ยอดพธูคู่หทัย (สำนักพิมพ์สถาพร)

ตอนที่ 13 : สู่ขอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 163 ครั้ง
    12 เม.ย. 62

“ขอบ่าวชราผู้นี้ปากมากสักหน่อยเถอะพ่ะย่ะค่ะ แต่โบราณมาไม่ว่าจะคนหรือต้นไม้ ล้วนต้องแตกดอกออกผลสืบทอดเผ่าพันธุ์ หากไม่มีรัชทายาทแล้วราชบัลลังก์ต้าถังจะสืบทอดต่อไปได้อย่างไร” ฉางเฉินพูดไม่ทันจบหงจูเชวี่ยก็กล่าวสวนกลับมาทันควัน

“หนานปิง” หงจูเชวี่ยเอ่ยเรียกแล้วไม่กล่าวต่อ

“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!!!” เจ้าของชื่อเอ่ยปฏิเสธชัดเจนทันที

ปกติอ๋องไป๋ หงหนานปิงผู้นี้กิริยาสุขุม ระมัดระวังการกระทำคำพูด แต่ยามนี้กลับจ้องหน้าฮ่องเต้แล้วเอ่ยเสียงแข็ง

“ไม่ต้องเอ่ยถึงชาติกำเนิดของกระหม่อมที่เป็นความลับดำมืดที่ไม่ควรกล่าวถึง อย่างไรบัลลังก์นี้กระหม่อมก็ไม่คิดอยากจะนั่ง”

ในผังราชวงศ์ หงหนานปิงเป็นพระราชโอรสลำดับที่สิบสี่ของอดีตฮ่องเต้ที่กำเนิดจากพระสนมแซ่เหมย เป็นพี่ชายของเยี่ยชิงเหมยที่มีกำเนิดลึกลับไม่ควรกล่าวถึงยิ่งกว่าใคร

ด้วยชาติที่มาจากสนมลับ อาจไม่มีผลต่อการสืบทอดราชบัลลังก์ แต่คนที่ไม่อาจยอมรับอำนาจได้ที่สุดก็คือเขา เพราะในความเป็นจริง หงหนานปิงเป็นท่านชายที่เกิดจากนางกำนัลในวังขององค์ชายสอง ซึ่งเสียอำนาจไปพร้อมแขนขวาในสงครามชิงราชบัลลังก์เมื่อสิบกว่าปีก่อน การที่เขายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เนื่องด้วยความเมตตาของฮ่องเต้ ดังนั้นนอกจากไม่แย่งชิง เขายังต้องพยายามช่วยให้อีกฝ่ายนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างมั่นคง ที่สำคัญเขาไม่ต้องการมันสักนิด พอถูกเอ่ยชื่อสีหน้าจึงไม่ดีนัก

“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าจะยัดเยียดบัลลังก์ที่เหมือนหนามตำก้นนี้ให้เจ้า ทำไมต้องทำท่าราวกับข้าจะสั่งให้เจ้าเดินลุยนรกเช่นนี้กัน แค่เรียกชื่อเท่านั้น ไม่เห็นต้องเคร่งเครียด”

“ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาทมีเรื่องใดกับกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ” หงหนานปิงกัดฟันถาม สำนึกตัวแล้วว่าเขาทำพลาดที่เสนอเรื่องรับสตรีเข้าวังหลัง นกที่ยื่นหัวออกมาก่อนมักจะถูกตัดเช่นนี้เอง

“ข้าแค่จะถามว่าเมื่อไรเจ้าจะแต่งชายา อย่างน้อยข้าก็มีสนมประดับวังบ้าง ส่วนเจ้าแม้แต่สาวใช้ห้องข้าง[1]ช่วยอุ่นเตียงสักครึ่งคนยังไม่มี ข้าไม่มีฮองเฮา เจ้าไม่มีพระชายา แล้ววันๆ เจ้าก็เอาแต่วนเวียนวุ่นวายอยู่รอบกายข้าเช่นนี้ มันช่างทำลายชื่อเสียงของข้ายิ่งนัก”

แล้วหงจูเชวี่ยก็ส่ายหน้า ทำท่าราวกับได้รับความอยุติธรรม ส่งผลให้ใบหน้าหงหนานปิงที่เรียบเฉยสง่างามกลายเป็นเส้นดำ

ชื่อเสียงผู้ใดเสียหายกันแน่ แล้วท่านเป็นถึงฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ อย่าได้ทำท่านางละครกล่าววาจาป้ายสีผู้อื่นหน้าตาเฉยเช่นนี้ได้หรือไม่

