ร้าย(ไม่)รัก

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2 ร้ายมากนัก แต่รักมากกว่า (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ก.ค. 59

“จัดงานตอนทุ่มนึง ส้มจี๊ดคิดดีแล้วเหรอ” แทนไทถามความคิดเห็น แต่เป็นการปฏิเสธและดูถูกในประโยคเดียว เขาไม่เสียเวลานั่งอ่านแฟ้มที่เธอยื่นให้ด้วยซ้ำ แค่กวาดตามองผ่านแล้วๆ แล้วติตั้งแต่ย่อหน้าแรก

“คิดดีแล้วค่ะ” จีราพรตอบสั้นๆ ด้วยรอยยิ้ม คิดดีของเธอคือถูกดี เพราะได้ส่วนลดค่าสถานที่ครึ่งหนึ่ง แล้วสามารถจัดงานเลี้ยงแค่มื้อเดียว แทนที่จะเลี้ยงมื้อบ่าย มื้อเย็น มื้อค่ำ หากจัดงานตอนสายอย่างใจจรัญกับภาคินี

“ตอนทุ่มนึงมันก็ดีนะ อากาศเย็นๆ ดี” คนฟังคิดแล้วว่าต้องมีคำว่า แต่ ทว่าพอได้ยินจริงๆ ถึงกับอึ้ง อ้าปากค้าง

“แต่ยุงคงชุมน่าดู ยุงริมทะเลเมืองไทยตัวใหญ่อย่างกับช้าง ยากันยุงแบบไหนถึงจะดี แบบจุดเจอคนแพ้ถึงกับอาเจียนเลยนะ ลมก็พัดแรง พวกอุปกรณ์ตกแต่งจะทนได้แค่ไหน แล้วยังจะทรายละเอียดอีก ไม่รู้ว่าจะลงไปในอาหารหรือเปล่า พี่ว่าลงแหงๆ แขกบ่นแน่เลย ถ้าฝนตกด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ พูดถึงยุง ส้มจี๊ดรู้จักเชื้อไวรัสซิก้าใช่ไหม พี่ไม่ได้ตามข่าวว่ามาถึงไทยหรือยัง แต่ถ้ากัดคนท้องมีผลต่อเด็กเลยนะ” สายตาของเขากล่าวหานิดๆ ว่าเธอไม่ห่วงน้องที่ยังไม่เกิดของทั้งคู่

แม่เจ้า คิดไปถึงซิก้าเลยเหรอ ที่จีราพรคิดมีแต่อยากตบแทนไทให้สลบข้อหาเรื่องมาก สิ่งที่เธอเกลียดกว่าคนเรื่องมาก ก็คือคนเรื่องมากที่คิดถึงแต่ปัญหาไม่ยอมคิดหาทางออก เธออยากจ้องหน้าเขาแล้วยิ้มหวานใส่ แล้วพูดว่าเธอจำจัดตอนหนึ่งทุ่มใครจะทำไม แต่มือคันยิบๆ เธอเลยเสมองพื้นแวบหนึ่งเพื่อซ่อนแววตากระหายเลือด หลบจากรอยยิ้มของเขาไปเป็นรองเท้าแทน มันก็เหมือนอย่างอื่นบนตัวเขา เงางับไร้ตำหนิ แล้วยิ่งใหญ่กีดขวางทางคนอื่นแบบเงียบๆ

“ใหญ่จัง” มือถึงไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ทำเธอเครียด “คือ ส้มจี้ดหมายถึง พี่ไทพูดเหมือนว่าเรากำลังเจอปัญหาใหญ่ อย่าคิดมากสิคะ ส้มจี้ดเข้าใจคะว่าเป็นงานแต่งของคุณแม่ พี่ไทคงอยากให้ออกมาดี แต่เรามาค่อยๆ ดูทีละส่วนดีไหมคะ อย่าเพิ่งสรุป”

