มนุษย์ป้าฝ่าดงซอมบี้

ตอนที่ 53 : บทที่ 47 อยู่อย่างสันติในโลกซอมบี้ (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,595
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    28 ต.ค. 63

ซองอูไม่รู้มาก่อนเลยว่าในซอยบ้านของเขามีสถานีวิทยุชุมชนด้วย ที่จริงเขาลืมไปแล้วด้วยว่ายังมีการดูแลระดับท้องถิ่นที่เรียกว่าองค์การบริหารส่วนตำบลอยู่ในประเทศนี้ เพราะเคยชินกับองค์การบริหารส่วนบ้านป้า ผู้รวบอำนาจบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จเอาไว้ในมือ

รัฐบาลประกาศทุกวันให้อยู่อย่างสงบ แต่วันเพ็ญบอกทุกคนในบ้านว่าคนที่อยู่อย่างสงบสุขที่สุดคือคนตาย ถ้าไม่อยากตายก็ห้ามอยู่เฉยๆ บ้านต้องป้องกัน อาหารก็ต้องหา แม้กระทั่งศักรินทร์ที่พูดได้แค่สองคำยังไม่อาจนอนกลิ้งอยู่เฉยๆ ได้ตามสบาย ที่จริงทุกคนก็อยากให้หนูน้อยน่ารักเหมือนน้ำตาลปั้นอยู่แต่ในบ้าน ทว่าเพราะพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากให้เขาอยู่ลำพังมีแต่จะทำให้ข้าวของในบ้านยุ่งเหยิง จึงเกิดโครงการพัฒนาเด็กเล็กขึ้นมา

ปอกเปลือกมะม่วงสุก กล้วยสุกเป็นงานที่มือน้อยๆ ซึ่งรู้จักแค่กำ คลาย ขว้างทำได้ยาก แต่พลังจิตเป็นเรื่องที่ต่างออกไป ศักรินทร์ได้รับการสอนจากอา ได้กำลังใจจากป้า เขาค่อยๆ ลอกเปลือกผลไม้สุกออก แล้วแยกใส่อ่างที่ป้าเตรียมเอาไว้ แรกๆ ก็เละเทะไปหน่อย ต่อมาก็ใช้งานได้ มะม่วงถูกแยกเนื้อกับเมล็ด เอาเนื้อใส่อ่างกวน ทำมะม่วงกวน ส่วนกล้วยปอกเปลือกเอาไปตากได้เลย 

ทุกคนในบ้านมีงานต้องทำ ทุกๆ วัน ศักรินทร์จะรับผิดชอบงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะ วันเพ็ญจะรับผิดชอบงานช่างสมกับความแมน ทำแผงตากผลไม้ ซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง เพิ่มความสะดวกให้ที่พักฝั่งโรงงานผ้าเย็น ก่อกำแพงป้องกันซอมบี้และคนที่ไม่เป็นมิตร ส่วนซองอูรับผิดชอบการออกหาของกินของใช้ เขาจะสำรวจซอยย่อยข้างๆ แล้วขยายไปยังซอยอื่น จนถึงท้ายซอยว่าบ้านไหนกลายร่างเป็นซอมบี้แล้ว จะได้ปล้นชิงของ บ้านไหนยังมีคนค่อยใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ ส่วนโซอุนรับหน้าที่ผลิตอาหารและแปรสภาพซอมบี้ตามความเหมาะสม 

เนื่องจากโซอุนไม่อยู่ในสถานะที่ควรให้คนนอกพบเห็น ซองอูจึงวางแผนเอาไว้ว่าวันหน้าจะไปล่อซอมบี้จำนวนไม่เกินสามตัวมาแถวบ้านให้พี่ชายจัดการอีกทีหนึ่ง แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยจำเป็นนัก เพราะเขาค่อยๆ ตกซอมบี้ในคลองระบายน้ำขึ้นมากินทีละตัวอย่างเกษมสำราญ และใครว่าพวกซอมบี้ปราศจากสมองแล้วจะไร้ความสามารถ นอกจากสัญชาตญาณที่อยากกินเนื้อมนุษย์ พวกมันก็รู้ด้วยว่าควรอยู่ให้ห่างมนุษย์กลายพันธุ์ที่มองว่าพวกมันเป็นอาหารอันโอชะ

