ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 9 : บทที่ 5 โปรดอย่าทำร้ายใจ 80%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 903
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ต.ค. 57

 บทที่ 5 โปรดอย่าทำร้ายใจ 80%

ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้โจนาธานเร่งวันเวลาให้ภรรยาและลูกๆ ไปอยู่ที่สิงคโปร์โดยเร็วที่สุด เขาอยากมีเวลาอยู่กับแม่แองจี้คนงามให้สมกับที่เสียเวลาไปนานหลายปี แต่เจ้าหล่อนกลับอิดออดด้วยว่ายังห่วงเรื่องบ้านที่ยังจัดการไม่เรียบร้อย เขาจึงสั่งให้ชาร์ลส์อยู่ทางนี้จัดการย้ายข้าวของออกจากบ้านให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับ ส่วนตัวเองพอจัดการเรื่องเอกสารให้นิลอรและลูกๆ เสร็จก็พาทุกคนลัดฟ้าสู่เกาะสิงคโปร์ในอาทิตย์ถัดมาทันที

 

สิบโมงเช้า ณ เกาะเซ็นโตซ่า (SENTOSAประเทศสิงคโปร์

นิลอรทอดสายตาไปยังผิวน้ำที่ต้องประกายแดดระยิบระยับราวกับอัญมณีมีราคา นานมากแล้วที่เธอไม่ได้กลับมาที่นี่...นานเหลือเกิน นานจนบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด อย่างเช่นเกาะเล็กๆ ที่สมควรจะเงียบสงบดังเช่นชื่อของมัน เกาะเซ็นโตซ่า ซึ่งแปลตามความหมายว่าเกาะแห่งความสงบ แต่มันช่างแตกต่างกับความเป็นจริงเพราะก่อนที่เฮลิคอร์ปเตอร์ที่สามีพานั่งมาจากสนามบิน Changi อีกทอดหนึ่งจะร่อนลงจอด เธอเห็นทั้งสวนสนุก ทั้งตึกรามบ้านช่องที่ผุดขึ้นมาใหม่มากมาย มันแทบจะเบียดกันตกทะเลอยู่รอมร่อ เด็กๆ สนุกกันใหญ่ตอนที่แด็ดดีของพวกเขาชี้ชวนให้ดูผ่านหน้าต่างกระจกว่าตรงนั้นคือสวนสนุก ตรงนั้นคือสวนสัตว์กลางคืน (Night Safari) ส่วนตรงนี้คือพิพิธภัณฑ์ (Images of Singapore) อาทิตย์กว่าๆ เธอจะพาเด็กๆ เที่ยวครบหรือเปล่าก็ไม่รู้...เฮ้อ!

 

“ถอนหายใจอะไรจ๊ะแองจี้” โจนาธานถามหยิกแกมหยอกเพราะได้ยินเสียงสุดที่รักถอนหายใจมาหลายหนตั้งแต่นั่งอยู่บนเครื่องแล้ว

หนุ่มใหญ่ถามพลางคลี่ผ้าผืนหนาคลุมไหล่ให้ศรีภรรยา ตอนนี้ทั้งคู่ยืนอยู่บนระเบียงของบ้านหลังงามที่เนรมิตให้หลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หลังคาบ้านออกแบบให้ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวราวกับผืนพรมก็มิปาน รอบบ้านหลังนี้ยังมีต้นไม้ดอกไม้มากมายชวนให้ผู้อยู่อาศัยสดชื่นเป็นที่สุด

“เปล่าค่ะ แค่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่วันถึงจะพาเจ้าสองแสบเที่ยวจนครบ” นิลอรตอบตามความจริง โจนาธานยิ้มให้ภรรยาที่รักก่อนจะจับช่อผมที่ถูกลมแรงพัดจนหลุดลุ่ยเอาไปทัดให้ที่ข้างหู เขาไม่ชอบให้สิ่งใดมาบดบังผิวเนื้อนวลเนียนของแม่แองจี้น้อยคนงาม เขาชอบมองหล่อนโดยมิมีสิ่งใดบดบัง ให้สมกับสี่ปีที่ขาดหายไป

นิลอรเฝ้ามองการกระทำของสามีเงียบๆ เขาอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นมากกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก

