มายาปฐพี

ตอนที่ 6 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    4 ม.ค. 59


บทที่ 5

เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวกำลังแลนดิ้งลงสู่พื้นดิน นั้นคืออีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแพททริค โรเบิร์ตและเควินจะได้อยู่บนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรก ทั้งสามคนเปลี่ยนชุดแบบชาวเกาะเป็นชุดสูทสีดำเรียบร้อยแล้วระหว่างบินจากบาร์เบโดสมาเม็กซิโกซิตี้เพื่อที่จะเข้าไปยังที่ทำการแก๊งค์เดอะคิงให้เร็วที่สุด ดังนั้นเมื่อเครื่องบินจอดสนิทจะมีรถลีมูซีนเข้ามาจอดเทียบ ไม่ให้พวกเขาต้องเสียเวลาเดินเข้าไปยังเทอร์มินัลแบบคนทั่วไป

โรเบิร์ตใช้เวลาที่พอจะมีเปลี่ยนชื่อที่บันทึกอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเขา จากแพททริคเป็นมี หรือ ของฉัน ก่อนจะยิ้มขำตัวเอง ที่อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากครอบครองเป็นเจ้าของผู้หญิงคนหนึ่งทั้งที่เขาไม่เคยต้องการอะไรหรือใครมาก่อน

มินตรา ของของฉัน จะว่าไปเธอก็เป็นของของเขาจริงๆ เพราะเขาเป็นคนดึงตัวเธอขึ้นมาจากใต้ท้องน้ำ มันเท่ากับว่าเธอเป็นสมบัติที่เขาหามาได้ ไม่ต่างจากเวลาที่เขาดำลงไปงมไข่มุกจากก้นทะเล ทว่าเขายังแปลกใจตัวเองไม่หายที่โกรธเมื่อเควินแตะต้องตัวเธอ จนต้องไปดึงมือน้องชายออก แล้วยื่นข้อบังคับเพื่อให้เธอต้องทำงานกับเขา ถึงจะไม่รู้ว่ามันจะเป็นรูปแบบไหน แต่เขาจะต้องหาโอกาสให้ตัวเองเจอเธออีกครั้งให้ได้

เมื่อรู้สึกว่าพี่ชายกับน้องชายหันมามองทางเขา ชายหนุ่มก็ทำหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอดีกับพนักงานต้อนรับเดินมาแจ้งว่าถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ทว่าก่อนที่ทั้งหมดจะก้าวลงจากเครื่องบินแพททริคในฐานะพี่ชายคนโตก็มองน้องๆ ที่สูงใหญ่ไม่แพ้เขาด้วยสายตาที่มีเฉพาะคนในครอบครัวมองออก ว่าคนเงียบขรึมกำลังเป็นห่วงก้าวแรกที่ทุกคนจะได้เหยียบแผ่นดิน และยังเป็นผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยศัตรู เควินเองแม้จะดูเยือกเย็น แต่พี่ๆ ก็รู้ว่าน้องคนเล็กเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย โรเบิร์ตจึงเดินเข้าไปตบบ่าเบาๆ แล้วหันไปบอกพี่ชายใหญ่

“ฉันพร้อมแล้ว พวกนายล่ะ” เมื่อแพททริคพยักหน้ารับ เควินจึงพยักหน้าตาม แล้วทั้งหมดก็ก้าวไปสู่โลกแห่งใหม่ของพวกเขา

 

 

รถลีมูซีนแล่นเร็วอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่เร็วไปกว่ากลุ่มคนที่มายืนรอว่าที่หัวหน้าแก๊งค์คนใหม่ มีข่าวลือมากกมายเกี่ยวกับบุรุษที่เป็นลูกของหลุยซา หรือเจ้าของฉายาอนาคอนด้าผู้ซึ่งสามารถกลืนกินทั้งสามีและพี่ชายตัวเองได้ถ้าคิดจะทำ ดังนั้นลูกชายของเธอจึงถูกเรียกขานว่าไททันโอโบอาตั้งแต่วันที่สมาชิกแก๊งค์ทราบข่าวว่าเธอคลอดบุตร ทว่าจากวันนั้นมายี่สิบเจ็ดปีก็ยังไม่เคยมีใครรู้ชื่อจริงหรือเคยเห็นหน้าตาของว่าที่ผู้นำตระกูลผู้ใช้เวทย์ดินเลย