“งั้นเปลี่ยนเวลาก็ได้สินะ” เขาย้อนเสียงเรียบ แต่เธอสวนเสียงแหลม

“ไม่ได้ค่ะ! มันแพง” พอรู้ตัวว่าน๊อตหลุด จีราพรก็รีบกลบเกลื่อน “ส้มจี้ดหมายถึง เราควรจะกำหนดงบประมาณให้เรียบร้อย การเริ่มชีวิตคู่ ไม่ควรจะมีปัญหาเรื่องเงินทองจริงไหมคะ” ถ้าเป็นปกติหญิงสาวคงควบคุมสติ ไม่เผลอหลุดปากออกไปอย่างเมื่อครู่ แต่ช่วงนี้เธอต้องทำงานหนักแทบไม่ได้กินได้นอน ทั้งจ๊อบหลักจ๊อบรองจ๊อบย่อยหาเงินมาเป็นค่างานแต่งและเงินสินสอด เลยเพลียทั้งกายลามไปถึงจิต ไม่นับแทนไทที่แค่ยืนเฉยๆ ก็ทำเธออยากกลายร่างเป็นปีศาจ

“จริงของส้มจี้ด เรื่องเงินนี่ปัญหาใหญ่ของชีวิตคู่เลย” แล้วเขาก็เสนอด้วยความหวังดี “เงินสินสอด หลายคู่นะ ที่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวช่วยกันหา ใครจะรู้ว่าเงินกับทองใครเป็นคนหาจริงไหม”

โชคดีที่เธอเลือกกัดปาก ไม่อย่างนั้นคงเผลอพูดอะไรร้ายๆ ผู้ชายคนนี้หยามความสามารถในการหาเงินค่าสินสอดของพ่อเธอชัดๆ ความจริง คือความสามารถในการหาเงินของเธอ จะว่าหัวโบราณก็ได้ แต่จีราพรคิดว่าการสู่ขอเจ้าสาวมาเข้าพิธีวิวาห์ ผู้ชายควรเป็นคนจัดหาเงินทองเพื่อแสดงความพร้อมในการดูแลผู้หญิง เอ่อ... ก็ใช่ว่าพ่อเธอจะพร้อม

มันจะอะไรนักหนา แทนไทอยากจะบ่นความเรื่องเยอะของคนตรงหน้า ที่เขาพูดออกไปก็เพราะความหวังดี ไม่มีเจือประสงค์ร้ายสักนิด เขาก็ไม่ได้คลุกคลีทำเนียมไทยเท่าไหร่ แต่ก็มีหลายครั้งที่ร้านอาหารไทยในนิวยอร์คถูกใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงพิธีแต่งงาน แล้วเขาก็ฉลาดพอจะมองออกว่าเจ้าสาวสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมาแต่ตัวให้เจ้าบ่าวออกค่าใช้จ่ายทุกรายการ

“ถ้าส้มจี้ดถือเรื่องสินสอด พี่ขอรับผิดชอบเรื่องงานแต่งเอง สมัยก่อนผู้หญิงต้องเป็นคนจัดงานแต่งไม่ใช่เหรอ พี่อยากทำตามธรรมเนียม ญาติผู้ใหญ่จะได้ไม่ว่าเอาได้” เขาโมเมดื้อๆ แล้วไม่ละอายใจการแอบอ้างปู่ย่าตายายด้วย

“เท่าที่รู้ ญาติผู้ใหญ่ของเราไม่เหลือแล้วไม่ใช่เหรอคะ” แก่สุดของเธอคือพ่อ แก่สุดของเขาคือแม่ ซึ่งกำลังจะแต่งงานกัน

“ย่าของพี่ตั้มไง พี่นับถือคุณย่าเหมือนย่าแท้ๆ ของพี่” จากคนที่มีญาติน้อยถึงน้อยมาก การแต่งงานของญาณากร ทำให้แทนไทกลายเป็นคนญาติเยอะ

“มันก็... ก็ได้ค่ะ” เธอจะปฏิเสธแต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจ ศักดิ์ศรีไม่ใช่ลูกชิ้น มันกินไม่ได้

“ดีมาก” แล้วเขาก็โยนแฟ้มงานเธอทิ้งอย่างไม่ใยดี “ต่อไปนี้ส้มจี้ดมาฟังแผนงานจากพี่นะ” ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ แต่รูปประโยคเมื่อครู่ เหน็บแนมไปยังก่อนหน้านี้ที่หญิงสาวเสนอเป็นคนจัดแผนงานเอง ซึ่งเขามองว่าเป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ

แต่ถึงจะเคืองยังไงจีราพรเลือกใช้หนึ่งในร้อยใบหน้าที่เธอมี นั่นคือใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนเห็นดีเห็นงามไปกับแทนไททุกเรื่อง แล้วหวังว่างานจะออกมาดี ไม่ใช่ตีกันตาย

 

 

“คนงานไปไหน” “ว้าย!!!” แทนไทแค่ทักทายธรรมดา แต่การอยู่ตามลำพังในเวลาห้าทุ่มรวมกับการยืนบนบันไดลิงมันทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งขวัญอ่อนมากพอจะทรงตัวพลาดแล้วถลาลงมาหาพื้น ถ้าไม่มีผู้ชายคนหนึ่งรับร่างเธอเอาไว้ในวงแขน

มันเยี่ยมเลย เธอตกใจ เธอขวัญหาย เธอเจ็บจากการกระแทกกับร่างแข็งๆ ของชายหนุ่มกล้ามแน่น แต่หลังจากทั้งหมดเธอรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้ง ในฐานะผู้หญิงที่เกิดและเติบโตมาคอยดูแลพ่อและคนอื่นๆ การมีผู้ชายสักคนอุ้มเธอเหมือนเจ้าหญิงมันน่าพิเศษ ยกเว้นเจ้าชายจะทำหน้าบึ้งแล้วไม่ยอมเว้นวรรคในการตำหนิเธอ

“ทำไมไม่รู้จักระวังตัว” เขาคิดว่าควรมีสิทธิตำหนิในเมื่อเขาห่วงสวัสดิภาพของเธอ แต่เขาคิดผิด

“ส้มจี้ดระวังตัวอยู่แล้วค่ะ แต่ไม่คิดว่าอยู่ๆ จะมีคนมาทำให้ส้มจี้ดตกใจ” เป็นการโต้กลับคำตำหนิอย่างสุภาพ “วางส้มจี้ดลงได้แล้วค่ะ ว้าย!”  เพราะปากหาเรื่องนิดๆ เขาเลยปล่อยเธอลงไปยืนอย่างเร็วเกือบจะเรียกว่าโยนทิ้ง หญิงสาวฝืนยิ้มเรียกหาใบหน้าอ่อนหวานมาใช้แล้วกล่าวเสียงสุภาพ

“ขอบคุณนะคะพี่ไท” อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าควรระงับอารมณ์ แต่ยืนอยู่นานอีกนิดคงมีปัญหาเธอเลยเลือกจะหันไปหางาน “ส้มจี้ดขอทำงานต่อก่อนนะคะ”

“งั้นกลับมาที่คำถามแรก คนงานไปไหน” ห้องจัดเลี้ยงสำหรับพิธีแต่งงานช่วงสายซึ่งจะจัดพรุ่งนี้เสร็จไม่ถึงครึ่งตามแบบที่เขาร่างเอาไว้ แต่สิ่งที่เขาต้องการรองจากงานเสร็จเรียบร้อย คือคนงานหลายๆ คนช่วยกันทำให้มันเสร็จเรียบร้อย

“อาจจะเพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มีงานจัดเลี้ยงหลายงาน หรืออาจเพราะนี่เป็นเวลาสี่ทุ่มก็ได้ค่ะ” เธออยากจะพูดต่ออีกว่าถ้าไม่มีคนโรคจิตเปลี่ยนแบบให้ดีขึ้นเมื่อวานทุกอย่างคงง่ายกว่านี้ แต่เธอไม่ต้องพูดคนที่รู้ไปหมดก็เข้าใจ

“พี่ขอโทษแต่พี่คิดว่าส้มจี้ดจะมีคนงานเยอะกว่านี้” เขาจะแก้ต่างก็ได้ว่าแบบที่ส่งให้เมื่อวานมาจากมารดาของเขาที่น้ำตานองหน้า แต่ยังไงเขาก็ผิดอยู่ดี

“คนงานดีๆ หายากจะตายค่ะ” แล้วเธอจะไม่ยอมเสียพวกคนงานไปเพราะใช้งานหนักเกิน “เรื่องนี้พี่ไททำร้านอาหาร พี่ไทก็น่าจะรู้”

