มายาปฐพี

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ม.ค. 59


บทที่ 3

หนึ่งวินาทีหลังจากห้องใต้ดินอันเป็นห้องลับของปัวเรซถูกทำลายพร้อมๆ กับชีวิตของหัวหน้วแก๊งค์เดอะคิง หนึ่งไมล์ห่างจากนั้นก็ปรากฏดินถล่ม วินาทีต่อมาสิบไมล์ต่อจากดินถล่มก็เกิดเหตุตึกร้าว ถัดมาอีกวินาทีร้อยไมล์ต่อจากตึกนั้นก็เกิดหลุมจากดินยุบตัว มันส่งต่อไปเรื่อยผ่านทั้งเมืองและทะเลไปจนถึงเกาะหนึ่งห่างจากแผ่นดินใหญ่

พื้นดินใจกลางเกาะสั่นสะเทือนเบาๆ ทว่าชายหนุ่มสามคนที่กำลังนอนเล่นริมหาดหลังจากออกแรงฝึกซ้อมรู้สึกถึงมัน ทั้งหมดจึงรีบก้าวเข้าไปในคฤหาสน์สีขาวอันเป็นที่พำนักของพวกเขาและมารดาทันได้เห็นรูปปั้นพระเยซูตรึงกางเขนขนาดเท่าคนจริงที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังระเบียงก็พบหลุยซากำลังมองตรงมายังจุดนั้นอยู่เช่นกัน

“แม่” เควินร้องเรียกพร้อมขยับตัวจะไปหามารดาที่เดินกลับเข้าห้องส่วนตัว แต่แพททริคยกแขนขวางทางเอาไว้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเล็กที่สุดในกลุ่มสั่งพี่ชายคนโตเสียงเข้ม “หลบไปแพททริค ฉันจะขึ้นไปหาแม่”

“ให้แม่ได้มีเวลาวางแผนคนเดียวก่อน” โรเบิร์ตพูดแทนแพททริค เมื่อเควินยังฮึดฮัดเขาก็บอกต่อ “พวกเราเองก็ต้องเตรียมตัวเหมือนกัน”

คำพูดของโรเบิร์ตเหมือนคำสั่งกลายๆ ให้ทั้งหมดแยกย้ายกันไปจัดเตรียมของใช้ที่จำเป็น เพื่อที่จะออกจากเกาะแห่งนี้ไปเหยียบแผ่นดินใหญ่

         

 

          ในห้องส่วนตัวของหลุยซามีแท่นบูชาขนาดใหญ่ลดหลั่นกันหลายชั้นประกอบด้วยเต็มไปด้วยรูปสลักรูปปั้นแทนพระบุตร พระจิต และพระแม่มารี รวมถึงนักบุญต่างๆ ตั้งเอาไว้จนนับไม่ถ้วน เจ้าของห้องขยับรูปสลักรูปหนึ่งให้พ้นทางก่อนจะหยิบกรอบรูปที่วางคว่ำหน้าขึ้นมา มันเป็นรูปหนึ่งในสองที่เธอนำติดตัวมาด้วยหลังออกจากเม๊กซิโก รูปหนึ่งคือรูปมารดา ส่วนอีกรูปคือภาพพี่ชายคนโตซึ่งแก่กว่าน้องสาวร่วมสายเลือดเกือบยี่สิบปีกำลังอุ้มน้องน้อยอายุเพียงห้าขวบเอาไว้ในวงแขน

          พี่จะดูแลเธอเองหลุยซา เป็นอีกหนึ่งคำพูดของปัวเรซที่ก้องในหูของเธอ และเขาก็ไม่เคยผิดคำพูด นิ้วมือของเธอแตะลงบนใบหน้าที่เธอจะไม่มีวันได้เห็นอีกแล้ว ก่อนจะร่ำไห้ให้กับศัตรูที่เธอรักสุดหัวใจ ทว่าเมื่อหมดน้ำตาเธอก็พร้อมจะวางแผนก้าวเข้าสู่สงครามช่วงชิงอำนาจเต็มตัว

 

         

