ดอกไม้ที่พ่ายแพ้ (แจ้งพิมพ์ครั้งที่ 4 จ้า)

ตอนที่ 6 : บทที่ 2 มาเป็นผู้หญิงของฉันไหม 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,016
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    15 มี.ค. 62


ขอบคุณอีกครั้งสำหรับยอดโหลดอีบุ๊กนะคะ 1000 โหลดแล้วจ้า



EBOOK

          MEB ->   อัญจรี - Meb    

                         ร้อยคำรัก


          อัญจรี - hytexts.com -> อัญจรี - hytexts.com thai ebook store | ePub ไทย 


          

          Google Play-> อัญจรี - Books on Google Play



          OOKBEE -> อัญจรี (น้ำจันทร์) - OOKBEE - ฟรี อีบุ๊ค(e-book) อีแมก(e-magazine ...


<*>*<*>*

*บทที่ 2 มาเป็นผู้หญิงของฉันไหม

ชายหนุ่มไม่มีเวลาคิดมากนัก เขาทิ้งจานสีลงอีกครั้งอย่างเหลืออด ก่อนจะคว้าเอากุญแจรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งแล้วหุนหันออกจากห้องไปด้วยความเร่งรีบ หารู้ไม่ว่าเมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม


หกโมงเย็นวันเดียวกัน

ด้วยความง่วงหรือความอ่อนล้าจากการงาน สารภีก็ไม่แน่ใจนัก แต่มั่นใจแค่ว่าเสียงด่าทอที่ได้ยินอยู่เมื่อครู่นี้คือเรื่องจริง ผ้าลูกไม้นำเข้าจากฝรั่งเศสที่เจ้าของร้านไว้ใจให้เธอตัดเย็บใส่ชุดสวยของลูกค้า บัดนี้ขาดเป็นแผลกว้าง ชนิดที่ไม่สามารถต่อติดให้งามได้อีก จะโทษใครได้ล่ะ โทษความสะเพร่าของเธอนี่ไง เธอจะหลับทั้งที่นั่งอยู่ พยายามฝืนเต็มกำลังแต่ก็ไม่เป็นผล สองสามวันมานี้อาการเธอไม่ดีเอาเสียเลย เดี๋ยวง่วงนอนเดี๋ยวพะอืดพะอมแปลกๆ แต่นั่นไม่เท่าไหร่หรอก สิ่งที่หนักคือสิ่งที่เธอกำลังเผชิญในตอนนี้ต่างหาก 

“ออกจากร้านไปซะ! เธอทำให้ฉันตกที่นั่งลำบาก นี่มันงานของลูกค้า VIP เธอทำแบบนี้ได้ยังไง!”

ฟึ่บ!

ผ้าลูกไม้ที่ขาดแหว่งถูกปาใส่หน้าของสารภี โทสะของเจ้าของร้านคุกรุ่นเสียยิ่งกว่าไฟในเตา เธอไม่ได้ตั้งใจสักนิด ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เธอเอ่ยขอโทษไปแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ฟังกันเลย

“เก็บของของเธอออกไปซะ แล้วพรุ่งนี้อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไป๊!”

“พี่คะ แล้วเงินเดือน?”

“นี่! หล่อนยังจะถามหาเงินเดือนอีกเหรอ จ่ายค่าผ้าลูกไม้ที่ทำเสียมาก่อนสิ! จ่ายมา!”

เจ้าของร้านที่สารภีภักดีเสมอมาหาได้มีความโอนอ่อนผ่อนตาม เจ้าหล่อนอาจบ่นเธอไม่กี่คำหากสิ่งที่เธอทำขาดเป็นเพียงผ้าฝ้ายราคาถูกไม่ใช่ลูกไม้ฝรั่งเศส น้ำตาของเธอหล่นลงตรงนั้น ไม่ได้แคร์สายตาของช่างคนอื่นๆ ในอกมันวูบโหวง เหมือนอะไรขาดหายไป ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินแล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร


ฟ้ามืดแล้วตอนที่สารภีก้าวออกจากร้านตัดเสื้อระดับกลางๆ ที่ทนทำงานมาตั้งแต่เรียนจบ ไม่มีความดีความชอบอะไรจะมาหักลบสิ่งร้ายๆ ที่เธอได้ทำ เธอถูกไล่ออกจากงานด้วยความสะเพร่า แถมเจ้าของร้านยังไม่จ่ายเงินเดือนให้เธออีก เจ้าหล่อนบอกว่า ต่อให้หักเงินเดือนของเธอจนหมด ก็ยังไม่พอค่าผ้าลูกไม้ของลูกค้าอยู่ดี

เธอเดินกลับบ้านพร้อมกับใจที่ปวดหนึบ อีกไม่กี่วันต้องจ่ายค่าเช่าห้องแล้ว จะเอ่ยปากหยิบยืมน้องสาวก็เกรงใจสามีเจ้าหล่อน พวกเขาเพิ่งมีลูกเล็กๆ ยังต้องใช้เงินอีกมาก

“เฮ้อ...ทำไมการใช้ชีวิตมันถึงลำบากขนาดนี้นะ” 

สารภีบ่นพึมพำ ก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางแสงสลัวของไฟรายทาง น้ำตาอันสิ้นหวังอาบทาแก้มบางครั้งแล้วครั้งเล่า คงดีกว่านี้หากบิดามารดายังอยู่ ถึงไม่ร่ำรวยก็คงรู้สึกดีที่อย่างน้อยจะมีคนรอเธออยู่ที่บ้าน มีอ้อมแขนแสนอุ่นไว้กอดปลอบประโลม มีคำพูดดี ๆ ไว้สั่งสอนลูกสาวคนนี้ ให้เธอได้มีกำลังใจ เพื่อประคองลมหายใจนี้ให้อยู่ต่อได้บนโลกอันโหดร้ายเหลือเกิน


แอ๊ด...

ประตูห้องถูกผลักเข้าไปด้วยมือของสารภี หญิงสาวปั้นยิ้มรอด้วยคิดว่าปัณณธรคงอยู่ในห้อง แต่เปล่าเลย เขาไม่อยู่ เธอเปิดไฟให้สว่าง วางข้าวของส่วนตัวลงบนโต๊ะที่นั่งกินข้าวอยู่ทุกวัน หันซ้ายแลขวาก็ไม่ยักเจอเขา อย่างน้อยในตอนนี้เธอก็อยากโผเข้าหา ให้เขาโอบกอดปลอบประโลม ทว่าสิ่งที่เธอคิดไม่มีวันเป็นจริง เขาไม่อยู่ห้อง และนั่น...นั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน!?

สองเท้าที่อ่อนล้าก้าวเข้าไปหาหุ่นโชว์อย่างรวดเร็ว

“ชุด? ทำไมชุดของฉันถึงได้!?” สารภีส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ชุดสวยเลอะไปด้วยหยดสีจนลายพร้อย ทำไมชุดของเธอเป็นแบบนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วนี่ปัณณธรไปไหน เขาหายหัวไปไหนกัน!

 

*****

สายมากแล้วตอนที่สารภีนั่งรถมุ่งหน้าไปยังห้องพัก แน่นอนว่าปัณณธรยังตามติดเธอมายิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวร เขาไม่ยิ้มไม่มองหน้าเธอ ไม่รู้จะดีหรือร้าย แต่ก็ยอมขับรถไปตามเส้นทางที่เธอบอก 

“ฉันพูดจริงนะ” จู่ๆ เขาก็เอ่ยทำลายความเงียบ

“หมายถึงอะไร” เธอย้อนถาม

“เรื่องร้านเธอ ไปเปิดที่อื่นเถอะ”

สารภีลอบยิ้มสมเพชตัวเอง ต่อให้เธอทอดกายให้เขาเชยชม เขาก็ยังยืนยันว่าอยากให้เธอย้ายออกอยู่ดี น่าตลกไหมล่ะ เพราะทุกครั้งที่เขาบีบให้เธอย้าย เธอก็ยิ่งอยากอยู่ต่อ ให้เขาอกแตกตายไปเลยสิที่ต้องใช้อากาศร่วมกันกับเธอ

