มายาปฐพี

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 ม.ค. 59


บทที่ 2

          “ข่าวลือเป็นจริง ในที่สุดสปิริตก็กลับมาแล้ว” หลุยซาบอกทันทีที่บรรดาลูกชายของเธอก้าวเข้ามาในห้อง เกือบครึ่งปีนับตั้งแต่การประชุมของสี่ตระกูลผู้ใช้พลังธาตุตอนนี้ก็เป็นอันแน่นอนว่าเหล่าตระกูลผู้ใช้พลังธาตุไม่ได้เหลือเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ อีกต่อไป  

          ห้องรับแดดขนาดใหญ่ที่มีประตูบานกว้างรับลมทะเลดูคับแคบถนัดใจเมื่อชายหนุ่มร่างสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรสามคนเข้ามาจับจองยังมุมต่างๆ เธอกวาดตามองเหล่าลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ถึงจะมีเพียงคนเดียวที่เป็นลูกที่เกิดจากครรภ์ของเธอ แต่หลุยซารักทุกคนไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หนุ่มทั้งสามรูปงามด้วยโครงสร้างสูงใหญ่และล่ำสัน ถึงสองในสามจะคมเข้มแบบผู้ชายชาวเมติเดอร์เรเนี่ยนแต่ทั้งหมดก็หล่อเหลาคมคายไม่แพ้กัน โรเบิร์ตนั่งโซฟายาวตรงข้ามกับมารดา เควินซึ่งแตกต่างจากคนอื่นเพราะเส้นผมสีทองเลือกนั่งเก้าอี้เดี่ยวใกล้กับหลุยซา ในขณะที่แพททริคผู้เคร่งขรึมนั่งเก้าอี้ห่างออกไป ทว่าทุกคนรู้ดีว่าเขาเลือกนั่งในจุดที่มองเห็นประตูทางเข้าห้องและประตูออกสู่ระเบียงเพราะมันเป็นนิสัยของเขาที่จะระแวดระวังภัยให้แม่และพี่น้อง

          “ที่เอลซ่ามาเยี่ยมแม่เพื่อยืนยันข่าวนี้เหรอครับ” เควินถามในสิ่งที่ทุกคนคาดเดา แต่พี่น้องของเขาสองคนปากหนักเกินกว่าจะถามเอง เอลซ่าจากตระกูลน้ำมาถึงเมื่อเช้าและจากไปหลังจากสนทนาเป็นการส่วนตัวกับหลุยซาเกือบชั่วโมง เมื่อแขกกลับไปแล้วเธอก็เรียกหาให้พวกเขาเข้ามาพบ

          “เอลซ่าคงอยากรู้ว่าพวกเราจะมีท่าทียังไง” หลุยซาขยายความ ถึงเอลซ่าจะอยู่ต่างตระกูลแต่ก็เป็นมิตรที่ดีของเธอ คำว่ามิตรที่ดี หมายถึงถ้าจะนับเพียงในแง่แลกเปลี่ยนข้อมูล แต่นอกเหนือจากนั้นหลุยซาก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเอลซ่าควรจะอยู่ในจุดไหน

          “แล้วทำไมเขาไม่ไปหยั่งเชิงลุง” เควินยังเป็นคนถามต่อเช่นเดิม แม้สามหนุ่มจะไม่เคยเจอหน้าปัวเรซเพราะพันธะสัญญาระหว่างหลุยซากับพี่ชาย ทว่าเขา โรเบิร์ตและแพททริคต่างก็เรียกหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงว่าลุงตามธรรมเนียมของชาวลาตินอเมริกาที่ยึดมั่นในครอบครัวใหญ่

          “ก็เพราะว่าสัญญาระหว่างแม่กับลุงปัวเรซกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วน่ะสิ” คำพูดของโรเบิร์ตเรียกความสนใจพี่น้องจากได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เช่นเดิมที่เควินจะเป็นคนถาม