“ไททันโอโบอากำลังมา” ประโยคบอกเล่าเหมือนดังมาจากความมืด แต่คนฟังก็อยู่ในมุมมืดเช่นกัน

“เราต้องจัดการมันก่อน” เป็นการตัดสินใจอย่างกระทันหันเพราะความอ่อนด้อยประสบการณ์ และทำให้อีกคนส่ายหน้า

“ไม่ได้ เราต้องให้มันมา” นั่นเป็นคำสั่ง ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น

“พวกเรากำลังเสี่ยง” ถ้าจากคำเล่าลือ ไททันโอโบอาไม่ใช่แค่ทายาทสายตรงของตระกูลดิน แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังจากแม่ที่มีฉายาว่าอนาคอนด้า

“มันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า” นั้นเป็นการตัดบทสนทนา เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าคุ้มค่าหมายถึงอะไร

 

 

“ขอดีดี้กับดาด้าถ่ายรูปคู่กับพี่กัปตันได้ไหมคะ”

          มินตราแอบส่ายหน้าให้กับภาษาอังกฤษแปล่งๆ ของสองฝาแฝด และยังท่าทางวี้ดว้ายเกินเหตุเมื่อถลาเข้าไปเกาะกอดกัปตันเรือหน้าตาเกือบหล่อที่ดูเหมือนจะปลื้มสุดขีดกับการตกเป็นเป้าความสนใจของที่สองสาวหน้าหวานในชุดบิกินนี่ตัวจิ๋ว  จนลืมที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างที่ควรจะทำ ไกด์สาวอยากจะเข้าไปแยกทั้งหมดออกจากกันแล้วสั่งกัปตันให้สนใจงานมากกว่าหน้าอกผู้หญิงแต่ก็ไม่อยากจะมีปัญหากับลูกทัวร์

มันต้องเป็นเพราะฮอร์โมนไปผสมกับกลิ่นน้ำทะเลแน่ๆ หญิงสาวสรุปได้ว่าอารมณ์หงุดหงิดของเธอเมื่อเห็นท่าทางปัญญาอ่อนของทั้งสามคนตรงหน้ามาจากอะไร การมาทัวร์เกาะบาร์เบโดส ที่อยู่ตอนใต้ของลาตินอเมริกาเริ่มจะแปรเปลี่ยนจากความสุขเป็นความทุกข์อย่างช้าๆ นับตั้งแต่ต้องคอยดูแลเหล่าแก๊งค์คุณหนูไฮโซเอาแต่ใจที่นำทีมโดยสาวน้อยฝาแฝดที่เธอแอบตั้งชื่อในใจว่าน้องดัดจริตจังกับน้องดัดจริตจุง แล้วยังต้องคอยแก้ปัญหาเนื่องจากฝ่ายประสานงานติดต่อกับคนท้องถิ่นไม่เรียบร้อย ทว่าสิ่งที่ทำให้เธออยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียวที่สุดในเวลานี้ก็คือ ความรู้สึกที่เหมือนจะเข้าใกล้สิ่งที่ตามหาแต่ยังไม่เจอสักที ร้อนรนทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม

          “พี่กัปตันขา นั้นเกาะอะไรคะ” ดีดี้เกาะแขนกัปตันเรือแน่นจนคนมองอยากจะดึงออกเพื่อให้กัปตันจับพังงาเรือยอชน์ได้ถนัดมากกว่านี้

โชคดีที่วันนี้เหล่าสาวๆ ชาวแก๊งสตอร์เบอรี่แอบหนีไปแฮงค์เอาท์กันทั้งคืนจนหมดสภาพไม่อาจลุกขึ้นจากเตียงตามแพลนเที่ยววันนี้ได้ แต่โชคร้ายที่แฝดนรกอึดพอที่จะมานั่งเรือยอร์ชชมวิว เธอในฐานะหัวหน้าทีมจึงให้เพื่อนร่วมงานอีกสองคนคอยดูแลลูกทัวร์ที่โรงแรม แล้วจำใจมาเที่ยวทางเรือกับสองแฝด

