ดอกไม้ที่พ่ายแพ้ (แจ้งพิมพ์ครั้งที่ 4 จ้า)

ตอนที่ 11 : บทที่ 5 คนที่ไม่ควรเจอ 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    17 มี.ค. 62


ขอบคุณอีกครั้งสำหรับยอดโหลดอีบุ๊กนะคะ  1000 โหลดแล้วจ้า



EBOOK

          MEB ->   อัญจรี - Meb    

                         ร้อยคำรัก


          อัญจรี - hytexts.com -> อัญจรี - hytexts.com thai ebook store | ePub ไทย 


          

          Google Play-> อัญจรี - Books on Google Play



          OOKBEE -> อัญจรี (น้ำจันทร์) - OOKBEE - ฟรี อีบุ๊ค(e-book) อีแมก(e-magazine ...


<*>*<*>*

บทที่ 5 คนที่ไม่ควรเจอ

เวลา 04:00 นาฬิกา

คืนสุดท้ายของการออกค่ายอาสา รถตู้ของนักศึกษาแล่นออกจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเขตชนบทที่ห่างไกลความเจริญของจังหวัดนครราชสีมา พลอยเพชรนั่งเงียบๆ อยู่ที่เบาะเกือบท้ายสุด ฟังเสียงเพื่อนผู้หญิงจ้อเจรจาไม่ยอมหลับยอมนอน ทั้งคันมีผู้ชายแค่สามคน สองคนนั่งอยู่เบาะหน้าสุด ส่วนอีกคนนั่งอยู่ข้างๆ เธอ พวกเธอมาด้วยกันหลายคันรถ กระบะบ้าง รถตู้บ้าง ไม่ได้เหมารถบัสแต่ใช้รถที่มีของเพื่อนๆ ที่บ้าน รถแล่นมาไกลพอสมควร เหมือนว่ารถคันนี้จะแล่นรั้งท้าย แล้วท้ายสุดมันก็เลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันอีกครั้ง ดูเหมือนว่าคนขับจะมีปัญหา 

“เฮ้อ...อะไรอีกล่ะ ฉันมีงานต่อแต่เช้านะ” 

คนที่นั่งข้างๆ บ่นอุบ หยิบหมวกที่ปิดหน้าไว้มาสวมอย่างรำคาญใจ ไม่รู้สวรรค์นำพาหรือว่านรกอยากแกล้ง เรวิญได้ที่นั่งข้างพลอยเพชรพอดิบพอดี

“ดูเหมือนว่านัทจะมีปัญหาน่ะ” 

เธอบอกคนที่โวยวายแล้วขยับลุกจากเบาะ ลงไปดูคนขับรถที่เพิ่งเดินกลับมาหลังจากไปเข้าห้องน้ำ นัทหน้าตาซีดเซียว เมื่อคืนมีงานเลี้ยงเล็กๆ หลังจากช่วยกันทำกิจอาสาจนลุล่วง เขาดื่มไปมาก แถมยังท้องไส้ไม่ดี รู้สึกพะอืดพะอมไม่หาย เธอเจรจากับเขาสองสามคำ และได้ข้อสรุปที่ไม่ค่อยดีนัก

“แล้วเราควรทำไงดี ฉันขับรถไม่เป็นนะ” เธอบอกนัท อีกฝ่ายหน้านิ่วคิ้วขมวด ในมือมีเครื่องดื่มเกลือแร่ถืออยู่ เขาคงขับรถต่อไม่ไหวจริงๆ “ขึ้นไปพักก่อนเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง” เธอช่วยพยุงนัทขึ้นรถ เพื่อนอีกสองสามคนลงมาหาเธอบ้าง ปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไร บนรถก็มีแต่ผู้หญิง ส่วนผู้ชายอีกคนที่พอจะพึ่งพาได้ก็ขับรถไม่เป็น จะเหลือก็แต่...

