คนสวนกับต่างโลก ภาค พิภพพฤกษา

ตอนที่ 73 : คนสวนกับต่างโลก ภาค พิภพพฤกษา ตอนที่ 71 เอสด้าและมารีน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,850
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 779 ครั้ง
    29 ก.ย. 63

คนสวนกับต่างโลก  ภาค พิภพพฤกษา ตอนที่ 71 เอสด้าและมารีน

 

 

 

ห่างออกไปไม่ไกลจากร้านดาราโอสถ ปรากฏว่ามีการปะทะกันของกลุ่มคนสองกลุ่มเกิดขึ้น กลุ่มแรกเป็นเหล่าผู้ที่ใส่ชุดคลุมสีขาวประดับไปด้วยดวงดาวอันเป็นสัญลักษณ์ของเหล่าผู้ใช้มนตรา

 

 

ดาวสองดวงที่เด่นหราอยู่บนผ้าคลุมบ่งบอกว่าคนเหล่านี้มีฐานะเป็นถึงผู้สลักมนตราสามารถเข้าถึงระดับสองของการใช้พลังจากสัญลักษณ์พิเศษได้ พูดง่าย ๆ คือสามารถก้าวผ่านระดับที่หนึ่งอย่างผู้วาดพลังมาได้และมีอำนาจเทียบเท่าได้กับเหล่านักเวทย์พลังธาตุ

 

 

 

ในอีกด้านหนึ่งหญิงหนึ่งชายที่มีอำนาจไม่ห่างกันกับเหล่าผู้ใช้มนตราคือสองในห้าของสมาชิกเบญจดารา กลุ่มคนที่วาเลนได้มาจากมารดาเพื่อดูแลสวนสมุนไพรหน้าเรือนที่เจ็ดของเขา

 

 

 

ต่อมาเขาสั่งให้คารีสเป็นผู้ดูแลกลุ่มคนทั้งห้าและคอยพัฒนาฝีมือเรื่อยมา บวกกับทรัพยากรบ่มเพาะเล็กน้อยที่วาเลนนำออกมาให้จนกระทั่งในตอนนี้พวกเขาสามารถมาถึงระดับนักเวทย์ขั้นต้นได้นี่นับว่าพวกเขามิใช่คนเกียจคร้านและมีพรสวรรค์ในระดับนึง 

 

 

หน้าที่ของพวกเขาทั้งห้าจะสลับสับเปลี่ยนกันไปมาระหว่างการดูแลสวนสมุนไพรหน้าเรือนที่เจ็ดและการดูแลร้านดาราโอสถของวาเลนและอาวุโสเอียน

 

 

 

ในวันนี้คาดว่าหน้าที่ดูแลร้านจะเป็นของมารีนและเอสด้า มารีนเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มเบญจดาราทั้งยังเป็นนักเวทย์ธาตุน้ำที่เก่งกาจจนหาตัวจับได้ยาก ในขณะที่เอสด้าเป็นชายหนุ่มที่สามารถใช้เวทย์ธาตุดินได้เป็นอย่างดี ทั้งสองจึงเป็นคู่หูที่รู้ใจกันมากที่สุดอาจด้วยเพราะพลังธาตุที่เกื้อหนุนกัน

 

 

 

วาเลนมาทันได้เห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้านั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายต่างผละออกจากกัน นี่คือการต่อสู้ของผู้ที่ถือครองศาสตร์แห่งพลังที่แตกต่าง เขาหวังว่าจะได้เปิดหูเปิดตาจากการต่อสู้ในครั้งนี้

 

 

 

"คุณชาย..."เสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยเรียกทำให้วาเลนหันไปหาปรากฏว่าเป็นคารีสที่ตามติดเขามาใกล้ ๆ คล้ายดังเงาตามตัวเขายิ้มทะเล้นใส่ใบหน้าดุของสหายสนิททันที

 

 

 