          “สัญญาเมื่อสามสิบปีก่อนน่ะเหรอ” สัญญาของหลุยซากับปัวเรซ เป็นพันธะสัญญาที่สามพี่น้องจำขึ้นใจเพราะมันเป็นต้นเหตุให้พวกเขาไม่อาจก้าวขึ้นไปยืนบนแผ่นดินใหญ่ได้

          พี่ไม่อยากฆ่าเธอหลุยซา เพราะฉะนั้นอย่ากลับมาที่นี่อีกคำพูดของปัวเรซชัดเจนเหมือนเขาเพิ่งเอ่ยกับเธอเมื่อวาน

ถึงจะมีสายตาสามคู่จับจ้องแต่ความคิดของหลุยซาก็ย้อนกลับไปในวันที่เธอให้คำสัญญากับพี่ชาย ว่าแลกกับการที่สองคนพี่น้องจะไม่เข่นฆ่านองเลือดกันเอง เธอต้องเป็นฝ่ายยอมล่าถอยจากถิ่นฐานหลักของแก๊งค์เดอะคิงในเม๊กซิโกออกมาหาที่อยู่ใหม่ และเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งเธอจึงยอมให้คำสัญญาว่าเธอกับทายาทจะไม่เหยียบบนแผ่นดินใหญ่ จนกว่าคู่สัญญาจะสิ้นชีพ นั้นคือสัญญาจะจบลงเมื่อปัวเรซจะสิ้นลมหายใจเท่านั้น เพราะเธอกับทายาทจะไม่ยอมตายก่อนจะได้อำนาจซึ่งควรเป็นของเธอมาครอง

          “ลุงของลูกสร้างศัตรูมากเกินไป เวลาของเขากำลังจะหมดลงแล้ว” คำพูดของหลุยซาไม่ใช่การคาดเดาแต่เป็นการประกาศให้ลูกๆ เตรียมตัว และทั้งสามคนก็พร้อมจะทำตามเนื่องจากรอเวลานี้มาตั้งแต่จำความได้ ว่าหนึ่งในพวกเขาจะต้องก้าวขึ้นแทนที่ปัวเรซ

 

 

          ศัตรูมีมาก แต่ปราศจากมิตร เจ้าของแก๊งค์เดอะคิงคนปัจจุบันถอนใจด้วยความอ่อนล้า หลังจากเข้าร่วมประชุมเขาก็รู้สึกว่าตนเองแก่ชรากว่าวัยหกสิบห้าที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าตัวเองโดดเดี่ยวแค่ไหน ศัตรูที่ไม่คิดว่าจะกลับมาก็กลับมาแล้ว ศัตรูดั่งเดิมก็แข็งแกร่งขึ้น ทว่ามิตรที่จะเคียงข้างสู้ปัญหาร่วมกันกับเขามองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีเลย เขาอาจจะมีภรรยามากมาย แต่พระเจ้าไม่ได้ประทานพรในการสืบทอดทายาทให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นครอบครัวคนเดียวของตัวเอง ไม่สิ เขายังมีน้องสาวอยู่อีกคน

          หรือจะให้หลุยซากลับมา ความคิดนี้ผุดขึ้นแวบเดียวปัวเรซก็รีบปัดมันออกไปโดยไว เมื่อสามสิบปีก่อน ถึงหลุยซาจะอายุเพียงสิบห้าปี แต่เธอก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นจนเขามอบอำนาจตัดสินใจบางอย่างให้ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะเรื่องของบิดาและมารดาของทั้งคู่