ชายหนุ่มเลือกเงียบแทนที่จะบอกว่าร้านอาหารของเขาเป็นภัตตาคารขนาดสองชั้นที่มีคนงานประจำผลัดเวรกันเป็นสิบๆ คน ไม่นับพนักงานชั่วคราว ดังนั้นเขาจึงวุ่นกับการบริหารมากกว่าห่วงเรื่องหาคนงาน เพราะถึงงานบริการจะเป็นงานหนัก แต่เงินทิปจากลูกค้าที่แน่นร้านทุกวันแก้ได้ ไม่นับสวัสดิการมากมาย ที่มาจากเจ้านายที่ยุติธรรมอย่างเขา

“แล้วทำคนเดียวจะเสร็จเหรอ” ตลอดการสนทนาร่างบางของเธอเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน หยิบนั่นแขวนนี่เหมือนมดงานแสนขยัน และจากการสัมผัสเมื่อครู่ แทนไทรู้ว่าถึงจะสูงโปร่งแต่จีราพรมีแต่กล้ามเนื้อไปทั้งตัวแบบนักกีฬา หรือคนทำงานหนักมาหลายปี ทว่าไม่ได้หมายความว่าเธอควรจะทำงานเองตามลำพัง

“เสร็จสิคะ ขอทำเงียบๆ อาจจะหลายชั่วโงง แต่เสร็จแน่ค่ะ” เป็นการไล่อย่างสุภาพ แต่เธอควรเรียนรู้ได้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนประเภทรับคำสั่งใคร

“พี่แขวนพวกแผงยึดช่อดอกไม้บนผนังเอง” เขาสูงกว่า แล้วการปีนป่ายไปติดแผงไม้อัดเข้ากับผนังควรเป็นหน้าที่ผู้ชาย ถึงเธอจะมีขาเรียวสวยอยู่ใต้กระโปรงยาวแค่เข่าแบบที่ทำเขาเผลอชะงักมองไปหลาบวินาทีตอนเดินเข้ามาก็ตาม

“ไม่เป็นไรคะ ส้มจี้ดทำไวกว่า” ว่าแล้วหญิงสาวก็คว้าแผงมาจากมือของเขา ลืมไปว่างานไม้อัดพวกนี้จะมีเสี้ยน “อุ๊ย... โอ๊ย!” แค่เธออุทานเขาก็ปล่อยมือจากแผงไม้ ส่งผลให้มันตกมากระทบหลังเท้าเธอ คนเก่งเลยกระโดดขาเดียวหน้าแหยลืมกระโปรงพร้อมกับมาด

“เป็นอะไรไหม” ถามไม่ตอบ เขาเลยรวบเธอมาอุ้มอีกรอบแล้วก้าวยาวไปวางเธอแปะบนโต๊ะจะได้ดูถนัดว่าเจ็บตรงไหนบ้าง

“อย่าค่ะ” ถึงจีราพรจะร้องห้ามแต่แทนไทก็ไม่สน เขาดึงรองเท้าแตะที่ไม่เหมาะกับการจัดตกแต่งสถานที่ออกเพื่อจะดูชัดๆ ว่าหลังเท้าของเธอเป็นไงบ้าง

“แค่ช้ำนิดหน่อย กระดูกคงไม่เป็นอะไร” มือใหญ่คล่องแคล่วจับเท้าของเธอบิดไปซ้ายขวา พอไม่มีเสียงร้องเพิ่มก็สรุปได้ว่ากระดูกเป็นปกติ

กระดูกไม่เป็น แต่ต่อมความอายเธอทำงานหนักมาก ก็ไอ้เท้าที่เขาจับอยู่มันผ่านการทำงานมาทั้งวัน คราบสกปรกมันติดเป็นรอยชัดเจนหลังจากถอดรองเท้าส้นสูง แล้วจีราพรก็ไม่แน่ใจว่ามีกลิ่นติดหรือเปล่า

“พี่ไทค่ะนั้นมันเท้า” เป็นประโยคฉลาดสุดเท่าที่เธอนึกออก แต่แทนไทขมวดคิ้วใส่เหมือนเธอไม่ฉลาดเลยที่อุตส่าห์เตือนเขาว่ามันเป็นอวัยวะเบื้องต่ำ “ว้าย! จะแหกนิ้วส้มจี้ดทำไม มันมีขี้เท้า” ต่อให้ได้ชื่อว่าจิ้งจอกพันหน้า เธอก็พูดอย่างสุภาพไม่ไหว เมื่อเขาเช็คทีละนิ้วตรวจดูว่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บ