ผ่านไปสองวันร่างกายของต้องตากับต่อภพก็เข้าที่เป็นปกติ จะไม่ปกติก็แค่พลังพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาคนละอย่าง แขนข้างที่โดนกัดของต้องตายืดหยุ่นได้ราวกับไร้กระดูก สามารถยืดยาวจนแบนราบได้ไม่ต่างจากยาง ถ้าเทียบกับการย้อนวัยของป้า ความแข็งแกร่งของโอปป้า แค่แขนข้างเดียวไม่นับว่าน่าตื่นเต้นตรงไหน แต่เมื่อตกอยู่ภายใต้สายตาและการบัญชาการของวันเพ็ญมันก็มีประโยชน์ขึ้นมาไม่น้อย เธอเผยไปแล้วว่าตอนนี้อายุสี่สิบปี จึงสามารถตั้งตัวเป็นผู้อาวุโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ควบคุมกลุ่มคนเล็กๆ และสั่งการ

“ติ๋มออกไปกับซันแล้วกัน จะได้ปลดล็อกประตูบ้านง่ายขึ้น แล้วก็ลอดช่องเล็กๆ เข้าไปหยิบของได้” ทักษะมหาโจรแบบนี้วันเพ็ญย่อมไม่ปล่อยให้สูญเปล่า รวมถึงความสามารถพิเศษของต่อภพด้วย “ตั้นก็ตามไปด้วย แต่ทำตามคำสั่งของซันเท่านั้นนะ อย่าพยายามออกหน้า แค่คอยบอกว่าอะไรอยู่ที่ไหนก็พอ”

ดวงตาของต่อภพค่อยๆ ปรากฏความสามารถพิเศษอันน่าเหลือเชื่อทีละน้อย เดิมเขาแค่มองแล้วคาดคะเนว่าของที่ต้องหาอยู่ตรงไหน แต่ยิ่งผ่านวันเวลา มันก็ยิ่งทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับเครื่องเอกซเรย์ เขาอาจจะมองไม่ทะลุกำแพง แต่สามารถมองเห็นได้รางๆ ว่าด้านในบ้านแต่ละหลังมีคนหรือซอมบี้ แล้วก็ยิ่งคาดการณ์ได้ด้วยว่าข้างในบ้านมีของกินของใช้สะสมมากแค่ไหน สมควรไปยกเค้าหรือไม่

เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน คนและไม่ใช่คนในบ้านจึงแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมตบทรัพย์อันประกอบด้วยซองอู ต้องตา ต่อภพ กับทีมรักษาทรัพย์ประกอบด้วยวันเพ็ญ โซอุน และศักรินทร์ 

ซองอูเป็นผู้นำทีมแรกออกไปหาอาหารและสิ่งของ วันเพ็ญนำทีมหลังซ่อมแซมบ้านและคอยเฝ้าระวังไม่ให้อะไรหรือใครบุกรุกเข้ามา จะว่าเธอเป็นโรคหวาดระแวงก็ได้ แต่เธอไม่เชื่อว่าคนอย่างรุ่งโรจน์จะโดนซอมบี้ไม่กี่ตัวรุมทึ้งจนตาย เพราะวันนั้นเธอไม่ได้ยินเสียงปืนดังสักนัด แสดงว่าเขาหนีไปหลบได้อย่างรวดเร็ว และถ้าเดาไม่ผิด คนประเภทนั้นต้องรอวันกลับมาแก้แค้นเป็นแน่ และเธอไม่ไร้เดียงสาขนาดจะรออยู่เฉยๆ

 

วันเวลาผ่านไปอย่างสงบกว่าหนึ่งสัปดาห์ ส่วนบริหารงานท้องถิ่นที่พวกเขาลืมไปแล้วว่าเคยเสียภาษีให้ไป ก็ทำงานอีกครั้งเสียที