หญิงสาวไม่ได้ให้คำตอบอะไร “ถึงแล้ว จอดข้างหน้านี่ล่ะ” 

ปัณณธรกวาดตามองคอนโดฯ ตรงหน้า ขณะนำรถเข้าจอดข้างทาง คอนโดฯ ขนาดใหญ่ ค่อนข้างเก่าแต่ยังมีคนเดินเข้าออกพลุกพล่าน ในจำนวนคนที่ยืนอยู่ด้านหน้านั้น เขาจำได้ขึ้นใจ น้องสาวของสารภี

“นั่นยี่สุ่น” เขาท้วง

สารภีมองตาม ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วมุ่นคิ้ว มือขวาของยี่สุ่นอุ้มน้องนนท์อยู่ ส่วนมือซ้ายจับจูงมือเจ้าสอง วันนี้ตาสองไม่ได้ไปโรงเรียนหรือ

เสียงปลดเข็มขัดดังขึ้นข้างตัว สารภีหันมองก็เห็นว่าปัณณธรทำท่าเหมือนจะลงจากรถด้วย

“คุณจะไปไหน”

“ไปทักยี่สุ่น ถึงเธอจะเป็นนางมารสำหรับฉันแต่ยี่สุ่นไม่ใช่ อย่างน้อยตอนนั้นน้องสาวเธอก็ดีกับฉันมาก”

“เฮอะ!” 

สารภีส่งเสียง มองน้องสาวตัวเองสลับกับปัณณธรแล้วอยากหัวเราะดังๆ 

“อะไรทำให้เธอส่งเสียงอย่างนั้นล่ะ”

“เปล่า เปล่านี่! ฉันว่าคุณอย่าลงรถจะดีกว่า ทางที่ดีอย่าเจอหน้ายัยนิลจะดีที่สุด”

“หมายความว่าไง”

“ก็หมายความตามนี้แหละ เชื่อสิ! คุณไม่อยากเจอน้องสาวฉันหรอก” 

สารภีรวบรัดตัดความแล้วก้าวลงจากรถ ปัณณธรมองตามไม่วางตา หล่อนเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาน้องสาว คนที่มีใบหน้าคล้ายกัน ผิดก็แต่อีกฝ่ายอวบอิ่มมากกว่าเท่านั้น ยี่สุ่นน่ะ หุ่นเหมือนแม่บ้านใจดีที่อยู่แต่บ้านตอนสามีไปทำงาน ในขณะที่สารภีหุ่นบางร่างน้อย แต่งตัวโฉบเฉี่ยวทันสมัย หล่อนโผเข้าหาเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ ดึงเขาขึ้นมาอุ้มทั้งกอดทั้งหอม ก่อนจะวางลงแล้วอ้าแขนขอเด็กชายอีกคนจากน้องสาว ดูเหมือนว่าหล่อนจะเอ็นดูหลานๆ มากทีเดียว

“นางมารร้ายอย่างเธอ เป็นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” ถามตัวเองราวกับไม่เชื่อสายตา แต่อย่ากระนั้นเลย นางมารร้ายก็คือนางมารร้าย เขาไม่มีวันใจอ่อนเพราะรอยยิ้มอ่อนโยนนั่นหรอก ไม่มีวัน...