“คุณเปลี่ยนไปมากรู้ตัวหรือเปล่าโจนาธาน” นิลอรบอกสามีแล้วเคลื่อนกายเข้าไปแอบอิงอกอุ่น สามีวัยเลยหนุ่มก็ไม่มีอิดออดกลับดันแผ่นอกหนาเข้ารับร่างอรชรเพื่อจะได้กอดกระชับเจ้าหล่อนให้สมใจ

“รู้สิ ความจริงฉันเพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อไม่กี่วันนี่กระมัง ฉันเสียใจนะที่รัก เสียใจจริงๆ ที่ทอดทิ้งเธอกับลูกและฉันจะไม่มีวันทำอย่างนั้นอีกแล้วคนดี”

“ขอให้จริงเถอะค่ะ ขอให้คุณรักฉันจริงๆ เถอะ เพราะฉัน...คงรักคนแก่อย่างคุณเข้าแล้วล่ะ”

ความสุขอันยิ่งใหญ่บังเกิดจากถ้อยคำของศรีภรรยาไหลบ่าเข้าสู่หัวใจของหนุ่มใหญ่อย่างท่วมท้น รอยยิ้มพร่างพรายปรากฏบนใบหน้าคมได้รูปไม่สร่างซา พอๆ กับรอยริ้วแห่งกาลเวลาที่เริ่มปรากฏอย่างชัดเจนบนใบหน้าของโจนาธาน

“ฉันก็รักเธอแองจี้ รักตั้งแต่...เห็นเธอที่บ้านของวาโยที่เมืองไทยกระมัง แล้วเธอล่ะ รักฉันตอนไหนหรือว่าตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกัน” เขาสารภาพแล้วถามกลับ สองแขนกอดร่างภรรยาแน่นขึ้น สายลมแรงหอบไอน้ำเค็มเข้ามาปะทะร่างเจ้าบ้านถี่ๆ บางทีก็สลับกับไออุ่นร้อนที่แบ่งปันจากเปลวตะวันเข้ามากระทบให้ทั้งคู่รู้สึกบ้างเป็นครั้งคราว

“วันนั้นคุณชวนฉันเข้าโรงแรมม่านรูดนะคะ ใครรักคุณตอนนั้นก็เพี้ยนแล้วล่ะ”

นิลอรค่อนขอดเลยได้จุมพิตหวานๆ จากสามีเป็นสิ่งตอบแทน เขาไม่เพียงแค่จุมพิตหวานๆ แต่ยังส่งสายตาหวานๆ มาให้ แถมมือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข พยายามสอดเข้ามาลูบๆ คลำๆ เนินเนื้อใต้ตัวเสื้ออยู่ตลอดเวลา

“อย่านะคะนี่มันยังไม่ค่ำเลย” หญิงสาวขัดขืนเล็กน้อย ปลายเล็บเจียนมนจิกลงท่อนแขนแกร่งอย่างเสียวซ่าน ฝ่ามือร้อนผ่าวของสามียังลูบคลำไปทั่วผิวเนื้อใต้ร่มผ้าอย่างอาจหาญ

“เข้าไปข้างในกันเถอะแองจี้ ข้างนอกลมมันแรง”

นิลอรส่งตาเขียวๆ ให้สามี ที่เมื่อครู่ยืนอยู่เป็นชาติไม่ยักกะชวนเข้าห้อง พอตอนนี้กลับมาบอกว่าลมมันแรงอย่างโน้นอย่างนี้ ช่างบอบบางจริงนะพ่อคุณ

แต่จนแล้วจนรอดนิลอรก็ถูกสามีอุ้มมาวางบนเตียงได้สำเร็จ เขาค่อยๆ แกะกระดุมเสื้อหล่อนด้วยความรีบเร่ง แต่แกะออกไปไม่หมดเพราะความต้องการสัมผัสสรีระฝาแฝดอวบหยุ่นมันมีมากจนหมดความพยายาม

“คุณคิงส์...ฉัน...ทรมาน อย่า...”

