือแม้แต่ไฝที่ข้างแก้ม” คนตัวสูงหยุดเดินตรงหน้าประตู ก่อนจะหันหน้ากลับมาสบตากับมาร์ค


“เขาเป็นใครหรอครับ”


“คุณมินฮยอนเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลจางครับ” มาร์คชะงักทันที ตระกูลจางงั้นหรอ ใช่ตระกูลของแจฮยอนกับเจโน่รึเปล่านะ


“แล้วตอนนี้เขาหายไปไหนหละครับ หนีออกจากบ้านงั้นหรอ” มาร์คถามอย่างสงสัย แต่สีหน้าของโดยองกลับบิดเบี้ยวไปจนเขารู้สึกว่าตัวเองจะถามสิ่งที่ไม่ควรถามซะแล้ว


“คุณมินฮยอนตายแล้วครับ”


“ว่าไงนะ..”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

578 ความคิดเห็น

  1. #560 kopai0901 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 11:35
    ยัยเธอแจมมมมมมมมคนรักคนหลงหนูทั้งตระกูลค่ะลูกขาา
    #560
    0
  2. #490 JMHC (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 15:18
    สงสารน้องแจม แง มาพูดแบบนี้ใส่น้องได้ยังไง โมโหนะ!! ขอบคุณมาร์คกับเตนล์มากจริงๆที่มาช่วยปกป้องน้อง เรื่องของมินฮยอนทำทุกคนเศร้าหมดเลย แง แต่มันก็น่าเศร้าจริงๆแหละ
    #490
    1
    • #490-1 JMHC(จากตอนที่ 4)
      31 มีนาคม 2562 / 15:19
      เจโน่ก็ซึนเหมือนเดิมมม เป็นห่วงแต่ชอบเก๊ก หมั่นไส้555
      #490-1
  3. #477 mylittleb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 01:28
    ระวังไว้นะโน่ปากแข็งมากๆ
    #477
    0
  4. #447 Hiphophop (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 21:36
    ยัยตาโตตตตต แงแอ ทำไมเขิน เดี๋ยวว5555555555555
    #447
    0
  5. #411 puchan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 19:17
    เราว่ามาร์คต้องหลงรักแจมแน่ๆ