          “เกาะงูครับสาวๆ”

แค่คำว่างูก็เรียกเสียงร้องที่มินตราจำกัดความได้เพียงคำเดียวว่า ดัดจริต ขึ้นมาอีกรอบ และกระแซะเข้าไปใกล้ผู้ชายหล่ออีกนิดแต่เดิมก็แทบจะไม่มีที่ว่างอยู่แล้ว

          “ชื่อน่ากลัวจังเลย ดาด้ากลั๊วกลัว” แล้วดาด้าก็กอดเอวกัปตันหนุ่มจากด้านหลัง ทำตัวสั่นนิดๆ ประหนึ่งว่าตนเองกำลังจะเผชิญหน้ากับงูยักษ์ คราวนี้กัปตันหนุ่มถึงกับละมือจากพวงมาลัยเรือหันไปกอดปลอบเลยทีเดียว

          “ไม่ต้องกลัวครับ มันก็แค่ชื่อ หลายสิบปีก่อนบนเกาะนั้นมีงูอยู่เยอะ แต่มันก็เป็นแค่งูดินเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว” งูบาร์เบโดสจากเกาะใหญ่ที่พวกเขาอาศัยมีขนาดเล็กกว่าเหรียญเงิน

          “เดินทางด้วยเรือที่ไม่มีกัปตันขับน่ากลัวกว่าอีกค่ะ” ว่าจะไม่ประชดทว่ามินตราก็อดไม่ได้ สายตาสามคู่จึงหันมามองเธอเขม่ง โดยเฉพาะดาด้ากับดีดี้ที่ชักสีหน้าไม่พอใจ แต่อย่างน้อยกัปตันก็ยังมีสามัญสำนึกพอที่หันมายิ้มเขินๆ ก่อนจะกลับไปสนใจงานตรงหน้ามากขึ้น

          เมื่อมั่นใจว่าตัวเองกับลูกทัวร์ในความรับผิดชอบจะไม่ตายเพราะเรือคว่ำ มินตราก็หันเหสายตาไปยังเกาะที่อยู่ตรงหน้า ความจริงเธอก็สนใจมันไม่น้อยกว่าคนอื่นหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ตั้งแต่มาถึงเกาะบาร์เบโดส แล้วพบว่าฝ่ายประสานงานไม่ได้ว่าจ้างเรือยอร์ชนำเที่ยวไว้ให้เธอก็หาเจ้าใหม่โดยพยายามจะเพิ่มการไปเยือนเกาะงู ทว่าไม่มีใครพาไปอ้างว่ามันเป็นเกาะส่วนตัว ทั้งที่มีคนหลายคนยืนยันว่าบนเกาะนั้นมีคนมากจนเป็นชุมชนย่อยๆ และมีคนบนเกาะมาซื้อสิ่งของที่จำเป็นบนเกาะบาร์เบโดสอยู่สม่ำเสมอ แต่พอเธอเสนอเงินแลกกับการติดต่อขอพบตัวแทนจากเกาะงูกลับไม่มีใครยอมรับเงินค่าจ้างนั้น

          เจ้าของเกาะไม่ยอมให้ใครขึ้นไปยุ่งหรอกนั่นหมายความได้ตั้งแต่เล่นงานด้วยกฏหมาย หรือสำหรับอเมริกาใต้อาจหมายถึงผู้มีอิทธิพลเล่นงานถึงตา

          “เราเอาเรือเข้าไปใกล้ๆ เกาะงูได้ไหมคะ” มินตราห้ามใจไม่ไหวขอร้องกัปตันเรือ ถึงไม่ได้ขึ้นไป เธอก็อยากจะเข้าไปใกล้ๆ

กัปตันที่เหล่ไกด์สาวมานานตอบรับทันทีตามประสาคนเจ้าชู้ แต่เมื่อดีดี้กับดาด้าเห็นเธอเข้ามาแย่งความสนใจของหนุ่มที่พวกเธอกำลังเฟิร์ตอยู่ก็แสดงอาการไม่พอใจทันที