เดวิด พ่อของเขามีลูกเพียงสองคนจากภรรยาชาวโปรตุเกสกับอิตาลี ซึ่งนั้นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ภรรยาทั้งสองจ้องจะล้างผลาญอีกฝ่าย เมื่อตอนเขาอายุยี่สิบห้า หลุยซาอายุห้าขวบ แมดเดอรีนแม่ของเขาสงสัยว่าริซ่าแม่ของหลุยซาเป็นคนวางยาพิษเพื่อสังหารเขา ผลของยาแม้จะไม่ทำให้เขาตายแต่ก็ไม่สามารถที่จะมีทายาทได้ แมดเดอรีนเรียกร้องให้เดวิดลงโทษริซ่า ทว่าหัวหน้าแก๊งค์คนเก่ากลับตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาเสน่ห์ของริซ่า แมดเดอรีนจึงเป็นคนลงมือสั่งการฆ่าทั้งคู่แล้วดันเขาขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งค์ หลุยซามีชีวิตอยู่ได้ก็เพียงเพราะความเมตตาของปัวเรซแต่สิ่งแรกที่หลุยซาทำเมื่อโตพอจะควบคุมคนได้ก็คือวางแผนฆ่าแมดเดอรีนแม่ของเขา ปัวเรซไม่ได้แค้นหลุยซาเพราะเรื่องนี้ เขารู้ดีว่าหากกลับกันเขาก็คงฆ่าแม่ของหลุยซาเพื่อแก้แค้นให้มารดาเช่นกัน นอกจากนั้นเขายังชื่นชมน้องสาว ถึงเธอจะอายุน้อยแต่เธอก็วางแผนรอบคอบจนเขาเกือบจะจับไม่ได้ บรรดาผู้อาวุโสในแก๊งค์คิดเสมอว่าเป็นคนนอก เขาเองก็คิดเช่นนั้นจนความจริงเปิดเผยด้วยความสงสัยของเขาเอง

สาเหตุที่ปัวเรซเริ่มระแวงว่าจะเป็นฝีมือของน้องสาว เนื่องมาจากหลังแมดเดอรีนตายไปหนึ่งเดือน คนของหลุยซาโดนแก๊งค์ตรงข้ามสังหารไปสี่คน มันไม่สมกับเป็นเธอเลยที่ปล่อยให้ลูกน้องตายหลายรายก่อนจะถล่มแก๊งค์นั้นจนราบคาบ ยกเว้นเธอต้องการให้พวกนั้นตายเพื่อปิดปาก นับว่าเธอทั้งฉลาดและเหี้ยมโหดไม่น้อยสำหรับเด็กสาวอายุสิบห้าปี หากเป็นคนอื่นเขาคงจะชื่นชม เว้นแต่คนที่เธอฆ่าเป็นแม่แท้ๆ ของเขา และนอกจากเธอจะเป็นน้องสาวของเขา เธอยังเป็นผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งค์

แก๊งค์เดอะคิงอาจจะไม่สนับสนุนหัวหน้าแก๊งค์ที่เป็นผู้หญิง ทว่าในอดีตก็เคยมีสตรีครองตำแหน่งเดียวกับเขามาแล้วสองคน แต่เป็นการควบคุมแก๊งค์โดยผู้หญิงที่เรียกกันว่าแม่ใหญ่ซึ่งจะลูกชายหลายคนหนุนหลังคอยช่วยงานในแก๊งค์ นั่นหมายความว่าถ้าวันหนึ่งหลุยซามีครอบครัว เธอก็อาจหนุนหลังสามีตนเองหรือรอเวลาที่จะอาศัยการช่วยเหลือของลูกๆ มาโค่นตำแหน่งของเขาก็ได้ ดังนั้นปัวเรซจึงทำสิ่งที่ผู้มีอำนาจฉลาดๆ ควรทำ นั้นคือกำจัดคนที่เป็นหอกข้างแคร่ของเขาเสียก่อนที่ตนเองจะโดนกำจัด ทว่าวัยที่ต่างกันยี่สิบปีปัวเรซรักหลุยซาเหมือนเป็นลูกสาวของเขาเอง เขาเป็นคนเลี้ยงดูเธอตั้งแต่แม่ของเธอตายด้วยซ้ำ นั้นจึงเป็นเหตุผลเดียวที่เขาไม่ฆ่าเธอ

“เรียกอิริคมาพบฉันเดี๋ยวนี้” เมื่อพึ่งใครไม่ได้เขาก็ต้องพึ่งสิ่งที่ตนมี หลังจากสั่งผ่านอินเตอร์คอมไม่นาน คนที่เขาต้องการก็เข้ามายืนตรงหน้า

