ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 28 : บทที่ 12 แผนร้ายของเอลิซ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    16 พ.ย. 57

บทที่ 12

แผนร้ายของเอลิซ 100%

ลำแสงแห่งอรุณรุ่งทอดผ่านมวลเมฆน้อยใหญ่ในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัวไม่สดใส ดังเช่นจิตใจของนิลอรในเวลานี้ แม้จะเอ่ยวาจาว่าไม่ถือโทษโกรธเคืองสามี แต่จริงๆ แล้วมันไม่ง่ายเลยกับคำว่าให้อภัย หญิงสาวกลับมาถึงห้องเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน หล่อนยังไม่ยอมพูดกับเขา ไม่เข้าใกล้ ไม่มองหน้า ไม่ยอมแม้แต่การโอบกอดให้สามีได้ชื่นอุราดั่งเช่นที่หล่อนยินยอมให้เขากระทำต่อหน้าเอลิซ

หยาดน้ำตาของคุณแม่ลูกแฝดซึ่งแห้งเหือดไปแล้วกลับมาชุ่มฉ่ำบนใบหน้าของหล่อนอีกครั้ง ส่วนโจนาธานผู้เป็นสามีก็ได้แต่นั่งสำนึกผิดอยู่ข้างๆ ไม่กล้าเอ่ยปากใดๆ ให้ศรีภรรยารำคาญใจ เขาปล่อยให้หล่อนร้องไห้เงียบๆ กระทั่งหล่อนพอใจและหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง

“สบายใจหรือยังคนดี ฉันขอโทษเธออีกครั้งนะที่รัก ฉันไม่น่าเข้าไปในห้องนั้นเลย”

หนุ่มใหญ่แก้ต่างแม้ว่าจะยอมรับไปแล้วว่าตนเองผิดเต็มประตูก็ตาม นิลอรคลี่ยิ้มน้อยๆ หยาดน้ำตายังร่วงรินเป็นสาย อาบไล้ใบหน้าอันซีดเซียว

“คุณเชื่อหรือเปล่าว่าเอลิซไม่ได้ตั้งใจ” ศรีภรรยาผู้จิตใจบอบช้ำเอ่ยถามสามีด้วยความแคลงใจ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาจะให้คำตอบอย่างไรแต่ก็ภาวนาให้เขาตอบต่างไปจากที่ใจเธอคิดอยู่

“เชื่อสิ เอลิซไม่โกหกหรอกแองจี้” โจนาธานกล่าวอย่างไม่ต้องคิด เอลิซไม่มีวันโป้ปดเขาเด็ดขาด เขารู้จักหล่อนดี

นิลอรน้ำตาร่วงเผาะๆ เมื่อได้ฟังชัดๆ สามีวัยเลยหนุ่มจึงต้องใช้ปลายนิ้วกรีดหยาดน้ำตาบนแก้มบางให้หล่อนด้วยหัวใจที่ปวดร้าวเช่นกัน เขาเคยสัญญาว่าจะไม่มีวันทำให้หล่อนร้องไห้แต่วันนี้เขาก็ทำมันจนได้

“แล้วถ้าฉันบอกว่าเอลิซเป็นคนโทรมาให้ฉันไปพาคุณกลับมาห้องล่ะ คุณจะว่าฉันโกหกหรือเปล่า”

นิลอรลองใจ และน้ำตาเม็ดใสก็ไหลท่วมในอกเมื่อสามีเอาแต่เงียบงันไม่กล้าตอบกลับมา นั่นแสดงว่าเขาไม่มีทางเชื่อเธอ ทั้งๆ ที่เธอประกาศต่อหน้าเขาว่าภรรยาคนนี้เชื่อใจสามี แต่เขาสิกลับไม่เคยเชื่อเธอเลย

โจนาธานดึงร่างภรรยาที่รักมาโอบกอด ริมฝีปากที่สั่นระริกของหล่อนพร้อมทั้งหยาดน้ำใสที่ไหลรินช่างบาดใจเขายิ่งนัก เขารู้ว่าหล่อนยังโกรธเขาอยู่ หล่อนอาจจะอาฆาตจนหาเรื่องป้ายสีเอลิซ แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังเชื่อเอลิซอยู่ดี

“ช่างมันเถอะแองจี้ เรื่องผ่านมันไปแล้วนะที่รักอย่าพูดถึงอีกเลย ฉันขอยอมรับผิดคนเดียวได้ไหมอย่าดึงให้คนบริสุทธิ์อย่างเอลิซต้องมาด่างพร้อยเพราะฉันเลยคนดี ฉันขอร้อง”

นิลอรชักจะหมดความอดทน จนแล้วจนรอดสามีที่รักก็ยังห่วงใยอดีตภรรยาและคอยปกป้องเจ้าหล่อนอยู่ดี

“โจนาธานคะ” นิลอรเว้นวรรคเพื่อกลืนก้อนสะอื้นที่ตีตื้นมาจุกในลำคอ ก่อนจะกล่าวต่อ “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนไม่ดี หล่อนประกาศตัวกับฉันว่าจะทำทุกวิถีทางให้ได้คุณกลับไป...”

“ฟังนะแองจี้ ไม่มีทางหรอกน่า เชื่อฉันเถอะ” โจนาธานสวนขึ้นตั้งแต่นิลอรยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ

คุณแม่ลูกแฝดโบกมือห้ามสามี เขานั่นแหละที่ต้องฟัง ไม่ใช่เธอ

“ไม่! คุณนั่นแหละควรจะฟังฉัน! ผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาฉันเมื่อเช้าเพื่อจะให้ฉันไปพบคุณที่ห้องนั่น ถ้าคุณยังปล่อยผู้หญิงคนนี้วนเวียนอยู่ใกล้เรา สักวันฉันคงต้องเสียคุณไปจริงๆ ฉัน...ฉันเหนื่อยเหลือเกินค่ะ คุณไม่น่าพาฉันมาที่นี่เลย ฉันอยากกลับไปอยู่ในที่ของฉัน ฉันไม่ต้องการความเสียใจที่คุณกับเอลิซเพียรมอบให้ ฉันรู้ว่าคุณไม่มีทางเชื่อฉันหรอกโจนาธาน เพราะสำหรับคุณฉันก็เป็นได้แค่นางบำเรอ ไม่ใช่ภรรยา...”

“แองจี้!” โจนาธานอุทานอย่างตกใจ นิลอรพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า เขาจะคิดอย่างนั้นกับหล่อนได้อย่างไรกัน พระเจ้าช่วยด้วยเถิด ช่วยเอาปิศาจตัวร้ายที่สถิตในหัวใจภรรยาอันเป็นที่รักออกไปที เจ้าปิศาจชั่วช้ามันคงเฝ้ายุแยงให้ภรรยาคนดีระแวงแคลงใจสามีคนนี้กระมัง

“ฉันเคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดโกหก ฉันจะบอกกับคุณทุกเรื่อง และวันนี้ฉันก็ทำมันแล้ว แม้ว่าคุณจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดก็ตาม” นิลอรปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้เขาอีกครั้งราวกับว่าเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้หล่อนมิได้ร่ำไห้น้ำตาร่วงหล่นเป็นสาย

“แองจี้ฉัน..ฉัน...” สามีวัยเลยหนุ่มพูดไม่ออก เขาไม่สามารถแก้ต่างในข้อนี้ได้เพราะเขาไม่ได้เชื่อหล่อนจริงๆ

