ยอดพธูคู่หทัย (สำนักพิมพ์สถาพร)

ตอนที่ 42 : ช่างรู้ใจข้านัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,227
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62

“เดินทางช้าเช่นนี้ ข้าคงไม่มีวันไปถึงเฉิ่นตง” หงจูเชวี่ยงัวเงียตื่นขึ้นมาก็เปิดม่านหน้าต่างรถม้าบ่นใส่กู่ซานที่ขี่ม้าอยู่ไม่ไกลเท่าไร  

“พี่สือซานอ่านเอกสารที่ทางนั้นส่งกลับมาหมดแล้วหรือยัง”

กู่ซานไม่เสียเวลาแยกเขี้ยวดุหงจูเชวี่ยที่เอาแต่ใจ ย้อนถามงานที่เขาควรทำแทน ผลคือใบหน้างดงามผลุบกลับไปในรถทันที แสดงให้เห็นว่าจิ้งจอกเก้าหางที่เอาแต่นอนขี้เกียจเป็นหมูช่วงนี้ยังไม่ได้อ่านข้อมูลซึ่งนางให้สหายในยุทธภพรวบรวมให้เลย

ป่วยก็ส่วนป่วย ป่วยไม่ได้แปลว่าไม่ต้องทำงาน หลังความรู้สึกตื่นตระหนกและเศร้าเสียใจที่เห็นหงจูเชวี่ยเจ็บป่วยเพราะพิษบรรเทาลง กู่ซานก็กลับมาตั้งสติ วางแผนการล่วงหน้าให้สมกับฐานะกุนซือของนาง กว่าอ้วนเตียวจะมาพร้อมหงมิ่ง กว่าจะไปถึงเฉิ่นตง ทุกอย่างล้วนมีระยะเวลาของมัน จะปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเสียเปล่าไม่ได้

ก่อนนางจะวิ่งออกจากบ้านมาไล่ตามฮ่องเต้ กู่ซานได้ส่งจดหมายหลายสิบฉบับถึงสหายในยุทธภพ เนื้อความในจดหมาย ไม่ได้มีอะไรมากเกินไปกว่าการถามสารทุกข์สุกดิบในฐานะสหาย รวมถึงแจ้งข่าวว่านางกำลังเดินทางไปเมืองหลวง โดยอ้างว่ามีธุระต้องไปจัดการเกี่ยวกับค่ายฝึกทหารสยบแดนที่อยู่ชานเมืองหลวง จุดประสงค์ในการส่งจดหมายเพียงเพื่อดูข่าวจากทุกทิศทางว่ามีเหตุการณ์ใหญ่ใดๆ หรือไม่ และต้องการทราบว่าสหายเหล่านั้นยังพำนักอยู่ที่เดิม หรือย้ายไปยังที่ใด

สิ่งที่กู่ซานกระทำล้วนเป็นไปเพราะสัญชาตญาณ ส่งจดหมายไม่ใช่เรื่องเสียหาย รวมถึงไม่ได้เสียเวลากับทรัพย์สินมากนัก แต่ตอนได้ข่าวว่าฮ่องเต้หนีออกจากวังหลวง นางก็นึกแล้วว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน พอได้รับคำยืนยันจากปากของหงจูเชวี่ยว่าจะไปเฉิ่นตง นางก็คัดเลือกสหายที่อยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นมา แล้วเขียนจดหมายสอบถามสถานการณ์ทางนั้นอย่างละเอียด แต่นั่นยังไม่เพียงพอ

การที่หงจูเชวี่ยยอมรับว่าตนกำลังใกล้ตายเพราะพิษทลายประสานสี่ทิศ กู่ซานยิ่งไม่อาจปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ทางหนึ่งส่งจดหมายด่วนไปบอกกู่เฟย นางไม่เชื่อหรอกว่าพี่ชายจะไม่รู้หนักเบา เขาอาจไม่ส่งภรรยาวิ่งตามมารักษาฮ่องเต้ แต่ต้องให้นางช่วยหาวิธีแก้ไขพิษเป็นแน่ ต่อให้ความหวังริบหรี่ ก็หาได้สิ้นหวังไม่ ส่วนเรื่องงานนั้น นางจัดการแบ่งทหารออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งยังคงเฝ้าอารักขาฮ่องเต้ อีกกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่า กระจายตัวเข้าไปแทรกซึมในเฉิ่นตงล่วงหน้า เพื่อสืบดูสถานการณ์จริง

