ยอดพธูคู่หทัย (สำนักพิมพ์สถาพร)

ตอนที่ 50 : ทะเล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 860
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

คลื่นสาดกระเซ็นสายเห็นพรายฟองม้วนเข้าหาฝั่ง เรือน้อยโครงเครงไปตามแรงกระเพื่อมไหวของสายน้ำ มอบทั้งความตื่นเต้นและผ่อนคลาย ยามนั่งบนเรือชมฟ้าครามบรรจบน้ำสีเขียวอมครามให้ความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังลอยล่องอย่างอิสระ ปลดปล่อยความคิดคำนึง ปลดระวางปัญหาเอาไว้ชั่วคราว ไม่มีขุนนางกังฉิน ไม่มีทั้งภัยร้ายใดๆ มีเพียงตัวเองและคนข้างกายที่ชี้ชวนให้ดูนกสีขาวโฉบไปมาล่อหลอกปลาในท้องทะเล

“ทะเลงดงามอย่างที่ข้าคิดเอาไว้” หงจูเชวี่ยกล่าวชมทะเล แต่ได้รับการตวัดสายตาใส่จากกู่ซาน

“ที่ท่านมองอยู่คือหน้าข้า ไม่ใช่ทะเล” กู่ซานแยกเขี้ยวใส่กลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ปิดบังรอยยิ้มสุขใจของนางเอาไว้ไม่ได้

“ถ้าไม่มีเจ้าอยู่ตรงนี้ ทะเลจะงดงามหรือ”

คำชมที่มอบให้แก่นางอย่างไม่สนใจเหตุผลของหงจูเชวี่ย สร้างความขัดเขินให้กับกู่ซานจนต้องหันหน้าหนี หนำซ้ำไม่อาจถกเถียงได้ เพราะนางรู้แก่ใจว่าต่อให้นางไม่มีใบหน้างดงามเท่าเขา สีหน้าท่าทางของเขาก็บอกชัดว่านางงดงามยิ่งกว่าผู้ใดในสายตาของเขาเสมอ

“เวลาไม่เช้าแล้ว เข้าฝั่งเถอะ” หลังจากปล่อยให้อีกฝ่ายจ้องมองจนหน้าร้อนผ่าวแล้วผ่าวอีก กู่ซานก็กล่าวเตือนหงจูเชวี่ย

พวกเขาเดินเที่ยวชมท่าเรือจนพอใจ แต่เพราะอยู่ริมฝั่งไม่อาจสัมผัสถึงทะเลได้ชัดเจน จึงจะเช่าเรือประมงลำเล็กให้นำเที่ยวชมเหนือทะเล เจ้าของเรือและเป็นคนคัดท้ายเรือแสดงความประหลาดใจกับแนวคิดของทั้งสอง เพราะทะเลหาได้สวยงามขนาดนั้นนั้นไม่ แต่ด้วยก้อนเงินตำลึง เขาจึงขมีขมันพาสองสามีภรรยาออกมาล่องเรืออยู่กลางท้องทะเลที่มีเพียงแสงแดดกับเกลียวคลื่นโอบล้อม ก่อนจะถอยห่างไปนั่งท้ายเรือ ปล่อยทั้งคู่นั่งชมทิวทัศน์

“อยู่ต่ออีกสักนิดเถอะ” หงจูเชวี่ยต่อรองเสียงอ่อนพร้อมส่งสายตาดอกท้อออดอ้อน

ก่อนกู่ซานจะโต้แย้ง หงจูเชวี่ยก็ยกปลายนิ้วทาบทับริมฝีปากของนางเอาไว้ ไอร้อนที่ส่งมาร้อนเสียยิ่งกว่าอากาศเจือน้ำทะเลโดยรอบ ทว่ามันไม่ทำให้ใจของนางร้อนตาม ตรงข้ามมันทำให้ใจของนางหนาวเหน็บเพราะความหวาดกลัว จนต้องดึงมือข้างนั้นมากุมเอาไว้

“ทำไมร้อนถึงเพียงนี้” กู่ซานอยากจะดึงเอาความร้อนและความเจ็บปวดของหงจูเชวี่ย เอามาไว้ในตัวของนางแทนยิ่งนัก

“ถ้าสงสารข้า ก็อยู่กับข้าอีกครู่หนึ่งเถิด”

กู่ซานควรโต้แย้งความเอาแต่ใจของหงจูเชวี่ย ควรรีบพาเขากลับเข้าฝั่งเพื่อดื่มยาระงับพิษและนอนพัก แต่นางไม่อาจต้านทานแววตาของเขาได้

เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองจะมีเวลาสงบสุขและงดงามเช่นนี้อีกนานเท่าไร

“พี่สือซาน ท่านว่าทะเลยามค่ำคืนจะงดงามกว่านี้หรือไม่” กู่ซานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอของหงจูเชวี่ย แต่ใช้มือข้างที่ว่างจากการกุมมือเขา ชี้นิ้วไปทางยอดคลื่นที่วิ่งไปกลับอยู่ในห้วงน้ำทะเล