เมื่อประตูรถลีมูซีนเปิดออกชายหนุ่มร่างสูงผมสีเข้มก็ก้าวลงมาก่อน ตามด้วยบุรุษที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกัน และปิดท้ายด้วยชายหนุ่มผมสีทอง เหล่าคนที่มารอรับตั้งแต่หน้าประตูแอบชำเลืองมองตากัน หลุยซามีผมสีดำสนิทดังนั้นลูกชายของเธอน่าจะมีลักษณะเดียวกัน แต่พวกเขาก็ไม่อาจตัดชายผมสีอ่อนออกจากตัวเลือกได้ สิ่งเดียวที่สายข่าวพอจะสืบทราบมาได้ก็คือทั้งสามมีฉายาว่าไพธรอน บาร์เบโดสและคอบบร้า ซึ่งก็คงจะเป็นที่มาของเข็มกลัดทองคำขาวบนเน็กไทของแต่ละคน

“ยินดีต้อนรับครับ” สเตฟานตัวแทนของกลุ่มก้าวออกไปทักทายเมื่อคนที่ลงจากรถคนแรกก้าวเข้ามาถึงเขตชายคาของคฤหาสตร์ประจำตระกูล แต่ทั้งหมดก็ทำเพียงแค่ชำเลืองมองแล้วเดินต่อเข้าไปภายใน ปล่อยให้คนที่มารอต้อนรับมองหน้ากันก่อนจะตามไป

ภายในคฤหาสตร์หรูหราตามแบบอเมริกาใต้เริ่มที่ห้องโถงกลางกว้างใหญ่ที่สามารถจุคนได้เป็นร้อยรายรอบด้วยระเบียงที่ทำเป็นชั้นลอย ด้านในสุดของห้องโถงมีทางเดินที่ทอดไปสู่ห้องประชุมใหญ่ ทั้งสามคนก้าวเข้าไปยังห้องนั้นเหมือนคุ้นเคยเป็นอันดีทั้งที่มาเป็นครั้งแรก มีอาการชะงักเล็กน้อยแค่ตอนที่มองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยรูปภาพของบรรดาผู้นำคนเก่า กลางห้องมีโต๊ะประชุมตัวยาว หัวโต๊ะคือเก้าอี้ตัวใหญ่เพื่อให้คนที่เป็นผู้นำได้นั่งสนทนากับคนอื่นซึ่งมีที่นั่งตามลำดับความสำคัญลดหลั่นกันไป กลุ่มผู้มาใหม่ต่างพากันเดินไปที่เก้าอี้ตัวนั้น เหล่าคนที่มารอต่างกลั้นใจรอว่าชายคนไหนจะนั่งลงบนเก้าอี้ คนผมสีทองที่ติดเข็มกลัดงูเห่าแยกไปยืนด้านซ้ายของเก้าอี้ คนที่ลงจากรถเป็นคนที่สองและติดเข็มกลัดรูปงูดินแยกไปยืนฝั่งขวา ดังนั้นจึงเหลือเพียงชายคนแรกที่ติดเข็มกลัดรูปงูเหลือมยืนอยู่หน้าเก้าอี้ประจำตำแหน่งหัวหน้าแก๊งค์

เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มมองมาทางตัวแทนแก๊งค์ เพื่อรอให้ฝ่ายนั้นมอบสิ่งที่เขาต้องการ แต่สเตฟานผู้อยู่ในวัยเกือบหกสิบปีก็ยังยืนนิ่งวัดใจกับอีกฝ่ายว่าใครจะเอ่ยปากก่อน ทว่าแพททริคซึ่งได้ชื่อว่าเงียบเหมือนเสาหินไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าหรือกระพริบตา เนื่องจากตำแหน่งที่ด้อยกว่าสุดท้ายชายชราจึงต้องเป็นฝ่ายอ่อนข้อให้ก่อน

“คุณคงจะเป็นลูกชายของมาดามหลุยซา” มันเป็นประโยคแฝงคำถามซึ่งไม่ได้รับคำตอบ สเตฟานจึงกล่าวต่อ “ไททันโอโบอาใช่ไหมครับ”

แทนที่จะพูดออกไปแพททริคก็ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวสร้อยคอทองคำขาวที่เขาสวมอยู่ออกมาให้ทุกคนได้เห็นจี้เพชร มันเรียกเสียงฮือฮาได้พักใหญ่เมื่อสมาชิกแก๊งค์ได้เห็นเครื่องหมายผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเหล่าผู้ใช้เวทย์ดินที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมากว่าสามสิบปีแล้ว และก็ถึงเวลาที่ชายหนุ่มจะทวงสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของหัวหน้า เช่นเคยที่เขาไม่พูดอะไรแต่ใช้สายตาจ้องมองและคอยให้ได้ตามที่ต้องการ สเตฟานรีบล้วงกระเป๋าด้านในอกเสื้อสูทแล้วยื่นกล่องแหวนกำมะหยี่ส่งให้ด้วยท่าทีนอบน้อม

