มายาปฐพี

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 ม.ค. 59


บทที่ 4

          แพททริคผู้ทำหน้าที่ขับเรือเร็วเห็นแล้วว่ามีเรือยอร์ชลำหนึ่งหักเข้ามาขวางเส้นทางของเขา แต่เมื่อจำเป็นต้องเลือกความปลอดภัยระหว่างเหล่าพี่น้องกับคนนอก เขาไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เสี้ยววินาทีก่อนที่เรือทั้งสองลำจะประสานงาน พี่ใหญ่ของสามหนุ่มเรียกพลังเอาไว้ในฝ่ามือ ถึงจะไม่มีผืนดินอยู่ใกล้แต่แรงดันน้ำจากการที่ผืนดินเคลื่อนตัวก็เพียงพอที่จะทำให้เรือยอร์ชพลิกคว่ำ โดยที่เรือของเขาเคลื่อนที่ไปตามแนวปลอดภัยก่อนจะหยุดห่างจากคลื่น

          “ไปช่วยพวกนั้นกัน” ทั้งเควินและแพททริคต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อโรเบิร์ตออกปากพูดขึ้นมาตรงใจพวกเขาพร้อมกับเตรียมอุปกรณ์กู้ภัย แพททริคก็หักเรือเข้าไปหาเรือที่กำลังจมลงใต้น้ำอย่างรวดเร็ว เควินคว้าเสื้อชูชีพส่งให้โรเบิร์ตสวมแล้วส่งอีกตัวให้แพททริคก่อนจะสวมเองเพื่อความปลอดภัย

           หลังจากวนรอบเรือยอร์ชอย่างรวดเร็วทั้งสามหนุ่มก็สามารถช่วยกัปตันเรือที่เกือบจะโดนสองแฝดกอดจนจมน้ำขึ้นมาได้ แล้วฉุดลูกเรือขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายก่อนจะรีบเบนเรือของพวกเขาหนีแรงดูดน้ำที่กำลังจะดึงเรือเร็วตามเรือยอร์ชลงไปก้นสมุทร

          “กระถินติดอยู่ในเรือ” เสียงบอกของลูกเรือทำคนขับชะงัก แต่เช่นเคยที่ความปลอดภัยของพี่น้องสำคัญกว่าคนอื่น แพททริคจึงจอดเรือห่างออกมาในระยะปลอดภัย เควินถอดเสื้อชูชีพออกเพื่อกระโดดลงไปช่วยคนที่ยังติดค้างอยู่ในเรือ แต่โรเบิร์ตห้ามเอาไว้

“อย่าลงไปเคฟ นายไม่ไหวหรอก” เควินชะงักคิดตามแล้วเห็นด้วยกับโรเบิร์ต คนที่กำลังจะตายคือคนแปลกหน้าซึ่งย่อมไม่มีค่าเท่าชีวิตของเขา แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นพี่ชายคนรองถอดเสื้อชูชีพที่สวมอยู่

“ไม่นะร็อบ มันอันตรายเกินไป” ไม่เพียงแต่เควินที่ทักท้วง แพททริคยังผละจากหลังพังงาเรือมายืนขวางหน้าโรเบิร์ต

“หลบไป ฉันจัดการได้” เสียงเข้มของโรเบิร์ตได้ผลตามที่ต้องการ เขารีบกระโจนลงน้ำทันทีที่พี่ชายกับน้องชายหลีกทางให้

 

 

ฉันกำลังจะตาย นั้นคือความคิดของมินตราที่ยังยึดตัวเข้ากับระเบียงเรืออย่างหมดหนทาง โชคดีที่เมื่อน้ำทะลักเข้าช่องประตูเธอผละออกทันจึงไม่โดนน้ำดูดเข้าไปในตัวเรือ ทว่าไม่เร็วพอที่จะกระโดดให้พ้นจากเรือที่พลิกคว่ำ ตอนนี้ร่างของเธอจึงกำลังจมลงไปใต้น้ำพร้อมกับมัน