“ต้องงดงามกว่าแน่นอน หลังจากเสร็จธุระหากมีเวลามากพอ ข้าจะพาเจ้านั่งเรือใหญ่ไปยังเมืองตงเปียน ระหว่างเดินทางเราก็ออกมานั่งชมพระจันทร์กันดีหรือไม่”

“ห้ามท่านผิดสัญญานะ” ดวงตาของกู่ซานเบิกโตรับการนำเสนอของหงจูเชวี่ย ก่อนจะหรี่ลงอย่างคาดคั้น

“ถ้าเจ้ากลัวข้าผิดสัญญาก็เปลี่ยนเป็นเจ้าพาข้าล่องเรือชมทะเลอาบแสงจันทร์แทนก็ได้”  มือของเขาที่ถูกมือของนางกุมเอาไว้บีบกลับ เหมือนในอดีตที่เขาปล่อยให้นางจับจูงไปทุกที่

“ข้าสัญญา ไม่ว่าท่านจะอยากไปที่ไหน ข้าจะพาท่านไป”

รอยยิ้มของกู่ซานที่ทอประกายรับแสงตะวันกับเกลียวคลื่นตราตรึงใจหงจูเชวี่ยยิ่งนัก แต่ที่ประทับเอาไว้ในหัวใจของเขายิ่งกว่าก็คือมือที่กระชับแน่นไม่มีวันยอมปล่อยเขาไปไหน

 

 

กลุ่มคนจากสองด้าน รวมเป็นหนึ่งเดียว แม้หงจูเชวี่ยจะไม่ได้บอกแผนการโดยละเอียดให้หงมิ่งรู้เพื่อป้องกันหนอนบ่อนไส้ แต่น้องชายต่างมารดาของเขาก็สามารถดำเนินแผนการในเมืองตงเปียนให้สอดคล้องกับทางเฉิ่นตงได้อย่างไม่ติดขัดอะไร ยกเว้นในเรื่องส่วนตัว

“หากไม่ได้แม่นางหลินมาติดต่อก่อน ข้าก็ยังไม่รู้จะส่งข่าวกลับไปให้ราชสำนักอย่างไร”

เชวียนไป๋ส่งสายตาขอบคุณมอบแก่อ้วนเตียว ทันใดนั้นหงมิ่งก็เพิ่งรู้ว่าตนพลาดอะไรไป เขาแนะนำกับทุกคนว่าอ้วนเตียวเป็นนางกำนัลคนสนิทของเขา ทว่าเขากลับลืมตั้งชื่อแซ่ให้แก่นาง

ดังนั้นนางจึงบอกใครๆ ว่าตนชื่อหลินอ้วนเตียว ซึ่งแซ่หลิน ก็คือแซ่เดิมของหลินมิ่ง การยืมแซ่ไปใช้ชั่วคราวหาได้มีอะไรพิเศษ แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกแปลกๆ ในใจ เหมือนมันช่างสมเหตุสมผล เหมือนควรเป็นเช่นนี้

“ความจริงข้ารู้มาพักใหญ่แล้วว่าทางเฉิ่นตงมีปัญหา เสียดายที่กองทัพเรือเองไม่อาจผลีผลาม” เสิ่นจงชิ่งแม่ทัพเฒ่าที่เข้าร่วมการประชุมลับกล่าวขึ้นด้วยท่าทางอัดอั้นใจ

แม่ทัพเรือส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่มากกว่าจัดสรรมาจากที่อื่น เสิ่นจงชิ่งเดิมก็อยู่ในเขตทะเลตะวันออก แต่ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากความวุ่นวายในการแย่งชิงบัลลังก์จบลง เขาก็ไต่เต้าจากรองแม่ทัพ ขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่ ย้ายมาประจำการที่ด่านพิทักษ์แดน เดิมทีตงเปียนก็ยากจะจัดการความสงบทางทะเลอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงยังไม่สะดวกสอดมือไปจัดการเมืองเฉิ่นตง

แม้จะบอกว่าเมืองตงเปียนกับเมืองเฉิ่นตงมีอาณาเขตติดกัน แต่กลับให้ความรู้สึกว่าสองเมืองอยู่ห่างกัน เพราะภูมิประเทศที่มีอ่าวทะเลกับเกาะน้อยใหญ่คั่นกลาง การเดินทางผ่านป่าซึ่งเป็นเส้นทางลัด เต็มไปด้วยโจร จนตอนนี้กลายเป็นเส้นทางเปลี่ยวร้าง หนำซ้ำทั้งสองเมืองไม่ได้มีสินค้าแลกเปลี่ยนกันเท่าใดนัก นานวันเข้าจึงกลายเป็นแทบไม่ติดต่อกัน