บ่ายวันถัดมา ห้องเสื้อสารภี

ในห้องลองเสื้อเล็กๆ สารภีช่วยลูกค้าท่านหนึ่งลองสูทผ้าไหมด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าขนาดที่วัดไว้จะไม่พอดีกับช่วงแขนของลูกค้า เธอมุ่นคิ้วด้วยสงสัย ก็ตัดตามขนาดตัวที่วัดไว้นี่นา

“สงสัยฉันจะอ้วนขึ้นน่ะหนู” เสี่ยจามร บุรุษร่างอวบท้วมวัยหกสิบปี เอ่ยกับเจ้าของห้องเสื้ออย่างขออภัย ใบหน้าของท่านมีรอยยิ้มอารีอยู่เสมอ

“อืม...สงสัยต้องแก้ใหม่ค่ะ แล้วจะทันงานไหมคะนี่”

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ทันก็เอาไว้ใส่งานหน้าก็ได้ ฉันชอบสูทของหนูนะใส่สบายดี”

“ขอบคุณค่า” 

สารภียิ้มรับแล้วช่วยดึงเสื้อออกจากแขนให้ชายสูงวัย เสี่ยจามรเป็นลูกค้าของเธอมานับตั้งแต่เปิดร้านก็ว่าได้ บ้านของท่านอยู่ละแวกนี้เลยมาตัดด้วยบ่อยๆ ท่านตัดทุกอย่างตั้งแต่เสื้อสูทยันกางเกงขาสั้น มาทีไรเธอก็ได้ยิ้มหน้าบานเพราะท่านจ่ายเกินตลอด

เสี่ยสวมเสื้อเชิ้ตทับเสื้อกล้ามข้างใน สารภีก็ดึงสูทผ้าไหมไปแขวนไว้ข้างผนัง รอแก้อีกที แล้วก็เป็นเช่นทุกคราว ซองสีขาวซองหนึ่งถูกยื่นมาให้เธอ เธอรับมันไว้พร้อมความหนักอกหนักใจยิ่ง

“รบกวนด้วยหนู”

“ค่ะเสี่ย” 

สารภีเปิดม่านหนาๆ ให้เสี่ยก้าวออกไป พลอยเพชรเดินสวนมา หล่อนจะเข้าไปในห้องข้างหลังทว่าไม่แม้แต่จะทักทายชายสูงวัย

“พลอย?” 

พลอยเพชรหันมายกมือไหว้เร็วๆ เมื่อถูกสารภีปราม ทว่าก็แค่นั้น สาวน้อยไม่มองหน้าเสี่ยด้วยซ้ำ ก่อนจะผลักประตูกระจกแล้วก้าวเข้าไปข้างใน เสียงจักรเย็บผ้าครืดๆ ดังแรงขึ้นเมื่อประตูถูกเปิด

“เฮ้อ...นุ่นไม่รู้จะทำยังไงกับเธอดี”

“ช่างเถอะๆ หนูนุ่นอย่าคิดมากเลยนะ เอาล่ะ ฉันมีธุระต้องไปก่อน ถ้าสูทแก้เสร็จก็โทรไปบอกก็แล้วกันนะ ฉันจะมาลองอีกที”

“ค่ะเสี่ย ขอบคุณมากๆ นะคะ” สารภีไหว้ลาชายสูงวัย กระทั่งท่านเดินออกไปทางประตูด้านหน้า เธอหันซ้ายแลขวา พอไม่มีลูกค้าเข้าร้านก็โผล่หน้าเข้าไปห้องข้างหลัง มีช่างมาทำงานกันครบ เธอกวักมือเรียกพลอยเพชร ให้มานั่งกันข้างนอกที่เงียบกว่า มีลูกค้าสองคนเดินเข้ามาในร้าน และกำลังดูเสื้อผ้าที่แขวนไว้บนราว เธอรีบยื่นซองสีขาวให้พลอยเพชร

“เสี่ยให้ค่าขนม รับไปสิ”

พลอยเพชรมองซองสีขาวตรงหน้า มิได้มีรอยยิ้มสักนิด เธอมองมันราวกับมองสัตว์ประหลาด แล้วสารภีก็ยัดมันใส่มือมาให้

“เอาไปพลอย ศักดิ์ศรีไม่ทำให้เราอิ่มท้องหรอก เชื่อพี่เถอะ”

พลอยเพชรนึกสมเพชตัวเอง กี่ทีกี่หน สารภีก็พูดกับเธอแบบนี้ ก็ไม่ได้อยากจะรับหรอกนะ แต่ว่า...ค่าใช้จ่ายเรื่องเรียนที่รออยู่ข้างหน้านี่สิ

แล้วซองสีขาวก็ถูกพลอยเพชรพับเก็บเข้าไว้ในกระเป๋ากางเกง เป็นเวลาเดียวกับที่ลูกค้ารายหนึ่งผลักประตูเข้าร้านมาด้วยความเหนื่อยหอบ

“ช่าง!? ร้านนี้มีช่างใช่ไหม!” 

