ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 27 : บทที่ 11 รักกันต้องเชื่อใจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 พ.ย. 57

บทที่ 11 รักกันต้องเชื่อใจ 100%

สองทุ่มตรง ห้องนอนของโจนาธาน

อะไรบางอย่างที่ดิ้นดุกดิกอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาทำให้นิลอรต้องลืมตาขึ้นมาจากการนิทราอันแสนสุข นัยน์ตาสีนิลที่ยังชื้นฉ่ำด้วยหยาดน้ำตา เพ่งมองไปยังร่างกะปุ๊กลุกของสองแฝดที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ผ้านวม

“หืม...มาได้ไงคะลูก?” นิลอรค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งขณะที่สองแฝดเข้าไปแอบอิงร่างมารดาทั้งซ้ายขวา

“มามี้ม่ายซาบายเหยอค้าบ”

เจค็อบเอ่ยถามมารดาแล้วส่ายศีรษะ เขาเริ่มจะเอือมกับการพูดไม่ชัดของตัวเองอย่างจริงจัง

“มามี้ไม่ไปหม่ำๆ ข้าว แด็ดดีเลยไม่หม่ำๆ ไปด้วย วันนี้เจคกับเจสซี่เลยต้องหม่ำๆ ข้าวกับคุณป้าแม่มด” เจสสิก้ารีบฟ้องมารดา วันนี้เธอกับฝาแฝดผู้พี่ต้องรับประทานมื้อค่ำร่วมกับคุณป้าแม่มดคนสวย เธอได้ยินมารดาพูดถึงคุณป้าเอลิซแบบนี้บ่อยๆ

“จุ๊ๆๆ ไม่เอานะคะเจสซี่หนูเรียกคุณเอลิซอย่างนั้นไม่ได้นะคะลูก”

นิลอรปรามบุตรสาวแต่ดูเหมือนว่าแม่หนูจะไม่ใส่ใจ เจสสิก้ายังยิ้มแป้นไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น

“แล้วมามี้เป็นอาลายค้าบไม่บายเหลอ”

เจค็อบช่วยฝาแฝดของตัวเองออกจากเรื่องยุ่งยากที่มารดากำลังคาดคั้นเอาคำยืนยัน นิลอรหรี่ตามองพ่อหนูเจคตัวแสบของเธออย่างรู้ทัน น่าดีใจไหมนั่นที่สองพี่น้องรู้จักช่วยกันเอาตัวรอด

“มามี้เวียนหัวจ้าแต่เริ่มหายแล้วล่ะ แล้วทำไมวันนี้เด็กๆ มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะฮึ พี่เอลลี่คนสวยทำไมไม่พาไปนอนที่ห้องเอ่ย”

เด็กๆ ยิ้มแป้นกับคำถามก่อนที่เจค็อบจะบอกว่า

“วันนี้แด็ดดีให้มานอนกับมามี้ได้ค้าบ เย้!/เย้!” เสียงสองแฝดร้องเย้ๆ ประสานกันด้วยความดีใจ นิลอรจึงโอบสองแขนกอดรัดตัวลูกๆ แล้วพาล้มตัวลงนอนพร้อมๆ กัน กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งเด็กจางๆ บนกายนุ่มนิ่มของบุตรทั้งสอง พาให้นิลอรจิตใจปลอดโปร่งอีกหนและหลับใหลไปพร้อมๆ กับลูกอีกครั้งตั้งแต่นาฬิกาเพิ่งจะบอกเวลาสองทุ่มเศษๆ เท่านั้น

 

สองชั่วโมงต่อมา

ณ. ห้องทำงานของโจนาธานซึ่งถัดจากห้องนอนของเขามาอีกสองห้อง ปรากฏร่างของเจ้าของนั่งเคร่งเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานที่มีกองเอกสารพะเนินเทินทึก คิ้วเข้มของหนุ่มใหญ่ขมวดเข้าหากันเป็นปมเมื่อมองเห็นตัวเลขในหน้าเอกสารที่กางอยู่กลางแฟ้มหนา