“ผลการทดลองไปถึงไหนแล้ว” ต่อให้มีรายงานเป็นเอกสารทุกสัปดาห์ ปัวเรซก็ยังต้องการฟังจากปากของหัวหน้าแล็บมากกว่า เพราะหากไม่ได้ดังใจ เขาจะได้เปลี่ยนคนใหม่ทันที

“ยาเสพติดออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทช้าลงครับท่าน ผู้เสพจะกลายเป็นซอมบี้หลังจากยาในเส้นเลือดมีเกินกว่าร่างกายจะรับไหวหรือจนกว่าจะตาย ตอนนี้ที่สำคัญก็คือ...” อีริคกำลังร่ายยาวถึงผลการทดลองสารเสพติดเมื่อปัวเรซโบกมือให้หยุด

“ฉันอยากรู้ผลการทดลองเบอร์เซิร์กเกอร์”

“ความกระหายในการฆ่ามีมากขึ้นครับท่าน แต่ยาตัวใหม่ก็แรงเกินกว่าร่างกายของหนูทดลองจะรับไหว และถ้าสมองตาย ก็จะไม่ต่างจากซอมบี้อื่นๆ เลย เว้นแต่พละกำลังมากกว่าครับ”

ปัวเรซนิ่งคิดตามที่อีริคพูด ถ้าเป็นในรูปการนี้แสดงว่ายาที่ผลิตไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ต้องแก้ไขก็มีเพียงร่างที่จะใช้สร้างเบอร์เซิร์กเกอร์เท่านั้น

“คนของตระกูลดินล่ะ” เขามอบหลานชายของลูกพี่ลูกน้องให้อีริคไปแล้วหนึ่งคนเมื่อสี่วันก่อน และกำลังคิดจะส่งใครไปเป็นหนูทดลองรายต่อไปอยู่

“ทนได้มากกว่าคนทั่วไปเกือบเท่าตัวครับ แต่ผมคิดว่าต้องใช้คนที่แข็งแกร่งทั้งทางด้านร่างกายและพลังจิต เหนือกว่าคนอื่นๆ มันถึงจะได้ผล”

“ระดับไหน” เหยื่อรายล่าสุดมีความสามารถระดับหนึ่ง เขาถึงยอมส่งไปเป็นหนูทดลอง แต่ถ้าจำเป็นเขาก็จะส่งคนที่เป็นแกนนำของตระกูลไปให้ก็ได้

“ถ้าได้ระดับหัวหน้าก็จะดีมากครับ” คำตอบหนักแน่นไม่มีลังเลแม้แต่น้อย เหมือนหัวหน้าแล็บรอที่จะบอกเขาอยู่ก่อนแล้ว

“หมายถึงระดับเดียวกับฉันสินะ” ปัวเรซประมาณการแล้วคิดว่าใครบ้างที่เข้าข่าย

“ไม่ถึงขนาดนั้นครับท่าน แต่ต้องสูงกว่าคนทั่วไปมากๆ“

“ถ้ามันสำเร็จเบอร์เซิร์กเกอร์ที่ได้ก็ต้องมีพลังมากตามไปด้วย” มันไม่ใช่คำถามปัวเรซจึงไม่ต้องรอให้อีริคตอบ “และยิ่งพลังเยอะเท่าไหร่คนที่ควบคุมก็ต้องมีพลังยิ่งกว่า”

พูดจบหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงก็เคาะนิ้วที่สวมแหวนนิลช้าๆ อันเป็นกิริยาที่แสดงว่าเขากำลังครุ่นคิด อีริครอคอยคำสั่งว่าจะให้ทำยังไงต่อ ซึ่งมันมาในรูปแบบคำถาม

“เชื่อได้แค่ไหนว่าจะได้ผลจริงๆ” น้ำเสียงของปัวเรซบอกได้ว่าหากพูดไม่ตรงใจ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าแล็บคนใหม่ก็เป็นได้ ทว่าอีริคไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยขณะเอ่ยคำตอบด้วยความมั่นใจ

“กว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับท่าน”