ข่าวสารจากหลายเส้นทางจึงถูกส่งเข้ามือกู่ซาน นางวิเคราะห์ว่าเรื่องใดสำคัญบ้าง ก่อนจะส่งต่อให้หงจูเชวี่ย พร้อมกับวางแผนรับมือล่วงหน้า เพราะไม่เพียงข้อมูลที่ได้มาจากจดหมาย ข้อมูลจากปากคนร้ายที่บุกปล้นขบวนคาราวานเมื่อสองวันก่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อย นั่นคือ เฉิ่นตงกลายเป็นเมืองโจรสลัด

สมกับที่เป็นฮ่องเต้ หงจูเชวี่ยอาศัยเพียงข้อมูลที่ส่งมายังราชสำนักเป็นทอดๆ ก็รู้แล้วว่าเมืองชายทะเลตะวันออกเฉียงเหนือไม่อาจอยู่ภายใต้กฎหมายต้าถังได้นาน เมื่อมีโจรสลัดกลุ่มต่างๆ บุกขึ้นฝั่งคอยปล้นสะดมพ่อค้าและชาวบ้านไม่ขาดสาย

อู๋เหย่ เจ้าเมืองเฉิ่นตง ภายนอกแสร้งเป็นขุนนางตงฉิน แท้จริงลอบคบหาโจร สนับสนุนกลุ่มโจรที่ใหญ่ที่สุด ชื่อว่ากลุ่มเขี้ยวมังกร สนับสนุนให้โจรกลุ่มนี้คอยปล้นทรัพย์จากโจรสลัดกลุ่มเล็กๆ ป้องกันการบุกปล้นชายฝั่ง ผลประโยชน์ตอบแทนที่กลุ่มเขี้ยวมังกรได้รับจากการแอบเข้าร่วมกับอู๋เหย่ คือสามารถปล้นเรือจากต่างชาติกับพ่อค้าต่างถิ่นได้โดยทางเจ้าเมืองจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เห็น

การกระทำของอู๋เหย่ช่างไม่อาจบรรยายได้ว่าโง่เขลาเพียงใด เขาคิดเพียงรักษาตำแหน่งไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน หารู้ไม่ว่าพวกโจรสลัดเขี้ยวมังกรแอบอ้างชื่อของโจรกลุ่มย่อยออกปล้นชาวบ้านชายฝั่งทะเลเป็นระยะ หนำซ้ำยังเหิมเกริมยึดเกาะใหญ่แห่งหนึ่งเป็นซ่องโจร สถาปนาตนเป็นจ้าวโจรสลัด เชื่อว่าหลังจากมีกำลังกล้าแข็งพอก็จะเข้าปล้นไกลไปถึงเขตตะวันออก ที่น่าหัวเราะก็คือทางด่านพิทักษ์แดน เมืองตงเปียนยังมัวทุ่มเถียงกันเรื่องแม่ทัพที่จะควบคุมเขตแดนนี้ ไม่ได้ตระหนักถึงความสงบก่อนเกิดพายุใหญ่เลย

“อีกไม่นานจะถึงเมืองเฉิ่นตง ท่านกุนซือไม่ส่งสารขอกำลังทหารเพิ่มหรือ โจรเขี้ยวมังกรรวมแล้วไม่กี่พัน ไหนเลยจะสู้ทหารยี่สิบหมื่นตามแนวทะเลตะวันออกได้” โต้วสือที่รู้ทั้งปลายทางและปัญหาเสนอความคิดเห็นที่ได้รับการส่ายหน้าเป็นการตอบแทน

“เอาทหารไปขับไล่เท่าไรก็ไม่สำเร็จหรอก หนึ่งข้าไม่คิดว่าพวกเขี้ยวมังกรมีเพียงไม่กี่พัน สองเจ้าจะไล่ต้อนคนกลางทะเลได้อย่างไร สามหมู่เกาะที่พวกมันใช้เป็นรังโจรไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ส่งทหารเข้าไปมากเท่าไร ก็เท่ากับส่งไปตายมากเท่านั้น ต่อให้ยึดเกาะโจรเอาชนะพวกมันได้ ก็ต้องสูญเสียคนไม่ใช่น้อย หนำซ้ำ พวกมันสามารถย้ายสถานที่ ก่อตั้งกลุ่มโจรใหม่ได้อีก”