"เอาน่าข้าไม่ได้แอบหนีไปไหนไกลซักหน่อย...ข้าแค่อยากมาดูพัฒนาการของเหล่าเบญจดาราก็เท่านั้น อีกอย่างการต่อสู่ของเหล่าผู้ใช้มนตราข้าก็ไม่ค่อยได้เห็นซักเท่าไหร่..นับว่าครานี้อาจได้เปิดหูเปิดตาบ้างแล้ว" วาเลนหันกลับมาพูดกับคารีสที่อยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า คารีสได้แต่ส่ายหน้าและไม่ได้พูดสิ่งใด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าใจจริงเขาก็อยากดูการต่อสู้ของเหล่าเบญจดาราเช่นกัน

 

 

 

ประกายแสงจากสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา ผู้สลักมนตราหนึ่งในนั้นผลักมันขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วขนาดที่ตามองเห็น ภายใต้สัญลักษณ์นี้บังเกิดฝนน้ำแข็งที่มีลักษณะเล็กเรียวยาว ความแวววาวของมันสะท้อนแสงอาทิตย์จนเห็นความบางที่ราวกับใบมีดสีขาวของมัน

 

 

 

ห่าฝนน้ำแข็งพุ่งตัดอากาศลงมา แต่ละอันมีความคมที่สามารถผ่าครึ่งร่างคนได้ในครั้งเดียว มารีนดีดตัวออกมาราวกับรู้งาน พลังธาตุน้ำของเธอนั้นจะไร้ผลทันทีที่เผชิญหน้ากับธาตุน้ำแข็งของผู้ใช้มนตรา ปราการม่านน้ำนั้นไม่สามารถต้านการทะลุทะลวงนี้ได้ แต่มันกลับใช้ไม่ได้กับธาตุดิน

 

 

 

เอสด้ากระโจมมาเบื้องหน้าฝ่าเท้าของเขากระแทกเข้ากับพื้นพสุธาเบื้องล่างดังสนั่นหวั่นไหว พลังธาตุดินกระจายออกไปจากฝ่าเท้าเป็นใยแมงมุมก่อนจะก่อตัวเป็นกำแพงดินสีดำที่ทนทานราวกับหินโลหะพุ่งทะยานขึ้นมาต้านรับห่าฝนน้ำแข็งเอาไว้

 

 

 

"หืมม....คนเหล่านี้สามารถใช้สัญลักษณ์หยิบยืมพลังธรรมชาติได้งั้นรึ" นี่คือสิ่งที่วาเลนไม่คิดว่าผู้ใช้มนตราจะทำได้เช่นกัน  กลับกลายเป็นว่าผู้คนสามารถใช้พลังจากธรรมชาติได้เหมือน ๆ กันต่างกันแค่ศาสตร์ที่เรียกมันออกมาเพียงเท่านั้น

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่านักเวทย์จะสามารถใช้พลังธรรมชาติได้เหนือกว่าทรงพลังกว่าในขณะที่ผู้ใช้มนตราจะพลิกแพลงการใช้ได้หลากหลายรูปแบบเช่นกัน

 

 

 

ในขณะที่เอสด้ารับมือกับการโจมตีอยู่นั้นผู้สลักมนตราอีกคนก็ทำการวาดสัญลักษณ์อีกชนิดหนึ่งขึ้นมา มารีนที่จับจ้องอยู่ตลอดเวลานั้นดวงตาของเธอปรากฏความเข้าใจในบางอย่าง

 

 

 

ร่างของเธอพุ่งทะยานไปด้านหน้าราวกับขุนพลศึกผู้ช่ำชอง สองมือของเธอสะบัดออกไปก่อนจะบังคับพลังให้เป็นดังใจนึก รอบร่างของผู้ใช้มนตราคนนั้นก่อนเกิดโดมวงกลมขนาดใหญ่หากมองดูดี ๆ จะรู้ได้ว่ามันคือแผ่นน้ำบางใสที่ก่อตัวขึ้นมามวลน้ำเริ่มหนาแน่นขึ้นทุกขณะที่เธอใส่พลังเวทย์ลงไป

 

 

 

"บัดซบ....เป็นอย่างนี้ได้ยังไง...พวกแกรู้?" ผู้สลักมนตราที่เผชิญหน้ากับมารีนทำลายสัญลักษณ์ที่เขากำลังวาดขึ้นมาทันที "มนตราร่างอัคคี"จะมีผลอะไรยามเมื่ออยู่ภายใต้โดมน้ำขนาดใหญ่และหนาแน่นเช่นนี้