นิลอรร้องห้ามด้วยเสียงอันสั่นเครือ ความซาบซ่านไหลผ่านไปทั่วเนินทรวงที่ถูกจุมพิตด้วยริมฝีปากและบีบขยำด้วยฝ่ามือของสามี ความร้อนผ่าวที่เกิดขึ้นแทบจะเผาไหม้ร่างกายให้สลายเป็นเถ้าธุลี

“แองจี้...ฉันจะถอดกางเกงเธอแล้วนะ” โจนาธานครางบอกอย่างไม่รู้ว่าจะเอ่ยกับภรรยาว่าอย่างไรดี นาทีนี้กายแกร่งส่วนล่างปวดร้าวไปหมดเพราะสองตาได้เห็นการบิดเร่าอย่างทรมานของภรรยา

“มะ...ไม่ ไม่นะคะ เด็กๆ อยู่ข้างล่าง ฉะ...ฉัน ฉันกลัวว่าว่าลูกๆ จะตามหาเรา” นิลอรชี้แจงเสียงแหบพร่าแต่กลับช่วยสามีปลดเข็มขัดจนฝ่ายสามีนั้นอมยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว นาทีนี้โจนาธานรู้แต่ว่าภรรยาเขาน่ารักที่สุดในโลก!

ขณะที่ภรรยากำลังช่วยสามีปลดเข็มขัดกางเกงอยู่นั้น สวรรค์รำไรก็มีอันต้องพังครืนเพราะเสียงเคาะประตูที่ด้านนอก

ก๊อกๆ ๆ

“แด็ดดี! มามี้/ แด็ดดี! มามี้!

เสียงสองแฝดที่ตะโกนทะลุบานประตูเข้ามาทำเอาโจนาธานถึงกับถอนหายใจดังเฮือกๆ ก่อนจะช่วยภรรยาสาวที่หัวเราะคิกๆ ติดกระดุมเสื้อของหล่อน

“คร้าบคุณลูก แด็ดดีจาเปิดประตูในห้าวินาที”

หนุ่มใหญ่ส่งเสียงสดใสตอบออกไปแต่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับอยากจะร้องไห้ เขาจะฉลองกับเมียรักให้สมใจเสียหน่อยเจ้าลูกตัวแสบก็ดันมาขัดจังหวะเสียนี่ มันน่าจับตีก้นจริงๆ

“ไปกันเถอะค่ะเดี๋ยวลูกรอ คืนนี้เราต้องฉลองนะคะ” แม่แองจี้ของโจนาธานพูดพร้อมส่งสายตามายั่วเย้า สองแขนโอบล้อมรอบคอแกร่งของสามีขณะที่ร่างทั้งคู่ยังก่ายเกยอยู่บนที่นอนหนานุ่ม

“จริงรึ ฉลองที่ได้กลับมาอยู่กับฉันละสิที่รัก หึๆ” หนุ่มใหญ่หัวเราะอย่างเป็นต่อ

นิลอรยิ้มร้ายก่อนจะก้มลงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

“เปล่าซะหน่อย แค่อยากฉลองเตียงใหม่ต่างหาก” คราวนี้นิลอรรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่เบียดชิดอยู่กับเนินหน้าท้องของเธอ ความภาคภูมิใจแห่งบุรุษเพศแข็งขึงร้อนผ่าวพร้อมออกรบเต็มที่ เพียงแค่คำพูดไม่มีกี่คำเธอก็สามารถทำให้เขามีอารมณ์ได้แล้วหรือนี่ หื่นได้ใจจริงๆ ตาแก่โจนาธาน

“ฉันว่าคุณรีบไปเปิดประตูก่อนจะดีกว่านะคะ เดี๋ยวลูกๆ รอแย่”

นิลอรเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของสามีพลางยิ้มแหยๆ ส่งให้ โจนาธานได้แต่ถอนอกถอนใจก่อนจะก้าวตรงไปที่ประตูด้วยความอึดอัดเพราะเป้ากางเกงมันคับแน่นไปหมด

“แด็ดดีกับมามี้ทำอาลาย เจสซี่ล้องเลียกตั้งนานแล้ว” หนูน้อยเจสซี่บ่นบิดามารดาของตนอย่างเคืองๆ ส่วนเจ้าเจคน้อยคู่แฝดตอนนี้หาได้สนใจใครไม่เพราะเขากำลังจับมือนุ่มๆ ของพี่เลี้ยงคนใหม่อยู่ ฝ่ามือพี่เอลลี่นุ่มกว่ามือพี่ต้นตาลพี่เลี้ยงคนเก่าของเขาเยอะเลย