“แหวนของท่านครับ” ฝากล่องถูกเปิดออกเผยให้เห็นแหวนทองวงใหญ่หัวนิลดำสนิทจนสะท้อนเงาคนที่อยู่ใกล้ ซึ่งเป็นแหวนวงเดียวกับที่เคยอยู่บนนิ้วปัวเรซและอดีตเหล่าผู้นำตระกูล

เมื่อแพททริคสวมแหวนหัวนิลเสร็จเรียบร้อย เหล่าสมาชิกแก๊งค์ต่างก็ต้องการกล่าวแสดงความยินดี แต่ชายหนุ่มไม่สนใจจะพูดเรื่องไร้ประโยชน์กลับเลือกนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่โดยมีโรเบิร์ตกับเควินยืนเคียงข้างในฐานะองครักษ์ ก่อนจะโบกมือให้คนอื่นๆ นั่งลง

หลังจากเกือบหนึ่งนาทีที่ชวนอึดอัด ผู้นำแก๊งค์เดอะคิงคนล่าสุดก็พูดประโยคแรกหลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งออกมา

“ฉันต้องการชีวิตคนที่ฆ่าลุงปัวเรซ”

 

 

มันเป็นคืนที่โรเบิร์ตยากจะข่มตาหลับ เพราะนอกจากอยู่ในถิ่นที่ไม่คุ้นเคยเต็มไปด้วยอันตราย เขายังต้องทำหน้าที่องครักษ์ให้พี่ชายที่กลายเป็นเป้าหมายการฆ่าทันทีหลังเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิง ถึงเหล่าผู้อาวุโสในแก๊งค์จะเสนอทีมคุ้มครอง แต่การอยู่ในความดูแลของคนที่ไว้ใจไม่ได้ก็ไม่ต่างจากการอยู่ในวงล้อมศัตรู  พวกเขามั่นใจว่าปลอดภัยกว่าถ้าดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันตัวชั้นบนของคฤหาสตร์ประจำตระกูลจึงมีเพียงสามพี่น้องพักอยู่และห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด และเผื่อไว้สำหรับกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันทั้งหมดจึงมานอนรวมกันในห้องเดียว เมื่อไม่อาจเข้าสู่นิทราได้ชายหนุ่มก็ไม่อยากฝืน เขาลุกขึ้นจากที่นอนเตียงเดี่ยวติดระเบียงหวังจะออกไปข้างนอก ทว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ยังตื่นอยู่

“เปิดไฟนอนรวมกันอย่างนี้ใครจะหลับลง แต่ก็คงดีกว่าตื่นมาเป็นศพคนเดียวละมั้ง” แพททริคแค่ลุกมองเฉยๆ แต่เควินไม่ใช่คนประเภทสงบเงียบนอกจากบ่นเองตอบเอง เขายังลุกขึ้นจากเตียงติดผนังด้านประตูเพื่อนั่งมองพี่ชายคนรองหยิบปืนจากใต้หมอนด้วยสีหน้าข้องใจ “นายจะไปไหน”

“ระเบียง” แล้วก็รีบบอกเมื่อคนอื่นขยับจะตามออกไปด้วย “ไม่ต้องห่วง ฉันให้โกแลมตรวจความเรียบร้อยแล้ว”

โรเบิร์ตบุ้ยหน้าไปทางประตูกระจกที่แม้จะติดม่านทึบก็เห็นเงาสูงใหญ่กว่าสองเมตรของหุ่นดินที่สร้างจากพลังเวทย์ยืนอยู่สองตน เป็นการบอกกลายๆ ว่าถึงจะต้องการความเป็นส่วนตัวเขาก็ไม่ประมาท

“ในเมื่อนายมีโกแลมเป็นเพื่อน งั้นฉันหลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงรับมือกับพวกลุงๆ หน้าเนื้อใจเสือต่อ” เควินเปรยบ่นๆ ขณะหงายหลังกลับไปนอนต่อ