“อย่ามองมาที่ฉันนะ จะให้ฉันขับรถได้ยังไง” เรวิญท้วงขึ้นมา ท่ามกลางสายตาผิดหวังของเพื่อนร่วมคณะ

“แสดงว่าขับเป็นใช่ไหม มีใบขับขี่หรือเปล่า” พลอยเพชรถาม ด้วยรู้ว่าเพื่อนคนอื่นๆ คงไม่กล้าซักพ่อดาราใหญ่เป็นแน่

“มี...แต่ฉันไม่ขับ” เรวิญยืนกราน เขายืนอยู่ข้างรถในสภาพมีแมสสีดำปิดปาก มีหมวกคลุมศีรษะมิดชิด มองผ่านๆ ไม่รู้หรอกว่าเป็นดารา

“แต่เพื่อนป่วย เพื่อนขับไม่ได้ บนรถก็มีแค่คุณที่ขับได้คนเดียว หรือจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน” เธอเถียงบ้าง ไล่เพื่อนคนอื่นขึ้นรถ ไม่ลืมผลุบเข้าไปในรถอีกรอบแล้วเอาสัมภาระบางส่วนของตัวเองกับเรวิญออกมา

เรวิญลำบากใจ มือเขาเริ่มชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ หัวใจเริ่มเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ พลอยเพชรจะให้เขาขับให้ได้ใช่ไหม

“ฟังนะ...คือฉันไม่ได้ขับรถมานานมากแล้ว” เขาอธิบายดีๆ พยายามใจเย็นให้มากที่สุด

“มันลืมได้ด้วยเหรอ วิธีขับรถน่ะ”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า! โธ่เอ๊ย!” 

เรวิญร้องดังๆ พลอยเพชรมองเขาอย่างเคืองๆ เดินอ้อมไปยังที่นั่งข้างคนขับ ขอแลกที่นั่งกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน และสิบนาทีให้หลัง เรวิญก็ยอมขึ้นมานั่งที่หลังพวงมาลัย

“ให้ตายเถอะ! ฉันเป็นดาราดังนะ!” เรวิญโอดครวญ หันมองเพื่อนๆ ทางเบาะหลังก็เห็นสายตาวิงวอนร้องขอ ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด “ฉัน...ไม่อยากขับจริงๆ จริงๆ นะ...” เขาบอกพลอยเพชรแต่เริ่มสตาร์ตเครื่อง ต้องหลับตานิ่งๆ อยู่เป็นนาทีก่อนจะลืมขึ้นมาใหม่ มือที่กำพวงมาลัย กำแล้วคลาย กำแน่นๆ แล้วคลายออกอย่างไร้ความมั่นใจ หัวใจยังเต้นถี่ เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายที่ใบหน้า

“ถ้าไม่มีคุณ เราก็กลับไม่ได้ เข้มแข็งไว้...ก็แล้วกัน” 

นั่นคือคำปลอบหรือคำสั่งเรวิญก็ไม่แน่ใจนัก เขากลั้นใจหมุนพวงมาลัยรถอีกคราหลังจากมิได้ขับมาหลายปี มิหนำซ้ำเริ่มขับคราวนี้ยังเป็นรถตู้ที่มิคุ้นมืออีก มันค่อนข้างลำบากในช่วงแรก แต่ไม่นานเขาก็ค่อยๆ ปรับตัวให้ชินกับมัน แม้ในอกยังหวาดหวั่น ยังกลัวเกรง แต่ว่า ด้วยสถานการณ์บังคับเช่นนี้ เขาไม่มีทางเลือกจริงๆ

แล้วจู่ๆ ผ้าผืนหนึ่งก็แตะลงที่หน้าผากเขา เขาหันไปมองชั่วครู่ สีหน้าของพลอยเพชรยากจะคาดเดา หล่อนรู้หรือว่าเขาเป็นอะไร ทำไมต้องทำเรื่องอ่อนโยนอย่างนี้ หล่อนแกล้งหรือ หล่อนต้องการแกล้งเขาสินะ

“ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นอะไร แค่เดาว่าคุณคงไม่ได้ขับนานจริงๆ หรือไม่ก็...มีบางอย่างที่ทำให้คุณไม่อยากจับพวงมาลัยรถอีก แต่ฉัน...เชื่อใจคุณ เพื่อนๆ ทุกคนบนรถก็เหมือนกัน”

ไม่รู้เป็นคำปลอบหรือแรงกดดัน แต่มันทำให้เรวิญมิอาจปล่อยมือจากพวงมาลัยรถได้ แม้สองมือจะสั่น หัวใจหวั่นไหวกริ่งเกรง แต่สุดท้ายคงมีแค่เขา ที่ต้องพาเพื่อนๆ กลับให้ถึงกรุงเทพฯ ด้วยความปลอดภัย


วันอังคาร ของอาทิตย์ถัดมา ห้าง PJ

ห้างเพิ่งเปิดได้สักยี่สิบนาที สมศักดิ์ผู้ช่วยคนขยันของปัณณธรก็โทรเข้ามารายงานบางอย่าง มันทำให้เขาต้องลุกออกจากเก้าอี้แล้วเร่งฝีเท้าก้าวขึ้นไปบนชั้นสาม ตรงไปที่ห้องเสื้อของสารภี

“ถึงชั้นไหนแล้ว” เขาถามคนปลายสาย สองเท้าอยู่ห่างจากประตูร้านเพียงไม่กี่ช่วงตัว 

“ชั้นสามครับ ผมเห็นเจ้านายแล้วครับ” 

ปัณณธรกวาดตาไปรอบกาย แลเห็นผู้ช่วยคนเก่งเดินนำสตรีร่างบอบบางนางหนึ่งตรงมาทางนี้ ให้ตายเถอะ! ห้างออกจะกว้าง ทำไมต้องเดินมาทางนี้ล่ะ สมศักดิ์นะสมศักดิ์ หักเงินเดือนดีไหม!

“ถ่วงเวลาไว้สักห้านาที หรือไม่ก็พาเดินไปทางอื่นซะ!” เขาสั่งแล้วกดวางสาย ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้าน สตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่ทำเอาเขาต้องประหลาดใจ “พลอย?”

คนถูกเรียกหันขวับ ส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหา 

“ค่ะ พลอยเอง มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“เพิ่งรู้ว่าทำงานที่นี่”

“ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะคะ คราวที่แล้วพลอยเห็นคุณแวบๆ ตอนที่คุณเดินตรวจห้าง ท่าทางจะยุ่งพลอยเลยไม่ได้ทัก”

“ไม่เป็นไร ช่างเถอะ เจ้าของร้านอยู่ไหน”

พลอยเพชรเหลียวหาสารภี เจ้าหล่อนเปิดประตูออกมาพอดี เธอชี้ไปที่ประตูนั้น แต่ปัณณธรไวกว่า เขาตรงไปหาเจ้าของร้านคนเก่ง แล้วดันหล่อนเข้าไปข้างในท่ามกลางเสียงโวยวายของสารภี

“นี่คุณ! จะทำอะไรฮะ!” สารภีร้องดังๆ แต่อีกฝ่ายขวางทางเธอไว้ ทั้งยังกอดแน่นๆ มิให้กระดิกกาย เธอกระทืบเท้าเร่าๆ เสียงจักรที่กำลังทำงานอยู่ด้านหลังยุติลงในบัดดล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าช่างที่ทำงานอยู่กำลังสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่เธอกับปัณณธรกำลังเป็น

“อยู่เฉยๆ ในนี้ แค่แป๊บเดียว ขอร้องล่ะ” เขาสั่งแน่นหนัก กอดเอวบางเอาไว้ประหนึ่งกลัวนักหนาว่าหล่อนจะออกไป

สารภีดึงมือเขาออกบ้าง หันมองช่างในร้านก็โบกไม้โบกมือบอกพวกหล่อนว่าไม่มีอะไร ให้ทำงานกันต่อ ปัณณธรเป็นบ้าอะไรอีกล่ะ ถึงจะเป็นห้างเขาแต่ใช่ว่าจะเข้านอกออกในได้ทุกตารางนิ้วนะ นี่มันร้านของเธอ แถมตอนนี้ยังมีคนอื่นอยู่ด้วยอีก