“ประกาศ! ประกาศ! นี่คือเสียงจากวิทยุชุมชน” เสียงตามสายดังขึ้นในตอนเช้าตรู่ ขณะทีมป้ากำลังรวมตัวกินมื้อเช้าและวางแผนการที่จะทำในวันนี้อยู่ในโรงงานผ้าเย็นที่ดัดแปลงเป็นศูนย์บัญชาการตามการเรียกร้องของต่อภพและการเห็นชอบของวันเพ็ญ

คนทั้งสี่ชะงักช้อนในมือ กระทั่งศักรินทร์ยังหยุดเล่นช้อนบิน ไม่แน่ว่าโซอุนที่นั่งห้อยขาอยู่บนกำแพงข้างคลองระบายน้ำก็อาจจะหยุดตกซอมบี้เคราะห์ร้ายชั่วคราว เพื่อฟังว่าตัวแทนเทศบาลมีสิ่งใดอยากจะกล่าว หวังว่าคงไม่ใช่ ‘อยู่ในความสงบ’ และ ‘อย่าตื่นตระหนก’ ฟังผู้นำประเทศท่องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในโทรทัศน์เกือบเดือน เขาอาจไม่เขินอายที่จะพูดเรื่องเดิม แต่พวกเธอเบื่อจะแย่อยู่แล้ว

“มีข่าวดีมาแจ้งให้ชาวชุมชนพรแสวงทราบ ตอนนี้ทางตำรวจกับทหารแจ้งมากับทางเราแล้วว่าจะเริ่มกำจัดซอมบี้ออกจากถนน ต่อไปจะสามารถเคลื่อนย้ายคนออกจากซอยและเข้ามากำจัดซอมบี้ในซอย พวกเราจะได้ออกจากบ้านได้ในเร็วๆ นี้”

คำพูดยังคงไม่เป็นทางการ หนำซ้ำเสียงยังอู้อี้ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเหมือนเคย แต่ข่าวดียังคงเป็นข่าวดี ต่อภพถึงขั้นร้องเย้ ต้องตาก็หัวเราะร่า สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความสุขและความหวัง ศักรินทร์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด็กที่ป้าผลิตให้ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ปรบมือเล็กๆ ด้วยความยินดี ปล่อยช้อนให้ตกลงไปในชามกับข้าว เล่นเอาผัดมะเขือกระเด็น ทว่าไม่มีใครถือสา เพราะต่างวาดภาพการกลับไปมีชีวิตปกติสุข ทว่าหลังจากความยินดีผ่านไป วันเพ็ญก็นึกบางเรื่องขึ้นมาได้

“แล้วรถของโซลที่อยู่หน้าปากซอยล่ะ” เธอจะไม่ยอมให้มันโดนกำจัดไปพร้อมรถคันอื่นๆ 

“พี่โซลมีรถด้วยเหรอครับ” ต่อภพนึกภาพมนุษย์ปุ๋ยต้นไม้ที่ชอบนั่งริมกำแพงคลองระบายน้ำ แล้วดักตกซอมบี้เหมือนตกปลาขึ้นไปขับรถไม่ออก

“แต่ก่อนเขาก็ตัวพอๆ กับซันนี่แหละ มีรถยนต์คันนึงด้วย ขับมาจากกำแพงเพชร แต่ดันมีโจรแอบเข้ามาขโมยตอนพวกฉันไม่อยู่บ้าน เห็นภาพจากกล้องโดรนของใครไม่รู้ที่ถ่ายลงเน็ต มันโดนทิ้งจอดคาอยู่หน้าปากซอย” วันเพ็ญอธิบายแบบรวบรัด แล้วรอฟังความคิดเห็นของลูกทีม

“ผมไปเอาให้ก็ได้ครับ ผมขับรถเป็นแล้วนะ” ต่อภพอยากจะแสดงความสามารถ แต่โดนแม่เบรกก่อนจะพาตัวเองไปตาย

