ยอดพธูคู่หทัย (สำนักพิมพ์สถาพร)

ตอนที่ 11 : กุนซือกู่กับฮ่องเต้หงจูเชวี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,505
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 190 ครั้ง
    8 เม.ย. 62

“องค์ชายปีศาจไปไหน”

กู่ซานแทบจะเขย่าแขนกู่หานเพื่อถามหาคู่ปรับของนาง ตลอดหนึ่งปีมานี่นอกจากคิดถึงพี่รองซึ่งยังอยู่ในสำนักไร้นาม นางก็เฝ้ารอวันที่จะกลับมากลั่นแกล้งหงจูเชวี่ย พร้อมกันในในอกเสื้อของนางก็มีถุงใส่ลูกอมถุงใหญ่ที่นางใช้เงินเก็บของนางซื้อเอามาฝากเขา องค์ชายผอมแห้งยังไม่ได้กินขนมของนางเลย นางจะเอาไปให้เขา

“ข้าก็ไม่รู้” กู่หานไม่เคยเห็นน้องสาวร้อนรนเช่นนี้เลย นอกจากวันที่นางรู้ว่าเขากับพี่ชายใหญ่ต้องออกจากบ้านมาฝึกวิชา

“ข้าจะไปถามอาจารย์ผู้เฒ่า” ร่างเล็กทำท่าจะวิ่งออกไป แต่ถูกแขนยาวๆ ของพี่ชายรั้งเอาไว้

“เจ้าไปถาม ท่านอาจารย์ก็ไม่บอกหรอก ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายหงจูเชวี่ยต้องไปทำหน้าที่สำคัญ” ด้วยนิสัยที่ยังเด็กไม่คิดอะไรรอบคอบ กู่หานจึงเอาความลับที่แอบได้ยินกระซิบบอกกู่ซาน

“เห็นว่าเป็นภารกิจอันตราย แต่ไม่มีใครนอกจากเขาที่ทำได้”

ฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว ใบหน้ากู่ซานก็บิดเบ้ด้วยความกังวลใจ คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าองค์ชายปีศาจไร้ความสามารถแค่ไหน เขาสู้เด็กหญิงเช่นนางก็ไม่ได้ โดนนางหลอกหลายคราวก็เอาแต่ยิ้ม

ต่อให้กู่หานขัดขวาง กู่ซานก็ยังหาทางไปขอร้องอาจารย์ผู้เฒ่าให้พาหงจูเชวี่ยกลับมา แต่ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้า แล้วสั่งลงโทษกู่หานที่แอบฟังเรื่องลับและนำไปบอกต่อด้วย ดังนั้นเด็กหญิงจึงถูกกู่เอ่อคังดุ แต่ไม่ทันถูกลงโทษ นางก็ร้องไห้เสียงดัง ออกปากจะไปตามหาองค์ชายปีศาจของนาง ร้องและก็ร้องจนหลับไป ก่อนจะตื่นมาพบของขวัญที่เขาฝากเอาไว้ให้นาง

ตุ๊กตาสำริดเตะต่อยได้ตัวเท่าคน มีรอยแกะสลักกลางช่วงอกเอาไว้ตัวโตๆ ว่า ‘หงจูเชวี่ย’ กู่ซานจำได้ว่าตุ๊กตาตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่เขาเคยมอบให้เพื่อง้องอนนางหลังจากที่นางถูกกู่เอ่อคังลงโทษ แต่นางไม่ยอมรับหนำซ้ำยังกล่าวใส่หน้าว่าจะไม่รับของจากศัตรู นอกจากตุ๊กตายังมีจดหมายอีกหนึ่งฉบับ

‘ซานเอ๋อร์ เสียดายที่ไม่ได้กล่าวลาเจ้า ข้าขอมอบตัวแทนเอาไว้ให้เจ้าต่อยเวลาคิดถึงข้า’