“ถึงชื่อเสียงของข้าจะเสียหายเพราะเจ้า แต่ข้าไม่ใช่คนใจแคบ จะช่วยเจ้าหาพระชายาเอก ชายารอง พร้อมด้วยเมียบ่าว และถ้าเจ้าสามารถให้กำเนิดบุตรได้ก็ดียิ่ง”

หงจูเชวี่ยไม่พูดให้จบ แต่ดวงตาแพรวพราวบอกชัดว่าเขาหยิบยื่นบัลลังก์ให้หงหนานปิงไม่ได้ แต่จะยัดมันใส่มือทารกที่ยังไม่ถือกำเนิดคนนั้นแทน

ถ้าไม่ติดว่าปลงพระชนน์ฮ่องเต้แล้วตนเองต้องขึ้นครองบัลลังก์ให้ชีวิตยุ่งยากกว่าเดิม หงหนานปิงก็อยากจะลองสังหารหงจูเชวี่ยสักหลายๆ ครั้ง ได้แต่สงสัยว่าเหตุใดเรื่องคัดเลือกนางในถึงกลายเป็นการยัดเยียดบัลลังก์แถมเมียให้เขาเสียได้

อ๋องหนุ่มหันไปสบตาฉางเฉิน แล้วทั้งสองก็หันไปมองหน้าเต้อซา ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของฮ่องเต้แต่กลับทำหน้านิ่งเฉยประหนึ่งเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับข้าอย่าได้เอาข้าไปข้องเกี่ยว ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเวลาเจอกับคนปากร้ายไร้เมตตาจิตเช่นหงจูเชวี่ย

ฉางเฉินกับเต้อซาเองก็ลอบมองหงหนานปิงด้วยความเห็นใจ ด้วยบุคลิกของอ๋องหนุ่มนั้นแตกต่างจากหงจูเชวี่ยเป็นไหนๆ ไม่ใช่ว่าเขารูปไม่งาม เพียงแต่ไม่ได้งามแบบเดียวกัน แน่นอนว่าด้วยสายเลือดเค้าโครงบางอย่างของทั้งสองมีส่วนคล้ายคลึงอยู่บ้างเช่นคิ้วและคาง แต่ฮ่องเต้งามจนคล้ายสตรี ส่วนอ๋องไป๋เหมือนบัณฑิตหล่อเหลาผู้คงแก่เรียน กิริยาสุขุมนุ่มนวล สง่าผ่าเผยทรงความรู้ แม้ว่าตอนนี้จะยืนอยู่ด้วยสีหน้าจนใจก็ตาม

“เสียดายที่กุนซือกู่ไม่อาจ...” ฉางเฉินเอ่ยถึงตรงนี้ก็พบว่าไม่สมควรกล่าวต่อ

สกุลกู่ภักดีนั้นของแน่ แต่ธิดาสกุลกู่ใช่จะเข้ามาอยู่ในวังหลังได้ และการที่ขันทีชราเอ่ยชื่อนี้ออกมาก็ส่งผลให้ดวงตาของหงจูเชวี่ยส่งประกายประหลาดวูบหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มพูดเล่น

“น่าอิจฉาสาวทอผ้า อย่างน้อยก็ได้พบหน้าหนุ่มเลี้ยงวัวปีละครั้ง” หงจูเชวี่ยเอ่ยปากแต่ละคราวชวนให้คนกังขา

“ฝ่าบาทจะเปรียบพระองค์เองเป็นหนุ่มเลี้ยงวัวไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ฉางเฉินรู้สึกตนเองช่างชรานัก เสียดายที่ขอเกษียณหลายคราวไม่เคยสำเร็จ

“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าข้าเหมือนหนุ่มเลี้ยงวัว” กล่าวไปก็เผยรอยยิ้มงดงามไป บอกเป็นนัยว่ารูปงามอย่างข้าแม้แต่สาวทอผ้าซึ่งเป็นธิดาสวรรค์ก็เทียบไม่ติด

“กระหม่อมคิดว่าตนเองก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อพบว่าการเจรจาให้เติมเต็มวังหลังคราวนี้คงล้มเหลวเช่นเคย หงหนานปิงก็ถอนใจยืดยาว แค้นใจที่เหล็กไม่อาจหลอมเป็นเหล็กกล้า[2] ยังดีที่เขามีคนร่วมถอนใจเป็นเพื่อน แต่สามคนสนิทยังถอนใจไม่สุด ก็มีข่าวด่วนจากทางเหนือมารายงาน และที่สำคัญมันหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับกุนซือกู่