“เฮ้อ! ใจคอจะเอาให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวเลยรึยังไง”

โจนาธานเปรยออกมาอย่างเคร่งเครียด เม็ดเงินที่ทางสหรัฐฯ กำหนดให้ทางธนาคาร SHKC จ่ายเพื่อยุติคดีฟอกเงินมันแพงมหาโหดจริงๆ

“ผมจัดการเทขายเกือบทุกสิ่งที่นายมีได้มาเท่านี้แหละครับ นายอาจจะลำบากถ้านำเงินนี่ไปจ่ายค่าปรับตามที่เขาต้องการ ธนาคารจะขาดสภาพคล่องเอาได้” ชาร์ลส์ให้ความคิดเห็นหลังจากที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงข้ามเจ้านาย ในมือมีเอกสารกางอยู่เพื่อพิจารณาตัวเลขที่โชว์หราอยู่บนหน้ากระดาษเช่นกัน เขาส่งเอกสารให้เจ้านายพิจารณา

“เราต้องเสี่ยง ยิ่งเราปล่อยให้ธนาคารเสียชื่อเสียง เราจะเสียความน่าเชื่อถือไปนะชาร์ลส์” โจนาธานชี้แจง เขาปิดแฟ้มลงแล้วใช้ปลายนิ้วกดนวดหัวคิ้วแรงๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดตุบๆ

“มันก็ใช่ครับนาย เอาไว้วันมะรืนผมจะรวบรวมกำไรไตรมาสที่สามจากธนาคารย่อยทุกสาขามาสมทบอีกรอบนะครับ บางทีอาจจะได้มากกว่าที่เราคิดไว้” ชาร์ลส์ออกความคิดเห็นอย่างมีความหวัง

“อืม...ก็ดี ยืดออกไปอีกสักหน่อยคงไม่เป็นอะไรมากหรอกนะ ฉันเหนื่อยกับเรื่องนี้จริงๆ อ้อ...นายยังไม่ได้ขายที่นี่ใช่ไหม” เขาหมายถึงบ้านหลังนี้ที่เคยสั่งให้ผู้ช่วยหนุ่มขายมันซะ

“ยังครับ” ชาร์ลส์ตอบ

“ขายมันซะชาร์ลส์ ฉันยังมีบ้านที่กรุงเทพฯ อีกหลัง เอาไว้เราไปอยู่ที่โน่นก็ได้ บ้านหลังนี้คงได้ราคาดี บางทีอาจจะเป็นร้อยล้าน ช่วยหาคนมาซื้อมันทีนะ บอกเขาว่าเราจะย้ายออกทันทีที่เขาตัดสินใจซื้อ” โจนาธานบอกอย่างปลงๆ บ้านหลังนี้เขารักมากเพราะตั้งใจตกแต่งใหม่เพื่อรอต้อนรับภรรยากับลูกๆ น่าใจหายเหมือนกันหากว่าต้องขายมันไป แต่ตอนนี้เมื่อเข้าตาจนเขาก็คงต้องขายมันจริงๆ

“เราต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้นะชาร์ลส์” เขาเอ่ยต่อ

“ครับนาย แล้วเรื่องหุ้นส่วนละครับ พวกเขาไม่คิดจะช่วยเหลือบ้างเลยหรือ” เขาหมายถึงหุ้นส่วนในธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐที่สมควรช่วยเหลือกันในเรื่องนี้ เพราะมันเป็นปัญหาส่วนรวม มิใช่ปัญหาของเจ้านายเขาเพียงคนเดียว

