มายาปฐพี

ตอนที่ 1 : อารัมภบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 ธ.ค. 58

มายาปฐพี

“เธอคือวิญญาณอิสระแห่งรัก เขาคือพื้นพสุธาที่มั่นคง”

//รีไรท์รอบที่ห้า และคาดว่าจะแก้บทนี้ใหม่เป็นรอบสุดท้าย ต่อจากนี้จะเป็นการเขียนเพื่อเดินหน้า ขอรบกวนเพื่อนๆ ช่วยคอมเม้นท์ด้วยนะคะ ว่าควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ ^_^ //

 

อารัมภบท

       “ไม่มีอะไรยั่งยืน ทุกอย่างล้วนจมดินในที่สุด” เป็นถ้อยคำที่ยากจะโต้เถียง โดยเฉพาะเมื่อคนพูดบรรจงวางช่อดอกไม้สีขาวลงเหนือหลุมศพของผู้เป็นที่รักยิ่ง โดยมีสายตาของลูกชายคนเดียว พยานรักของผู้ที่นอนทอดกายอยู่ใต้ผืนดินเฝ้ามองเช่นทุกปี ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา

          “แล้วเราจะไขว่คว้าอำนาจทำไมครับ” นานๆ ครั้ง คนเป็นลูกจะเอ่ยปากถาม และนั่นทำให้คนเป็นแม่แปลกใจ

          “เพราะมันเป็นสิทธิของเราน่ะสิ” พูดจบมือเรียวสวยก็แตะลงบนอกของชายหนุ่ม เตือนถึงสิทธิที่เขาพึงมี แม้เวลานี้มันจะอยู่ในมือคนอื่นก็ตาม

          ชายหนุ่มไม่มีคำถามเพิ่มและไม่โต้แย้งมารดา เขาประคองเธอกลับไปยังห้องพักส่วนตัว ที่ซึ่งเธอใช้เวลาตลอดทั้งวันและทุกวันอยู่ที่นั่น แล้วหลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาเหม่อมองผืนฟ้า ตามด้วยก้มลงมองผืนดิน เพราะมันเป็นสิ่งที่เขามี เป็นสิทธิของเขาที่ต้องได้มา แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นอะไรนอกเหนือจากการสูญสลายก็ตาม

          จากมุมที่สายตาของเขามองเห็น ป้ายจารึกหินอ่อนสีขาวและช่อดอกไม้สีขาวที่เพิ่งวางลงไปดูโดดเด่นท่ามกลางผืนหญ้าสีเขียว นั่นเป็นหนึ่งในการสูญเสียเพื่อรักษาสิทธิขาดแห่งอำนาจ ทว่าเขามั่นใจ ว่าสำหรับบิดาเป็นการสูญเสียที่แสนคุ้มค่า เพราะไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิแห่งอำนาจ แต่เเพื่อปกป้องบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งชีวิต

          ความรักใช่ไหมที่ยั่งยืน คำถามนี้ไม่ได้ออกจากปาก แต่สะท้อนอยู่ในใจของเขา ความเชื่อที่มารดาเฝ้าสั่งสอนคือทุกสิ่งล้วนงอกงามจากดินและอำนาจอยู่เหนือทุกสิ่ง ขัดแย้งจากสิ่งที่เขาเห็นด้วยตา เพราะเขาเห็นเพียงความสูญเสีย และสิ่งเดียวที่ยืนหยัดเด่นชัดในสายตาของเขาในเวลานี้กลับเป็นแท่นหินสีขาวตัวแทนความรักของบิดา มันไม่ได้งอกงามจากดิน แต่เขามั่นใจว่ามันจะอยู่ยั่งยืนนาน

 

 

       “คราวนี้จะไปนานไหม กลับมาคราวหน้าพาคนรักกลับมาด้วยล่ะ”

          หญิงสาวยิ้มให้กับคนถาม หนึ่งในกลุ่มคนที่รู้จักเธอมาตั้งแต่แบเบาะ เป็นคำถามเดิมๆ ของคนแก่ และเธอก็ตอบแบบเดิมๆ ด้วยรอยยิ้ม

          “กระถินไปไม่นานหรอกค่ะ แต่คงหาแฟนกลับมาด้วยยาก” เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลยดีกว่า เพราะคนที่จะมีคนรักคือคนที่พร้อมจะปักหลัก ในขณะที่เธอยังไม่รู้ตำแหน่งแห่งที่ของตนบนโลกนี้เลย

          เมื่อพ้นสายตาใครๆ มือเรียวก็แตะลงบนต้นไม้ใหญ่ ต้นที่เธอเห็นตั้งแต่จำความได้ มันผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปีก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก ไม่ว่าพายุจะเข้า แผ่นดินจะไหว มันก็ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้