“เดี๋ยวทายาให้” ไม่แค่พูดเขายังส่งสายตาสำทับให้นั่งเฉยๆ หญิงสาวหน้าแดงก่ำ อยากเถียงอยากลุกหนี แต่มันคงไม่งามถ้าเขาจะตะคลุบตัวเธอให้ทำตามที่เขาต้องการ เรื่องน่าอายนี่จะจบเร็วขึ้นถ้าเธอไม่ขัดขืน

ชายหนุ่มแสดงให้เห็นว่าเอาใจใส่คนอื่นแค่ไหน เขาไม่ได้หยิบแค่ยาแต่ในชั่วเวลานาทีเดียวที่เขาเตรียมทั้งยา ผ้าชุบน้ำ ตามด้วยผ้าพันเท้ามาแล้วจัดการเช็ดเท้าทายาและพันเท้าเธออย่างรวดเร็ว ซึ่งหญิงสาวคิดว่ามันเกินไปหน่อย

“แค่เจ็บหลังเท้านิดเดียวค่ะ” พันขนาดนี้เธอจะทำงานยังไง

“พี่รู้ แต่พรุ่งนี้ส้มจี้ดต้องเดินไปเดินมาดูงาน หลังเท้าเจ็บเดินนานๆ ก็แย่เหมือนกัน พันไว้สักคืนพรุ่งนี้จะได้ไม่เป็นอะไร” แปลว่าเขาจะใช้งานเธอ หรือไม่เขาก็รู้ว่านิสัยของเธอ เกิดมาเพื่อเป็นแม่งาน ซึ่งเขายืนยันอย่างหลัง “แต่ถ้ายังไง ดูๆ แล้วใช้คนอื่นก็ได้ไม่จำเป็นต้องลงมือทำทุกอย่าง”

“บางครั้งใช้คนอื่นก็ไม่ได้อย่างใจเราค่ะ” ถึงจะเรียนรู้การบริหารมาแค่ไหน แต่เวลาทำงานออแกไนซ์ก็มักมีเรื่องจุกจิกเฉพาะหน้าให้ต้องทำเองเสมอ “โดยเฉพาะงานที่เจ้าของงานอยากให้เพอร์เฟค”

คิ้วเข้มเหนือดวงตาสีเทาดำเลิกขึ้นเป็นเชิงถามว่าหมายถึงเขาใช่ไหมที่เรื่องมาก แต่เธอกลับถามถึงเรื่องอื่นแทน

“พี่ไทตาสีอะไรแน่คะ” บางทีอย่างเวลานี้เธอก็เห็นเป็นสีเทาดำ แทนที่จะเป็นสีดำแบบไทยแท้ หรือน้ำตาลเข้มเกือบดำแบบแม่กับลูกพี่ลูกน้อง

“พี่เป็นลูกครึ่ง ตาสีจริงๆ สีเทาดำ” เขาตอบคำถามแรก และคำถามต่อมา โดยเพิ่มคำถามอีกมากมาย แล้วเธอก็ไม่รีรอที่จะถาม

“ลูกครึ่งอะไรคะ แล้วทำไมบางทีตาของพี่ถึงเป็นสีดำ” นอกจากนิสัยชอบทำทุกอย่างให้เพอร์เฟคแสดงว่าเขามีความเพี้ยนอย่างอื่นซ่อนอยู่

“พี่ไม่รู้ว่าครึ่งอะไร และพี่ชอบตาสีดำเลยใว่คอนแทค” แสดงว่ามันเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่เธอไม่มีโอกาสถามหรือขอโทษที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเมื่อเขาเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ผ้าพวกนี้นี่จะต้องจัดใหม่ใช่ไหม ส้มจี้ดนั่งทำไปนะ” ว่าแล้วก็โยนผ้าที่ต้องจัดสีจัดจีบลงบนโต๊ะข้างๆ เธอ แล้วยังถือวิสาสะอุ้มเธอลงจากโต๊ะจะได้นั่งทำงานบนเก้าอี้ให้ถนัด ไม่สนอาการตัวแข็งกับเสียงฮึ้มแฮ่มแสดงความไม่พอใจ