 

 

 

ตรึมมม  ซ่า ซ่า 

 

 

 

 

โดมน้ำขนาดใหญ่ของมารีนที่ก่อตัวขึ้นมาถูกกระแทกด้วยกระแสพลังที่เหนือกว่าจากผู้สลักมนตราคนที่สาม สายพลังสีขาวที่น่ากลัวนี้คาดว่าจะทรงพลังและเหนือกว่าการโจมตีสองครั้งแรกอยู่มาก มารีนที่จับสัมผัสได้ไวละมือจากโดมน้ำขนาดใหญ่ของเธอทันทีก่อนที่แสงที่ทรงพลังนี้จะกระแทกไปที่โดมน้ำของเธอจนพลังทะลาย

 

 

 

ผู้สลักมนตราที่เผชิญหน้ากับมารีนหลุดรอดมาได้เพียงหนึ่งการโบกมือ เขาใช้ออกซึ่งหนึ่งสัญลักษณ์อย่างว่องไวร่างของผู้ใช้มนตรารายนั้นหายไปและปรากฏกายอีกครั้งใกล้ ๆ กับสองผู้ใช้มนตรา

 

 

 

มารีนและเอสด้ามิได้ตามติดโจมตีต่อแต่อย่างใด ทั้งคู่ให้ความสนใจกับอาวุธในมือของผู้ใช้มนตราคนที่สาม ที่ยามนี้มันกำลังเปล่งประกายลึกล้ำและแผ่พลังอำนาจสีขาวออกมา เมื่อมองดูดี ๆ จึงได้รู้ว่ามันคือ "ศาสตราวุธวิเศษที่สลักสัญลักษณ์แห่งพลัง!" ศาสตราวุธวิเศษระดับทองแดงขั้นสูงเช่นเดียวกับหอกกุงนีย์ของวาเลน

 

 

 

"อาวุธนั่นไม่ธรรมดา! มันมีสัญลักษณ์บางอย่างกำกับอยู่และเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่มีในสารานุกรมความรู้ที่คน ๆ นั้นบันทึกไว้" มารีนพูดเบา ๆ กับเอสด้า นี่คือสิ่งที่ทั้งสองได้เก็บเกี่ยวมาตามคำแนะนำของวาเลนสุดท้ายมันได้กลายเป็นขุมความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

แม้แต่การต่อสู้ก่อนหน้านี้ที่วาเลนจะมาถึงเหล่าผู้ใช้มนตราถึงกับอึดอัดใจแทบบ้าตายที่คู่ต่อสู้ตรงหน้าสามารถรับมือกับการโจมตีของพวกเขาได้ทั้งหมดราวกับว่าพวกเขามิได้กำลังต่อสู้กับนักเวทย์แต่กำลังต่อสู้กับผู้ใช้มนตราที่รู้จักในสัญลักษณ์ต่าง ๆ เหมือน ๆ กันเป็นอย่างดี การโจมตีระลอกสองนี้คือการหยั่งเชิงว่าสิ่งที่พวกเค้าคิดนั้นถูกต้องมากมายเพียงใด ผลออกมาแล้วว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญ! เกิดเรื่องบ้าบออย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร?

 

 

 

แม้แต่คารีสที่มองดูการต่อสู้ของสองเบญจดารานี้ยังลอบพยักหน้า ดูท่าว่าเขาก็ควรศึกษาสัญลักษณ์เหล่านี้เอาไว้เหมือนกัน ถึงไม่สามารถใช้ได้แต่มันเป็นประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลกับการตั้งรับการโจมตีของเหล่าผู้ใช้มนตรา

 

 

 

"น่ารังเกียจ!...เจ้าพวกหัวขโมย"ผู้ใช้มนตราที่เผชิญหน้ากับมารีนสบถด่าอย่างเกรียวกราดทันที นี่เป็นสิ่งที่พวกเขารับไม่ได้ภูมิปัญญาของผู้ใช้มนตราที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาต้องไม่ถูกแพร่งพราย แม้แต่การล่วงรู้ในความลับเหล่านี้ก็เช่นกัน!