          “จะไปทำไมค่ะ น่ากลัวออกดีดี้ไม่อยากเข้าไปใกล้เลย” ว่าแล้วก็หันไปสบตาคู่แฝดซึ่งส่งเสียงสนับสนุนทันที

          “ใช่ คนที่อยากเข้าไปเครซี่มากๆ เลย” แล้วก็เบ้ปากใส่ด้วยท่าทางดูถูก

          “ไม่น่ากลัวหรอกครับ ที่จริงเกาะงูมีอีกชื่อว่าเกาะพาราไดส์นะครับ” เขาไม่ขยายความต่อว่าชื่อแสนไพเราะถูกเรียกโดยคนที่อาศัยอยู่บนเกาะเท่านั้น แต่กับคนอื่นมันคือเกาะงู สถานที่ที่ไม่ต้อนรับคนภายนอก

          “จริงเหรอค่ะ ดาด้าอยากขึ้นไปบ้างจัง พาดาด้าเข้าไปหน่อยนะคะ” สาววัยรุ่นกลับลำทันควัน แล้วพากันเข้ามาเกาะเกี่ยวออดอ้อนขอขึ้นไปยังเกาะตรงหน้า

แค่คิดว่าสองคนนี้จะเข้าไปวุ่นวายยังเกาะที่เธอมีความรู้สึกผูกพันด้วยแบบแปลกๆ มินตราก็ทนไม่ไหวแล้ว เธอขยับเข้าไปปรามทันที แม้ใจจะอยากขึ้นไปบนนั้นก็ตาม

          “เข้าไปไม่ได้หรอกค่ะที่นั่นเป็นเกาะส่วนตัว”

          ดาด้ากับดีดี้หันขวับจะเอาเรื่องมินตราที่ทำลายความสนุกของพวกเธอ แต่กัปตันเห็นด้วยตามที่ไกด์สาวบอก ทำให้คุณหนูวัยรุ่นไม่อาจต่อว่าเธอในเรื่องนี้ได้ จึงโจมตีเรื่องอื่นแทน

“ดีดี้ร้อนจังเลย พี่กระถินไม่มีอะไรมาเสิร์ฟบ้างเหรอคะ”

          “ดาด้าคอแห้งม้ากมาก สงสัยเราต้องหาน้ำกินเองแล้วล่ะดีดี้” สองแฝดรับลูกกันอย่างคุ้นเคย แล้วเหลือบสายตามามองมินตราเป็นเชิงดูถูกกลายๆ ว่าไกด์หรือเบ๊ประจำทริปทำหน้าที่บกพร่อง

          “เดี๋ยวฉันจะไปเอาเครื่องดื่มเย็นๆ มาเสิร์ฟนะคะ” ก่อนจะเผลอแสดงความโกรธออกไป มินตราก็แยกตัวไปหาน้ำให้ทั้งคู่ดื่ม โดยมีลูกเรือสาววัยกลางคนที่กำลังจะแยกไปดูความเรียบร้อยท้ายเรือส่งยิ้มให้เพราะเห็นใจที่เธอต้องผจญกับสองคุณหนูเอาแต่ใจ

          ก่อนขาจะก้าวเข้าไปในตัวเรือ มินตราก็หันไปทางเกาะงูอีกรอบ เหมือนมีบางอย่างดึงสายตาเธอไปทางนั้น แต่ไม่มีอะไรให้เห็นนอกจากป่าไม้สีเขียวเข้ม ทว่าหญิงสาวรู้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นแล้วรอให้เธอไปหา

 

 

“พร้อมจะไปกันหรือยัง” คำถามของเควินมาจากนิสัยช่างพูดมากกว่าอยากได้คำตอบ เพราะข้าวของที่จำเป็นของสามพี่น้องพร้อมอยู่บนท่าเทียบเรือแล้ว รอแค่แพททริคที่กำลังตรวจตราความเรียบร้อยอีกรอบ เมื่อพี่ชายคนโตหันมาพยักหน้าให้น้องๆ ก็ขนสัมภาระที่ไม่ได้มีเสื้อผ้า แต่เป็นกระเป๋าเอกสารสามใบกับกล่องใส่อาวุธมากพอจะทำสงครามกลางเมืองขึ้นเรือ