ใบหน้าของตุ๊กตาแข็งกระด้างไม่เหมือนใบหน้าของหงจูเชวี่ยสักนิด แต่มันทำให้กู่ซานคิดถึงวันนั้นตอนที่นางจูงมือเขาไปเล่นริมลำธาร เนื่องจากกำลังโมโหที่เพิ่งถูกลงโทษเพราะเขา นางจึงแกล้งหลอกให้เขาชิมผลไม้รสขม หลอกให้ไล่ต้อนปลาจนล้มก้นจ้ำเบ้าเปียกปอนไปทั้งตัว แต่เขาไม่โกรธนางสักนิด กลับชมว่านางหัวเราะแล้วน่ารัก นางเชิดคางพลางกล่าวว่านางย่อมน่ารัก อารองบอกว่านางเป็นเด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในค่ายสยบแดน แน่นอนว่านางย่อมไม่บอกเขาว่าทั้งค่ายทหารมีเด็กหญิงอยู่คนเดียว

ภาพใบหน้าหงจูเชวี่ยตอนยิ้มแย้มขณะฟังนางกล่าววาจาโอ้อวดผุดขึ้นในหัว ตามด้วยใบหน้าเศร้าๆ ตอนมอบตุ๊กตาสำริดให้แล้วนางไม่ยอมรับ

สุดท้ายคือใบหน้าตอนโบกมือให้นางพร้อมตะโกนบอกว่าจะรอนางอยู่ที่สำนักไร้นาม ให้นางกลับมาเยี่ยมเขาบ้าง แต่ถูกนางตะโกนบอกว่าจะมาเยี่ยมพี่รองแต่ไม่มาหาเขาแล้วหันหน้าหนี ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็รู้สึกผิด เพราะเมื่อนางลอบหันกลับไปมอง พบว่าเขาก้มหน้ายืนห่อเหี่ยว ส่งผลให้นางนึกสงสารเขาเป็นอย่างยิ่ง กำลังคิดจะตะโกนเรียกดีหรือไม่ แต่เหมือนเขาจะสัมผัสได้ว่านางมองอยู่จึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นนางหันมาหา ใบหน้าของเขาก็สว่างไสวด้วยรอยยิ้ม แน่นอนว่าสีหน้าเช่นนั้นต้องไม่เหมือนกับตุ๊กตาหน้าตายตัวนี้แน่

“ใครคิดถึงท่านกัน” แล้วนางก็ต่อยเจ้าตุ๊กตาหงจูเชวี่ยไปหนึ่งหมัด

หนึ่งหมัด สองหมัด สามหมัด กำปั้นเล็กๆ ของกู่ซานต่อยตุ๊กตาหงจูเชวี่ยไม่นับ ต่อยจนเจ็บมือ ต่อยจนร้องไห้ เอาลูกอมที่จะมอบให้เขามากินแล้วก็ยิ่งร้องไห้ แต่นางบอกตัวเองว่าไม่ได้คิดถึงเขาสักนิด แค่อยากเห็นรอยยิ้มของขาอีกครั้ง

 

 

แปดปีต่อมา รอยยิ้มของเขายังคงเดิม

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้คนจะเปลี่ยนแปลงเช่นไร ท่าทีที่หงจูเชวี่ยมอบให้กู่ซานก็ยังคงเดิม ตลอดหลายปี นางยังคงเป็นสตรีที่เขาห่วงหา ดังเช่นยามนี้ ที่เพิ่งออกจากท้องพระโรง ร่างกายก็ไม่สู้ดีนักเพราะเพิ่งฟื้นจากการถูกพิษปางตาย ก็ยังแอบลากตัวนางมาพูดคุยในอุทยานหลวง

“ซานเอ๋อร์ เจ้าควรอยู่ในเมืองหลวงต่อ” หงจูเชวี่ยแนะนำในเรื่องที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

สกุลกู่มีจวนประจำตำแหน่งแม่ทัพสยบแดนอยู่ในเมืองหลวงก็จริง ทว่ากู่ซานไม่โง่พอจะคิดเอาเองว่าหงจูเชวี่ยต้องการให้นางเฝ้าจวนอยู่เปล่าๆ และยิ่งไม่โง่ขนาดไม่เข้าใจว่าเขาอยากให้นางอยู่ที่ไหนกันแน่ในเมืองหลวง