แพททริคไม่เห็นด้วยนักกับการที่โรเบิร์ตจะอยู่เพียงลำพังแม้จะห่างแค่ไม่กี่ก้าวก็ตาม แต่เขาก็เคารพในการตัดสินใจของแต่ละคนจึงเลือกลุกขึ้นไปหยิบโน้ตบุ๊กมาดูข้อมูลแก้อาการนอนไม่หลับ

อากาศนอกห้องค่อนข้างเย็นสบายแต่กับโรเบิร์ตมันให้ความรู้สึกอึดอัด แม้จะมีสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบทว่าเขาไม่ชอบการสูดหายใจเอาอากาศที่เจือมลพิษเข้าปอด ซึ่งคงไม่แปลกเพราะนี่คือใจกลางเมืองไม่ใช่เกาะกลางทะเลเต็มไปด้วยป่าดิบชื้นเหมือนที่ที่เขาเกิดและเติบโต ชายหนุ่มกวาดตาไปรอบๆ ซ้ำอีกทีเพื่อความมั่นใจทั้งที่โกแลมทำหน้าตรวจสอบไปก่อนแล้ว เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติเขาก็ล้วงโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แอบใส่กระเป๋ากางเกงไม่ให้พี่น้องเห็นออกมากดโทรออก

 

 

ตามปกติมินตราเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายหลับได้ทันทีที่หัวถึงหมอนแต่หลังจากเผชิญหน้ากับประสบการณ์เฉียดตาย สามหนุ่มมาเฟีย และสัญญากู้ยืมเงินหนึ่งล้านดอลล่าห์ไปเมื่อไม่ถึงสิบสี่ชั่วโมง มันจึงยากที่เธอจะเข้าสู้สภาวะนิทรา ทั้งที่เวลาใกล้จะเที่ยงคืนเธอก็ยังนอนเอามือก่ายหน้าผากหาทางปลดหนี้ ดังนั้นการที่เธอรับสายช้าจึงเป็นเพราะจำเสียงเรียกไม่ได้ บวกกับงุนงงชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ บอส หรือเจ้านาย แล้วเธอก็นึกออกว่าคนที่ให้เครื่องมือสื่อสารเป็นคนบันทึกหมายเลขเอาไว้ และเขาเป็นเจ้านายของเธอด้วยสัญญาทาสที่เขาเขียนเอง

“ทำไมรับช้า” แค่รอสายเกินหนึ่งนาทีไปเล็กน้อยไม่ควรทำให้คนโทรหงุดหงิด แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เธอได้แก้ตัว “อยู่ที่ไหน ยังอยู่ที่บาร์เบโดสหรือปล่า”

มินตราอยากจะพูดว่าเขาจะถามทำไม ในเมื่อมีคำตอบอยู่แล้ว แต่คงไม่ดีนักที่เธอจะกวนโมโหเจ้าหนี้ ซึ่งเธอสอบถามรายละเอียดมาแล้วว่าครอบครัวสเน็คเป็นหนึ่งในเครือข่ายแก๊งค์เดอะคิงที่ทรงอิทธิพลในลาตินอเมริกา ตอนนี้คนอื่นๆ นอกจากเธอได้ชดใช้เงินเรียบร้อย โดยมีกลุ่มชายหน้าเหี้ยมมาควบคุมไม่ให้กล้าตุกติก แล้วเธอซึ่งยังไม่ได้จ่ายคืนซักเพนนีจะกล้าหือได้ยังไง

“ฉันยังอยู่ที่บาร์เบโดส คุณมีธุระอะไรเหรอคะ” พอเธอย้อนถามบ้าง อีกฝ่ายก็กลับเงียบไปชั่วครู่

“ไม่มีอะไร ฉันแค่ต้องการแน่ใจว่าเธอไม่ได้ปิดมือถือหนีหนี้” หญิงสาวอยากจะประชดว่า เขาควรสบายใจได้เพราะเธอมีจิตสำนึกพอที่จะไม่ให้ตัวเองกับพยานอีกสี่ชีวิตต้องเสี่ยงตาย แต่เช่นเคยที่เขาไม่สนใจจะฟังว่าเธอมีความคิดเห็นยังไง “เธอทำงานเป็นไกด์ใช่ไหม เธอไปที่ไหนมาแล้วบ้าง”

เป็นคำถามที่แปลกสำหรับนักกรรโชกทรัพย์แต่มินตราก็ไม่คิดที่จะปิดบัง

“ใช่ค่ะฉันเป็นไกด์ จะว่าไปฉันก็ไปมาเกือบรอบโลกแล้ว เว้นแต่ที่ที่มันเสี่ยงตายเกินไปอย่างเขตสงคราม”

นอกจากทำอาชีพเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวเกือบห้าปี ตอนยังเป็นเด็กพ่อกับแม่บุญธรรมพาเธอไปเที่ยวสถานที่น่าสนใจหลายแห่งแทบทุกมุมโลกไม่ว่าจะทะเลทราย ดินแดนชมพูทวีปแม้กระทั่งอียิปต์โบราณ พอเป็นวัยรุ่นเธอได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ที่นิยมความท้าทายดังนั้นจึงได้ไปยังที่ท่องเที่ยวลือชื่อเช่น ล่องแม่น้ำอเมซอน สัมผัสความเย็นแถบขั้วโลก หรือความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

“การได้เดินทางไปเรื่อยๆ มันให้ความรู้สึกยังไงเหรอ” น่าแปลกว่าคำถามง่ายๆ ที่เธอเคยตอบโดยไม่ต้องคิด ให้ความรู้สึกแตกต่างเมื่อเขาเป็นคนถาม

“ฉันอยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงเวลาได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป” พอเขาย้ำถามอีกครั้ง เธอจึงตอบในสิ่งที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน

“ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ที่ฉันอยากไป”

และความรู้สึกนั้นทำให้เธอไม่อาจทนอยู่ที่ไหนได้นาน เพราะต้องการไปให้ถึงที่ที่เธออยากไป ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่น่าแปลกว่าวันนี้เธอรู้สึกว่าได้พบที่ที่อยากไปแล้ว ไม่มีที่ไหนที่เธออยากจะไปอีก เหมือนว่าการเดินทางได้จบลงในที่สุด มินตราคิดว่าเขาจะย้อนถามว่าเธออยากไปที่ไหน ทว่าโรเบิร์ตกลับบอกเรื่องอื่นแทน

“ฉันไม่เคยออกจากเกาะพาราไดซ์มาก่อน” มันคงเป็นการเปิดเผยโดยไม่ตั้งใจเขาจึงเงียบไป แต่มันสร้างความสงสัยให้กับมินตรามากเกินกว่าจะปล่อยผ่าน

“คุณไม่เคยออกจากเกาะงู เอ่อ...เกาะพาราไดซ์มาก่อนเลยเหรอ” เขาน่าจะอายุมากกว่าเธอหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าเขาไม่เคยเห็นแผ่นดินอื่น ผิดกับเธอที่ย่ำเท้ามาแล้วทั่วโลก เธอคาดว่าเขาจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเธอแต่เขาก็ตอบ

“ฉันเกิดและโตที่นั่น” เขาเงียบไปอีกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนถอนใจ

“แล้วฉันก็อยากจะตายที่นั่น”

คำว่าตาย บีบหัวใจมินตราแบบแปลกๆ มันน่าเศร้าที่จะคิดภาพสิ่งมีชีวิตรูปลักษณ์งดงามขนาดนั้นต้องตายก่อนวัยอันควร แต่พอคิดอีกทีเขาเป็นมาเฟีย อาชีพแบบเขาไม่น่าจะอายุยืนเช่นกัน

“คุณก็เลิก...” ถึงจะไม่ใช่ธุระของเธอ แต่มินตราก็อยากแนะนำให้เขาเปลี่ยนอาชีพ ทว่าเธอไม่ทันได้บอกเมื่อเสียงดังสนั่นดังมาจากอีกด้านเหมือนมีใครระเบิดอะไรสักอย่างตามด้วยเสียงปืนและเสียงตะโกนปนสบถ

“ฉันมีแขก แค่นี้นะ” แล้วเขาก็วางสายไปทันที ปล่อยให้เธอคาดเดาจากเสียงว่าแขกของเขาคงจะเป็นศัตรูอาวุธครบมือมาโจมตีแทนที่จะเป็นมิตรมาเยี่ยม

ที่แย่กว่าคือเขาทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืนด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเทพบุตรมาเฟียจะเป็นอันตราย ทั้งที่ควรภาวนาให้เจ้าหนี้ตายเพื่อหนีหนี้มากกว่า

 

 