“ฉันไปดูลูกๆ ก่อนนะคะ เอลลี่คงพาพวกแกกลับห้องตอนเราไม่อยู่ คุณรีบอาบน้ำเถอะ ฉันจะลงไปดูป้ามาเรียด้วยว่าแกทำอะไรเป็นมื้อเช้าให้คุณ”

นิลอรพูดพลางยิ้มพลางอย่างคนที่กำลังพยายามทำใจ โจนาธานได้แต่อึ้งกับท่าทีของหล่อน แม่แองจี้น้อยคนดีช่างเปลี่ยนโหมดเร็วเสียนี่กระไร แต่ก็ดีแล้วล่ะเพราะเขาไม่ชอบให้หล่อนร้องไห้ เขาชอบให้หล่อนยิ้มแบบนี้

“ฉันจะรอเธอกลับมาแองจี้เราจะได้อาบน้ำพร้อมกันไง”

เมื่อเห็นภรรยาหยุดร่ำไห้ สามีหนุ่มใหญ่จึงได้ใจขึ้นเป็นกอง วาจาทะเล้นเบาๆ จึงหลุดจากริมฝีปากเขาเพื่อหยอกเย้าภรรยา แต่นิลอรทำเพียงแค่อมยิ้มไม่เอ่ยอะไร หล่อนเดินไปที่ประตู และก่อนที่จะเปิดมันออกไปก็ตัดสินใจพูดบางอย่าง

“โจนาธานคะ”

“หืม...อะไร?” หนุ่มใหญ่เลิกคิ้วสูงอย่างงวยงง เขากำลังควานหาผ้าเช็ดตัวในตู้เสื้อผ้า แต่พอได้ยินเสียงศรีภรรยาก็โผล่หน้าไปมองหล่อนนิดหนึ่ง

“รู้ไหมคะว่าทำไมฉันถึงพูดว่าฉันคงเป็นได้เพียงนางบำเรอของคุณ” หล่อนถามแต่มิได้ต้องการคำตอบ สามีคนดีจึงละมือจากผ้าขนหนูที่พับซ้อนอย่างเป็นระเบียบในตู้เสื้อผ้า มาเพ่งมองศรีภรรยาซึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู

“เธออยากบอกอะไรฉันหรือ?” โจนาธานถามกลับ นิลอรฝืนยิ้มให้เขา มันเป็นรอยยิ้มที่หล่อนแย้มออกมาเพื่อสมเพชตัวเองอย่างจริงแท้

“เพราะว่า...คนที่เป็นสามีภรรยากันต้องเชื่อใจกันไงคะ ฉันเชื่อใจคุณเสมอเพราะคุณเป็นสามีฉัน แต่คุณสิกลับไม่เคยเชื่อใจฉันเลย นั่นก็หมายความว่าฉันคงเป็นได้แค่นางบำเรอของคุณเท่านั้น คงไม่มีโอกาสได้เป็น...ภรรยา...”

โจนาธานอึ้งเป็นคำรพที่ร้อยแล้วกระมังในเช้าวันนี้ ภรรยาคนดีใช้ส่วนที่คมกริบของความจริงทิ่มแทงเขาจนพรุนไปทั้งร่าง หล่อนเอ่ยจบก็ก้าวออกไปปล่อยเขาให้จ่อมจมอยู่กับความผิดบาปในหัวใจด้วยข้อหาที่ว่าสามีคนนี้ไม่เคยเชื่อใจภรรยา

 

ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันเดียวกัน ชาร์ลส์เข้ามาในห้องทำงานของเจ้านายเพื่อแจ้งกับนายที่รักยิ่งว่าเขาสามารถหาคนมาซื้อบ้านหลังนี้ได้แล้ว โจนาธานไม่อาจแสดงรอยยิ้มยินดีใดๆ เขาเสียดายบ้านหลังนี้ยิ่งนัก 

“เขาให้เท่าไหร่?” โจนาธานถามด้วยอยากรู้ราคาบ้านแสนรักของตน

“ร้อยล้านครับนาย” ชาร์ลส์ตอบ หนุ่มใหญ่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า

“บอกเขาว่า 120 ล้าน ถ้าไม่เอาฉันก็ไม่ขาย”

“แต่นายครับ เรากำลังเดือดร้อนนะครับ” ชาร์ลส์รีบท้วง เขารู้ดีว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่ามหาศาล แต่ถ้าตั้งราคาไว้สูงเกินไปผู้ซื้ออาจจะถอดใจได้

บุรุษผู้คลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจหลายรูปแบบมานานปีถอยออกจากโต๊ะทำงานของตน เขาเดินไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตาลงไปมองสวนสวยเบื้องล่างที่เด็กๆ ทั้งสี่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่

“ใครที่ติดต่อมาแล้วตกลงกับนายในราคานี้” โจนาธานถามชาร์ลอีกหนแต่สายตายังทอดตรงไปยังเจค็อบแลเจสสิก้าในสวน ดูเหมือนว่าคนใดคนหนึ่งจะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้มกระมัง

ชาร์ลส์บอกเจ้านายด้วยชื่อบุรุษท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความมั่งคั่ง แต่ความมั่งคั่งของท่านผู้นั้นก็ห้อยท้ายด้วยเขี้ยวอันใหญ่ยาวลากดิน

“หึๆ คงรู้ละสิว่าฉันกำลังเดือดร้อนถึงได้รีบติดต่อมา บอกเขาไปตามที่ฉันบอกนั่นล่ะ เขาซื้อแน่ เล่นตัวสักหน่อยมันจะได้ดูดี ราคามันจะได้ขึ้น” โจนาธานยิ้มที่มุมปาก ดึงฝ่ามือทั้งสองที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วกลับหลังหันมาเผชิญหน้ากับผู้ช่วยคนสำคัญ

ชาร์ลส์กังวลเล็กน้อยในเรื่องที่ถูกสั่งให้ไปจัดการ เขาเกรงว่ามันจะไม่สำเร็จ เขาอยากช่วยให้โจนาธานรักษาธนาคารเอาไว้ดังที่เขาปรารถนา แต่ถ้าไม่มีใครซื้อบ้านหลังนี้ด้วยราคาหนึ่งร้อยล้าน จำนวนเงินที่จะต้องเอาไปจ่ายค่าปรับอาจจะไม่ครบตามจำนวน

“ผมเกรงว่า...”

ชาร์ลจะทักท้วงแต่โจนาธานโบกมือห้าม

“เราลงไปข้างล่างกันดีกว่า ฉันอยากเตะฟุตบอลกับเด็กๆ อ้อ...นายเป็นประตูนะ”

โจนาธานสั่งจบก็ตรงดิ่งไปที่ประตู

“นายครับ” ผู้ช่วยคนสำคัญของโจนาธานเรียกเจ้านาย

“ว่าไง” หนุ่มใหญ่ถามกลับแทนการขานรับ มือขวาที่หมายจะดึงลูกบิดประตูให้เปิดออกหยุดชะงักชั่วครู่

“เมื่อเช้าผมเห็นคุณแองจี้ เออ...” ชาร์ลส์ไม่แน่ใจว่าจะเอ่ยออกไปหรือไม่ แต่โจนาธานกลับหันหลังกลับมาคาดคั้นเขาด้วยสายตาให้พูดออกมาให้หมด “ผมเห็นคุณแองจี้ร้องไห้อยู่ในครัว ตอนนั้นป้ามาเรียไม่อยู่ และผมเดินเข้าไปชงกาแฟพอดี ก็เลยเห็นเธอเข้า” ผู้ช่วยหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงเป็นกังวล ความทุกข์ตรมวิ่งพล่านในร่างกายเขาชั่วครู่จนน่าประหลาดใจ ปกติมันจะสิงสถิตย์ในหัวใจเขาจนข้ามวันข้ามคืนหากล่วงรู้ว่านิลอรเป็นทุกข์ บางทีอาจเป็นเพราะว่าในเวลานี้เขารู้สึกสับสนกระมัง ใบหน้าของผู้หญิงอีกคนคอยแวบเข้ามาแทรกเสมอเวลาที่เขากำลังพาหัวจิตหัวใจเข้าสู่โหมดระทมตรมเศร้า

โจนาธานถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะเดินกลับมาและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ผู้ช่วยหนุ่มที่เขารักเช่นเดียวกับบุคคลในครอบครัวฟัง ชาร์ลส์หน้าเสียยิ่งกว่าเก่ายามที่ฟังนายเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ

“โอ...นายครับ ถ้าผมเป็นคุณแองจี้ผมจะอาละวาดให้บ้านแตกเลย”

บุรุษผู้มีนัยน์ตาสีเทาเอ่ยตามที่ใจคิด ก่อนที่ผู้เป็นนายจะขอให้ชาร์ลส์ช่วยเหลือ

“ฉันควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดีชาร์ล นายช่วยฉันได้ ฉันรู้” โจนาธานโยนความรับผิดชอบเรื่องนี้ให้ชาร์ลส์ไปดื้อๆ สมองของเขามันตื้อตั้งแต่ถูกภรรยาที่รักสั่งสอนด้วยประโยคธรรมดาๆ แต่คมกริบปานใบมีดโกนนั่นแล้ว

“จะหาความจริงมันก็ไม่ยากหรอกครับ ก็แค่พิสูจน์คำพูดของใครสักคน” ชาร์ลส์เอ่ยเป็นนัยน์

“คำพูดใคร เอลิซเหรอ ฉันคงยืนยันไม่ได้ว่าเอลิซโทรไปหาแองจี้หรือเปล่าเมื่อเช้าเพราะตอนนั้นฉันยังไม่รู้สึกตัวเลย แต่ถ้าเอลิซต้องการให้แองจี้มาพบฉันแล้วเข้าใจผิดจริงๆ เอลิซจะขอโทษแองจี้ทำไม”

โจนาธานแสดงข้อวินิจฉัยของตนให้ผู้ช่วยหนุ่มฟัง แต่ชาร์ลส์กลับไม่คิดเช่นนั้น

“ไม่ใช่คำพูดของคุณเอลิซหรอกครับ แต่เป็นคำพูดของคุณแองจี้ เอาไว้เรื่องธนาคารเสร็จเรียบร้อยผมจะตรวจสอบเรื่องเบอร์โทรศัพท์ดู แล้วจะรีบมาบอกนะครับว่าความจริงมันเป็นยังไง”

โจนาธานเผยยิ้มด้วยความยินดี เขาคิดไม่ผิดที่อุปการะชายหนุ่มที่ชื่อชาร์ลส์คนนี้ คนหนุ่มแน่นที่คอยเป็นแข้งขาให้เขายามที่ร่างกายและหัวใจเขาอ่อนแอ

“ขอบใจมากชาร์ลส์ ถ้าพ้นเรื่องวุ่นวายนี้ไปแล้วฉันจะตอบแทนน้ำใจของนายอย่างเต็มทีเลยทีเดียว”

“อย่าเลยครับ เท่าที่นายให้ผมก็มากจนผมทดแทนไม่ไหวอยู่แล้ว ความสุขของนายคือความสุขของผมเสมอครับ” ชาร์ลส์เอ่ยออกมาอย่างแน่นหนักแม้ว่าในหัวใจจะเจ็บแปลบพิกล

“แม้ว่านายจะทุกข์ยามที่เห็นแองจี้มีความสุขอยู่ข้างๆ ฉันอย่างนั้นหรือ?” โจนาธานลองใจไถ่ถามบุรุษหนุ่มอีกครั้ง เขารู้ดีว่าชาร์ลส์คิดอย่างไรกับนิลอร แต่เขาก็รู้ดีว่าชาร์ลส์รักและเคารพตนเช่นกัน

“โธ่...เจ้านาย” บุรุษหนุ่มครางเสียงอ่อยด้วยความกังวล เจ้านายที่รักยังสัมผัสได้อีกหรือว่าเขายังรักนิลอรอยู่ อาการเขามันฟ้องสายตาคนมองมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ฉันล้อเล่นน่าชาร์ลส์ อย่าคิดมาก ฉันดีใจนะที่นายรักแองจี้ แต่ฉันขอให้ความรักนั้นเป็นไปในแบบที่นายรักฉันเถอะนะ ฉันมันแก่แล้ว ถ้านายคิดจะแย่งเมียฉันขึ้นมาฉันคงสู้นายไม่ไหวหรอก นายยังหนุ่มยังแน่นไปหาเอาใหม่ก็แล้วกัน”

หนุ่มใหญ่บอกกล่าวเป็นนัย ประหนึ่งกำลังสอนสั่งผู้ช่วยหนุ่มอยู่ในที

“ผมไม่มีใครหรอกครับ ผมจะรับใช้นายกับคุณหนูตัวเล็กจนวันตายครับนาย”

ศีรษะของผู้ช่วยหนุ่มก้มลงอย่างรวดเร็วเพื่อทำการโค้งให้เจ้านายที่รัก โจนาธานเอื้อมมือมาแตะบ่าเขาแล้วตบเบาๆ อย่างปลื้มอกปลื้มใจในความภักดีที่ชาร์ลส์มีให้

“ขอบใจชาร์ลส์ ขอบใจนายจริงๆ” โจนาธานเอ่ยขอบคุณในน้ำใจผู้ช่วยหนุ่มอีกหน ก่อนจะหันหลังแล้วเดินตรงไปที่ประตูอีกครั้ง และก่อนที่เขาจะก้าวออกไป หนุ่มใหญ่ก็เอ่ยกับคนที่ยังยืนอยู่ข้างในเล็กน้อย “นายไม่ควรเรียกลูกๆ ฉันว่าคุณหนูนะชาร์ลส์ เพราะฉันให้เจคกับเจสซี่เรียกนายว่าอา เพราะฉะนั้นเด็กๆ ก็เป็นหลานนาย เข้าใจแล้วนะ”

ชาร์ลส์ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยซาบซึ้งในความเมตตาของหนุ่มใหญ่ที่ชุบเลี้ยงเขามา เขาไม่ตอบรับหรือปฏเสธสิ่งที่เจ้านายร้องขอได้แต่เดินตามหลังเจ้านายออกจากห้องไป

 

บ่ายคล้อยจวนค่ำ ณ สนามหญ้าหน้าบ้านหลังใหญ่ ขนาดของบ้านน่าจะเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะคู่ควร สนามหญ้าขนาดกว้างยาวหลายสิบเมตรถูกเนรมิตรให้กลายเป็นสนามฟุตบอลชั่วคราว และในขณะที่เอลิซกับครูสาวเอลลี่พาเด็กๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักฟุตบอลตัวน้อย หนุ่มใหญ่เจ้าบ้านที่เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยก็มาถึงสนามก่อนใคร เขาวิ่งเหยาะๆ เพื่อวอร์มอัพร่างกายให้พร้อม ช่วงนี้งานยุ่งจนไม่มีเวลาเข้าฟิตเน็ตทำให้การวิ่งรอบสนามเพียงสามรอบทำให้หนุ่มใหญ่ออกอาการเหนื่อยหอบจนต้องหาที่นั่งพักให้หายเหนื่อย