คำตอบที่ได้รับสร้างความพอใจให้กับปัวเรซมากพอที่จะทำให้เขายิ้มออก แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตาเพราะเขากำลังจับจ้องกรอบรูปขนาดเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ

“รู้ไหมว่าคนที่มีพลังระดับนั้นต้องเป็นญาติใกล้ชิดกับฉัน” ชายชราที่เห็นโลกด้านเลวร้ายมามากกว่าใคร ถามเสียงแข็งแต่มันไม่ได้มาเพราะความโกรธ ทว่ามันมาจากความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดลึกมากว่าสามสิบปี

“ครับ และเท่าที่ผมทราบท่านมีน้องสาวเพียงคนเดียว”

“ใช่ น้องสาวคนเดียวและก็หลานชายคนเดียว” หลานชายคนเดียวที่เขาไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเสียง แต่ใช่ว่าเขาจะอยากเจอ อย่าว่าแต่วิสาสะด้วยเลย

“เราเอาหนึ่งในสองมาทดลองได้ไหมครับ” ทั้งที่เห็นว่าเจ้านายอยู่ในสภาวะอารมณ์เช่นไร แต่อีริคก็ยังพยายามย้ำถามเพื่องานของตน

ปัวเรซตวัดสายตามองลูกน้อง เมื่อไม่เห็นอะไรภายใต้สีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย เขาก็หันไปมองที่เดิมแล้วจมอยู่กับความคิดตนเอง

ถ้าเขาเอาหลุยซาหรือไม่ก็ลูกของเธอ แต่จะให้ดีกว่านั้นคือเอาทั้งคู่มาเป็นหนูทดลอง ก็เท่ากับเขายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นอกจากเขาจะได้เบอร์เซิร์กเกอร์มาเป็นเครื่องมือของตน เขายังสามารถกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยทิ่มตำเขามานานได้ในคราวเดียว

ถ้าเพียงเขาจะทำ เพราะมีเพียงปัวเรซที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวโตประจำตำแหน่งหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิง โดยไม่มีผู้ใดยืนอยู่เบื้องหลัง จึงไม่มีใครรู้ว่าที่เขามองไปยังกรอบรูปที่วางอยู่บนโต๊ะ เขามองเห็นอะไร ในกรอบรูปมีภาพชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีกำลังอุ้มเด็กหญิงวัยห้าขวบไว้ในอ้อมแขน และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรูปใบนี้คือความผูกพันสิบปี ที่เวลาและเหตุการณ์กว่าสามสิบปีไม่อาจทำลายมันลงได้

“ไม่จำเป็นต้องใช้สองคนนั้น ยังมีคนที่เหมาะสมอยู่ที่นี่อีกหลายคน” หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ปัวเรซก็กลับมาเคาะนิ้วบนโต๊ะอีกครั้งขณะพิจารณาเลือกคนที่เขามองว่าสมควรเป็นเหยื่อ

“ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ อย่างน้อยก็ท่านคนนึง”

คำพูดของอีริคมันเกินกว่าที่คนฟังจะคาดคิด ทว่ากว่าปัวเรซจะเงยหน้ามอง ใบมีดเซรามิคก็เลื่อนออกจากแขนเสื้อกราวด์มาอยู่ในมือของนักวิทยาศาสตร์แล้วตวัดฉับเข้าที่มือของหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงตัดเอานิ้วชี้ที่สวมแหวนนิลออก ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ปัวเรซกุมมือด้วยความเจ็บปวดคว้าเอาแหวนขึ้นมา

“แก” ถึงจะไม่มีแหวนแต่ปัวเรซก็ยังมีพลัง เขาฝืนความเจ็บปวดดึงเอามวลดินที่อยู่ในกระทางต้นไม้ข้างโต๊ะแปรเปลี่ยนเป็นกริชพุ่งใส่อีริค แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ก่อให้เกิดความตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อทิ้งมีดในมือแล้วสร้างโล่ดินกลางอากาศปัดกริชกระเด็นออกไป

“ผมไม่ได้แจ้งท่าน ว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนที่มีพลังธาตุดิน”