น้ำทะเลบีบรัดเธอจากทุกด้าน รีดเค้นลมหายใจออกจากปอด เธอกลัวจนลนลานก่อนจะรู้สึกถึงวงแขนแข็งแกร่งที่รัดแน่นรอบเอวของเธอจากด้านหลัง สัญชาตญาณสั่งให้เธอยึดราวระเบียงแน่นขึ้น แต่การเรียนรู้เอาตัวรอดมาหลายปีสั่งให้เธอปล่อยมือเพื่อให้ผู้ที่มาช่วยเหลือสามารถดึงร่างเธอขึ้นไปเหนือผิวน้ำได้ ทว่าจู่ๆ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำเติมเต็มเรือทำให้มันกลายเป็นทุ่นหนักดิ่งลงสู่ก้นทะเล ถึงเธอกับใครอีกคนจะพ้นจากการถูกเรือกดทับ แต่ก็ไม่พ้นรัศมีของแรงดูดน้ำ ท้องทะเลปั่นป่วนบวกกับการขาดออกซิเจนทำให้มินตราไม่อาจฝืนสติไหว ภาพสุดท้ายที่เธอได้เห็นก็คืองูสีดำขนาดมหึมากำลังพุ่งขึ้นจากใต้มหาสมุทรตรงมาที่เธอ

 

 

หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เพียงแค่จะช่วยชีวิตคนในอ้อมแขนเอาไว้ไม่ได้ เขาเองก็คงจะจบชีวิตลงที่นี่ โรเบิร์ตรู้ถึงความเสี่ยงทั้งมวล แต่เมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงหยุดมือข้างที่ใช้แหวกน้ำกำสร้อยที่สวมอยู่รอบคอ จนรู้สึกถึงแรงสะเทือนของผืนแผ่นดินใต้สมุทรที่ตอบรับ เขาก็เปลี่ยนส่วนหนึ่งของผืนดินและผืนทรายให้กลายเป็นอสูรกายโบราณขนาดมหึมา งูดินยักษ์วนล้อมร่างของเขากับคนที่เขากอดแนบอก ก่อนจะดันร่างของทั้งคู่ขึ้นไปด้านบน เมื่อห่างจากผิวน้ำประมาณเมตรครึ่ง เขาก็สลายร่างของพาหนะ ก่อนจะใช้แขนข้างเดียวแหวกน้ำพาตนเองกับคนที่เขาเสี่ยงตายลงไปช่วยขึ้นไปหาอากาศและความปลอดภัย

 

 

สิ่งแรกที่หญิงสาวจับภาพได้คือดวงตาสีเขียว ที่เขียวยิ่งกว่าพงไพรไหนๆ ที่เธอเคยเจอ เมื่อกระพริบตาหนึ่งครั้งก็พบว่ามันอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มที่เหนือยิ่งกว่าคำว่ารูปงาม ดวงตาทรงอัลมอนต์อยู่ภายใต้แผงขนตางอนยาวสีดำ ที่เข้ากันดีกับเส้นผมยาวหยักโศกประบ่า ริมฝีปากแดงจัดเห็นได้ชัดบนผิวสีน้ำตาลทอง รอยหนวดเคราสีเขียวทำให้เขายิ่งห่างไกลจากคำว่าหนุ่มหน้าสวย แต่กลับพาเขาเข้าไปใกล้คำว่าเทพบุตรโจรสลัด หรือไม่เขาก็อาจเป็นทูตสวรรค์ที่เบื้องบนส่งลงมาช่วยเธอก็ได้ มินตราคิดอย่างเลื่อนลอยและก่อนจะตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว แล้วเธอก็เผลอกระซิบบอกเขาไป

Kiss me.

อารมณ์ที่เธอเห็นบนดวงตาสีมรกตเปลี่ยนแปลงหลากหลายในเวลาอันสั้น ตอนแรกมันฉายแววห่วงใย แล้วกลายเป็นขบขันก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกใดๆ เลย เขาผละห่างออกจากเธอไม่ทำแม้แต่จะช่วยพยุงให้นั่ง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกเรือยอร์ชที่เข้ามาสำรวจร่างกายเธอคร่าวๆ เมื่อหายมึนงงมินตราก็มองไปรอบๆ แล้วพบว่าเธอกำลังอยู่บนเรือเร็วลำหนึ่ง ฝาแฝดกำลังร้องไห้กระซิกกอดกันกลม ส่วนกัปตันนั่งหน้าซีดอยู่อีกทาง นอกจากคนที่เธอจำชื่อได้ ยังมีชายหนุ่มแปลกหน้าอีกสามคนรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดมีรูปร่างหน้าตาสมส่วนงดงามเท่าที่เพศชายจะพึงมีได้แต่สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างคือรัศมีความน่ากลัว ที่ส่งผลให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกอยากถอยหนีแบบเดียวกับเวลาที่เผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ตอนนี้คนหนึ่งมองไปรอบๆ ขณะยืนอยู่ใกล้แผงควบคุมเรือ คนที่มีผมสีทองอร่ามยืนอยู่กลางลำเรือกำลังยืนคุมเชิงทุกคน แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดเธอเมื่อครู่แยกไปนั่งท้ายเรือห่างจากคนอื่นๆ