สายตาของหนุ่มใหญ่หัวใจละอ่อนมองข้ามม้านั่งตัวยาวไปยังสวนสวยซึ่งอยู่ติดสนามหญ้า แปลงกุหลาบและดอกไม้อื่นๆ กำลังแข่งสีสันบานสะพรั่งส่งกลิ่นตรลบไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นสิ่งที่สะกิดใจเขากลับเป็นร่างของภรรยาที่รักที่นั่งหลบมุมใต้ซุ้มไม้เลื้อยกลิ่นหอม เจ้าหล่อนนั่งทำอะไร เหตุใดจึงไม่มาร่วมวงเล่นสนุกกับเขาและเด็กๆ

ช่วงขาเพรียวยาวพาร่างสูงใหญ่ก้าวไปยังซุ้มไม้เลื้อย ดูเหมือนว่าภรรยาที่รักจะนั่งเหม่อมากกว่าจะนั่งชมนกชมไม้

“แองจี้ นั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไปนั่งที่ข้างสนามดีกว่า” เขาชวนทันทีที่มาถึง นิลอรได้สติเพราะเสียงของสามี หล่อนหลุดจากพวังค์อันเนิ่นนานเพื่อเผยยิ้มชืดจางให้เขา สามีคนดีรู้สึกผิดสังเกตกับใบหน้าเซียวๆ ของภรรยา เจ้าหล่อนหน้าซีดกว่าเมื่อคืนเสียอีก “เธอไม่สบายหรือเปล่าแองจี้ ฉันว่าเธอดูไม่ดีสักเท่าไหร่เลย”

นิลอรลุกจากม้านั่งใต้ซุ้มไม้เลื้อย หล่อนเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่ได้เอ่ยตอบสามีแต่อย่างใด

โจนาธานรีบเดินตามหลังภรรยามา แม่แองจี้ของเขาเดินไปนั่งตรงม้านั่งริมสนามกว้างตามที่เขาแนะนำ แสงแดดยามบ่ายคล้อยทอดมากระทบใบหน้าสีน้ำผึ้งของหล่อนยิ่งทำให้เขาแลเห็นความผิดปกติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวงแก้มหล่อนตอบลงและมีเส้นเลือดปรากฏให้เห็น นี่เขาเลี้ยงดูหล่อนไม่ดีหรือไรนิลอรจึงได้ดูเหมือนคนขี้โรคผอมแห้งในเวลาไม่กี่อาทิตย์

“แองจี้! ฉันว่าเธอต้องไม่สบายแน่ๆ” โจนาธานนั่งลงตรงหน้าภรรยา นิลอรจึงเผยยิ้มสดใสอย่างจริงใจให้เขา

“ฉันไม่เป็นไรหรอกคะ แค่นอนน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง” เธอตอบ

“นอนน้อยงั้นหรือ สงสัยจะจริง เธอดูหงอยๆ ไม่สดชื่นชอบกล” สามีหนุ่มใหญ่ตั้งข้อสังเกต เขาลุกมานั่งข้างๆ หล่อน จับมือบางมาจุมพิตเบาๆ แล้วเลื่อนปลายจมูกไปสูดดมแก้มบางให้ชื่นใจ

นิลอรยิ้มเซียวๆ ส่งให้สามี เขายังปฏิบัติต่อเธออย่างอ่อนโยนเช่นเดิม ความจริงเธอไม่ได้นอนน้อยหรอก เมื่อคืนแทบหลับเป็นตายด้วยซ้ำ แต่ถ้าสามีอยากจะแสดงให้รู้ว่าเป็นห่วงเป็นใย ภรรยาเช่นเธอก็ต้องไหลตามน้ำเสียหน่อย

“ฉันอยากกลับบ้านที่เมืองไทยจังเลยค่ะคุณคิงส์” จู่ๆ นิลอรก็เปลี่ยนเรื่องดื้อๆ นัยน์ตาสีนิลเริ่มมีน้ำใสๆ มาคลอขัง หล่อนอยากกลับเมืองไทยจริงๆ ไม่ได้โป้ปดเขาในเรื่องนี้ มันมีบางอย่างที่เหมือนยังค้างคาใจกับใครบางคนจนไม่สามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง และเมื่อเช้านี้เธอก็มั่นใจว่าคนคนนั้นคือพี่สาวที่ชื่อ ละอองดาว ตราบาปที่เธอเคยทำไว้กับเจ้าหล่อนกำลังลงโทษเธออย่างหนักหน่วง แต่เจ้ากรรมนายเวรในหนนี้กลับแปรรูปเปลี่ยนร่างมาแฝงในร่างของสตรีที่ชื่อเอลิซนี่ไง

“ทำไมละแองจี้ เธออยู่ที่นี่ไม่มีความสุขงั้นหรือ” หัวใจของหนุ่มใหญ่ไหวสั่นยามเอ่ยถามภรรยาสาว นิลอรส่ายหน้าในทันที เธอจะมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อต้องใช้อากาศหายใจร่วมกับอดีตภรรยาของสามี “โอ...ที่รัก ฉันอยากรู้เหตุผลเหลือเกิน หรือว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อเช้า เธอจะให้ฉันทำยังไงแองจี้ ให้ฉันพาเอลิซมาคุกเข่าขออภัยกับเธอไหมที่รัก”

นิลอรน้ำตาร่วงเผาะ เธออยากบอกเหลือเกินว่าไปพามาตอนนี้เลย แต่สิ่งที่ปากเอื้อนเอ่ยกลับแตกต่างจากที่ใจคิดอย่างสิ้นเชิง

“อย่าเลยค่ะ ลำบากเปล่าๆ ถ้าคุณยังเชื่อเอลิซต่อให้หล่อนมาคุกเข่าต่อหน้าฉันจนแห้งตาย ฉันก็ไม่ให้อภัย แต่กลับกันนะคะ ถ้าหากว่าคุณเชื่อในสิ่งที่ฉันพูดบ้างฉันก็จะไม่โกรธไม่โทษใครเลยโจนาธาน...” คุณแม่ลูกแฝดปาดน้ำตาลวกๆ สามีที่รักอึ้งกิมกี่ไปเลยเมื่อเธอสะกิดต่อมรู้สึกผิดของเขา สมน้ำหน้านัก! อยากทำให้นิลอรคนนี้เสียความรู้สึกมันก็ต้องโดนเอาคืนอย่างนี้แหละ

สองสามีภรรยานั่งอยู่ท่ามกลางความอึดอัดใจครู่หนึ่ง ก่อนที่บรรดาเด็กๆ จะพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาจากตัวบ้านในชุดนักฟุตบอลแสนน่ารักทั้งสี่คน ชาร์ลส์กับคุณครูพี่เลี้ยงพร้อมด้วยเอลิซเดินตามหลังเด็กๆ มาพร้อมๆ กัน

โจนาธานลุกไปหาเทวดานางฟ้าตัวน้อยๆ เด็กๆ ทั้งสี่เขาก็รักมากๆ เกือบจะเท่าๆ กัน แน่นอนว่าข้างที่มากกว่าต้องเอนเอียงไปที่สองแฝดสายเลือดของตนเป็นแน่แท้ เขาปรับอารมณ์ให้สดใสและเริ่มพาเด็กๆ วอร์มอัพก่อนลงสนาม

วันนี้ครูสาวอย่างเอลลี่ก็อยากจะออกกำลังด้วยดูจากชุดวอร์มที่หล่อนสวมอยู่

“นี่ไม่ใช่ห้องเรียนนะครับคุณครู ผู้ชายเขาจะออกกำลังผู้หญิงอยู่ข้างสนามเป็นกองเชียร์จะดีกว่า” ชาร์ลส์ประชดน้อยๆ พลางก้มลงผูกเชือกรองเท้า แต่คนที่โต้เขากลับมากลับมิใช่ครูสาวแต่อย่างใด

“ทำไมผู้หญิงออกกำลังไม่ได้คะ เจสซี่ชอบเตะฟู้ดบอล วันนี้เจสซี่จะทะลวงประตูอาชานให้โบ๋ไปเล้ย!