ไม่มีการหันกลับไปมองตัวบ้านที่อาศัยมาตั้งแต่เกิด และไม่มีการกล่าวอำลามารดาให้เป็นลางร้าย คำอวยพรให้โชคดีทั้งสามคนได้รับแล้ว และจะนำติดตัวไปด้วย แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่รออยู่จะเป็นอะไรก็ตาม

โรเบิร์ตกำลังก้าวขาพ้นจากพื้นดินเมื่อรู้สึกถึงบางอย่าง มันแผ่วเบาจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงลางสังหรณ์ แต่รุนแรงมากพอที่จะทำให้เขาย่อตัวลงเพื่อสัมผัสผืนดินด้วยมือ รับรู้บางอย่างที่ผืนพสุธากำลังบอกเขา เหมือนๆ กับจี้บนหน้าอกที่สั่นไหวเบาๆ

มีบางอย่างกำลังมา ชายหนุ่มหันไปมองพี่น้องที่มองเขาอยู่ ทั้งคู่คงรู้สึกถึงมันบ้างเช่นกัน แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดออกมา ในเมื่อยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วจะมาด้วยจุดประสงค์อันใด

“ไปกันเถอะ” ขณะบอกขาของโรเบิร์ตก็ก้าวขึ้นไปบนเรือ พ้นจากแผ่นดินผืนเล็กๆ ที่เขาคุ้นเคย และจะห่างไปเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาวันไหน และไม่รู้ว่าจะเผชิญกับสิ่งใด

เขากำลังไป ในขณะที่บางสิ่งกำลังมา หรืออาจจะเป็นบางคน โรเบิร์ตเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง แม้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แต่เขาพร้อมจะเดินหน้าไปหาสิ่งนั้น หรือคนคนนั้น

 

 

          “ขอดีดี้ลองบังคับพวงมาลัยเรือหน่อยได้ไหมคะ” เมื่อปราศจากคนคอยขัดจังหวะแฝดพี่ก็หันไปออดอ้อนกัปตันเรือต่อ ชายหนุ่มลังเลเกรงจะมีอันตรายเพราะมั่นใจว่าคนที่แม้แต่ชื่อพังงาเรือยังเรียกไม่ถูกน่าจะไม่เคยขับเรือมาก่อน แต่แล้วแขนอีกข้างที่บังคับเรืออยู่ก็ถูกเกาะกอดจากแฝดน้อง

          “นะคะ นะคะ ขอดาด้าลองดูบ้างนะคะ”

          กัปตันพยายามปฏิเสธแต่เมื่อโดนรุกเร้ามากๆ เขาก็ใจอ่อนยอมให้ฝาแฝดช่วยเขาถือพังงาคุมเรือ แต่เพราะความที่สองสาววุ่นวายแย่งกันเอง ทำให้เรือเบนเข้าไปยังด้านข้างเกาะงู ซึ่งประจวบกับกับเรือเร็วลำหนึ่งแล่นออกมาจากท่าน้ำที่ซ่อนอยู่ในมุมลับตา กัปตันพยายามควบคุมเรือทว่าสายเกินไป เขามั่นใจว่าการปะทะที่จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีข้างหน้าคงส่งผลให้คนที่อยู่บนเรือเร็วจมลงไปพร้อมกับเรือในทันที

          เสียงกรี้ดดังลั่นบอกมินตราให้รู้ว่ากำลังเกิดเหตุร้ายขึ้น เธอทิ้งถาดเครื่องดื่มโผออกมาจากช่องใต้ท้องเรือ แต่ยังไม่ทันพ้นช่องประตู เรือที่เอียงวูบทำให้เธอต้องเกาะกรอบประตูแน่น ดาดฟ้าเรือตั้งฉากอย่างรวดเร็วและก่อนที่เธอจะทันตั้งตัวร่างของเธอก็สัมผัสกับผิวน้ำ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น