“พวกโจรถ่อยช่างน่าชิงชังนัก” เกิดมาโต้วสือยังไม่เคยเจอการรบที่น่าเวียนหัวเช่นนี้เลย ฟังจากที่กู่ซานพูด ชนชั้นป่าเถื่อนเหล่านั้นมิเท่ากับแมลงร้อยขาฆ่าไม่หมดไม่สิ้นหรอกหรือ

“ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเรามิใช่ทหารเรือ”

คิ้วดกรุงรังของโต้วสือขมวดเป็นปม นึกเสียใจที่ตนไม่ได้ร่ำเรียนมาสูง จึงทำความเข้าใจกับคำพูดของกู่ซานได้ยาก แต่นางก็ไม่ได้บีบคั้นให้เขาหาคำตอบเอง

“ทหารแดนเหนืออย่างพวกเรา รบพุ่งบนหลังม้าตลอดทั้งปี แต่มีกี่คนที่ชำนาญทางน้ำ ข้าเชื่อว่าทหารหนึ่งกองพันที่ติดตามมานี่ น่าจะมีคนที่ว่ายน้ำคล่องแคล่วไม่ถึงครึ่งกระมัง” นางเป็นหนึ่งในครึ่งที่ว่ายน้ำได้เพราะได้การฝึกปรือจากบิดาที่รู้จุดอ่อนของชนชาวเหนือที่ไม่ค่อยได้เจอน้ำลึกบ่อยๆ

“คงเป็นเช่นนั้นขอรับ” โต้วสือรับคำอ้อมแอ้ม ไม่กล้าพูดว่าเขาเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นเช่นกัน การให้ทหารแดนเหนือต่อสู้ทางน้ำ ไม่ต่างจากต้อนเป็ดขึ้นคอน[1] แต่ในสถานการณ์นี้ พวกเขาล้วนอยากเป็นเป็ดจริงๆ อย่างน้อยก็พอจะเอาตัวรอดในน้ำได้

“ไม่ต้องห่วงท่านโต้ว ข้าว่ายน้ำเก่งมาก” หงจูเชวี่ยที่เมื่อครู่ผลุบหายไปในรถม้า โผล่หน้ามาแทรก ราวกับแอบฟังการสนทนามาตลอด

“ท่านว่ายน้ำเก่งแล้วยังไงกัน อย่าได้คิดเอาตัวไปเสี่ยง” กู่ซานชิงข่มขู่เอาไว้ก่อน น่าเสียดายที่หงจูเชวี่ยหาได้สะทกสะท้านไม่

“ซานเอ๋อร์ช่างรู้ใจข้านัก ไม่ต้องห่วง ข้าจะพาเจ้าไปร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยแน่นอน”

“...” กู่ซานถึงกับมุมปากกระตุก ร่วมสุขกับฮ่องเต้นางมิกล้า แต่ร่วมทุกข์นางมั่นใจว่าหงจูเชวี่ยกล้าลากนางไปเข้าร่วมก่อนถามเป็นแน่

 

......................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

#ยอดพธูคู่หทัย

        คิดถึงเฮียเต้กันไหมคะ ต่อไปเฮียจะมารายงานตัวทุกวัน จ พ ศ เหมือนเคย สลับกับท่านแม่ทัพค่ะ

        สำหรับใครที่อยากอ่านวีรกรรมความเป็นมาของเฮียเต้ ติดตามได้ที่ #ยอดพธูคู่แผ่นดิน นะคะ





[1] ต้อนเป็ดขึ้นคอน หมายถึง บังคับให้คนทำในสิ่งที่ไม่ถนัดด้วยความยากลำบาก หรือเป็นไปไม่ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

235 ความคิดเห็น

  1. #183 Sweetsmile2557 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 15:23

    เฮียเต้ช่างร้ายกาจ 5555

    #183
    0