หนูน้อยเจสสิก้ายืนเท้าสะเอวเอาเรื่องอาหนุ่ม ชาร์ลส์อึ้งเล็กน้อยพลางคิดในใจว่าแม่หลานแฝดคนรองก็แสบเอาเรื่องไม่แพ้คนพี่เช่นกัน

“ทะลวงประตูอาเนี่ยนา โอ๊ะโอ...น่ากลัวจัง งั้นอาจะรอจ้าเจสซี่คนสวย” ชาร์ลส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยด พร้อมๆ กับส่งสายตาเจ้าชู้ให้แม่หนูน้อยฝีปากกล้า มือข้างหนึ่งเอื้อมไปบีบปลายคางแม่หนูเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยวในความน่ารักน่าหยิก และแม่หนูเจสสิก้าก็เผยความน่ารักในแบบที่ชาร์ลส์กับอรุณฉัตรต้องอึ้งเป็นครั้งที่สอง

“อ๊ายยย!!! อาชาร์ลส์อย่ามาทำตาหวานใส่เจสซี่นะ เจสซี่เป็นสุภาพสตรี เจสซี่เขินนะค้า!” แม่หนูน้อยปัดปลายนิ้วอาชาร์ลส์ออกด้วยอาการอายม้วนต้วนก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าสบตาอาชาร์ลส์ ได้แต่ยืนบิดมือบิดแขนพร้อมด้วยใบหน้าแดงก่ำ ก่อนเผ่นแนบไปหาบิดาและพี่ชายที่อยู่อีกฟากของสนาม ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของครูสาวและอาชาร์ลส์ที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

“เด็กอะไรน่ารักที่สุดเลย...อยากมีลูกน่ารักน่าหยิกอย่างนี้บ้างจัง เฮ้อ...” อรุณฉัตรกุมมือเข้าหากันแล้วยกขึ้นแอบอิงกับปลายคาง หล่อนหลับตาลงแล้วเริ่มขอสิ่งที่อยากได้กับพระผู้เป็นเจ้า แต่ดูเหมือนว่าพระองค์คงไม่ว่างกระมังเลยส่งพ่อเทพบุตรสุดหล่อมารับคำขอพรของหล่อนไปพิจารณา

“ทำอะไรเอลลี่? อย่าบอกนะว่าขอลูกน่ารักๆ อย่างเจสสิก้าน่ะ”

ชาร์ลส์ที่ตอนนี้ลุกมายืนใกล้ๆ ครูสาวเอ่ยเย้าหล่อนอีกครั้งหนึ่งแม้ว่าหล่อนจะไม่ยอมเล่นกับเขาก็ตาม เมื่อเช้าเขารีบออกมาจากห้องเลยไม่ได้เอ่ยอะไรเพราะหล่อนยังหลับสนิทอยู่ หรืออาจจะเป็นเรื่องนี้กระมังที่ทำให้หล่อนเคืองจนไม่อยากเจรจากับเขาเช่นเดิม

อรุณฉัตรเหยียดปากเป็นเส้นตรงอย่างเหนื่อยหน่าย หล่อนจะขอพรหรือขออะไรทำไมเขาต้องมาทำลายสมาธิกันด้วยเล่า ไม่เข้าใจจริงๆ

หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างเคืองๆ สองมือที่ประสานกันเมื่อตอนที่ภาวนาอยู่คลายออกจากกันแรงๆ อย่างขัดใจ

“ฉันจะขอจะลูกหรือขออะไรคุณก็ไม่ต้องมายุ่ง มันเรื่องของฉัน!” อรุณฉัตรโต้กลับ หล่อนสะบัดช่อผมอย่างแรงจนปลายของหางเปียยาวๆ เกือบเหวี่ยงไปฟาดหน้าบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลัง

หวืด!

ชาร์ลส์รีบหลบผมเปียของครูสาวก่อนที่หล่อนจะใช้มันเป็นอาวุธฆาตกรรมเขา แต่อะไรก็ช่างเถอะ หล่อนยอมพูดคุยด้วยอย่างปกติก็ดีถมไปแล้ว

“เอลลี่ เธอยังโกรธฉันเรื่องเมื่อคืนหรือเปล่า ฉันไม่ขอโทษหรอกนะเพราะเธอก็...อุ๊บ!

ชาร์ลส์ยังพูดไม่จบอรุณฉัตรก็หันกลับมาอย่างไว หล่อนใช้มือสองข้างปิดปากเขาไว้ด้วยความตื่นตระหนก

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้! อย่าได้พูดอะไรออกมาเชียวนะ เดี๋ยวชาวบ้านก็รู้เรื่องบ้าๆ นั่นพอดี ฉันเสียหายนะคุณ!

ชาร์ลส์ยกมือทั้งสองขึ้นมากางออกเป็นเชิงบอกว่ายอมแพ้ เขาไม่พูดเรื่องเมื่อคืนนี้ก็ได้ถ้าหล่อนจะเลิกงอนเสียที

อรุณฉัตรยอมปล่อยมือออกจากการปิดปากชาร์ลส์ ตอนนี้ทั้งสองอยู่ใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจของกันและกัน ลำแสงบางๆ ของดวงตะวันที่ทอดมากระทบใบหน้าขาวผ่องของอรุณฉัตรยังผลให้พวงแก้มทั้งสองของหล่อนสว่างขึ้นมาประหนึ่งว่าสามารถเปล่งรัศมีได้เองอย่างไรอย่างนั้น บุรุษหนุ่มเช่นชาร์ลส์มีหรือจะอดใจไหว เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงไปหาครูสาวช้าๆ หมายจุมพิตตีตราริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูเหลือบแดงที่เผยอน้อยๆ ราวกับรอคอยเขาอยู่ มันคงหวานหอมสุดประมาณเป็นแน่แท้ และเขากำลังจะได้ลิ้มรสของมันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เริ่มนับได้เลย

‘5... 4... 3... 2... ’

“กรี๊ดดด!!! แด็ดดี!!! อาชานจานจากัดคูเอลี่ค่า!!!” หนูน้อยเจสสิก้าส่งเสียงร้องแสบแก้วหูดังลั่นไปทั้งสนาม ยังผลให้คนทั้งสองผละห่างจากกัน นาทีนั้นอรุณฉัตรหน้าแดงเถือก หล่อนหันไปมองทางกลุ่มของเจ้านายก็เจอเข้ากับเครื่องหมายคำถามแปะหราอยู่กลางหน้าผากของทุกคน อย่างชัดเจน!

“เพราะคุณคนเดียวเลย! ฉันอายนะเนี่ย!