“ในเมื่อฟื้นกันหมดแล้ว จะได้บอกพร้อมกันทีเดียว” เสียงประกาศนั้นมาจากชายหนุ่มผมทอง เขารอให้ผู้รอดตายจากเรือยอร์ชหันมาสนใจเขาก่อนจะพูดต่อ

“กฎประจำครอบครัวฉันคือไม่ติดหนี้ใครและไม่ให้ใครติดหนี้ ดังนั้นค่าช่วยชีวิตครั้งนี้อยู่ที่หนึ่งแสนดอลล่าห์”

ลูกเรือหญิงที่ดูจะไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่นักโวยวายขึ้นทันที “หนึ่งแสนดอลล่าห์ ก็ตกคนละเกือบสองหมื่นฉันจะไปหาเงินจากไหนมาให้”

“เข้าใจผิดแล้ว คนละ... หนึ่งแสนดอลล่าห์ต่างหากล่ะ” ลูกเรือทำท่าจะเถียงต่อ แต่หนุ่มผมทองตัดบท “รอดตายจากน้ำ แล้วอยากจะเสี่ยงตายกับพวกเราครอบครัวสเน็คต่อเหรอ”

คำว่าครอบครัวสเน็คหรืองูมีผลต่อลูกเรืออย่างเห็นได้ชัด เธอหยุดโต้เถียง สีหน้าที่ซีดเผือดเคร่งเครียดกับการคิดว่าจะหาเงินใช้หนี้ ก่อนจะยอมตกลง

“ฉันมีเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้าน” ไม่มีคำว่าสงสารในดวงตาที่มองตรงมา ลูกเรือจึงจำใจกล่าวต่อ “ฉันจะจ่ายให้”

มินตราเองก็เครียดจัดกับยอดเงินจำนวนมากนั้น เธอยังคงนิ่งเงียบใช้หัวคิดเมื่อหนึ่งในฝาแฝดตั้งสติได้แล้วส่งเสียงทักท้วง

“พวกแกเป็นใคร มาเฟียหรือไง ทำไมพวกฉันต้องจ่ายด้วย” มินตราไม่รู้ว่าคนที่ตะโกนถามเป็นดีดี้หรือดาด้าและก็ไม่ทันได้เตือนให้เด็กสาวหยุดพูด เพราะเพียงแค่สายตาของคนที่กำลังกรรโชกทรัพย์จ้องมอง สองสาวฝาแฝดก็เงียบกริบ    

“อย่าไปหาเรื่องพวกครอบครัวสเน็ค พวกนี้ยิ่งกว่ามาเฟียอีก” กัปตันเรือกระซิบบอกคนที่ยังไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลาย มินตราเกือบจะขอบใจที่เขาเป็นห่วงพวกเธอ จนเมื่อรู้ว่าเขาพูดเพราะไม่อยากให้ใครทำพวกครอบครัวงูโกรธก่อนที่เขาจะเจรจาเอาตัวรอดสำเร็จ

“เห็นใจผมด้วยเถอะ ผมไม่มีเงินแสนดอลล่าห์” หลังถูกจ้องเขม่ง เขาก็บุ้ยหน้าไปทางฝาแฝด “ผมไม่ได้ทำให้เรือจม สองคนนั้นแย่งพังงาไปจากผม” ดีดี้ดาด้ากำลังจะกรีดเสียงโต้แย้งเมื่อชายหนุ่มคนเดิมตวาดเสียงดัง

“หยุดพูดได้แล้ว!” เขาย้ายร่างมายืนค้ำศีรษะกัปตันก่อนจะพูดต่อ “ในเมื่อนายโง่พอจะให้ผู้หญิงปัญญาอ่อนสองคนคุมเรือ นายก็ต้องจ่าย”

“ผมมีเงินเก็บอยู่ห้าหมื่น” กัปตันบอกเสียงสั่นหลังจากแน่ใจว่าไม่มีทางเอาตัวรอดได้

“เรือที่จมถ้ากู้ขึ้นมาคงจะได้สักหกหมื่น” หนุ่มผมทองกล่าวหลังจากนิ่งคิด “เราจะเอาเรือนั่นไว้เองเพื่อหักกับหนี้ที่เหลือ”