ที่สำคัญสืบเนื่องจากเจ้าเมืองถานต้องการรักษาผลประโยชน์ในเมืองที่ตนดูแล ยามเห็นเค้าลางปัญหาของเมืองเฉิ่นตงจึงพยายามอยู่ห่างที่สุด เพื่อไม่ให้ตนเองพลอยเดือดร้อนไปด้วย ถึงขั้นกีดกันไม่ให้ชาวบ้านจากเมืองข้างๆ โยกย้ายสำมะโนครัวมาที่นี่ นับเป็นความฉลาดเอาตัวรอด แต่ก็เห็นแก่ตัวจนไม่น่าให้อภัย

“ทหารเรือที่ประจำน่านน้ำตงเปียน อาศัยความดุดันยันพวกโจรสลัดไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามเส้นทางเดินเรือของต้าถัง แต่ก็เท่ากับขับไล่พวกค้าของเถื่อนจากต่างแคว้นไปเช่นกัน พวกนั้นจึงเสี่ยงไปทางเฉิ่นตง กลายเป็นส่งผลประโยชน์ให้พวกโจรชั่ว เจ้าเมืองถานรู้ทั้งรู้กลับทำเป็นไม่รู้ ข้าเพิ่งประจำการที่นี่ครึ่งปี อยากจะส่งเรื่องร้องเรียนไปยังราชสำนัก แต่ก็จนใจที่แม่ทัพต้วน แม่ทัพรักษาเมืองควบตำแหน่งแม่ทัพเรือชิงส่งสารไปว่าที่นั่นสงบสุข”

เสิ่นจงชิงแค้นใจเหลือจะกล่าว เขาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ โจรสลัดยั้วเยี้ยเต็มทะเล แต่เพื่อนร่วมอาชีพกลับบอกว่าน่านน้ำสงบสุข

“ท่านแม่ทัพเสิ่นคงมองเห็นพิรุธสินะ” อ้วนเตียวรู้ว่ายามบุรุษหารือ สตรีไม่ควรสอดปาก แต่นางติดนิสัยผู้นำเกินกว่าจะแก้ไข

“จะไม่เห็นได้อย่างไรกัน ข้าเองก็ไม่คุ้นเคยกับแม่ทัพต้วน จะว่าไปเคยพบหน้ากันครั้งแรกก็ก่อนที่ข้ามาประจำการก็เกือบสิบปีมาแล้ว ครึ่งปีก่อนตอนข้ามาประจำการที่นี่ ได้ส่งสารเชื้อเชิญแม่ทัพต้วนมาร่วมงานฉลองเลื่อนตำแหน่ง พร้อมกับหารือถึงการป้องกันทางทะเล ยามสนทนาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรผิดแปลก เขามีความรู้เรื่องการป้องกันโจรสลัดไม่น้อย ทว่าข้ากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างเกี่ยวกับเขาที่มันผิดปกติ”

“เพราะเขาอาจจะไม่ใช่แม่ทัพต้วนตัวจริง” หงมิ่งสรุปได้โดยไม่ต้องใช้หลักฐาน

เฉิ่นตงเป็นเมืองที่เล็กมาก ดังนั้นกำลังทหารจึงมีเพียงไม่กี่พันนาย และไม่ได้ใช้ระบบหมุนเวียนทางการทหารมาเป็นสิบปี หากจะควบคุมทหารทั้งหมดก็ง่ายๆ แค่สับเปลี่ยนตัวแม่ทัพ แต่ยากตรงจะทำเช่นไรกับคนที่รู้จักแม่ทัพเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นเจ้าเมือง

“หลังจากเริ่มสร้างเส้นทางการค้า ข้าก็พยายามหาข้อมูลในเมืองเฉิ่นตง แต่กลับถูกหน่วยงานท้องถิ่นขัดขวางร่ำไป” เชวี่ยนไป๋บอกสิ่งที่เขารู้ทั้งหมด ซึ่งไม่มากเลย ทว่าได้ข้อสรุปที่ชวนใจสะท้าน

“เฉิ่นตงกลายเป็นเขตปกครองโจรไปแล้ว”

หงมิ่งใจสบสายตาของคนร่วมสนทนา พบความเหมือนที่คงจะอยู่ในแววตาของเขาด้วย นั่นคือตกตะลึงด้วยความหวั่นกลัวแทนคนที่เดินเข้าไปในรังโจร  

  

......................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

#ยอดพธูคู่หทัย

        ได้เห็นทะเล และก็ได้รู้แล้วว่าคนร้ายคือใคร ซึ่งมีแนวโน้มว่าเฮียเต้จะรอดยาก555 หนังสือเล่มนี้จะถึงมือแว่นประมาณปลายเดือนนี้นะคะ ถ้าสั่งซื้อที่แฟนเพจ “แว่นฟ้า วาณี วิภาวิน” จะได้รับหนังสือพร้อมบริการจัดส่งฟรีในราคา 184 บาท จากราคา 230 บาทค่ะ

        สำหรับใครที่อยากอ่านวีรกรรมความเป็นมาของเฮียเต้ ติดตามได้ที่ #ยอดพธูคู่แผ่นดิน นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

235 ความคิดเห็น