หงจูเชวี่ยได้ยินว่าสารลับถูกส่งมาจากจวนสยบอุดรสกุลกู่ก็รับมาอ่านเองอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะผุดยิ้มเย็นเยือก เมื่อพบว่าแคว้นซาเป่ยคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการสมรสระหว่างองค์ชายกับน้องสาวคนเล็กของแม่ทัพกู่ผู้คุมชายแดนเหนือ

“ชนชั้นป่าเถื่อน ถึงกับกล้าสู่ขอซานเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ”

อ่านสารลับจบ รอยยิ้มบนใบหน้างดงามล่มเมืองของหงจูเชวี่ยห่างไกลจากคำว่าปีศาจกระหายเลือดเล็กน้อย คนอื่นจึงไม่ต้องถามความเห็นเรื่องการสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นว่าฮ่องเต้มีพระประสงค์อย่างไรบ้าง

“คางคกคิดกินเนื้อหงส์ องค์ชายโง่เขลาคนนั้นไม่รู้หรือว่าจะมีจุดจบเช่นไร”

ประกายเหี้ยมเกรียมในดวงตาหงจูเชวี่ยเป็นคำตอบที่ดียิ่ง แต่ไม่ดีเลยสำหรับแคว้นที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากภัยสงครามและภัยธรรมชาติ

“เราจะออกรบเพียงเพราะไม่พอใจในการสู่ขอไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

เต้อซาไม่อาจนิ่งเงียบได้ต่อไป ฉางเฉินพยักหน้าเห็นด้วย หงหนานปิงสีหน้าเคร่งเครียด สมองหมุนคำนวณเงินที่มีน้อยนิดในคลังหลวง ตามด้วยขบคิดหาคำพูดเพื่อยับยั้งสารพัด แต่หงจูเชวี่ยแค่หันไปยิ้มให้พวกเขา

“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าจะยกทัพไปถล่มแคว้นซาเป่ย”

“...” ฟังแล้วหงหนานปิงมีแรงกระตุ้นอย่างเต็มที่ที่จะลอบปลงพระชนม์ และเชื่อว่าเต้อซากับฉางเฉินจะช่วยเหลือเต็มที่

หงจูเชวี่ยไม่ได้พูด แต่ทุกคนในที่นี่ต่างรู้ว่าเขาพร้อมจะสังหารโหดใครก็ตามที่กล้าเอื้อมมือมาแตะต้องกู่ซาน ยอดดวงใจที่ผ่านสิบกว่าปี ก็ยังไม่ใช่ของเขา

 

......................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

#ยอดพธูคู่หทัย

สงสารหงหนานปิงเค้านะคะ แต่เกิดเป็นคนข้างกายหงจูเชวี่ยต้องอดทน555 มีคนมาสู่ขอซานเอ๋อร์ พี่สือซานหรือจะทนไหว แล้วน้องล่ะจจะไปไหม รออ่านตอนหน้านะคะ จุ๊บๆๆ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ขอฝากผลงานเล่มที่แล้วด้วยค่ะ #ขันทีตัวปลอมจอมใจตัวจริง ฝากเสี่ยวเจี่ยด้วยนะคะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTA3MDY2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6IjkxODg1Ijt9



[1] สาวใช้ห้องข้าง หมายถึงหญิงรับใช้ที่ทำหน้าที่นางบำเรอให้เจ้านายด้วย จึงมักจะอาศัยหลับนอนในห้องที่มีประตูเชื่อมต่อกับห้องนอนของเจ้านายเพื่อความสะดวกในการปรนนิบัติรับใช้ยามกลางคืน

[2] แค้นใจที่เหล็กไม่อาจหลอมเป็นเหล็กกล้า หมายความว่า ตั้งความหวังกับใครบางคนเอาไว้มาก แต่ถูกทำให้ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 163 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

235 ความคิดเห็น

  1. #26 Sweetsmile2557 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 16:58

    รอความร้ายกาจของฮ่องเต้ 55555

    #26
    1
    • #26-1 กาน (จากตอนที่ 13)
      10 กรกฎาคม 2562 / 09:51
      ซานเอ๋อร์ต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะแต่งเพื่อเชืีอมสัมพันธไมตรีหรือแต่งกับฮ่องเต้ แต่งกับใครก้อมีสนมเต็มวังอยู่ดีแต่กับฮ่องเต้คือได้อยู่บนแผ่นดินตนเองและฮ่องเต้รักซานเอ๋อร์หนักมาก
      #26-1
  2. #25 lookme063 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 15:20
    สงสารนางจัง รอน้องซานมานาน
    #25
    0
  3. #24 OuWate (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 08:56
    อยากให้เค้าได้กัน 555 น้องซานกับพี่สือซาน
    #24
    0