“มันเรื่องอะไรกัน หลบไปนะ ฉันจะออกไปดูลูกค้า” 

“รอก่อน รอในนี้แค่เดี๋ยวเดียวจะตายหรือไง”

“เอ๊ะคุณ!?” สารภีตวาดแหว จ้องตาคนที่ยืนขวางตัวเองอยู่ แววตาคู่นี้ยากจะเข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร เขาแค่อยากตัดความรำคาญใจหรืออยากปกป้องคุ้มภัยกันแน่ เธอเดาไม่ออกหรอก ปากร้ายๆ ไม่เคยพูดดีด้วยสักครั้ง แต่สองแขนแสนอุ่นก็คอยแต่จะหาเรื่องกอดรัดกันทุกคราวที่เจอหน้า เธอไม่เข้าใจเขาเลย ไม่เข้าใจจริงๆ

“ไม่ต้องพูดสักนาทีได้ไหม เป็นนกกระจิบนกกระจอกหรือไงถึงพูดไม่หยุด”

“ก็นี่มันปากฉันไม่ใช่ปากคุณนี่!”

“อยากทำให้มันเป็นปากเดียวกันไหมล่ะ” เขาถามหน้าตายไร้รอยยิ้ม 

สารภีหุบปากฉับ เหลือบมองไปข้างหลังก็เห็นพี่ๆ ที่นั่งทำงานอยู่ทั้งอมยิ้มทั้งแอบกระซิบกระซาบ พวกหล่อนคงมีเรื่องเมาธ์กันให้สนุกปากล่ะ ก็ร้อยวันพันปีไม่เคยมีผู้ชายที่ไหนมาเกาะแกะเกินเลยกับเธอให้เห็นสักคน ปัณณธรนี่คนแรก

“โอ...ให้ตายเถอะ!” เขาสบถด้วยไม่อยากจะเชื่อสายตา เพราะมองออกไปผ่านประตูกระจกสีชายังเห็นผู้เลขาของเขาเดินอย่างสงบเสงี่ยมเข้ามาในร้าน พลอยเพชรกำลังต้อนรับอยู่

สารภีมองตามสายตาเขา เห็นสตรีสูงวัยนางหนึ่งเดินมากับเลขาของเขา

“นั่นใคร คนรู้จักเหรอ ท่าทางจะรวยนะ หลีกทางฉัน ฉันจะไปรับลูกค้า”

“ไม่...ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันเจอกับยี่สุ่น ฉันก็ไม่อยากให้เธอเจอกับผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน”

สารภีทำหน้างง “พูดอย่างกับป้าคนนั้นจะฆ่าฉันนี่”

ดวงตาคมตวัดมองสารภีอย่างตำหนิ คงไม่ถึงขนาดฆ่าหรอก แต่อาจจะใกล้เคียง “ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็อย่าออกไป” 

เขาเตือนหล่อนอีกครา หากหล่อนฉลาดสักนิด ก็ควรจะ...

ครืด....

ประตูกระจกถูกเลื่อนให้เปิดออก สารภีเดินเบียดเขาออกไปโดยไม่ฟังคำเตือน ช่วยไม่ได้ละนะ ช่วยไม่ได้จริงๆ เขารีบปิดประตูเอาไว้ก่อนที่คนข้างนอกจะเห็น ตั้งใจจะซ่อนตัวอยู่ในนี้จนกว่าสมศักดิ์จะพา มารดา ที่เคารพจากไป