 

 

 

"เช่นนั้นหรือ.... หากข้าที่ล่วงรู้ความลับของสัญลักษณ์เหล่านี้คือหัวขโมย พวกเจ้าที่เอาสัญลักษณ์มาหยิบยืมพลังธาตุเล่าจะเรียกสิ่งใด....ให้เรียกพวกน่าไม่อายเช่นนี้หรือไม่?" มารีนยกยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

 

 

 

"เราไม่จำเป็นต้องหยิบยืมพลังธาตุกิ๊กก๊อกเช่นนั้นก็เอาชนะพวกเจ้าได้....รับมือ" ผู้ใช้มนตราทั้งสามหยิบชิ้นส่วนบางสิ่งที่ดูประหลาดออกมา มันคล้ายกับชิ้นส่วนของร่างกายสิ่งมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ก่อนที่พวกเขาจะวาดสัญลักษณ์เหมือน ๆ กันขึ้นมาในอากาศ

 

 

 

"สลักวิญญาณ" ทันทีที่ทั้งสามผลักฝ่ามือและตระโกนออกมาพร้อมกันนั้น พลังงานสีดำทมิฬกระจายตัวไปทั่วบริเวณ ก่อนจะมีเสียงกรีดร้องสยองขวัญดังออกมาพร้อม ๆ กัน พลังงานสีดำเหล่านั้นพุ่งเข้าไปในชิ้นส่วนทั้งสามชิ้นที่พวกเขาหยิบออกมา

 

 

 

ขณะที่ตราสัญลักษณ์เหล่านั้นเปิดเผยอำนาจของมันออกมา พลังงานสีดำกลายเป็นภาพมายากึ่งเท็จกึ่งจริงของสัตว์อสูรสามชนิดที่ต่างกันร่างเงาของพวกมันคล้ายควันที่บางเบาและสัมผัสมิได้

 

 

ตัวแรกเป็นอสูรที่คล้ายกับอสรพิษขนาดใหญ่ ร่างเงาคล้ายควันของมันเลื้อยวนไปมาพลางจับจ้องมารีนและเอสด้าราวกับอาหารหนึ่งมื้อของมัน ในขณะที่อีกสองด้านนั้นมีเสียงคำรามต่ำ ๆ ขู่คำรามข่มขวัญราวกับต้องการให้ผู้คนหวาดกลัวดังออกมา

 

 

 

ยามเมื่อร่างเงาคงที่จึงได้เห็นว่ามันคืออสูรสายพันธุ์ตะขาบยักษ์ ที่พกพาเขี้ยวโค้งขนาดใหญ่ไว้เบื้องหน้า ในขณะที่อีกตัวคืออสูรที่มีลักษณะท่าทางคล้ายกับคางคกน่าเกลียดน่ากลัวและมียางไหลออกมาตามผิวหนังตะปุ่มตะป่ำของมัน

 

 

 

เหล่าผู้สลักมนตราทั้งสามเผยใบหน้าที่เหนือกว่าออกมา นี่คือมนตราสูงสุดที่ทั้งสามสามารถใช้ได้ในยามนี้ "มนตราสลักวิญญาณ" ความน่ากลัวของมันคือการที่สัตว์อสูรเหล่านั้นไม่มีร่างให้โจมตี คู่ต่อสู้ที่ต้องพบเจอกับมันนั้นล้วนต้องพานพบกับเรื่องที่น่าปวดหัวเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

มารีนและเอสด้ามีสีหน้าที่เคร่งเครียดทันที นี่มิได้มีในบันทึกที่พวกเขาศึกษามา ผู้ใช้มนตรารายนั้นที่ทิ้งศิลาบันทึกสัญลักษณ์เอาไว้แลกกับการถูกปล่อยตัวไปคือผู้ที่อยู่ในระดับขั้นของผู้วาดมนตราเพียงเท่านั้น สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เขาวาดเอาไว้จึงเป็นสัญลักษณ์ระดับต่ำทั่ว ๆ ไปไม่เหมือนกับสัญลักษณ์สลักวิญญาณตรงหน้าที่มารีนและเอสด้ากำลังพบเจอ

 

 

 