เสียงระเบิดดังขึ้นจากชั้นล่างแต่สะเทือนไปทั้งคฤหาสตร์ ไฟหลักกระตุกดับไปพักหนึ่งก่อนที่ไฟฟ้าสำรองจะทำงาน เสียงปืนดังสนั่นพร้อมเสียงตะโกนบอกให้รู้ว่ามีคนพยายามปกป้องหัวหน้าแก็งค์คนใหม่ แต่เสียงปืนที่เงียบหายไปในไม่ถึงนาทีบอกว่าคนที่ภักดีกลายเป็นศพไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแพททริค หัวหน้าแก็งค์เดอะคิงที่ต้องปกป้องชีวิตตนเอง โชคดีที่เขามีน้องชายสองคนอยู่เคียงข้าง โชคร้ายที่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังรับมือกับศัตรูจำนวนเท่าไหร่

“ส่งโกแลมไปก่อน” ขณะพูดโรเบิร์ตก็เรียกหุ่นพยนต์ซึ่งสร้างจากมวลดินที่ยืนยามบนระเบียงให้เดินออกจากประตูห้องนอนของพวกเขา ส่วนเควินเปลี่ยนจากคนพูดมากเป็นคนจริงจังหันไปเปิดกล้องวงจรปิดเล็กๆ ที่พวกเขาแอบติดตั้งเอาไว้เมื่อตอนหัวค่ำเพื่อดูสถานณ์การณ์ด้านล่างพบว่ากล้องทุกตัวทำงานไม่ได้เลย

“บ้าชะมัด แรงระเบิดทำลายกล้องฉันหมดแล้ว” แต่เขาก็หัวไวพอที่จะประยุกต์โดยเอากล้องวงจรปิดไร้สายที่เหลือติดตั้งไปยังโกแลมตัวสุดท้ายจากสองตัวที่กำลังเดินออกไป

“คิดว่าเขาจะรับน้องพวกเราด้วยอะไร สาวน้อยบันนี่ หรือนักเต้นระบำเปลื้องผ้า” หน้าสิ่วหน้าขวานน้องคนเล็กยังไม่วายตลก เรียกรอยยิ้มเครียดๆ จากพวกพี่ ก่อนที่ทั้งหมดจะสุมหัวดูภาพความเคลื่อนไหวข้างล่างผ่านกล้อง

จากที่เห็นด้านล่างค่อนข้างมืดเพราะระบบไฟฉุกเฉินทำงานไม่เต็มที่ และเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากแรงระเบิดกับการสาดกระสุนของหน่วยรักษาความปลอดภัย แต่ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ จนโกแลมตัวแรกเข้าปะทะกับผู้บุกรุก ความชุลมุนบอกว่าอีกฝ่ายมีจำนวนมาก และโกแลมที่ตัวใหญ่ทว่าเคลื่อนไหวช้าก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่โกแลมสองตัวกลายเป็นเป้าและถูกทำลาย ทว่าเป็นการที่โกแลมไม่อาจจะกำจัดศัตรูได้แม้แต่รายเดียว จากศัตรูนับสิบหรืออาจจะร้อยที่กำลังกรูขึ้นมาชั้นบนหาสามพี่น้อง แต่ไม่แปลกนักที่โกแลมไร้ประโยชน์ในเมื่อศัตรูไม่อาจจะเรียกได้เต็มปากว่าสิ่งมีชีวิต

เมื่อกล้องวงจรปิดบนตัวโกแลมหมดประโยชน์ แพททริค โรเบิร์ตและเควินก็คว้าอาวุธเพื่อประจันศึกใหญ่ แต่ถึงจะอยู่ในช่วงคับขันเควินก็ยังไม่วายปากดี

“ใครโทรตามอลิซทีสิ ฉันว่าพวกเราอยู่ในเรื่องเรสซิเดนท์อีวิวนะ” ประโยคติดตลกทำเอาแพททริคคลายความเครียดได้นิดๆ โรเบิร์ตเองก็ยิ้มแต่ยังเตือนเควิน

“อย่าประมาทจนกลายเป็นซอมบี้ไปซะเองแล้วกัน” แล้วประตูก็ถูกกระแทกเปิดด้วยอมนุษย์กลุ่มแรกที่ต้องการลิ้มรสเนื้อของพวกเขา

กระสุนนัดแรกออกจากปลายกระบอกปืนขององครักษ์มือขวาหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงเข้าสู่เป้าหมายล้มซอมบี้ที่เข้าประตู เพื่อให้แพททริคมีโอกาสรวบรวมสมาธิเรียกพลังดินมาใช้ ขณะที่เควินยิงไปเรียกหาพระแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์มาเป็นกำลังเสริมไป นั่นทำให้โรเบิร์ตนึกสงสัยว่าคืนนี้จะมีใครภาวนาให้เขารอดตายบ้าง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น