จีราพรไม่รู้จะพูดอย่างไรกับการกระทำของแทนไทดี ที่ผ่านมาตลอดสัปดาห์จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาก็ได้ แต่เธอก็รู้เช่นกันว่าส่วนใหญ่เขาทำไปเพราะต้องการตามใจภาคินี ชายหนุ่มเป็นคนประเภทอยากให้คนที่เขารักได้สิ่งที่ดีที่สุด เธอเห็นด้วยตาตัวเองมาตั้งแต่งานแต่งงานของญาณากรแล้ว ตอนนั้นเขาจ้างออแกนไนซ์ที่ไหนไม่รู้ รังสรรค์งานแต่งให้น้องสาวภายในสัปดาห์เดียว แสดงว่าคงเป็นบริษัทใหญ่ที่ไม่ได้กำลังรับงานล้นมือหาเงินเหมือนเธอจนขาดคนช่วยงาน

“น้ำ” คิดไปทำงานไปเพลินๆ แก้วน้ำดื่มก็มาวางตรงหน้า ยืนยันว่ามนุษย์นิยมความสมบูรณ์แบบใส่ใจคนรอบตัวเสมอ หญิงสาวกล่าวขอบคุณพลางอมยิ้มขณะดื่มน้ำ หวนคิดถึงวันก่อนที่ภาคินีโวยวายเรื่องปลายเล็บมือหัก แล้วแทนไทที่ดูแข็งๆ ปลอบมารดาไปทำเล็บให้ใหม่ไป จีราพรไม่ได้มองว่าว่าที่แม่เลี้ยงไร้ความสามารถ แต่นอกจากฮอร์โมนคนท้องก็คงเป็นเพราะมีคนที่พร้อมจะกระโจนมาทำทุกอย่างให้มากกว่า แง่มุมดีๆ ที่จีราพรมีให้แทนไทคงยาวเหยียดกว่านี้ถ้าไม่มีเสียงลอยตามลม

“ส้มจี้ดจัดผ้าเสร็จ ก็จัดดอกไม้ แล้วก็ตรวจรายละเอียดในคอมพิวเตอร์ อะไรที่ไม่ต้องใช้ขาทำให้เรียบร้อย”

 

 

“แม่ปลื้มงานแต่งแทบตายเลยไท” ใครก็ดูออกว่าเจ้าสาวปลื้ม เมื่อกระโดดกอดลูกชายตัวลอย หลังเขาเปลี่ยนชายหาดธรรมดาให้เป็นงานเลี้ยงฉลองยามบ่ายแก่ๆ ไม่นับการที่เขาเสกงานแต่งพิธีการรอบเช้า ตามด้วยงานเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นกันกันเอง แต่เรียบหรูดูดีมีระดับ ที่แทนไทรังสรรค์ทุกอย่างด้วยตนเอง พร้อมกับเบ๊อีกหนึ่งคน

จีราพรอยากจะบ่นให้ภาคินีได้ยินว่ากว่าจะมีงานวันนี้ได้ ตลอดสัปดาห์นรก ลูกชายแสนวิเศษของอีกฝ่ายโขกสับเธออย่างไรบ้าง แต่หญิงสาววุ่นวายกับการซับน้ำตาเพราะความซาบซึ้ง มันอาจเป็นเรื่องไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่เธอแอบคิดไม่ได้ว่าสักวันถ้ามีลูกชาย เธออยากจะมีลูกที่รักและรู้ใจ แล้วก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้เธอมีความสุขแบบที่แทนไททำให้แม่ เหมือนมีบางอย่างส่งออกไปทางกระแสจิต เพราะคนที่เธอมองหันมาสบตาแล้วยิ้มให้ ส่งผลให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่างแปลกๆ ใกล้เคียงกับขนหัวลุก

แล้วก็ถึงไฮไลท์ของงานเมื่อเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเต้นรำเปิดฟลอร์ ต่อจากนั้นก็เป็นลูกสาวกับลูกชายของทั้งคู่ มันทำให้จีพราพรได้ความรู้ใหม่ ว่านอกจากสั่งงาน จัดงาน แทนไทยังเต้นรำจังหวะวอลล์ได้อย่างไร้ที่ติ ก็ใครล่ะจะหาข้อตำหนิคนสมบูรณ์แบบอย่างเขาได้