“โอ...ขอโทษทีครับสาวน้อยมานี่มา อึ้บ!” แล้วเจสสิก้าก็ถูกบิดาอุ้มไว้ นาทีต่อมานิลอรก็ออกมาสมทบกับทุกคนที่ยืนออกันอยู่หน้าห้อง แต่เธอไม่คิดว่าจะเจอคนแปลกหน้าในเวลานี้ ดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนคนนั้นกำลังแนะนำตัวกับสามีของเธออยู่ หน้าตานี่สะสวยผิวขาวเป็นหยวกกล้วยเชียวล่ะ หรือว่า...อีตาโจนาธานริจะมีเมียน้อย! ฝันไปเถอะตาแก่บ้ากาม! ข้ามศพยัยนิลอรไปก่อนก็แล้วกัน!

“อะแฮ่ม! คุยอะไรกันอยู่หรือเปล่าคะ?”

คุณแม่ลูกสองถามยิ้มๆ พลางเดินเข้าไปคล้องแขนข้างที่ว่างอยู่ของสามีเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ สตรีแปลกหน้าคนนั้นยกมือไหว้เจ้าบ้านอีกคนแต่ทำเอานิลอรเอ๋อรับประทานไปเลย เพราะหน้าตาเจ้าหล่อนมองอย่างไรก็ต้องฟันธงว่าลูกครึ่งแต่กลับมือไม้อ่อนไหว้สวยกว่าเธอเสียอีก

“นี่พี่เลี้ยงของลูกๆ จ้ะ ฉันให้มาช่วยแองจี้เลี้ยงลูกของเราไงจ๊ะ” หนุ่มใหญ่แนะนำ เขาให้คนรู้จักช่วยหาพี่เลี้ยงให้เด็กๆ ด้วยว่าไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยจนเกินไปนัก

“สวัสดีค่ะคุณแองจี้ ฉันชื่ออรุณฉัตรค่ะ เรียกว่าเอลลี่ก็ได้ค่ะ” นิลอรงงเล็กน้อย เธอไม่ได้บอกว่าต้องการพี่เลี้ยงสักนิด และที่สำคัญก็คือทำไมพี่เลี้ยงของเด็กๆ ถึงได้สวยขนาดนี้! โอย...ไม่ไหวหรอกเดี๋ยวตาแก่โจนาธานควบคุมความหื่นตัวเองไม่ไหวกลายร่างเป็นสมภารแก่ๆ ย่องกินลูกไก่ในวัดพอดี

“ฉันไม่รับ เธอกลับไปเถอะ ฉันเลี้ยงลูกเองได้ไม่ต้องการพี่เลี้ยง” นิลอรปฏิเสธทันควัน นัยน์ตาสีนิลดำดุปรากฏชัดเจนบนใบหน้าบึ้งตึงไม่สบอารมณ์

“อ้าว! ทำไมละแองจี้ คุณครูเอลลี่คนนี้ฉันอุตส่าห์ให้เพื่อนหามาให้นะเนี่ย?” โจนาธานชักงง เขาอุตส่าห์ได้คนเก่งอย่างครูเอลลี่มาเป็นพี่เลี้ยง ค่าจ้างหรือก็แพงกว่าพี่เลี้ยงเด็กธรรมดาเพราะเจ้าหล่อนเรียนจบปริญญาสายนี้มาโดยตรง มิหนำซ้ำเรื่องภาษาไทยครูเอลลี่ก็สามารถสื่อสารกับเด็กๆ และภรรยาที่รักได้ไม่มีติดขัด แล้วเจ้าหล่อนจะเอาอะไรอีกละทีนี้

“ทำไมหรือคะคุณแองจี้ หรือว่าเอลลี่ทำอะไรผิด ขอร้องเถอะค่ะเอลลี่ต้องได้งานนี้นะคะ เอลลี่จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ค่ะ รับเอลลี่เข้าทำงานเถอะนะคะคุณแองจี้”