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ชอบแบบไหนเป็นพิเศษไหมคะ” สารภีปั้นยิ้มงามถามไถ่สตรีร่างผอม หน้าตาใจดี อีกฝ่ายคงจะชอบเสื้อผ้าที่ร้าน เห็นได้จากเสื้อสวยหลายตัวในมือของพลอยเพชรที่เดินตามหลังนาง เพื่อคอยอำนวยความสะดวก ทว่าเพียงแค่นางหันมาเห็นเธอเข้า รอยยิ้มที่มีอยู่ก็จางหาย เธอยังปั้นยิ้มค้างไว้ ในขณะที่นางคล้ายกับตะลึงงัน

“สมบูรณ์”

“ครับคุณนาย”

“นั่น...ใช่...สารภีหรือเปล่า”

“อ่า...ครับ คุณสารภี...เป็นเจ้าของห้องเสื้อนี้ครับ”

สารภีงงนิดๆ ทำไมคุณลูกค้าถึงถามเหมือนกับรู้จักเธอล่ะ เธอไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้นี่นา ญาติๆ ที่พอสูงอายุหน่อยก็ล้มหายตายจากไปจนสิ้นแล้ว

“มีอะไรหรือเปล่าคะ รู้จักฉันด้วยเหรอ”

ฟึ่บ!

มิเพียงไร้ซึ่งคำตอบ แต่อีกฝ่ายกลับคว้าเอาชุดในมือพลอยเพชรมาโยนใส่เธอราวกับโกรธกันมาสักชาติหนึ่ง เธอพยายามใจเย็น ใจเย็นให้มากกว่านี้

“นี่มันอะไรกันคะ ทำไมถึงได้...”

“ออกไปจากห้างของฉันซะ!” 

บุษบง ธันยวีร์ สตรีวัยเลยสาว ร้องออกมาอย่างเดือดดาล ไม่นึกไม่ฝันว่าการมาเดินห้างครั้งนี้จะเจอกับคนที่ไม่อยากเจอ ห้าปีเชียวนะที่นางไม่ได้เห็นใบหน้านี้ ใบหน้าที่ทำให้นางต้องสูญเสีย ใบหน้าที่ทำให้นางหัวใจแหลกสลายมาแล้วหลายครั้งหลายครา ใบหน้าของสารภี นังผู้หญิงสารเลว

“อะไรกัน ห้างของคุณนายหรือคะ”

“อ่า...คุณนายครับ ลงไปข้างล่างก่อนเถอะครับ เจ้านายรออยู่” 

สมศักดิ์พยายามไกล่เกลี่ยสถานการณ์ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลนัก

“ฉันไม่ไป! อ้อ...นี่ตาปัณรู้อยู่แล้วเหรอว่านังสารภีอยู่ที่นี่ แล้วทำไมถึงไม่บอกฉัน เธอก็ด้วยช่วยกันปิดดีนักนะ” หันไปเล่นงานผู้ช่วยของบุตรชาย นี่คิดจะช่วยกันปิดบังนางอย่างนั้นหรือ

สารภีไม่เข้าใจนักหรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ได้แต่ตั้งสติแล้วไล่ให้พลอยเพชรกลับเข้าไปข้างในเสีย

ปัณณธรยืนมองอย่างพิจารณา ด้วยประตูกระจกสีชาแบบพิเศษที่คนข้างนอกไม่อาจแลเห็นคนข้างใน เขาจึงเฝ้ามองได้อย่างถนัดถนี่ พลอยเพชรผลุบเข้ามาบ้าง เขาเบี่ยงหน้าหลบจังหวะนั้นด้วยกลัวว่ามารดาจะหันมาเห็นเข้า

“ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง”

“ไม่ค่อยดีค่ะ นั่นแม่คุณปัณใช่ไหมคะ”

“อือ...คุณแม่ทักเธอหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ ท่านคงจำพลอยไม่ได้”

ปัณณธรพยักหน้าเข้าใจ มารดาที่เคารพเจอพลอยเพชรแค่ไม่กี่ครั้ง ไม่แปลกที่ท่านจะจำสาวน้อยไม่ได้

“แล้วสารภีล่ะ เป็นยังไงบ้าง”

“ท่าทางจะไม่ยอมง่ายๆ ค่ะ พวกคุณมีเรื่องกันก่อนหน้านี้ใช่ไหม”