“ขอบใจที่ช่วยพี่จัดงานแต่งนะ” เป็นประโยคจริงใจ แต่ฟังขัดหูนิดๆ เธอเลยยิ้มได้ไม่เต็มที่นัก

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ไท นี่งานแต่งพ่อของส้มจี้ดเหมือนกัน” แล้วเธอจะมีทางเลือกไหนอีกนอกจากทนโดนเขาใช้งานเยี่ยงทาส

คำว่าเยี่ยงทาสดูจะสุภาพไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับการจิกใช้ไม่รู้เวลา ไม่มีคำว่าเกรงใจ และไม่สนใจการแสดงความคิดเห็นของเธอเลย

“เท้าเป็นไงบ้าง” ไม่ใช่ครั้งแรกในวันนี้ที่เขาถามถึงเท้าเธอ เมื่อคืนเขาก็เช็คมือเธอแล้วสะกิดเอาเสี้ยนออกใส่ยาตามด้วยพันพลาสเตอร์ให้ เสกห้องจัดเลี้ยงด้วยตัวเองก่อนเวลาตีหนึ่ง หาข้าวให้เธอกิน พากลับบ้าน ถ้าเธอสำออยสักนิดคิดว่าเขาคงอาบน้ำให้แล้วพาเธอเข้านอน เสียดายเธอแกร่งและอึดเกินกว่าจะให้ผู้ชายสักคนมาดูแล แต่บางเวลาก็อยากเหมือนกัน อย่างเวลาที่ดวงตาสีเทาดำมองด้วยความห่วงใยจนเธอใจเต้นแรง “ถ้าเจ็บเท้าก็บอกนะ ไปนั่งเฉยๆ พี่ดูแลงานเองได้”

ถ้าเป็นเดือนก่อนเธอคงคิดว่าเขาหาว่าเธออ่อนแอทำงานหนักไม่ไหว แต่ที่ผ่านมาเวลาที่เธอคิดถึงเขาในแง่ร้าย ชายหนุ่มก็แสดงแง่มุมอ่อนโยนให้เธอเห็นเสมอ ทั้งที่เป็นคนนิยมความจริงหญิงสาวยังอดคิดไม่ได้ว่าแทนไทใกล้เคียงกับผู้ชายในฝัน เขาสูง หล่อเหลา เป็นการเป็นงาน รู้จักเอาใจคนรอบข้าง เสียแค่ไม่กี่อย่าง เช่น เผด็จการณ์ ไม่ฟังใคร นิยมความสมบูรณ์แบบจนน่าเกลียด  เพราะจมกับความคิดตัวเองขาของเธอเลยก้าวผิดจังหวะเซนิดๆ แล้ววงแขนเขาก็กระชับเธอเอาไว้โดยอัตโนมัติทำให้ผู้หญิงที่ไม่คิดจะพึ่งใครมาก่อนใจเต้นระรัวแนบอกแกร่ง โอ้แม่เจ้า หรือเธอจะตกหลุมรักเข้าแล้ว

............................

โปรดติดตามตอนต่อไป

          แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับจิ้งจอกพันหน้าของเรา บอกได้เลยไม่ว่าจะเป็นเพราะรักจริงหรือหน้ามืดชั่ววูบก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอีกฝ่ายคือ แทนไท ตอนหน้ามีลุ้น ว่าจะไปบรรจบกับอารัมมภบทหรือเปล่า อิอิอิ

          ฝากเรื่อง “สืบรักล่าใจ” ด้วยนะคะ ทุกแฟนพันธุ์แท้ร้อยคน จะสุ่มส่งของขวัญให้เพื่อนๆ ยิ้มกันค่ะ ฝากอ่านฝากกดแฟนพันธุ์แท้ได้ตามลิงค์นี้เลยค่ะ

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1467544

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #5 pimmyla (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 00:50
    เหนื่อยแทน 555 แต่พี่ไทนี่หน้าหมั่นไส้และน่ารักในคนเียวกันเลยนะ ^0^
    #5
    1
    • #5-1 วาณี แว่นฟ้า(จากตอนที่ 4)
      17 กรกฎาคม 2559 / 21:45
      น่าเหยียบและน่ากอดในเวลาเดียวกัน เป็นส้มจี้ดคงเลือกไม่ถูก555
      #5-1