อรุณฉัตรอ้อนวอนขอร้องเพราะเธอมีความจำเป็น แม้ว่าเรื่องที่นำมาใช้เป็นข้ออ้างจะปั้นแต่งขึ้นมาแต่มันก็พอมีความจริงอยู่บ้าง อย่างน้อยๆ เงินทองก็เป็นเหตุหนึ่งที่เธออาสารับงานนี้มาจากคุณลุงทันทีที่ท่านเอ่ยปาก เรื่องของเรื่องก็คือเธออยากเปิดโรงเรียนอนุบาลแต่ว่าลุงของเธอไม่ยอมเพราะเห็นว่ายังไม่มีประสบการณ์ ท่านจึงท้าทายด้วยการให้หลานสาวอย่างเธอลองมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่บ้านของเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งก็คือคุณโจนาธานคนนี้ แต่ถ้าเธอถูกปฏิเสธตั้งแต่เริ่มงานวันแรกก็มีหวังได้แห้วเรื่องโรงเรียนอนุบาลของตัวเองนะสิ

“ฉันชื่อนิลอร ถ้าจะให้ดีเรียกฉันว่านายหญิงด้วย” นิลอรเอามาดคุณนายเข้าข่มคนที่สวยกว่า ดูจากหน้าตาคงเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยกระมัง หน้าเด็กเหลือเกิน และมันก็น่าหมั่นไส้ตรงหน้าเด็กนี่แหละ ฮึ่ม!

โจนาธานเริ่มรู้แกวคุณภรรยา เล็บคมๆ ของหล่อนเริ่มจิกเข้าท่อนแขนเขาแรงขึ้นตามลำดับซึ่งแปรผันตามเสียงแข็งๆ ที่เริ่มจะกดต่ำลงเรื่อยๆ คนขี้หึงนี่ดูง่ายจริงๆ

หนุ่มใหญ่ยิ้มกริ่มอย่างสุขใจในสิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใด

“มามี้! เจคจาเอาคูเอลี่ คูเอลี่น่าล้าก เจคจาแต่งงานกะคูเอลี่!” เจ้าเจคจอมแสบประกาศเสียงดังฟังชัดพลางกอดขาครู เอลี่ (เอลลี่) ว่าที่เจ้าสาวในอนาคตของตนอย่างขึงขัง

สองสามีภรรยามองมาที่ลูกน้อยเป็นตาเดียว เจ้าเจคตัวแสบบอกว่าจะแต่งงานกับครูพี่เลี้ยงที่ชื่อเอลลี่อย่างนั้นหรือ?

“เชื้อพ่อมันแรงจริงๆ” นิลอรค่อนขอดสามี หางตาจิกใส่ใบหน้าที่ติดรอยยิ้มพร่างพรายไม่สร่าง โจนาธานส่ายหน้าดิก พยายามอธิบายว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคนเป็นพ่อ

“ฉันเปล่านะแองจี้ฉันอยู่ของฉันดีๆ เจ้าเจคมันแก่แดดของมันเองนะ จริงไหมเจสซี่ลูกรัก” หนุ่มใหญ่ถามลูกสาวที่อุ้มอยู่ ซึ่งเจ้าหนูเจสสิก้าก็พยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะเห็นด้วย แต่กลับตอบว่า

“มามี้ถูกค่า เจสซี่อยู่ข้างมามี้ดีกว่า เวลามามี้โกดมามี้ชนะทุกที”

ครูสาวอดอมยิ้มกับคำตอบของแม่หนูน้อยไม่ได้ ครอบครัวนี้น่ารักดี เธอชักจะชอบและอยากทำงานที่นี่จริงๆ แล้วล่ะ ตอนนี้สองขาเธอถูกแขนปลาหมึกของคุณหนูเจคจอมแก่แดดกอดไว้แน่นหนึบแกะออกไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องเลยตามเลยยอมยืนนิ่งๆ ให้เจ้าหนูกอดรัดได้ตามใจ อย่างน้อยๆ ก็มีคนหนึ่งล่ะที่อยากให้เธออยู่

นิลอรยิ้มถูกใจที่บุตรสาวเข้าข้าง หล่อนอ้าแขนรอรับร่างหนักของบุตรสาวอย่างไม่มีเกี่ยงงอนแม้ว่าจะต้องแบกรับน้ำหนักของแม่หนูน้อยที่ไม่ค่อยจะน้อยก็ตาม

คุณแม่ยังสาวจะกลับเข้าห้องเมื่อไม่มีธุระใดๆ ให้จัดการต่อ แต่ว่าเสียงของเจ้าเจคตัวแสบนี่สิ มันเหลือเกินจริงๆ

“มามี้!?”