ปัณณธรไม่ตอบ เอื้อมมือไปแตะประตูแต่ไม่ยอมเลื่อนมันออก ยังสองจิตสองใจ

ด้านนอกนั้นบรรยากาศยังไม่สู้ดีนัก ลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาต่างพากันถอยออกไปเมื่อเห็นคนข้างในคล้ายจะมีเรื่องกัน สารภีเห็นแล้วยิ่งโมโห มันเรื่องอะไรต้องมาก่อกวนที่นี่ล่ะ ลูกค้าหายหมดพอดี

“คุณสมศักดิ์คะ ช่วยพาคุณนายของคุณออกไปด้วยค่ะ ฉันต้องทำมาหากินนะ”

“ทำมาหากินเหรอ หึ...อย่างเธอเนี่ยนะ” นางแขวะแล้วมองเหยียดสารภีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ก็คงจะเป็นอย่างนั้นสินะ กี่ปีๆ ก็เห็นทำงานงกๆ ไม่เปลี่ยน แต่ไม่เห็นรวยสักที” ไม่ว่าเปล่าๆ แต่เดินไปที่ราวแขวนเสื้อผ้า ดึงชุดสวยๆ ลงมาแล้วเหยียบย่ำเสียให้สะใจ หากเทียบกับสิ่งที่สารภีทำไว้กับนาง แค่นี้ยังห่างไกลนัก

“นี่! จะทำอะไร บ้าไปแล้วเหรอ หยุดนะ! ฉันบอกให้หยุด!” 

สารภีพยายามผลักร่างคุณนายออกจากเสื้อผ้าที่กองบนพื้น แต่อีกฝ่ายไม่สน นางยังกวาดเสื้อผ้าบนราวมาฉีกมาเหยียบเล่นไม่สนใจเจ้าของ สมศักดิ์ก็ไม่กล้าแม้แต่จะฉุดดึงสตรีสูงวัยด้วยว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้านาย การยื้อยุดฉุดกระชากระหว่างสองสาวเลยเกิดขึ้น 

“หยุดนะ! หยุด! เป็นบ้าหรือไง!”

“เธอนั่นแหละเป็นบ้า อยากโดนดีใช่ไหมถึงมาโผล่ที่นี่ อุตส่าห์กรวดน้ำคว่ำขันให้สงสัยบุญคงจะส่งไปไม่ถึง ถึงได้มาเสนอหน้าขอส่วนบุญอยู่ใกล้ๆ ลูกชายฉัน!”

“ลูกชาย...หรือคะ?” มือของสารภีหยุดค้างกลางอากาศ บุษบงเลยได้จังหวะฉีกเสื้อสวยให้กลายเป็นเศษผ้า นางยิ้มเยาะอย่างสะใจ โยนเสื้อขาดๆ ตัวนั้นคืนให้เจ้าของ

“ตาปัณไงล่ะ ผู้ชายแสนดีที่เธอเคยทิ้งเขาไปน่ะ สมองเสื่อมเหรอถึงจำไม่ได้ แต่ก็อย่างว่า ผู้หญิงโง่ๆ ที่กล้าทิ้งคนดีๆ ไป สมองก็คงไม่ปกตินักหรอก” นางเอ่ยจบก็เท้าสะเอวหอบแฮ่กๆ ยอมรับว่าการได้ระบายอารมณ์ใส่เสื้อผ้าของสารภีน่ะ มันรู้สึกดีเป็นบ้า!