สัตว์อสูรมายาทั้งสามพุ่งกระโจนเข้าหาเอสด้าและมารีนราวกับพบเห็นอาหารอันโอชะเบื้องหน้าของมัน ร่างมายาของอสรพิษดูจะรวดเร็วที่สุดจนล้ำหน้าอสูรมายาทั้งสองตัวของผู้ใช้มนตราอีกสองคน

 

 

 

ยามที่ร่างเงานี้เข้ามาถึงมันไม่รอช้า มันพุ่งฉกไปที่เอสด้าทันที ดีที่ชายหนุ่มหลบฉากออกทางด้านข้างได้ทันจุดหมายของมันจึงพลาดเป้าออกไปได้ในเสี้ยววินาที

 

 

 

 

ฝ่ามือทั้งสองของเอสด้าที่รออยู่แล้วใช้เวทย์มนต์แปลงสภาพกลายเป็นฆ้อนดินขนาดใหญ่ รอบฆ้อนดินนี้เกาะกุมไปด้วยหินแหลมที่แข็งดุจศิลา เขาฟาดมันเข้าหาร่างของอสรพิษมายาเพื่อตอบโต้ทันที

 

 

 

ฮ่าาาาห์ ตรึมมมมม

 

 

 

มีเสียงระเบิดของพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว การฟาดนี้ถึงกับขนาดสะเทือนภูเขาได้แต่น่าเสียดายที่สัตว์อสูรมายาไม่มีร่างกายให้รับการปะทะฆ้อนศิลาจึงกระแทกและป่นพื้นดินเบื้องล่างจนแหลกละเอียดแทนการปะทะกับลำตัวของมัน

 

 

 

 

พื้นดินที่ถูกกระแทกนั้นกลายเป็นหลุมลึกเกือบครึ่งตัวคน ๆ หนึ่งทันทีเศษหินเศษฝุ่นที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ ฟุ้งกระจายเต็มไปในอากาศจนแทบจะกลบภูมิทัศน์รอบด้านให้มืดมิดไปชั่วขณะ

 

 

 

ผู้ใช้มนตราอาศัยช่วงเวลาที่ได้เปรียบนี้ประกายแสงสว่างวาบจากอาวุธวิเศษที่ฟาดฟันเข้ามาถึงกลับทำให้เอสด้าเกือบลืมหายใจ เพราะมันทั้งใกล้และไวเกินไปกว่าที่จะรับมือได้ทัน ในขณะที่พื้นดินใต้เท้าเขานั้นก็บังเกิดสัญลักษณ์มนตราอันหนึ่งขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เอสด้าคือผู้หนึ่งที่ศึกษาศิลาบันทึกพร้อม ๆ กับเบญจดาราคนอื่น ๆ ที่ผู้วาดพลังทิ้งเอาไว้นั้น เขาย่อมรู้ดีว่ามันคือสัญลักษณ์อะไร

 

 

 

มันคือสัญลักษณ์พื้นฐานทั่วไปที่มีอำนาจในการตราตรึง หากเป็นเวลาปกติเขามีอำนาจพอที่จะหลีกหนีมันได้ทัน แต่พอมันคือการลอบโจมตีของผู้ใช้มนตราถึงสองรายแถมยังพ่วงมาด้วยสัตว์อสูรมายาอสรพิษอีกหนึ่งตัว เอสด้าเป็นเพียงนักเวทย์ขั้นต้นจะไม่พลาดท่าง่าย ๆ ได้เช่นไรกัน

 

 

 

"ไม่...." มารีนกรีดร้องทันทีที่เห็นคู่หูพลาดท่า พริบตาเธอระเบิดพลังธาตุน้ำทั้งหมดออกมาหวังว่าจะฝ่าสัตว์อสูรมายาทั้งสองไปช่วยเอสด้าให้ได้ น่าเสียดายที่แรงดันพลังเวทย์สามารถกระแทกสัตว์มายาทั้งสองออกไปได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่มันจะค่อย ๆ คืบคลานกลับเข้ามา ผู้ใช้มนตราคนสุดท้ายวาดสัญลักษณ์ในอากาศก่อนที่เขาจะตบมันเข้าหามารีน

 

 

 