ครูสาวตะคอกเสียงใส่ผู้ช่วยคนสนิทของโจนาธานผู้เป็นเจ้านาย เธอวิ่งไปรวมกลุ่มกับเด็กๆ และเจ้านายของเธอโดยไม่รอให้เขาบอกด้วยซ้ำ ชาร์ลส์ยืนพิงเสาประตูฟุตบอลแล้วอมยิ้มน้อยๆ สายตาก็มองตามหลังครูสาวไป

นาทีต่อมาเกมฟุตบอลซึ่งมีโจนาธานกับอรุณฉัตรร่วมเล่นกับเด็กจะเริ่มต้นขึ้น โดยที่กติกาในครั้งนี้ก็คือ ใครเตะเข้าประตูที่ชาร์ลส์ยืนเฝ้าอยู่ได้สำเร็จ โจนาธานรับปากว่าจะให้เด็กๆ ขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างเป็นรางวัล งานนี้ทั้งครูสาว ทั้งเด็กๆ และโจนาธานจึงพากันแย่งลูกฟุตบอลลูกเดียวที่มีอยู่ในสนาม ด้วยความสนุกสนานอย่างที่สุดเพราะทุกคนต่างก็อยากได้รางวัลในส่วนของตัวเอง

อีกฟากฝั่งของสนามหญ้า เอลิซกำลังทอดสายตาผ่านนักฟุตบอลทั้งหกตรงไปยังผู้รักษาประตูร่างสูงใหญ่ ใบหน้าขาวคมของชาร์ลส์โดดเด้งให้เห็นมาแต่ไกลไม่แพ้ใบหน้าของอิสตรีเลย มันคงจะดีกว่านี้หากว่าเขาจ้องมองเธอกลับมา แต่หลายต่อหลายครั้งที่เกมในสนามมิได้เฉียดกรายไปใกล้ประตูแต่ชาร์ลส์กลับหันมองแต่นิลอรซึ่งนั่งอยู่ด้านขวาของสนามเท่านั้น

แม่ม่ายสาวหงุดหงิดใจเหลือเกินที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่หวัง โจนาธานกับนิลอรมิได้มีท่าทีมึนตึงกันให้เธอได้ชื่นใจเลย พวกเขายังออดอ้อนฉอเลาะกันต่อหน้าเธอด้วยซ้ำ มันน่าโมโหจริงๆ เมื่อไหร่จะถึงเวลาของเธอเสียทีนะ จะได้กำจัดเด็กเมื่อวานซืนคนนี้ให้ออกไปจากวงโคจรของโจนาธานเสียที

ขณะที่เอลิซเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นเคืองอยู่นั้น นิลอรก็ลุกออกจากเก้าอี้ หล่อนเดินเข้าสู่ตัวบ้านเพื่อจะไปดูว่าป้ามาเรียแม่บ้านจัดการมื้อค่ำไปถึงไหนแล้ว

แม่ม่ายพราวเสน่ห์เดินตามหลังภรรยาของอดีตสามีไปช้าๆ ในใจก็นึกหาวิธีเล่นงานเจ้าหล่อนไปด้วย พักนี้เธอสังเกตเห็นว่านิลอรดูไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก ใบหน้าหล่อนซีดเซียวและดูอิดโรยอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีอาการผะอืดผะอมระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารเมื่อเช้า หรือว่านิลอรจะ...

“ถ้าอย่างนั้นคงถึงเวลาที่ฉันต้องกำจัดเธอออกจากหนทางของฉันแล้วล่ะนิลอร ไม่เกินวันนี้พรุ่งนี้เราได้เห็นดีกันแน่ๆ” ม่ายสาวพึมพำเบาๆ ขณะก้าวผ่านห้องรับแขกที่มีแจกันโบราณลายสวยตั้งประดับอยู่ที่มุมหนึ่งใกล้ๆ กับประตู หล่อนเหลือบสายตาไปมองมันเล็กน้อย ก่อนจะชะลอฝีเท้าแล้วหยุดยืนที่โถงทางเดินกว้าง

เอลิซ เกรย์ กวาดตาไปมองความงดงามหรูหราที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบกาย ทั้งตู้โชว์หลังใหญ่ซึ่งมีถ้วยโถโบราณวางเด่นอยู่ด้านใน ทั้งโคมไฟระย้าที่ย้อยลงมาเหนือศีรษะอย่างสวยสดงดงาม ทุกอย่างมันเคยเป็นของเธอมาก่อน และมันจะต้องกลับมาเป็นของเธออีกครั้งในเร็ววันนี้ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงเพื่อกระทำสิ่งชั่วร้ายที่สุดอีกครั้งก็ตาม...

 

คุณแม่ลูกแฝดเดินมาถึงส่วนที่เป็นห้องครัวซึ่งมาเรียผู้เป็นทั้งแม่บ้านและแม่ครัวกำลังคุมสาวใช้สองนางทำมื้อค่ำอยู่ บนโต๊ะเตรียมอาหารตรงกลางห้องมีบรรดาของสดวางอยู่จำนวนหนึ่ง นิลอรเดินไปดูใกล้ๆ กะถามว่าพวกนางจะทำอะไรขึ้นโต๊ะ แต่กลายเป็นว่ากลิ่นหมูสดๆ และอาหารทะเลจำพวกหอยและกุ้งทำเอาเธอผะอืดผะอมจนต้องวิ่งไปโก่งคออาเจียนลงอ่างล้างจาน

ป้ามาเรียและสาวใช้ทั้งสองตื่นตกใจจนต้องวางมือจากสิ่งที่ตนกระทำอยู่เพื่อมาให้ความช่วยเหลือนายหญิงของตน

“โอ...คุณแองจี้คะคุณไปทานอะไรมาถึงได้อาเจียน”

ป้ามาเรียเอ่ยถามด้วยความกังวลพร้อมลูบหลังให้ผู้เป็นนาย และนาทีต่อมาความตกใจของนางก็ผ่อนคลายลงเมื่อนายสาวเริ่มเข้าสู่ภาวะที่พอจะเจรจาได้ สาวใช้นางหนึ่งยื่นแก้วน้ำมาให้นิลอร และเจ้าหล่อนก็รับมันเอาไว้แล้วยกขึ้นจิบอึกใหญ่หลังจากล้างปากเรียบร้อยแล้ว

“ผ้าเช็ดปากค่ะ” นางมาเรียดึงผ้าเช็ดปากที่สาวใช้อีกนางหนึ่งหยิบออกมาจากลิ้นชักข้างตู้เย็นมาส่งให้นายสาวอีกที นิลอรรับมาเช็ดปากเบาๆ อย่างอ่อนแรง หล่อนรู้สึกโหวงๆ หวิวๆ ไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย

“คุณจะเอาอะไรไหมคะเดี๋ยวป้าเอาให้” แม่บ้านผู้มีใจอารีเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

คุณแม่ลูกสองส่ายหน้าช้าๆ หล่อนไม่มีแรงจะขานคำปฏิเสธด้วยซ้ำ และมิได้ขัดขืนใดๆ เมื่อสาวใช้ทั้งสองพาเดินออกไปสูดอากาศด้านนอกห้องครัว โดยเส้นทางที่ทั้งสองสาวพาไปนั้นสามารถเชื่อมต่อไปถึงสระว่ายน้ำของบ้านได้

นิลอรถูกประคองให้นั่งลงตรงเก้าอี้ริมสระน้ำก่อนที่สาวใช้ผมบลอนท์ทั้งสองนางจะปลีกตัวไป กลิ่นของต้นไม้ใบหญ้าที่มาจากสวนใกล้ๆ ทำให้อากาศโดยรอบเข้าขั้นปลอดโปร่งสำหรับนิลอร หล่อนสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ ติดๆ กันจนรู้สึกว่าอาการคลื่นเหียนเริ่มผ่อนคลายและหายไปในที่สุด ครู่ต่อมานางมาเรียก็คั้นน้ำเสาวรสมาให้นายสาวของนางดื่ม แน่นอนว่านิลอรยิ้มแก้มปริตอนรับน้ำผลไม้ที่ส่งตรงมาจากเมืองไทยขึ้นจิบ รสเปรี้ยวนำหวานนิดๆ ของมันทำให้เธอสดชื่นขึ้นเท่าตัวทีเดียว