เป็นครั้งแรกที่ปัวเรซเห็นอีริคยิ้ม ซึ่งทำให้ความแค้นเพิ่มมากขึ้น แต่ก่อนที่ชายชราจะทำอะไรอีกฝ่ายก็รูดแหวนออกจากนิ้วชี้ของปัวเรซก่อนจะสวมเข้าที่นิ้วของตนเอง ซึ่งส่งผลให้เขาสามารถสร้างมวลดินขนาดใหญ่กระแทกร่างปัวเรซไปติดผนังเพื่อจะตรึงร่างหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงไว้ด้วยตรวนดินแบบที่ใช้ตรึงเบอร์เซิร์กเกอร์

“แกรับคำสั่งจากใคร” ถึงจะไร้ทางสู้ปัวเรซก็ยังมีความเย่อหยิ่งอยู่ในสายเลือดมากพอจะตะคอกถามคนทรยศ

“ถึงท่านรู้ไป ก็ไร้ประโยชน์” อีริคปฏิเสธที่จะบอก พร้อมกับเบนหน้าไปมองรูปอดีตหัวหน้าแก๊งค์บนผนัง “ท่านคิดเหรอว่ามีแค่ไม่กี่คนที่คิดฆ่าท่าน”

พูดจบเขาก็ใช้มวลดินปัดภาพให้ตก เพื่อจะเผยกล้องขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ ปัวเรซขบกรามแน่นเมื่อเห็นมัน อีริคยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นกิริยานั้น เมื่อสะใจพอแล้วเขาก็ใช้พลังของดินขยี้กล้องวงจรปิดจนละเอียด

“ท่านจะไม่ถามผมหน่อยเหรอว่าเมื่อไหร่จะฆ่าท่าน”

“แกไม่ฆ่าฉันหรอก เพราะว่าแกต้องการเอาฉันไปสร้างเป็นเบอร์เซิร์กเกอร์”

“ถูกต้อง ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านจะได้ทำเบอร์เซิร์กเกอร์สำเร็จสมความตั้งใจ” อีริคอาจจะมีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ปัวเรซหัวเราะก้องเมื่อได้ยิน แล้วหันมาบอกเสียงหยัน

“รู้ไหมว่าสิ่งแรกที่ฉันทำหลังจากได้รับตำแหน่งคืออะไร” ถ้าอีริคไม่ได้ตรึงร่างของปัวเรซเอาไว้กับผนังจนหมดทางที่ชายสูงวัยจะดึงมวลดินขึ้นมาได้ เขาคงจะหวั่นกลัวไปแล้ว แต่สังหรณ์ก็บอกว่าหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงไม่มีวันยอมจำนนง่ายๆ

“อย่าพยายามดิ้นรนเลย ไม่มีทางที่ท่านจะหลุดจากตรวน” เมื่อปัวรเซยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า อีริคก็พูดต่อเพื่อปลุกใจตัวเอง “ต่อให้ท่านตาย ร่างของท่านก็คงจะเป็นหนึ่งในกองทัพซอมบี้ชั้นดี”

“ฉันผ่าตัดเอากระสุนดินปืนฝังไว้ในร่างตัวเอง” ปัวเรซเอ่ยที่ค้างเอาไว้ต่อด้วยเสียงเรียบแต่ทำเอาอีริคอ้าปากค้างเพราะคิดไม่ถึง พูดจบอกเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่ชายชราสวมก็นูนขึ้น

อีริคถลันเข้าไปกระชากเสื้อของคนที่โดนตรึงออก พบว่าบนอกที่มีลายสักพระเยซูตรึงกางเขน เต็มไปด้วยรอยนูนแหลมรูปหัวกระสุน

“ถ้าฉันไม่ได้เป็นเจ้าของเบอร์เซิร์กเกอร์คนอื่นก็อย่าหวัง” เมื่อประกาศจบ กระสุนดินระเบิดนับร้อยก็ระเบิดออกด้วยความรุนแรง ทำลายทั้งห้องทำงานใต้ดินและร่างกายของเขาให้เป็นจุณ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น