สารภีได้แต่กัดฟันกรอดๆ 

“ไม่แปลกใจเลยว่าลูกชายเหมือนใคร เพราะมีต้นแบบอย่างนี้ไงลูกชายคุณถึงได้เป็นพวกปากร้ายเอาแต่ใจ ชอบบงการคนอื่นไปทั่ว ใช่...ฉันทิ้งลูกชายของคุณนายจริงๆ ก็ตอนที่อยู่กับฉันเขาไม่เคยบอกสักคำว่าเขารวยนี่”

“ถ้าบอกไปเธอก็คงเกาะเขาไม่ปล่อย ลูกฉันฉลาดไงถึงได้ปิดเป็นความลับ เป็นไงล่ะ นึกเสียดายขึ้นมารึไง”

“เฮอะ! เสียดายเหรอ เสียดายเนี่ยนะ! สิ่งเดียวที่เลวร้ายในชีวิตฉันคือการรักลูกชายคุณนั่นแหละ คนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไม่ดีพอจะเป็นพ่อใครได้น่ะ ฉันไม่เอามาทำพันธุ์หรอกนะ! ไม่เอา! เชิญคุณนายทูนลูกชายไว้บนหิ้งเถอะค่ะ เชิญ!”

เผียะ!

“คุณแม่! อย่านะ! แม่!?”

ไม่ทันแล้ว หนึ่งตบของบุษบงฟาดลงบนแก้มของสารภีเต็มแรง ปัณณธรเข้ามาห้ามมารดา กอดร่างนางไว้ในขณะที่สมศักดิ์ดึงสารภีออกมามิให้เอาคืนบุษบง

สตรีสูงวัยน้ำตาเอ่อคลอด้วยความแค้นใจ จ้องสารภีราวอยากฆ่าหล่อนให้ตาย

“อย่ามาพูดดี อย่าเชียวนะ! ผู้หญิงอย่างเธอจะไปรู้อะไร ไม่รู้หรือว่าเขาต้องเสียสละอะไรบ้างเพื่อไปรักผู้หญิงอย่างเธอ!” บุษบงสาดวาจาใส่สารภีเสียเต็มรัก ราวกับว่าประโยคนี้ถูกกักเก็บไว้นานจนระเบิดออกมาในวันนี้

สารภีเองก็เช่นกัน หยดน้ำตาแห่งความแค้นใจก็กำลังไหลหลั่ง เจ็บตัวไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บใจนี่สิ ทำไมถึงพูดราวกับเธอเลวนักหนา เธอผิดที่ทิ้งเขามา เธอสำนึกแล้ว แต่เรื่องราวต่อจากนั้นล่ะ ไม่คิดจะถามเธอบ้างหรือ 

“งั้นหรือคะ แล้วคุณนายล่ะ คุณนายรู้บ้างไหมว่าฉันต้องเสียอะไรไปบ้างตอนที่รักลูกชายคุณ ฉันเจ็บปวด ผิดหวังเสียใจ เคยมีใครรู้เหรอ อย่าคิดว่าตัวเองเสียสละอยู่ฝ่ายเดียวสิ! ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องหาเงินเลี้ยงผัวน่ะ แค่คิดก็น่าสมเพชแล้ว ถึงจะรักเขาแค่ไหนแต่ถ้าเขาไม่คิดปรับปรุงตัวเอง แล้วฉันจะดักดานอยู่กับเขาทำไม ฉันไม่ได้อยากโง่ไปชั่วชีวิตนี่ ฉันอยากได้คู่ชีวิต ไม่ใช่ตัวภาระที่ต้องหาเงินให้ใช้ ฉันผิดมากนักหรือคุณนาย ฉันผิดมากใช่ไหม!”

“พอ! พอแล้วสารภี พอ!” ปัณณธรทนฟังไม่ไหวแล้ว นั่นคือสิ่งที่หล่อนไม่เคยบอกเขาสินะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขานึกว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่หล่อนพร้อมจะรักและดูแล แต่มันไม่จริง สำหรับหล่อนแล้ว เขาในตอนนั้นก็เป็นแค่ตัวภาระนี่เอง

“ฉันไม่พอ!” สารภีประกาศก้อง “เรื่องมันจบไปตั้งนานแล้วจะมารื้อฟื้นกันทำไม ก็แค่ความรักที่ล้มเหลวของคนสองคน มันจะตายหรือไงถ้าไม่ขุดขึ้นมา ฉันเจ็บ! คุณก็เจ็บ! ทำไมไม่ปล่อยให้มันผ่านไป หรือต้องให้ฉันตายลงตรงนี้ฮะ! ถามหน่อยเถอะ!” 