    โน่ปากแข็ง
    #411
    0
  6. #388 LoveD.O. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 20:58
    เป็นห่วง สะกดอย่างนี้นะเจโน่ อิอิ
    #388
    0
  7. #296 zkywalker (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 18:58
    ห่วงก็ห่วงไปเด้ ใครห้าม ถามจริงเจโน่ เก๊กอยู่นั่น
    #296
    0
  8. #284 Pattho (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 12:19
    โอ้โห เห็นนิ่งๆงี้เดือดคนแรกเลยนะพี่โน่ ไม่พอยังแอบสังเกตแล้วรีบมารับไว้ทันท่วงทีอีก ง่อวววว
    #284
    0
  9. #189 xxxminmin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 15:50
    มาค่ะพี่โน่อย่านิ่งดูดายดูแลน้องแจมด้วยค่า จะยกน้องแจมให้ม้าคแล้วดูแลดีสุด ชอบตอนที่ช่วยกันปกป้องน้องกับพี่เตนล์มีความรวมพลังช่วยน้องแจม
    #189
    0
  10. #155 P'lu N'hun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 21:46
    เจโน่ทำดีมากลูก 'แต่นี้คู่หมั้นผม'ชอบประโยคนี้มากกก
    #155
    0
  11. #148 PaSeWoHunThai94 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 13:23
    ตอนนี้เขินเจโน่บ่อยมากก พ่อคนซึนเดเระห่วงน้องไปอี๊กกก พี่เเทยงก็หวงน้องจังเลยเเต่เว้นน้องเขยนิดนึงใช่มั้ย55555?5 น้องมาร์คนี่ฮีโร่มาก ปกป้องยัยดีจัง คุณพิมัค อ่านไปกี่ตอนก็หวังให้พระเอกออกมาบ่อยๆบ้าง55555555
    #148
    0
  12. #116 Innocence (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 16:57
    เอาแล้วว้อยยยยยยย จ้าาา คู่หมั้น แหมมม พี่แทยงคะ เลิกหวงน้องนิสนุงเนาะ -////- เขินจริงๆนะตินที่เจโน่เป็นห่วงแจมินอ่ะ ฮือออ น้องมาร์ค ชอบมาก ตกลงมันยังไงๆอยู่นะ ทำไมถึงเหมือนกันขนาดนี้
    #116
    0
  13. #109 porkpak111 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 14:39
    ค่าตัวเจโน่แพงมากอ่ะ จะออกมาแต่ละที อาแมะคนนี้ลุ้นแล้วลุ้นอีก แต่ชอบซีนที่เรียกแจมพร้อมกับไปรับตอนน้องกำลังจะล้มเนี่ยแหละใช่เลยพ่อพระเอก
    #109
    0
  14. #85 ASLosecontrol (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 15:56
    ตกลงจะเอายังไงกันเนี่ยพี่มัค จะสนใจหรือไม่สนใจกันแน่อ่า เอาให้แน่ๆสิ แต่ตอนเรียกว่าแจมนี่ละลายเรยอ่า><
    #85
    0
  15. #84 พี่จิ้งแต่ไม่จอกนะ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 10:10
    เจโน่นี่ตกลงจะแคร์หรือไม่แคร์ อะไรฟาคคคคคคคคคค
    #84
    0
  16. #83 PMLARI (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 23:50
    ถ้าเค้าไม่มีคู่ของเค้าอยู่แล้ว ฉันเกือบยกยัยน้องแจมให้เจ้ามาร์คเลย เอ็นดูวววว น่ารักกับน้องอะไรแบบนี้ เป็นที่พักพิงที่ดีให้ร้องนะครับมาร์ค
    #83
    0
  17. #81 bunnyxfox (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 23:19
    งึ้ยยย ยัยตาโตต >< มาร์คเรียกน้องแจมได้น่ารักมากๆ แง้ แต่โอ้ยย ตอนถามชื่อแจมินว่าใช่นานะรึเปล่า นี่ตลกมาร์คมาก โอ้มายก้อด!!! 5555555555 โอ้ยย แต่ถ้าเจอคนแบบมาร์คนี่ก็รู้สึกกลัวจริงๆนั่นแหละ ตรงซะจนน่ากลัว ถามตรงมาก 55555555 ฮื้อออ ส่วนพิโน่นี่แอบเดินตามเขาไปในห้องสมุดด้วย ละเอาเสื้อคลุมให้ด้วยนะ แหม เป็นห่วงเขาแต่ก็เมินเขา พูดจาไม่ดีใส่เขา เฮอะ ยกยัยตาโตให้มาร์คซะเลยดีมั้ยนะ
    #81
    0
  18. #80 MarisaSINs (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 10:16
    อยากมอบแจมให้น้องมาร์คเลยค่ะ เจโน่เดี๋ยวผีเข้าผีออกพี่เดาใจไม่ถูกเลยว่ารู้สึกไรอยู่
    #80
    0
  19. #79 baz_dii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 09:44
    มีวูบนึงอยากให้แจมชอบมัค แต่พอพิ่โน่พูดว่าแจม เท่านั้นล่ะ555555555555555 กลับเรือค่ะกัปตัน!!!
    #79
    0
  20. #78 wareeandsoul (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 01:05
    ตอนนี้ดีมากๆค่ะ ชื่นชมน้องมาร์ค หนูดูแลน้องแจมได้ดีจริงๆ มาดพี่ชายสุดๆ ช่วยปกป้องน้องด้วยนะคะ TT คุณพระเอกผู้เย็นชาเริ่มแสดงออกถึงการเป็นคู่หมั้นแล้วนิดๆ นิดจริงๆนะ คือรู้นะว่าห่วงแหละแต่ฟอร์มเยอะไง โกรธด้วยไรงี้ ซึนต่อไป แล้วก็เราซึ้งตอนที่น้องมาร์คถามคุณโออ่ะค่ะว่ามินฮยอนเหมือนเค้าเหรอ ฮือ เหมือนทุกอย่างแม้กระทั่งไฝข้างแก้ม น้องคงหดหู่ใจน่าดูที่ทำให้คนทั้งปราสาทซึม เราก็แอบคิดเล่นๆแหละว่ามินฮยอนยังไม่ตาย..เน้อ เอาเป็นว่าตอนนี้เราชอบมากค่ะ นี่ยังซึมๆตามน้องมาร์คด้วยเลย555 รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ ขอเอาใจช่วยคู่หมั้นที่ไม่พูดคุยกันเลยซักคำด้วยค่ะ ฮือออ
    #78
    0
  21. #77 saseum&mandu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 00:22
    โอ้ยยยแทยงมีความน่ารัก55555เจโน่อะไรเนี่ยเราไม่เข้าใจนายจริงๆถ้าจะยอมรับน้องเเล้วต่อไปก็ทำตัวดีๆกับน้องหน่อยนะ
    #77
    0
  22. #76 PDaengpat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 23:53
    แหมเป็นห่วงเขาก็บอกมาเถอะ ทำมาเปง เจโน่นะเจโน่ เก๊กไม่เนียนเลยย
    #76
    0
  23. #75 zoeyzoey (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 23:18
    พูดได้เต็มปากเลยนะคะพี่โน่ นี่คู่หมั้นผม
    #75
    0