“บ้านเกิดหม่อมฉันอยู่ในเป่ยเปียน ครอบครัวก็อยู่ที่นั่น การงานของหม่อมฉันก็อยู่ที่นั่นเพคะ” กู่ซานแจกแจงละเอียดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

ขาดแค่บอกตรงๆ ว่า ‘ฝ่าบาท ทรงปัญญาอ่อนไปแล้วหรือเพคะ’

“ทำไมข้าจะไม่รู้ เพียงแต่เจ้าไม่จำเป็นต้องอยู่ในบ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเพียงกุนซือกู่ และยิ่งสมควรสร้างครอบครัวของตนเอง” หงจูเชวี่ยก็แจกแจงละเอียดเช่นกัน ขาดแต่บ่งบอกชัดเจนว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งของนางมาทำอะไร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กู่ซานไม่อาจรับได้

“สกุลกู่พร้อมรับใช้แผ่นดิน แต่ไม่อาจเข้าร่วมวงษ์สกุลเพคะ” นางขอยืนหยัดในเรื่องนี้ ทว่าแทบสะดุดกับคำกล่าวของเหนือหัว

“ข้าไม่ได้พูดเสียหน่อยว่าจะแต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นไทเฮา เสด็จแม่ของข้าแค่อยู่ในคุกหลวงรอวันตัดสินโทษ แต่ยังไม่ได้สวรรค์คต” หงจูเชวี่ยเอามารดาเลี้ยงที่มีตำแหน่งเป็นถึงไทเฮามาล้อเล่นหน้าตาเฉย ไม่สนใจใบหน้าเขียวคล้ำด้วยโทสะของกู่ซาน

ถ้าข้าเป็นมารดาของท่าน ข้าจะเอาหมอนอุดปากอุดจมูกให้ท่านตายตั้งแต่ยังแบเบาะ กู่ซานคำรามก้องในใจ พยายามฝืนข่มโทสะไม่เอาหมัดกำแน่นของตนไปกระทบปากสีแดงสดสวยตรงหน้า แต่ท่าทางที่ผ่านการอบรมจนกลายเป็นเยือกเย็นสุขุมไม่อาจตบตาคนที่เห็นนางมาตั้งแต่เด็กได้

“เจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากนะซานเอ๋อร์ หากเป็นเมื่อก่อนต้องโต้แย้ง หรือไม่ก็ต่อยข้าสักหมัดสองหมัดแล้ว” เป็นประโยคบอกเล่ามิใช่คำถาม คนฟังจึงไม่จำเป็นต้องตอบ ดังนั้นหลังจากรอครู่หนึ่ง หงจูเชวี่ยก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของกู่ซานแล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม

“ข้าเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน หลังจากผ่านความตายคราวนี้ ข้ารู้แล้วว่าควรจะฝากชีวิตเอาไว้กับผู้ใด” เขารอให้นางถาม ทว่านางกลับทำเป็นไม่รู้ จนเขาต้องบีบคั้นนางเพิ่มอีกนิด

“เจ้าอยู่ในเมืองหลวงอีกหลายวัน ลองไปคิดๆ ดูแล้วกันนะ ข้าจะให้กรมพิธีการกับกรมวังรอฟังคำตอบ”

กรมพิธีการกับกรมวังเกี่ยวอันใดกับคำตอบของนางนั้น กู่ซานไม่อยากจะเปลืองสมองขบคิด แต่ก็รู้ว่าหงจูเชวี่ยต้องการมอบสิ่งใดให้แก่นาง ทว่านางหรือจะรับได้

“ซานเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าต่อให้ข้าไม่พูด เจ้าก็เข้าใจ หลายปีที่ผ่านมา สำหรับข้าเจ้าคือน้องสาวที่ข้าห่วงใย แต่ยามข้าใกล้ตาย ข้าถึงพบว่ามิใช่เพียงแค่นั้น ตอนเจ้าบอกว่าไม่ให้ข้าตาย ข้าถึงกัดฟันทนผ่านความทรมานไปได้ ดังนั้นเจ้าจะยอมก้าวผ่านทุกสิ่งร่วมทางไปกับข้าอีกครั้งได้หรือไม่”