ท่ามกลางความสิ้นหวังและเดือดดาลตรงหน้ามารีนตัดสินใจทำสิ่งที่แม้แต่วาเลนยังไม่กล้าคิดว่าเธอจะทำได้ ในขณะที่เขากำลังจะเคลื่อนไหวเพื่อเข้าไปช่วยทั้งสองนั้น

 

 

 

 

มือบางของมารีนเค้นพลังเวทย์เฮือกสุดท้ายวาดเป็นสัญลักษณ์ในอากาศ ก่อนที่เธอนั้นจะประทับฝ่ามือลงไป นี่คือการตัดสินใจฉับพลันทันที คำสั่งต้องห้ามของวาเลนในเวลานี้ได้ถูกลืมเลือนลงไป

 

 

 

"อย่า!...." วาเลนตะโกนออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่วาเลนเสียวสันหลังวาบทันที ภาพจากสัมผัสพิเศษที่เขาเคยได้เห็นอาวุโสหลอมศาสตราของตระกูลยุ่งเกี่ยวกับสัญลักษณ์แห่งพลังโดยการสัมผัสไปที่หอกกุงนีร์วาบผ่านเข้ามา ผู้ที่มิใช่ผู้ใช้มนตราหากต้องการพลังจากสัญลักษณ์เหล่านั้นย่อมต้องจ่ายออกมาด้วยสิ่งที่เท่าเทียมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

คารีสที่เคลื่อนไหวได้ไวราวสายฟ้าตัดสินใจเข้าช่วยเหลือเอสด้าทันที ผู้ใช้มนตราทั้งคู่ไม่แม้แต่จะมีเวลาได้ตั้งตัว ยามเมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าทั้งคู่รู้สึกราวกับว่าสติล่องลอยไปไกลแสนไกลก่อนที่ทุกอย่างจะจมอยู่ในความมืดมิดอันแสนยาวนานในขณะหลับฝันทั้งสองราวกับได้ยินเสียงแว่วกังวาลในหูราวกับมีคนกระซิบอยู่ใกล้ ๆ ถ้อยคำโหดร้ายที่ทิ่มแทงใจแม้แต่ในความฝัน

 

 

"มีแค่สัญลักษณ์กิ๊กก๊อก.....น่าภูมิใจตรงไหนกัน พล่ามอยู่ได้ตั้งนาน"



--------------------------------------------------------------------

เอามาให้ตามสัญญานะครับ ฝันดีนะครับทุกคน

หนึ่งในสัตว์อสูรที่เกิดจากมนตราสลักวิญญาณ (อสรพิษมายา) 

CR...https://www.pinterest.co.kr/pin/611856299352426526/?nic_v2=1aeJADBZg



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 779 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,170 ความคิดเห็น

  1. #2717 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 06:50

    ขอบคุณ
    #2,717
    0
  2. #2586 BAG BOY (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 10:52
    ค้างมาก ลุ้นมากกกกก
    #2,586
    0
  3. #2585 มิลุนซัง (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 08:40
    ประโยคสุดท้ายเปรี้ยวมาก555555
    #2,585
    0
  4. #2583 ฉันคือนางเงือก (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 17:55
    เวลาผู้หญิงเอาจริงอะน่ากลัวยะ
    #2,583
    0
  5. #2575 NamLifeoftwodekd (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 13:16

    ค้าง ค้าง ค้าง ค้าง ๆๆๆๆๆ

    #2,575
    0
  6. #2573 Gouyjeng (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 12:33
    ลุ้นอยู่ว่าใครจะรอด
    #2,573
    0
  7. #2572 Kaew-sai-kingz (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 09:14

    55555 ฮามาเลย คารีส
    #2,572
    0
  8. #2571 bigkmind (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 08:37
    ค้างอ่ะ
    #2,571
    0
  9. #2570 xวาuxวาu (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 08:04

    มาอีกเน้อ
    #2,570
    0
  10. #2568 macaboo (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 06:35
    555555555555555 โคตรเฟี้ยว
    #2,568
    0
  11. #2567 Tan_IcE (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 00:02
    งูผมยังใหญ่กว่าอะหยอกๆ555
    #2,567
    0
  12. #2566 SeaBearHTY (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 00:02

    อุ้ย เอาใจคนนอนดึก มาจุ๊ปแก้มทีนึง 5557
    #2,566
    0