          รากมันคงหยั่งลึกอยู่ใต้ดิน มินตรามั่นใจในความคิดของตนเองมาก มากพอๆ กับมั่นใจว่าตัวเองจะไม่มีวันหยั่งรากลงที่ไหนได้เลย นั่นทำให้เธอรู้สึกอิจฉา อันเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะมีต่อต้นไม้ แต่เธอมักจะเป็นเสมอเมื่อมองดูความยิ่งใหญ่ของมัน กับลักษณะที่มันงอกงามและยั่งยืนบนผืนดิน

 

 

ทุกอย่างงอกงามจากดิน ผู้นำแห่งตระกูลดินล้วนเชื่อมั่นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าสายลมจะไปได้ทุกที่ สายน้ำจะไหลไปได้ทุกแห่ง ไฟจะเผาพลาญได้ทุกสิ่ง แต่ดินก็ยังเป็นฐานที่มั่นคงให้กับทุกอย่าง หากปราศจากดินก็คงไม่มีการก่อกำเนิด ไม่มีต้นไม้ ไม่มีสรรพสัตว์ ไม่มีมนุษย์ ไม่มีชีวิต ปัวเรซ ผู้นำคนปัจจุบันก็เชื่อเช่นนั้น แม้จะมีบางคนไม่เห็นด้วยก็ตาม

หลายศตวรรษที่เหล่าตระกูลจากธาตุต่าง ได้รวมกันเพื่อค้นหาการใช้พลังจากธรรมชาติ และครอบครองพลังที่ร่วมกันค้นพบ โดยแบ่งพลังออกเป็นห้ารูปแบบสำหรับกลุ่มคนห้ากลุ่ม แต่จากความขัดแย้งครั้งใหญ่ มันจึงเหลือเพียงสี่รูปแบบสำหรับคนสี่กลุ่ม หรือสี่ตระกูล ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเหล่าผู้ครอบครองที่เหลือล้วนตั้งมั่นจะปกป้องสิ่งที่ตนมีและระวังไม่ให้โดนแย่งชิงไป ดังนั้นพวกเขาจึงห่างไกลจากคำว่าเป็นมิตร แต่ก็ยังไม่ข้ามเส้นแห่งพันธะสัญญาไปเป็นศัตรู ยังไม่เป็นในวันนี้ ตราบใดที่ยังมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือตราบใดที่ยังไม่ขัดแย้งกันจนไม่อาจอยู่ร่วมโลกได้ พวกเขาต่างรักษาท่าที เรียนรู้ทุกอย่างจากฝ่ายที่ต่างจากตนเอง ดังนั้นการหารือพบปะหน้าตาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แม้แต่ในเวลาที่ไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่งก็ตาม ปัวเรซรู้ถึงเรื่องนี้ดีจึงยอมทนการประชุมซึ่งเขามองว่าไร้ประโยชน์เพราะมันไม่ได้บอกสิ่งที่เขายังไม่รู้เลย

          เบื้องหน้าของปัวเรซผู้นำตระกูลดิน หรือหัวหน้าแก๊งค์เดอะคิงจากเม็กซิโกคนปัจจุบัน คือกระจกเงาตั้งพื้นโบราณ บานใหญ่สามบานที่ฉายภาพของเหล่าผู้นำตระกูล ไฟ ลม และน้ำ หากไม่ใช่เรื่องที่มีผลต่อการครองตำแหน่งของเขา หัวหน้าของตระกูลดินคงไม่ยอมเจรจาในเวลานี้ แต่ไม่ว่าเรื่องร้อนที่คาราคาซังอยู่จะรอให้เขารีบไปจัดการเพียงไหน เขาก็ต้องข่มกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุให้เย็นลง แล้วร่วมประชุมต่อไป ทั้งที่เขาซึ่งได้ชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมเลือดเย็น ไม่เผยอารมณ์จนกว่าจะได้เวลาฆ่าใครสักคน ทว่าเขากลับแสดงความหงุดหงิดเนื่องจากยามนี้เขาอยากฆ่าผู้ร่วมประชุมผ่านกระจกเงาทั้งสามเป็นอย่างมาก

“ฉันกวนเวลาพวกเธอมากแล้ว แยกย้ายไปทำเรื่องที่ควรทำเถอะ” สิ้นเสียงพูดของหญิงชรา กระจกตั้งพื้นบานใหญ่ก็กลับไปเป็นเพียงกระจกเงาธรรมดา

ปัวเรซเกือบแยกเขี้ยวยิ้มเมื่อสิ้นสุดการประชุมของเหล่าผู้นำตระกูลธาตุ มันทำให้เขาสามารถมอบความสนใจให้กับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอกการมองเห็นของบานกระจกได้อย่างเต็มที่ มันคงจะเรียกว่าสิ่งมีชีวิตได้เพราะมันสามารถเคลื่อนไหว กิน และต่อสู้ เว้นแต่มันถูกสร้างขึ้น ไม่ได้ก่อกำเนิดจากครรภ์มารดา ไม่ได้งอกงามจากพื้นดินหรือสายน้ำ แต่ถูกเปลี่ยนจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เป็นอมนุษย์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น