หงจูเชวี่ยกล่าวถึงขนาดนี้ กู่ซานก็ยังคงนิ่งเงียบ แต่เขาคิดว่าสามารถรอได้

ทว่าสิ่งที่นางมอบให้แก่เขาคือการจากลา และเดินทางกลับแดนเหนือโดยไม่คิดจะพบปะเป็นการส่วนตัวอีก เพียงฝากข้อความผ่านจดหมายพร้อมปิ่นประดับขนหางจิ้งจอกซึ่งมีเพียงคนสองคนที่ล่วงรู้ความนัยไปให้เขา

 

‘บนกำแพงเมืองเป่ยเปียนยามข้าศึกบุก ไร้ซึ่งซานเอ๋อร์ เหลือเพียงกุนซือกู่

ห่างหุบเขาอูยา บนแผ่นดินเต็มไปด้วยหน้าที่ องค์ชายในวันวานหรือจะเทียบฮ่องเต้ในวันนี้’

 

เพราะนางคือกุนซือกู่ ส่วนเขาคือหงจูเชวี่ย ฮ่องเต้ที่นางควรภักดีในฐานะข้าราชบริพาร หาใช่ในฐานะอื่นอันไม่ควรอาจเอื้อม 

แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่ได้กล่าว และเขาไม่ได้พูด นั่นคือ เหนือกว่าหน้าที่คือจิตใจ ซึ่งไม่รู้ว่าท้ายที่สุดใจของใครจะดึงดันจนเอาชนะใจอีกฝ่ายได้

......................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

#ยอดพธูคู่หทัย

ข้อดีของการเป็นเด็กคือทำตามใจได้โดยไม่ต้องคิดถึงฐานะ หน้าที่ หรือความเหมาะสม วันนี้เวลาเปลี่ยนซานเอ๋อร์เปลี่ยน หงจูเชวี่ยเปลี่ยน แต่ความรักจะเปลี่ยนไหม รออ่านตอนหน้านะคะ

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามนะคะ แต่ยังลง จันทร์ พุธ ศุกร์ เหมือนเดิม 555 ขอกำลังใจเป็นกดติดตามและคอมเม้นต์ ถ้าได้เยอะๆ อาจมีขยับนะคะ อิอิอิ

ขอฝากผลงานเล่มที่แล้วด้วยค่ะ #ขันทีตัวปลอมจอมใจตัวจริง ฝากเสี่ยวเจี่ยด้วยนะคะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTA3MDY2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjU6IjkxODg1Ijt9

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 190 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

235 ความคิดเห็น

  1. #20 InthiraP (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 10:50

    หน้าที่กับหัวใจสวนทางกันอีกแว้ว เอาใจช่วยทั้งคู่ค่ะ

    #20
    1
    • #20-1 (จากตอนที่ 11)
      9 เมษายน 2562 / 23:13
      ขอบคุณค่ะ และขอบคุณที่ติดตามนะคะ
      #20-1
  2. #19 mooklinlava2505 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 10:29
    น้องกู่โตแล้ววว
    #19
    1
    • #19-1 (จากตอนที่ 11)
      9 เมษายน 2562 / 23:12
      น้องเป็นสาวแล้ว แต่ฮ่องเต้มาแอ๊วน้องกลับไม่สนใจ
      #19-1
  3. #18 NatthayaSrichan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 08:37
    จู่เชวี่ยน่ารักอ่ะ
    #18
    1
    • #18-1 (จากตอนที่ 11)
      9 เมษายน 2562 / 23:12
      เก็บภาพจำไว้นะคะ อีกนิดอาจจะน่าถีบ
      #18-1
  4. #17 OuWate (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 08:27
    สงสารรรรรรรร ทำไมฮ่องเต้เรื่องนี้น่าสงสารตั้งแต่เรื่องที่แล้วยันเรื่องนี้เนี่ยยย
    #17
    1
    • #17-1 (จากตอนที่ 11)
      9 เมษายน 2562 / 23:11
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ต่อไปจะพยายามกระจายความน่าสงสารไปให้คนอื่นโดนฮ่องเต้รังแกแทนค่ะ555
      #17-1