“อะไรลูก เจคจะเอาอะไร มามี้เพิ่งมาเหนื่อยๆ มามี้จะไปนอนพักสักหน่อย” นิลอรให้เหตุผลพลางนึกหมั่นไส้เจ้าตัวแสบกลายๆ ที่ไม่ยอมปล่อยมือจากท่อนขาขาวๆ ของพี่เลี้ยงคนสวยเสียที

“ก็..อ่า...เรื่อง เรื่องครูเอลลี่ไงจ๊ะที่รัก” สามีวัยเลยหนุ่มอ้อมแอ้มตอบอย่างเกรงๆ พ่อลูกชายตัวดีก็พยักหน้าขึงขังช่วยอีกแรง

“จะทำก็ทำสิ แต่ห้ามทำอย่างอื่นนอกจากดูแลลูกๆ ฉันล่ะ ส่วนใหญ่ก็เจ้าเจคนั่นแหละรายนั้นเริ่มซนแล้วเธอก็ช่วยๆ ดูหน่อยแล้วกัน ส่วนเรื่องจะให้เรียนอะไรนั้นถ้าไม่หนักหนาเกินไปก็ตามใจเถอะ อ้อ...สามีฉันน่ะ แก่แล้วก็จริงแต่หื่นนะจะบอกให้ ถ้าเขาทำอะไรมิดีมิร้ายกับเธอเธอต้องบอกฉันทันทีนะ รู้หรือเปล่า” นายหญิงกำชับหน้าตาจริงจังเกินเหตุ

อรุณฉัตรเหล่ตามามองบุรุษร่างสูงหนาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก แล้วยิ้มให้อย่างเกรงอกเกรงใจเช่นกัน ความจริงคุณโจนาธานที่เธอเคยเห็นในจอโทรทัศน์ก็ไม่ได้ชราสักเท่าไหร่หรอกออกจะดูภูมิฐานประดุจผู้ใหญ่ใจดีที่น่าคบ ดูไปดูมาก็หล่อเหลาราวกับดาราฮอลลีวูดที่ชื่อ...

“เอลลี่!

“คะ...ขา ขา แหะๆ คุณแองจี้มีอะไรคะ” อรุณฉัตรอยากจะฆ่าตัวตาย เสียงคุณนายแองจี้ดังเข้าไปในรูหูแทบจะเฉือนแก้วหูเธอออกมาเป็นริ้วๆ น่ากลัวที่สุดเลย โฮๆๆๆ เอลลี่จะอยู่รอดถึงวันพรุ่งนี้ไหมเนี่ย

“ฉันให้เธอมาดูลูกๆ ไม่ได้ให้เธอมาดูสามีฉัน! เอาเจ้าเจคตัวแสบไปอาบน้ำเลยไป! อ้อ...แล้วห้องเธออยู่ตรงไหนคงไม่ได้อยู่ตรงข้ามนี้หรอกนะ”

โจนาธานรีบยกมือห้ามอารมณ์ของแม่เสือก่อนที่ภรรยาที่รักจะจิกคุณครูเอลลี่เสียจนเจ้าหล่อนเผ่นกลับบ้านไปเสียก่อน

“เอาล่ะๆ แองจี้ฉันขอล่ะ อย่าเพิ่งโมโหอะไรเลยนะ ครูเอลลี่พักอยู่ห้องข้างๆ ห้องเด็กๆ จ้า สบายใจได้ เอาเป็นว่าตอนนี้เรารีบแยกย้ายไปพักผ่อนดีกว่านะฉันนั่งเครื่องมาเป็นชั่วโมงๆ เมื่อยไปหมดแล้ว”

โจนาธานร้องขอพลางขยิบตาให้ครูเอลลี่หน้าใสรีบพาพ่อลูกชายไปอาบน้ำ ส่วนตัวเขาก็รีบปิดประตูห้องเพื่อเคลียร์กับภรรยาคนสวย ดูท่าว่าอาการหึงจะคุกคามอารมณ์แม่คุณเข้าให้แล้ว หึๆ เขาอยากตะโกนดังๆ ว่า ดีใจโว้ย!!!