สารภีน้ำตาร่วงริน ก็อยากเข้มแข็งให้มากกว่านี้ละนะ แต่มันทำไม่ได้ ภายนอกที่แข็งแกร่งแต่ข้างในเธอนั้นช่างเปราะบาง มันแตกเอาง่ายๆ เหมือนแก้วบางๆ ที่ถูกโยนใส่ในเตา ได้โปรด...อย่ามาตอกย้ำซ้ำเติมอะไร อย่ามาขุดคุ้ยด้วย เธอจ่อมจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจมามากพอแล้ว มากพอแล้วจริงๆ

“สมบูรณ์พาแม่กลับบ้านที” เขาสั่งผู้ช่วยที่ยืนหน้าเสียอยู่ไม่ไกล นับว่าคราวนี้คุณนายบุษบงฟิวส์ขาดรุนแรงที่สุดในรอบห้าปีก็ว่าได้

“ไม่กลับ แม่ไม่กลับ จนกว่าจะไล่มันออกไปจากที่นี่ ไล่ออกไปซะ!” 

บุษบงเองก็เดือดไม่แพ้กัน นานแล้วนะ นานนักหนาที่นางเก็บเอาความเจ็บช้ำน้ำใจไว้เพียงในอก ไม่เคยได้ระบายออกมาด้วยรู้ว่าลูกชายเจ็บไม่แพ้นาง แต่พอได้เจอคนต้นเรื่อง นางก็อดไม่ได้ ซ้ำอีกฝ่ายยังมาอยู่ใกล้ๆ ปัณณธรอีก นางไม่ยอมหรอกนะ นางจะไม่ยอมเสียลูกชายให้นางมารร้ายคนนี้อีกแล้ว

“เรื่องนั้นผมกำลังเจรจากับเธออยู่ แม่กลับไปก่อนเถอะครับ ถ้าไม่ชอบใจก็ไม่ต้องมาที่นี่ ไปเดินห้างอื่นเถอะ นะครับแม่ ผมขอร้องล่ะ”

“ตาปัณ!?” บุษบงถามลูกอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่ใช่ลูกชายนางแน่หรือ ความเจ็บปวดทั้งกายใจเขาลืมมันไปแล้วหรืออย่างไร “หมายความว่ายังไง นี่เข้าข้างมันเหรอ ได้กับมันอีกรอบแล้วใช่ไหม!”

ปัณณธรพูดไม่ออกในขณะที่สารภียิ้มเยาะ

“บอกแม่คุณไปสิปัณณธร บอกไปเลย!” สารภีตะโกนใส่หน้าเขา หากเรื่องนี้ทำให้คุณนายจะเป็นจะตายได้ละก็ เธอก็จะจัดให้อย่างสาสมล่ะ ให้นางทุรนทุรายไปสิที่ได้รู้ว่าลูกชายตัวเองกลับมาข้องแวะกับเธออีกครั้ง 

“ตาปัณ!?” บุษบงร้องเรียกแต่บุตรชายไม่มีคำตอบให้ นางปวดร้าวสุดขั้วใจ ผลักบุตรชายออกห่างแล้ววิ่งเข้าหาสารภีอีกรอบ “นังแม่มด! แกทำอะไรลูกฉัน! แกสนุกใช่ไหมที่เห็นฉันเป็นทุกข์ ฉันจะถลกหนังหัวแกนังสารภี!”










อัป 60% เหมือนเคยค่ะ



**%






หน้าเพจ เฟสบุ๊ค อัญจรี น้ำจันทร์ สิมันตรา 
 
ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com

ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



****นิยายที่พร้อมส่ง จัดส่งนิยายทุกวัน จ - ศ นักเขียนส่งเอง ได้รับของแน่นอน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

41 ความคิดเห็น

  1. #30 L3esrer (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 19:28
    ขอบคุณครับ
    #30
    0