“นั่นมันเกินกว่าแสนเหรียญ” คนที่กำลังจะหมดตัวส่งเสียงทักท้วงก่อนจะเงียบสนิทเมื่อเจอสายตาข่มขู่

“หนึ่งหมื่นเหรียญคือดอกเบี้ยที่นายกล้าต่อรองกับพวกฉัน แล้วถ้าขืนพูดมากอีกคำเดียว ฉันจะคิดดอกเบี้ยเป็นมือกับเท้าอย่างละข้าง” ประโยคหลังเขากวาดตามองทุกคนเป็นเชิงบอกว่าเขาจะทำกับคนต่อไปที่กล้าเถียง

“มีปัญหาอะไรไหม” เมื่อหมดข้อโต้แย้งจากพวกลูกเรือ เขาก็หันมาถามสามสาวเอเชีย แน่นอนว่าดีดี้กับดาด้าทายาทธุรกิจพันล้านไม่มีปัญหากับการจ่ายเงินค่าไถ่ชีวิตคนละสามล้านบาทอยู่แล้ว แต่มินตราเด็กกำพร้าที่ยึดอาชีพไกด์ไม่มีเงินขนาดนั้น

“ฉันผ่อนชำระได้ไหม”

มาเฟียผมทองหัวเราะก้องก่อนจะหันมาตอบ กับคำถามด้วยน้ำเสียงขอร้องอ้อนวอน

“เห็นพวกเราเป็นไฟแนนซ์ขายรถมือสองหรือไง” แล้วเสียงผิวปากจากท้ายเรือก็เรียกเขาให้หันไปมอง เพียงแค่สบตาเขาก็เข้าใจความหมายก่อนจะมาถ่ายทอดให้เธอฟังต่อ “ข่าวดีเบบี๋ คนที่ช่วยชีวิตเธอ เขาเปลี่ยนราคาให้แล้ว”

มินตราใจชื้นเมื่อคิดว่าคนที่อุตส่าห์ลงไปยังใต้ทะเลช่วยเธอขึ้นมาจะยอมช่วยเธออีกครั้ง ก่อนจะหน้าซีดกับประโยคต่อมาของตัวแทนกลุ่ม

“หนึ่งล้านดอลล่าห์ขาดตัว”

“บ้าไปแล้ว แสนเหรียญฉันยังไม่มีปัญญาหามาจ่ายพวกคุณเลย” พูดยังไม่ทันจบประโยค อีกฝ่ายก็ก้าวเข้ามาตัวประชิดเธอ

“พวกฉันช่วยเธอจากการเป็นอาหารปลาได้ ก็จับเธอหั่นเป็นชิ้นๆ โยนให้ปลากินได้เหมือนกัน”

หญิงสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ มั่นใจว่าเขาทำได้ตามที่พูด ทว่าเธอก็ไม่มีเงินตามที่บอกเขาไปเช่นกัน เธอเหลียวไปมองคนที่ยังนั่งเงียบท้ายเรือ แล้วพาลสงสัยว่าเหตุใดคนที่หน้าตาหล่อเหลาเหมือนเทวทูตตกสวรรค์ถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้ ระหว่างที่เธอหันรีหันขวางไม่รู้จะเอาตัวรอดยังไง เทพบุตรผมทองเวอร์ชันซาตานก็กุมคางเธอให้หันมามองที่เขา

“สวยเหมือนกันนี่ ประมูลคืนแรกน่าจะได้สักหมื่นเหรียญ ที่เหลือผ่อนจ่ายจากในซ่องแล้วกันจะได้ไม่หนีหนี้”

ต่อให้ตายเธอก็ไม่ยอมขายตัว มินตราขยับจะหนีจากอุ้งมือของคนตรงหน้า ทว่ามือที่จับคางเธออยู่ออกแรงบีบจนเธอรู้สึกเจ็บ แต่แล้วแรงนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีมือของอีกคนมาคว้าข้อมือของฝ่ายนั้นออก

“อย่าลดตัวไปเป็นแมงดาสิเคฟ” โรเบิร์ตบอกน้องชายก่อนจะหันมาหาลูกหนี้ที่ติดค้างชีวิตเขาอยู่ “ฉันอนุญาตให้เธอจ่ายด้วยอย่างอื่น” มันอาจจะเลวร้ายกว่าการถูกขายเข้าซ่องก็ได้ แต่หญิงสาวก็ยังรอฟังเขาพูดต่อ ทว่าเขาหันไปสั่งเพื่อนร่วมทางของเขาแทน