“ขอบคุณค่ะป้า”

เมื่อได้ดื่มน้ำผลไม้ที่ช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ทุเลาลง คุณแม่ลูกสองจึงได้เอ่ยขอบคุณแม่บ้านผู้น่ารัก นางมาเรียเป็นหญิงชราที่มีจิตใจอารีซึ่งการันตีได้ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอของนางเอง

มาเรียยิ้มให้นายสาว นางไล่สาวใช้ทั้งสองให้กลับเข้าครัวไปเมื่อมั่นใจแล้วว่านิลอรจะไม่ต้องการสิ่งใดอีก แต่ถึงกระนั้น นาทีต่อมานางก็สั่งให้หนึ่งในสาวใช้นำไอศกรีมรสมะนาวมาเสิร์ฟแก่นิลอร

คุณแม่ลูกแฝดนั่งละเลียดไอศกรีมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ พร้อมกับยกน้ำเสาวรสขึ้นจิบอย่างมีความสุขที่สุด หล่อนอมยิ้มและแทบจะหลับตาพริ้มทุกครั้งที่ตักเนื้อไอศกรีมเข้าปาก อาการคลื่นเหียนที่เป็นอยู่มะลายหายไปในเวลาไม่กี่นาที แต่ทว่าสวรรค์ยังมิโปรดนางฟ้าสีนิลอย่างนิลอรเท่าใดนัก เพราะนาทีเดียวกันนั้นท่านก็เปิดทางให้ปิศาจเอลิซปรากฏกายขึ้นพร้อมๆ กับใบหน้าที่เคลือบทาด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ

หางตาของแม่แองจี้น้อยเหลือบมองยัยปิศาจของเธออย่างไม่แสดงอารมณ์ ความสุขที่เธอได้รับจากสิ่งที่ใกล้จะหมดถ้วยทำให้เธอยังใจดีพอที่จะไม่เอ่ยวาจาต่อกรกับปิศาจก่อน เธอรีรอจนกระทั่งสิ่งที่ตักอยู่เหลือคำสุดท้าย และเมื่อมันเข้าสู่ปากน้อยๆ ให้เธอค่อยๆ ละเลียดลงคอจนเรียบร้อย เอลิซก็เริ่มสงครามประสาทกับเธอทันที

“กินอะไรหรือแองจี้?” เอลิซเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแต่ดวงตาวับวาวด้วยความสงสัยใคร่รู้ หล่อนเดินมาที่โต๊ะซึ่งนิลอรนั่งอยู่ ใช้สองมือค้ำยันพื้นผิวโต๊ะตัวสวยที่ขึ้นโครงด้วยอัลลอยด์สลักลาย วางทับด้านบนด้วยแผ่นกระจกค่อนข้างหนา

“ทำไม? เธออยากกินกับฉันด้วยหรือ” นิลอรถามกลับพลางยกแก้วเสาวรสขึ้นจิบด้วยมาดคุณนาย ตั้งแต่ปลายนิ้วกลางไปถึงปลายนิ้วก้อยถูกเจ้าตัวกระดกขึ้นเล็กน้อยอย่างมีจริตน่าหมั่นไส้ ปลายคางเชิดขึ้นหน่อยๆ อย่างอวดดี นาทีนี้ใบหน้าหล่อนเริ่มมีสีเลือดจางๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

แม่ม่ายพราวเสน่ห์ยิ้มหยันที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยว่า

“ไม่ล่ะ ขอบใจ ฉันไม่ชอบกินของเหลือเดนเหมือนใครบางคนแถวนี้”

นิลอรจิกสายตามองคนที่ยืนจ้องเธออยู่ด้วยแววอาฆาต เธอไม่ใช่ใครบางคนที่เจ้าหล่อนเอ่ยถึงอย่างแน่นอน แต่ทำไมนะถึงได้รู้สึกอย่างชัดเจนว่าเอลิซกำลังว่ากระทบ

“ชอบกินอะไรล่ะ สามีฉันหรือไง?” นางฟ้าสีนิลโต้กลับอย่างดุเดือด พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ลุกไปฝากรอยฝ่ามือบนใบหน้าของม่ายสาว เอลิซจะตามราวีเธอไปถึงไหน ขอเธออยู่เงียบๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เพียงลำพังบ้างไม่ได้หรืออย่างไร

“สามีของเราต่างหาก หึๆ” เอลิซสวนกลับแล้วก็หัวเราะในลำคออย่างพออกพอใจ พร้อมกับยืดตัวขึ้นเต็มความสูงราวนางแบบ สองแขนกอดอกเอาไว้หลวมๆ การได้กลั่นแกล้งแม่แองจี้น้อยของโจนาธานทำให้เธอเป็นสุขเกินจะกล่าว เธอจะบีบนิลอรช้าๆ แต่ด้วยวิธีการที่ทำให้แม่นางฟ้าสีนิลไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด

“อยากได้นักก็เอาไปสิ ฉันไม่ได้ผูกเขาไว้กับขาเตียงซะหน่อย ฉันเข้าใจดีเอลิซว่าเธอรู้สึกยังไง ผู้หญิงที่ขาดผู้ชายนานๆ อารมณ์บางอย่างที่ไม่ได้ปลดปล่อยมันอาจจะพลิพุ่งจนผลักดันให้สมองเธอผิดปกติ เธอคิดอะไรอยู่เอลิซ? คิดว่าสามีชาวบ้านเป็นสามีของตัวเองงั้นหรือ เฮ้อ...เวรกรรมแท้ๆ” นิลอรเว้นวรรคเพื่อผ่อนลมหายใจ เอลิซกำลังทำให้เธอเหนื่อยเอาง่ายๆ ด้วยการใช้สมองประมวลหาวาจาคมกริบมาฟาดฟันเจ้าหล่อนมากเกินจำเป็น

“แองจี้! เธอนี่มัน...”

“จุ๊ๆๆ อย่าน่าเอลิซ อย่าเถียงเลย เถียงไปก็สู้ฉันไม่ได้ ฉันไม่ถือแม่ม่ายจิตตกเพราะขาดเซ็กซ์หรอกนะ แต่ขอละว่าอย่าใช้วิธีสกปรกอีก ถ้าเธออยากได้เขาคืนก็ต้องแย่งกับฉันซึ่งๆ หน้า เพราะเธอเป็นมนุษย์ไม่ใช่เจ้าสัตว์สี่ขาที่มีไว้เฝ้าบ้าน กรุณาอย่ามาลอบกัด ไม่อย่างนั้นจะโดนยาเบื่อไม่รู้ตัว เข้าใจแล้วยังจ๊ะ?”