“ขับถอยหน้าถอยหลังได้ จะขับหนีซอมบี้ยังไง ซอยเราก็แคบ ระหว่างทางเจอรถขวาง แกก็ได้แต่จอดรอให้ซอมบี้มากินหัว” ต้องตาทำท่าจะจับลูกชายมัดเอาไว้ จะได้ไม่ออกไปทำเรื่องเสี่ยงๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของวัยรุ่น

“โถ่... แม่ ผมรู้น่า” 

คำว่า ‘รู้น่า’ เป็นคำติดปากเด็กวัยรุ่นทุกคน วันเพ็ญจึงไม่ใส่ใจจะโต้แย้งหรือห้ามปราม แต่เลือกคำนวณว่าจะไปอย่างไร

ผ่านไปครึ่งวัน ป้าก็เรียกลูกทีมมารวมกันก่อนเวลามื้อเที่ยง เพื่อวางแผนที่จะต้องทำในวันนี้และพรุ่งนี้ ซึ่งต่างจากแผนงานปกติ

“บ้านบางหลังมีมอเตอร์ไซค์ใช่ไหม” วันเพ็ญถามซองอูเพราะเขาสำรวจไปได้หลายซอยแล้ว 

นอกจากส่งลูกทีมไปสำรวจข้าวของ วันเพ็ญก็ทำรายการอุปกรณ์ชิ้นใหญ่ซึ่งขนมาไม่ได้เอาไว้ด้วย มีตั้งแต่ตู้เย็น พัดลมเพดาน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงยานพาหนะ เธอไม่ได้วางแผนจะไปปล้นข้าวของมาเลขาย แต่เอาไว้ใช้ยามจำเป็น อย่างเช่นพวกยานพาหนะ มันสามารถเคลื่อนย้ายคนกับของได้ไวกว่าเดินเท้า โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ นอกจากรู้ว่าบ้านที่ปราศจากคนหลังไหนมีมันอยู่บ้าง เธอยังอนุญาตให้ต่อภพนำกลับมาสองคันเผื่อเอาไว้ล่วงหน้า แต่งานนี้คงต้องใช้มากกว่านั้นในการพาคนออกไปนำรถยนต์ที่จอดทิ้งเอาไว้เกือบเดือนกลับมา

“มีครับ ผมจะไปเอามาให้ ป้าต้องการกี่คันครับ” ซองอูมองตาวันเพ็ญก็เข้าใจแผนที่เธอคิดได้คร่าวๆ

“เอาเท่าจำนวนคนเลยแล้วกัน ติ๋ม เธอขี่มอเตอร์ไซค์ได้ใช่ไหม คล่องหรือเปล่า” 

เธอได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เหลือก็แต่ป้องกันช่องโหว่

“วันนี้ซันไปเอามอเตอร์ไซค์มาเพิ่ม แล้วก็หาถังใส่น้ำมันกับที่เติมมาด้วย เผื่อรถน้ำมันหมด ระหว่างไปก็ไปดูลาดเลาเท่าที่จะดูได้ จะให้ดีมองจากทางเลี้ยวว่าไปถึงรถแล้วมีอะไรจอดขวางหรือเปล่า แต่อย่าไปถึงหน้าปากซอย จะลากพวกฝูงซอมบี้เข้ามาเปล่าๆ พรุ่งนี้พวกเราคงต้องออกไปกันหมด ให้โซลพาสกายไปอยู่ที่บ้านของเธอก่อน สั่งให้เขาอยู่ในบ้าน เผื่อมีใครบุกมาจะได้ไม่ปะทะกันซึ่งหน้า” 

เพื่อความปลอดภัยไม่อาจนำเด็กไปด้วยได้ เพราะไม่เพียงต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ ยังต้องระวังซอมบี้ที่อาจจะโผล่เข้ามาจู่โจมกะทันหัน และรุ่งโรจน์รู้แล้วว่าโรงงานผ้าเย็นเป็นแหล่งหลบภัยของพวกเธอ ถ้าเขามาที่นี่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะข้ามไปยังบ้านของวันเพ็ญที่มีร่องรอยว่ายังมีคนพักอาศัยอยู่ แต่บ้านของซองอูดูแค่ผ่านๆ ก็รู้ว่าไม่มีคน ให้โซอุนพาศักรินทร์ไปหลบอยู่ที่นั่นน่าจะปลอดภัยกว่า