บุรุษใจสาวที่หิ้วกระเป๋าแบรนด์ดัง เซ็ตผมด้านหน้าเป็นกระบังลมอันเขื่อง ร้องหาช่างตัดเสื้ออย่างร้อนรน ในมือมีเสื้อตัวหนึ่งถืออยู่

“มีค่ามี” สารภีตอบกลับแล้วลุกไปหา อีกฝ่ายยื่นเสื้อมาให้ เป็นสูทผ้าไหมเนื้อดี ตีตราแบรนด์ระดับโลกเลยล่ะ ทว่ากระเป๋าซับข้างใน มันดันขาดเสียนี่

“เย็บได้ไหมตัวเอง มีอุบัติเล็กๆ เกิดขึ้นน่ะ มันเลยขาด” 

“ได้ค่ะได้ คุณลูกค้าต้องการรับเสื้อวันไหนคะ”

“อีกยี่สิบนาที”

“หา!?” สารภีกับพลอยเพชรร้องออกมาพร้อมกัน พวกเธอไม่นิยมเผางาน จะทำอย่างละเอียดและประณีตที่สุด ลูกค้าขาประจำจะรู้ดี

“อ่า...คือว่า...เรย์ของพี่จะขึ้นเวทีในอีกครึ่งชั่วโมงน่ะ แล้วนางก็ช่างเอาใจยาก ไม่ใส่ตัวอื่น นอกจากเสื้อตัวนี้”

“เรย์? คุณหมายถึง ดาราที่ชื่อเรวิญหรือคะ” สารภีถาม

“ใช่ค่ะ พี่เป็นผู้จัดการของเขาเอง” 

ชายใจสาวบอก มีแต่ความกังวลบนใบหน้านั้น

สารภีพยักหน้าอีกคราว หันมองพลอยเพชรก็เห็นสีหน้าเจ้าหล่อนหม่นเศร้าลงไปอีก “ฉันจะทำให้ค่ะ”

“ตัวเองเอาลงไปส่งได้ไหม คือตอนนี้พี่ยุ่งมากจริงๆ”

“ค่ะๆ เอาไปส่งที่ไหนคะ”

“ห้องรับรองที่ออฟฟิศชั้นใต้ดินน่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะคนสวย  พี่ไปละนะ”

แล้วผู้จัดการของเรวิญก็หุนหันออกจากร้านไป สารภียื่นเสื้อให้พลอยเพชร 

“ทำได้ใช่ไหม”

พลอยเพชรปั้นยิ้มให้เจ้าของร้านผู้ใจดี “ทำได้ค่ะพี่ มันเป็นงานนี่นา” ตอบอีกฝ่ายแล้วดึงเสื้อมาถือไว้ “ว่าแต่..หางคิ้วพี่ไม่เป็นไรแน่นะคะ” ถามด้วยห่วงใยเจ้าของร้านคนดี หล่อนไปได้แผลมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ

“ไม่เป็นไร พี่แค่...เอ่อ...เดินชนประตูที่ห้องน่ะ” ปัณณธรจะรู้บ้างไหมว่าทำให้เธอต้องกลายเป็นคนโป้ปดมดเท็จ “พลอยไปทำงานเถอะ”

“ค่ะ” รับคำแล้วพาเสื้อของเรวิญไปหลังร้านเพื่อเย็บส่วนที่ขาด หากเป็นไปได้ก็อยากทิ้งเข็มหมุดไว้ในเสื้อสักตัวสองตัว มันจะได้กรีดเนื้อขาวๆ ตอนเจ้าของสวมใส่ แต่ก็ทำไม่ได้ เธอไม่อาจทำลายอาชีพด้วยการกลั่นแกล้งลูกค้าหรอก