“ไปเอากระดาษปากกามา เราจะทำสัญญากู้เงินกัน” แล้วสิ่งที่เขาต้องการก็มาอยู่ในมืออย่างรวดเร็ว เอกสารสองชุดถูกร่างขึ้นมาโดยที่เขาไม่หันมาถามความสมัครใจของลูกหนี้แม้แต่คำเดียว

“เซ็น” กระดาษสองแผ่นที่เหมือนกันทุกตัวอักษรถูกยื่นมาตรงหน้าพร้อมปากกา ถึงจะกลัวว่าตัวเองอาจกลายเป็นอาหารปลามากแค่ไหน มินตราก็ยังอ่านก่อน

มันระบุเอาไว้ว่าเธอเป็นหนี้เงินกู้ชายที่ชื่อโรเบิร์ต สเน็ค เป็นจำนวนหนึ่งล้านดอลล่าห์ เงื่อนไขการชำระมีสองแบบคือเงินสดภายในหนึ่งปีหรือทำงานชดใช้ตามที่เจ้าหนี้จะเรียกร้อง หญิงสาวจะคัดค้านเมื่อเขาขู่เสียงเข้ม

“ไม่เซ็นก็จ่ายคืนมาด้วยชีวิตเดี๋ยวนี้เลย”

ถึงจะไม่รู้จักโรเบิร์ตมาก่อนหน้านี้ แต่มินตรามั่นใจว่าชายหนุ่มพร้อมจะทำหากไม่ได้ตามที่ต้องการเธอจึงเซ็นชื่อลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับ ก่อนที่มันจะถูกส่งไปให้อีกสี่คนเซ็นรับรองในส่วนของพยาน

“ถ้าผู้หญิงคนนี้เบี้ยวหรือตาย หรือแม้แต่หายสาบสูญก่อนจะจ่ายครบ คนที่เหลือต้องจ่ายแทน” คราวนี้เควินกลับมาเป็นคนข่มขู่บ้าง ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อกรรโชกทรัพย์จะเข้าใจตรงกันเป็นอย่างดี

เมื่อได้ตามที่ต้องการแพททริคก็หันกลับไปขับเรือ ส่วนเควินนั่งลงกลางลำเรือเพื่อควบคุมคนแปลกหน้า โรเบิร์ตย้ายกลับไปอยู่ท้ายเรือเช่นเดิม มินตรามองตามเขาไปตลอดเวลาเพราะสงสัยเงื่อนไขการชดใช้หนี้ที่เขาระบุเอาไว้ในสัญญาว่างานแบบไหนที่เขาจะใช้ให้เธอทำ

 

 

ด้วยความชำนาญของคนขับ เรือเร็วก็เข้าเทียบท่าบนเกาะบาร์เบโดสในเวลาอันสั้น เควินซึ่งเป็นคนเดียวที่เคยออกนอกเกาะพาราไดซ์มาที่นี่ กระโดดขึ้นฝั่งแล้วรับเชือกที่แพททริคโยนให้ผูกเข้ากับท่า กัปตันเรือรีบลงจากเรือแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้ลูกเรือกับมินตราช่วยผู้โดยสารทั้งสองขึ้นฝั่ง หญิงสาวช่วยส่งดีดี้กับดาด้าให้ขึ้นไปหาลูกเรือ ก่อนจะขยับตามขึ้นไปบ้าง ทว่าตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกถึงบางอย่าง เมื่อหันไปมองเธอก็พบว่าเจ้าของดวงตาสีเขียวกำลังจับจ้องเธออยู่ ถึงเขาจะเป็นอันธพาลใจร้ายหน้าเลือด แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้น ขาที่กำลังก้าวขึ้นฝั่งจึงย้อนกลับไปทางท้ายเรือ

“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตฉันค่ะ”

แล้วรอยยิ้มที่สามารถเขย่าโลกทั้งใบก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคร้ามเข้มแบบเมดิเตอร์เรเนี่ยนนั้น ทว่ามันก็หายไปอย่างรวดเร็วเหมือนตอนที่เกิดขึ้น จนมินตราแทบจะไม่อยากเชื่อว่าเคยเห็นมันบนใบหน้าของเทพบุตรซาตานคนนี้ แต่เธอไม่มีเวลาเสียดายรอยยิ้มที่หายไป เพราะรู้ว่าซึ้งถึงความผิดพลาดที่สำนึกบุญคุณมาเฟีย เมื่อฮีโร่ของเธอกลับไปเป็นตัวโกงอีกครั้ง