“ป้า” ศักรินทร์มีความรู้สึกไว เขาอาจไม่เข้าใจที่วันเพ็ญพูด แต่รู้ว่ากำลังจะโดนทิ้งให้อยู่บ้าน เสียงเยาว์วัยอ้อแอ้จึงเอ่ยเรียกคนพร้อมกับชูแขนทำท่าให้อุ้ม แล้วเธอก็ไร้ความสามารถในการต้านทาน

“พรุ่งนี้ป้าพาหนูไปไม่ได้ อยู่บ้านอย่าดื้อนะครับ” วันเพ็ญเข้าใจแล้วว่าทำไมคนชอบใช้เสียงสองพูดกับเด็กเล็ก เพราะพวกเขาทำหัวใจผู้ใหญ่อ่อนยวบอย่างนี้นี่เอง

“ถ้าพวกเรามีคนมากกว่านี้ก็ดี จะได้มีคนออกไปช่วยกันและก็เฝ้าบ้านดูแลเด็ก” ต้องตาพูดพลางทอดถอนใจ

ถ้าเลือกได้ต้องตาไม่อยากให้ลูกชายออกไปเสี่ยงเลย แต่ยุคนี้ไม่ได้เอื้อให้หลบซ่อนอยู่ในบ้านเพื่อความปลอดภัย ต่อให้วันเพ็ญไม่พาต่อภพไป เขาก็คงแอบตามไปอยู่ดี ทว่ามองอีกแง่ เธอก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะให้ต่อภพอยู่ห่างสายตา โดยเฉพาะเมื่อมีฆาตกรโรคจิตอย่างรุ่งโรจน์ที่วันเพ็ญเล่าประวัติน่ากลัวให้ฟัง หลังจากฝ่ายนั้นเกือบข้ามฝั่งมาฆ่าหมู่พวกเธอโดยไม่รู้ตัว

“คนก็มีแหละ แต่หาที่ไว้ใจได้ลำบาก” 

นึกถึงคน วันเพ็ญก็นึกถึงกลุ่มชาวบ้านที่เอาแต่ซ่อนตัว มีเพียงกลุ่มชาวซอย 9/1 นำโดยพัฒนาที่พอจะมีน้ำใจออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ทว่าหลังจากพาต้องตากับต่อภพไปหาเพื่อแสดงว่าการโดนกัดไม่ได้แปลว่าจะต้องกลายร่างเป็นซอมบี้เสมอไป เขาก็ออกตัวมาอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะช่วยแค่คนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ไม่ยอมออกนอกซอยเพื่อช่วยทุกคน แล้วการขอให้เสี่ยงออกไปหน้าปากซอยเพื่อเอารถหนึ่งคันก็คงไม่ได้รับการตอบรับเป็นแน่ แม้ว่าเขาจะมากน้ำใจพอจะรับเด็กและคนแก่ที่ไร้ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองไปอยู่ด้วยหลายสิบคนแล้วก็ตาม

“นั่นสิ ถ้าเจอคนอย่างรุ่งโรจน์ พวกเราคงแย่” ต้องตาไม่รู้ว่าวันเพ็ญกำลังคิดอะไรอยู่ เลยนึกว่าป้าทอดถอนใจเพราะนึกถึงกลุ่มมนุษย์ลุงที่เคยใช้ความหน้าตาดีหลอกให้เธอเกือบจะใจอ่อนสำเร็จ

“ระหว่างไปเอารถพรุ่งนี้ต้องระวังให้ดี ไม่ใช่ว่าโดนขึงลวดดักปล้นระหว่างทางเอา” ขึงลวดในที่นี้ รวมถึงการขึงเส้นเอ็นหรือวางกับดักต่างๆ ด้วย วันเพ็ญมั่นใจในสายตาของซองอู แต่ความประมาทมักจะนำความพินาศมาเสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเธอมุ่งแต่จะไปปล้นรถคืนแล้วโดนดักปล้นเสียเอง