นิลอรยิ้มทั้งตาทั้งปากใส่หน้าคนที่จ้องมอง มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเยาะเย้ยยัยปิศาจเอลิซ ก่อนที่ใบหน้านั้นจะกลับมาราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เพื่อมิให้ยัยปิศาจจับทางถูก

เอลิซทิ้งแขนสองข้างลงอย่างรวดเร็วก่อนที่ฝ่ามือทั้งสองจะบีบกำเข้าหากันเป็นหมัดน้อยๆ ที่โอบอุ้มความโกรธเอาไว้ ดวงตาทั้งสองหรี่มองภรรยาของอดีตสามีด้วยความแค้นเคือง ความเจ็บจุกที่ถูกหลอกด่าได้เพิ่มความกล้าหาญในเรื่องบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

“ฉันดูเธอผิดไปจริงๆ แองจี้ เธอไม่ใช่ยัยเด็กเมื่อวานซืนคนเก่าอีกต่อไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าฉันยังเป็นเอลิซคนเดิม คนที่ร้ายกาจและสามารถเอาชนะเธอได้ทุกเรื่อง ไม่เชื่อจะลองดูไหมล่ะ”

นิลอรเลิกคิ้วสูง เธอจะตอบว่า ไม่ ดีไหม เอลิซจะได้ไม่ต้องลองทำสิ่งนั้น แต่...ไม่ล่ะ มาคิดดูอีกทีเธออยากลองของยัยป้าเอลิซสักหนก็ดีเหมือนกัน มาดูกันหน่อยว่าจริตปิศาจของเจ้าหล่อนจะสู้จริตนางมารในคราบนางเอกเช่นเธอได้ไหม

“ตามใจสิ ถ้าเธอคิดว่าเธอทำแล้วจะชนะก็ทำ ฉันจะบอกให้นะว่านาทีนี้ถ้าเธอคิดจะลงมือทำอะไร ฉันจะใช้สมองมากกว่าอารมณ์ร้อนๆ ของฉัน และแน่นอนว่าถ้าทำอย่างนั้น ฉันจะไม่มีวันพ่ายแพ้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู”

นิลอรใช้วาจากวนๆ สวนคืนคนที่ท้าทายเธอ แน่นอนว่าเอลิซถึงกับขบเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความขัดใจ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะระเบิดเสียงกรีดร้องพร้อมๆ กับกู่ร้องถ้อยคำที่เธอคาดไม่ถึง

“กรี๊ด!!! ช่วยด้วย! ช่วยเอลิซด้วย! กรี๊ดดด!!!

นิลอรยกมือปิดป้องสองหูเพราะเสียงแหลมเล็กของเอลิซสามารถแทรกเข้าทำลายแก้วหูชั้นในของเธอได้เลย เสียงร้องและวาจาขอความช่วยเหลือที่เจ้าหล่อนเสแสร้งปั้นแต่งขึ้นมาประหนึ่งว่ามีนางมารร้ายกำลังจ้องจะเอาชีวิต ดังขึ้นอย่างไม่มีการส่งสัญญาณ ก่อนที่ร่างของเจ้าหล่อนจะลอยละลิ่วลงสู่ผิวน้ำ

ตู้ม!!!

เกิดเสียงดังตูมใหญ่เมื่อร่างของแม่ม่ายพราวเสน่ห์ร่วงลงสระ พร้อมๆ กับผิวน้ำที่แตกกระจายเป็นวงกว้าง นิลอรตาเบิกโพลงนึกไม่ถึงว่ายัยปิศาจของเธอจะลงทุนถึงขนาดนี้ แล้วเธอจะทำอย่างไรดีเล่า จะแก้เกมยัยป้าเอลิซอย่างไรดี

หัวใจข้างในอกของคุณแม่ลูกแฝดเต้นระส่ำ มันทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าของคนหลายคนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ และเพียงไม่ถึงนาทีดี ร่างสูงหนาของสามีที่โผล่เข้ามาก็กระโจนลงสระก่อนใครๆ เพื่อให้ความช่วยเหลืออดีตภรรยาที่กำลังทำท่าจะจมน้ำ ช่างตีบทแตกเสียจริงนะยัยปิศาจ

โจนาธานประคองร่างเปียกโชกและสั่นระริกของอดีตภรรยาขึ้นมาจากสระ เอลิซว่ายน้ำไม่แข็งและอาจจะจมน้ำไปแล้วหากเขามาช่วยไม่ทัน

เวลานี้ทุกคนมาออที่ริมสระน้ำเพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์อันแสนวุ่นวายที่เกิดขึ้น ลูกๆ ของเอลิซวิ่งไปกอดร่างเปียกชุ่มของมารดา ในขณะที่ลูกของนิลอรก็วิ่งไปหามารดาของตนเช่นกัน ป้ามาเรียสั่งให้สาวใช้ทั้งสองไปหยิบผ้ามาห่มกายให้เจ้านายก่อนที่ทั้งสองจะเจ็บไข้ไม่สบายเสียก่อน เพราะมวลอากาศรอบกายช่วงนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจนน่าใจหาย

อรุณฉัตรเดินเข้าไปหาคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ริมสระ ชาร์ลส์เดินไปรับผ้าขนหนูสองผืนจากสาวใช้นางหนึ่งที่วิ่งเอามาให้ในเวลาอันรวดเร็ว เขาสั่งให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง รวมทั้งคุณครูพี่เลี้ยงด้วย

“ฉันว่าเธอควรจะพาเด็กๆ ไปอาบน้ำให้เรียบร้อย” ชาร์ลส์แนะแต่อรุณฉัตรเข้าใจดีว่ามันคือคำสั่ง

“ม่ายปาย เจคจาอยู่กับมามี้”

“เจสซี่ก็จะอยู่กับมามี้ด้วย” หนูน้อยทั้งสองอยากจะอยู่กับมารดาด้วย สายสัมพันธ์ฉันมารดากับบุตรส่งความรู้สึกบางอย่างไปถึงทั้งสอง เจค็อบกับเจสสิก้ารู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่มารดากำลังจะเผชิญ

“ไม่เอานะจ๊ะ เด็กๆ ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยนะ แล้วลงมารอทานมื้อค่ำกัน มามี้มีเรื่องจะตกลงกับแด็ดดีนิดนึง มันไม่สนุกแน่ๆ ถ้าเจคกับเจสซี่อยู่ฟังด้วย เพราะฉะนั้นไปกับครูเอลลี่นะคะลูก”

นิลอรตะล่อมบุตรสาวและบุตรชายให้ยินยอมไปอาบน้ำแต่โดยดี เช่นเดียวกับอรุณฉัตรที่เดินไปที่เอลิซแล้วขอพาตัวเด็กๆ ขึ้นบ้านไปอาบน้ำแต่งตัว

นาทีต่อมาเมื่อเด็กๆ ถูกครูสาวต้อนเข้าบ้าน บริเวณริมสระจึงกลับมาตึงเครียดด้วยสิ่งที่ทุกคนที่ยังอยู่กำลังเผชิญ เอลิซถูกอดีตสามีประคองมานั่งตรงโต๊ะที่นิลอรนั่งอยู่ เจ้าหล่อนตาแดงจมูกแดงเพราะสำลักน้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าที่ยังเปียกชุ่มถูกคลุมไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนาเช่นเดียวกับโจนาธาน

หนุ่มใหญ่ยืดกายเต็มความสูง เขาพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ระเบิดอารมณ์ใส่หน้าภรรยาสาวต่อหน้าเด็กๆ ทั้งสี่ ชาร์ลส์เดินออกไปยืนอยู่ห่างๆ เพื่อเปิดทางให้เจ้านายเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้น

แล้วอึดใจต่อมา โจนาธานก็เอ่ยประโยคที่เขาตัดสินแล้วด้วยสายตา เขาเอ่ยถ้อยคำช้าๆ เบาๆ ไม่ได้กระแทกแดกดันแต่นิลอรได้ยินทุกคำชัดเจน เพราะความร้ายแรงของมันเทียบเท่ากับระเบิดปรมณูที่สามีปล่อยลงสู่ฐานที่มั่นของหัวใจภรรยา!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น