“แพททริค เอามือถือของนายมาให้ฉันที”

คนที่นิ่งเงียบมาตลอดการเดินทางล้วงโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งให้เจ้าหนี้ของมินตราโดยไม่ถามอะไรสักคำ แต่ก็ไม่วายนิ่วหน้าสงสัยเมื่อเห็นโรเบิร์ตกดลบข้อมูลทั้งหมดแล้วบันทึกเบอร์โทรศัพท์แค่เบอร์เดียวก่อนจะส่งมันให้หญิงสาว

“เก็บไว้ แล้วคอยดูแลให้มันทำงานได้ตลอดเวลา ถ้าต้องการตัวเมื่อไหร่ ฉันจะโทรไปหาเธอ”

พอได้ยินคำสั่งมินตราถึงกับอึ้ง สมาร์ทโฟนยี่ห้อดังเครื่องนี้คงหาที่ชาร์จไฟไม่ยากแต่การที่จะพกมันติดตัวไปรอบโลกเพื่อรอให้เจ้าหนี้โทรทวงหนี้มันดูเป็นเรื่องประหลาดมาก ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะลงทุนให้เครื่องมือสื่อสารราคาแพงเพื่อความสะดวกในการตามตัวเธอ

“นี่คุณจะเอามือถือของเพื่อนมาให้ฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ” มันเป็นข้ออ้างที่ไม่ได้เรื่องแต่เธอก็คิดอย่างอื่นไม่ออกจริงๆ เมื่อเหลือบมองเห็นเจ้าของเครื่องขมวดคิ้วเธอก็รีบเสริม “เพื่อนคุณเขาก็ไม่ยอมหรอก” และเธอเองก็ไม่อยากได้เช่นกัน

แน่นอนว่าแพททริคไม่ทันได้บอกว่าเขาคิดยังไงเพราะเควินเป็นฝ่ายกล่าวแทนพี่ชายคนโตผู้เงียบขรึม

“แพททริคไม่เคยโทรหาใคร จะมีมือถือหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันหรอก”

คนใบ้ยังใช้โทรศัพท์มือถือทำเป็นวีดีโอคอลล์ติดต่อหาคนอื่นเลย มินตรานึกเถียงในใจแต่พอคิดดูอีกทีตั้งแต่เจอหน้าแพททริคเธอยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ ออกจากปากของเขาเลย เขาอาจจะเป็นใบ้จริงๆ ก็ได้  หญิงสาวหันกลับไปมองหน้าโรเบิร์ต เพื่อจะถูกสะกดด้วยดวงตาสีเขียวอีกรอบ โดยเฉพาะริมฝีปากสีแดงที่ทำให้เธอนึกถึงตอนที่เธอขอให้เขาจูบอีกครั้ง ซึ่งมันทำให้เธออยากตบหน้าตัวเองเรียกสติว่าตรงหน้าเธอเป็นเพียงแค่มาเฟียนักกรรโชกทรัพย์ไม่ใช่เทพบุตรโรมัน

“เอาไปได้แล้ว” เนื่องจากลูกหนี้ไม่ทำตามที่เขาบอกสักที โรเบิร์ตจึงยัดโทรศัพท์เคลื่อนที่ใส่มือของเธอ

หญิงสาวรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดตั้งแต่ปลายนิ้วที่สัมผัสกันกระจายไปทั่วร่างของเธอ และจากอาการเม้มปากของเขา เธอก็คิดว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกถึงมันเช่นกัน หรือไม่อย่างนั้นเขาก็แค่เริ่มหงุดหงิดอยากเชือดเธอโยนเป็นอาหารฉลามเพราะเขาเริ่มข่มขู่อีกครั้ง

“จำไว้ว่ามือถือเครื่องนี้ห้ามปิด ห้ามติดต่อไม่ได้ ถ้าเธอทำฉันเสียเวลากับการตามตัวเธอเมื่อไหร่ ฉันจะหั่นเธอเป็นชิ้นๆ”

เมื่อหมดธุระแล้วโรเบิร์ตก็หันหลังหนี ฝ่ายมินตราก็ไม่คิดว่าการอยู่ใกล้ๆ เขาจะเกิดประโยชน์อะไรนอกจากเสียงเงินเพิ่ม จึงเดินขึ้นฝั่งเพื่อพาลูกทัวร์ของเธอกลับโรงแรม โดยไม่รู้เลยว่ามีดวงตาสีเขียวคู่หนึ่งมองตามเธอไปจนสุดสายตา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น