พลอยเพชรปะชุนเสื้อที่ขาดให้ลูกค้า ทว่าแม้ประณีตอย่างไร หากมองใกล้ๆ ก็ยังดูออกว่าเย็บมาใหม่ หากจะให้ดี กระเป๋าซับอย่างนี้เปลี่ยนไปเลยดีกว่า ที่ร้านก็ทำได้ หากว่าลูกค้าต้องการ

สารภียังง่วนอยู่กับการดูแลลูกค้าด้านหน้า เธอได้ลูกค้าอีกคนสำหรับชุดราตรีกลางคืน อาจต้องสั่งผ้าไหมเพิ่ม ลูกค้าต้องการผ้าไหมไทยแต่ตัดเย็บในแบบที่ทันสมัย

ครืดๆ ครืดๆ 

โทรศัพท์ของเธอสั่นรัวในตอนที่ส่งลูกค้ารายนั้นกลับไป เบอร์ที่โทรมาไม่คุ้นเอาเสียเลย บางทีอาจเป็นลูกค้า

“สวัสดีค่ะ”

“ลงมาที่ห้องฉัน เร็วๆ”

สารภีมุ่นคิ้ว นั่นใครกัน อย่าบอกนะว่า...  

“เอาเบอร์ฉันมาจากไหนมิทราบ”

“กางเกงในเธอฉันยังถอดได้แล้วทำไมจะมีเบอร์โทรไม่ได้ อย่าพูดมาก ลงมา”

“ฉันไม่ไป”

“ทำไม ติดพันกับผัวแก่หรือไง”

“นี่คุณ!?” สารภีกัดฟันกรอดๆ นี่เขาคิดว่าเสี่ยจามร... แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าเสี่ยมาที่ร้าน

“พูดมากน่ารำคาญจริงๆ เร็วๆ ฉันหิว!”

“หิวก็ไปกินข้าวสิยะ จะมาบอกฉันทำไม!” ไอ้บ้านี่มันบ้าจริงๆ หิวแล้วจะมาบอกเธอเพื่อ!?

“ฉันไม่ได้หิวข้าว ฉันหิวเธอ ลงมา!”

สารภีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พยายามนับหนึ่งถึงร้อย แต่มันไม่ถึง! 

“ประสาทหูเสื่อมหรือไง! บอกว่าไม่ไปไม่ไป อยากมากนักก็เข้าห้องน้ำxไปสิยะ!”

“สารภี! ปกตินี่หยาบคายเป็นนิสัยหรือไงฮะ!” 

“เออ! นั่นแหละนิสัยฉัน คนจะทำงานทำการ เลิกรังควานฉันซะที ไอ้บ้า! อ๊ายยย!!!” สารภีกรี๊ดดังๆ จนช่างนางหนึ่งในร้านต้องวิ่งออกมาดู เธอตัดสายทิ้งอย่างรำคาญ “ไม่มีอะไรค่ะพี่ พวกโรคจิตมันโทรมากวนประสาทน่ะ พี่กินข้าวหรือยังคะ”  เธอถาม พยายามไม่เอาอารมณ์ขุ่นมัวมาลงกับคนในร้าน 

“ทานแล้วค่ะคุณ คุณทานหรือยังคะ” 

“ยังเลย งั้นนุ่นไปทานข้าวก่อนนะคะ ถ้าเสื้อเย็บเสร็จบอกพลอยให้เอาลงไปส่งข้างล่างได้เลย อย่าลืมให้เก็บเงินมาด้วยล่ะ นุ่นไปแป๊บเดียวเดี๋ยวมา” เธอบอกเร็วๆ คว้าได้กระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือก็เดินออกจากร้านไป


ถึงจะหิวแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีอาหารถูกปาก ก็ยากที่สารภีจะอิ่มท้อง มื้อเที่ยงตอนบ่ายโมงเลยต้องฝากไว้กับโดนัทที่ร้านกาแฟในฟู้ดคอร์ต พอได้ดื่มกาแฟเย็นเข้มข้นหัวใจที่ร้อนระอุก็เริ่มเย็นลง ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ เธอเริ่มไตร่ตรองถึงการกลับมาของปัณณธร เธออยากรู้ว่าเขาจะได้อะไรจากการกลับมาป่วนประสาทกันอย่างนี้

“อยู่นี่จริงๆ ด้วย” 

เสียงที่ดังแทรกเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คน สารภีจำได้ดีนัก บอกแล้วว่าเขาเป็นเจ้ากรรมนายเวร ตามติดชีวิตเธอทุกลมหายใจเชียวล่ะ

“รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่นี่”

“ฉันรู้หมดนั่นแหละตราบใดที่เธอยังยืนอยู่ในห้าง”

สารภีถึงบางอ้อ ห้างเขามีกล้องวงจรปิดทุกมุมนี่นะ ไม่แปลกใจแล้วละว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าเสี่ยจามรมาที่ร้านของเธอ

“ไหนล่ะ ผัวแก่ของเธอ”

“กินข้าวต้มกลางวันอิ่มแล้วก็ไล่กลับสิ จะอยู่ให้เมียหลวงเขามาแหกอกหรือไง”

หมับ!

“เอ๊ะคุณ!?” เธอแหวลั่นเมื่อข้อมือข้างหนึ่งถูกคว้าไปบีบแรงๆ

“เลิกกวนประสาทฉันด้วยการพูดอย่างนั้นซะที!”

“แล้วจะมาโมโหทำไมไม่ทราบ! รักฉันหรือก็เปล่า!”

ปัณณธรอึ้งไปห้าวินาที พอรู้ตัวก็สลัดมือสารภีทิ้ง เกิดรอยแดงที่ข้อมือเล็กๆ ของหล่อน เขาปาแฟ้มที่อยู่อีกมือลงบนโต๊ะ

“อะไร”

“ห้องแถวละแวกนี้ที่สามารถเปิดร้านตัดเสื้อได้ เลือกมาสักที่สิ ฉันให้สมบูรณ์รวบรวมมาให้ เธอจะได้ย้ายๆ ออกไป และฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดจนเกินไป”

สารภีผลักแฟ้มคืนเขา “ฉันไม่ย้าย ฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะครบสัญญา”

“เฮอะ! แสดงว่าเธอเลือกอีกทางสินะ”

หญิงสาวมุ่นคิ้ว “ทางไหนไม่ทราบ”

ปัณณธรโน้มกายลงมาหาคนที่นั่งอยู่ ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ราวกับว่ามีเพียงเขาและหล่อนเท่านั้น

“ทางที่ต้องเอาตัวเข้าแลกไงล่ะ ถ้าเธออยู่ต่อละก็ รับรองว่าไม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แน่ๆ”

“จะข่มขืนฉันหรือไง”

“หึๆๆ ตลกจริงๆ ฉันต้องทำอย่างนั้นเหรอในเมื่อแค่จูบเดียวเธอก็อ่อนระทวยแล้ว ยอมรับเถอะสารภี เธอแพ้ทางผู้ชายอย่างฉัน เธอไม่มีทางชนะหรอก ฉันจะบอกอีกทีด้วยความหวังดีครั้งสุดท้าย ย้ายออกไปซะ!”

เก้าอี้ของสารภีถูกเลื่อนออก หญิงสาวลุกขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมกล้าจ้องมองเขาแน่วนิ่งไม่มีหลบสายตา

“ฉัน-ไม่-ออก!” 


บทที่ 3

เด็กของเสี่ย





อัป 60% เหมือนเคยค่ะ



**%






หน้าเพจ เฟสบุ๊ค อัญจรี น้ำจันทร์ สิมันตรา 
 
ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com

ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



****นิยายที่พร้อมส่ง จัดส่งนิยายทุกวัน จ - ศ นักเขียนส่งเอง ได้รับของแน่นอน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

41 ความคิดเห็น