“ครับ ผมจะระวังให้มากกว่าเดิม” ซองอูรับคำหนักแน่น เพราะเรื่องโดนดักปล้นนี้ เขาก็เคยโดนมาครั้งหนึ่งแล้วขณะเข้าไปขนของออกจากบ้านที่มีซอมบี้ แต่โดนบ้านข้างๆ อาศัยจังหวะที่เขากำจัดซอมบี้ไปหมดพุ่งเข้ามาหวังจะจี้ชิงของ ยังดีที่หูของเขาไวต่อการเคลื่อนไหวผิดปกติ และมีต่อภพมองทะลุกำแพงได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจโดนแทงแล้วปลดทรัพย์ก่อนจะรู้ตัวก็ได้

“จำไว้ คนเรานี่แหละน่ากลัวที่สุด น่ากลัวยิ่งกว่าซอมบี้ไม่รู้กี่เท่า” วันเพ็ญรู้ว่าเธอพร่ำพูดเรื่องเดิมซ้ำมาแล้วหลายรอบ แต่เธอก็ยังย้ำเตือนเรื่องนี้เสมอ

“มีคนเข้ามาในซอยนี้ครับ”

อยู่ๆ ซองอูก็เอ่ยกะทันหัน พูดไปมือของเขาก็คว้ากระเป๋าสะพายที่ไม่เคยห่างตัว ล้วงปืนออกมา เช่นเดียวกับวันเพ็ญที่คว้าลูกโม่ขึ้นมาเตรียมพร้อมหลังจากส่งศักรินทร์ให้ไปอยู่ในความดูแลของต้องตา คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวรู้ถึงความสามารถของตนดี มือหนึ่งจึงอุ้มเด็กเล็ก ส่วนอีกมือคว้าตัวเด็กโตไม่ให้ซ่าออกไปรับหน้าใครก็ไม่รู้ที่เข้ามาในซอยโรงงานผ้าเย็น

“ผมยังมองไม่เห็นเลยพี่ซัน” ต่อภพโดนต้องตารั้งตัวเอาไว้ แต่ก็ยังพยายามชะเง้อมองให้ทะลุกำแพงหลายชั้นไปดูว่าใครเดินมา ทว่าตาเอกซเรย์ของเขาหรือจะเทียบประสาทรับฟังของมนุษย์หมาป่า

“มากันสามคน มาถึงกลางซอยแล้ว” ซองอูแยกแยะได้แค่จำนวนกับประเภท เพราะซอมบี้เดินด้วยจังหวะลากเท้าคล้ายๆ กัน ในขณะที่มนุษย์เดินยกเท้าแตกต่างกันไป

“ไม่น่าใช่รุ่งโรจน์” วันเพ็ญคาดเดา แต่ไม่ลดปืนลง แม้ว่าฝ่ายนั้นจะเดินมาถึงประตูรั้วโรงงานแล้วตะโกนเรียก

“คุณจันทร์อยู่ไหม ผมพัฒนะ มีเรื่องจะคุยด้วย” 

ถ้าเทียบกับฆาตกรโรคจิตอย่างรุ่งโรจน์  พัฒนาน่าไว้วางใจมากกว่า แต่วันเพ็ญก็ยังไม่เชื่อใจใครมากพอจะเดินออกไปโดยไม่ดูลาดเลาก่อน เพราะยุคนี้คนที่มาเยือนบ้านของเรากะทันหันอาจจะมาเพื่อฆ่าเราก็ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

608 ความคิดเห็น

  1. #459 katsuki41 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 16:22
    เป็นมนุษย์ป้าที่น่าชื่นชมสุดๆ ชอบป้ามากกก
    #459
    0
  2. #458 Glimmerglass Mercedes. (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 13:23
    สุดยอดอะป้า
    #458
    0
  3. #457 ทำไมต้องอิมแจบอม' (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 08:12
    ฟอร์มทีมนักปล้นครบวงจรชัดๆ
    #457
    0
  4. #456 Puhonya (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 กันยายน 2563 / 04:20
    ศักรินทร์ เก่งมากช่วยป้าทำงานได้แล้ว
    #456
    0