ปัง!

เสียงบานประตูที่ปิดไล่หลังมาทำให้อรุณฉัตรรับรู้ว่าบัดนี้เจ้าบ้านทั้งสองคงกำลังเคลียร์กันอยู่แน่ๆ เฮ้อ! เกิดมาเป็นคนสวยนี่มันลำบากจริงๆ จะตั้งใจทำงานทำการก็มีอุปสรรคเสียได้ แต่ไม่หรอกน่า เธอจะไม่ย่อท้อ เธอจะต้องทำให้คุณลุงที่รักมองเห็นถึงความมุ่งมั่นให้ได้ สู้ๆ ยัยเอลลี่

“คูเอลี่ค้าบ!

เจ้าเจคน้อยชูแขนสองข้างให้ครูเอลลี่อุ้มก่อนจะซบใบหน้าเข้ากับซอกคอขาวๆ ของเจ้าหล่อน แถมยังแอบสูดกลิ่นคุณครูพี่เลี้ยงเข้าไปจนฉ่ำปอด

ครูเอลลี่กลิ่นห๊อมหอมอ่า ถูกใจเจค เจคชอบ!’

ขณะที่เจ้าเจคตัวแสบกำลังสูดกลิ่นหอมของครูพี่เลี้ยง อรุณฉัตรก็กำลังส่ายหน้ากับความเจ้าเล่ห์แก่แดดของพ่อหนู

“เจคครับ”

ครูสาวเรียกพ่อหนูที่โอบแขนรอบคอเธอแล้วใช้จมูกคมๆ สูดลมหายใจเข้าออกรดคอเธอดังฟืดฟาดติดๆ กันอยู่ในขณะนี้

“ค้าบคูเอลี่” หนูน้อยขานรับแต่ไม่ยอมผละจากซอกคอหอมๆ อรุณฉัตรได้แต่กรอกตาขึ้นฟ้า ถ้าโตกว่านี้สักหน่อยจะจับตีก้นเสียให้เข็ด เด็กอะไรเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ แถมยังเจ้าชู้ตั้งแต่เด็กอย่างนี้ เหลือเกินจริงๆ

“เราไปอาบน้ำแล้วไปหาของว่างกินกันก่อนดีกว่าเนาะ” อรุณฉัตรชักชวนพลางอุ้มพ่อหนูเดินลงบันไดทางปีกขวาเพื่อจะได้ไปขึ้นบันไดทางปีกซ้ายของบ้าน ซึ่งอยู่อีกฝั่ง ห้องของเธอและห้องของเด็กๆ จัดอยู่ทางโซนนั้นแบ่งฟากจากส่วนของเจ้าบ้านทั้งสองอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าเจ้าบ้านทั้งสองพยายามจะหัดให้สองแฝดโตเป็นผู้ใหญ่จึงได้จัดห้องนอนไว้ไกลกันเช่นนี้

หญิงสาวเดินลงมาจนผ่านหน้าห้องรับแขกก็ต้องแอบถอนหายใจกับน้ำหนักของพ่อหนูน้อย คอยดูนะอีกสามวันเท่านั้นเธอจะทำให้เจ้าเจคเดินด้วยสองขาของตัวเองจนไม่ยอมให้ใครอุ้มอีกเลย คอยดู!

พ่อเทพบุตรของเอลลี่อยู่ไหนนะ เอลลี่อยากได้กำลังใจ...เฮ้อ!’

อรุณฉัตรแอบขันความคิดของตัวเองที่เผลอไปคิดถึงใครบางคนที่เธอฝากรอยไอศกรีมไว้บนเสื้อสูทของเขา ไม่รู้ว่าป่านนี้พ่อเทพบุตรสุดหล่อแสนดีจะคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่า เธอคิดถึงเขาจังเลย...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น