“ช่างเขาเถอะ แค่ที่เขาไม่ได้บอกว่าจะถอนหุ้นที่ถืออยู่ฉันก็เบาใจแล้ว ยังไงซะถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ฉันก็จะกลายเป็นคนที่มีหุ้นมากที่สุด คราวนั้นเราค่อยตกลงกันอีกทีว่าเขาจะเอายังไง ถ้าฉันตั้งหลักได้ฉันก็จะซื้อธนาคารนั่นเสียเลย”

โจนาธานบอกกล่าวด้วยความน้อยอกน้อยใจแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น เขาต้องทำมันได้สิ ต้องทำมันได้แน่ๆ

“คราวหน้าให้ผมไปด้วยนะครับ”

โจนาธานพยักหน้าให้กับชาร์ลส์อีกครั้ง ถ้าไม่มีชาร์สล์สักคนเขาคงแย่กว่านี้หลายเท่านัก เพราะในขณะที่เขาไปวุ่นวายอยู่ทางโน้น งานเล็กงานน้อยที่นี่ก็ได้ชาร์ลส์แล้วก็เอลิซช่วยจัดการให้บ้าง

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ”

“อืม...ไปเถอะ อ้อ...ขอบใจมากสำหรับโทรศัพท์จากอเมริกา ถ้านายไม่เข้าไปขัดจังหวะฉันคงแย่”

ชาร์ลส์ยิ้มให้เจ้านายที่เคารพแทนคำตอบว่าเขาเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง การโป้ปดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เจ้านายปลอดภัยจากผู้หญิงคนนั้นเขาเห็นว่าเป็นการสมควรที่สุด

หนุ่มใหญ่ถอนหายใจเฮือกๆ หลังจากที่ผู้ช่วยคนสำคัญขอตัวกลับไปพักผ่อน บุรุษผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าครามผลักแฟ้มเอกสารหลายแฟ้มออกห่างกาย เขาลุกไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวในห้อง เอนกายลงพิงพนักอย่างอ่อนล้าทั้งกายและใจ ปัญหาเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวรุมเร้าเสียจนเขารู้สึกเหมือนแบกรถบรรทุกเอาไว้เสียอย่างนั้น มันหนักเหลือเกินแต่ก็ต้องแบกมันไว้เพราะหากอ่อนแรงลงเมื่อใดรถบรรทุกคงได้หล่นลงมาทับให้สิ้นใจในทันที

ก๊อกๆ ๆ

เสียงเคาะประตูทำให้โจนาธานดีดตัวลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง เขาตั้งใจจะหลับสักงีบ แต่ใครกันที่มาเคาะประตูเอาป่านนี้ นี่มันจะห้าทุ่มแล้วนะ

“มีอะไรหรือเอลิซ” แม่ม่ายยังสาวมีท่าทางเกรงอกเกรงใจตอนผลักประตูเข้ามา เธออยากขอให้อดีตสามีไปช่วยเปลี่ยนหลอดไฟในห้องให้หน่อย เพราะมันติดๆ ดับๆ จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างปกติ

โจนาธานตามอดีตภรรยาไปยังห้องของหล่อน ซึ่งในนั้นมีห้องนอนเด็กอยู่ด้วยเขาเดินผ่านห้องนอนของเด็กๆ ลูกๆ ของเอลิซซึ่งมีประตูติดกัน หล่อนชี้จุดที่ควรต้องเปลี่ยนหลอดไฟแล้วเดินไปหยิบหลอดไฟอันใหม่มาให้

โจนาธานยกเก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งมีในห้องไปวางในห้องน้ำแล้วปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟให้อดีตภรรยา ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เรื่องที่ต้องห่วงน่าจะเป็นเรื่องต่อจากนี้

“ขอบคุณนะคะ คุณเก่งจัง” เอลิซยิ้มน้อยๆ แต่ทุกจังหวะท่วงท่า ลีลาและการพูดจงใจให้ชุดนอนบางเบาเคลื่อนไหวรัดรูปทรงองค์เอวของตัวเองเพื่อยั่วแรงปรารถนาของโจนาธาน

“เรื่องง่ายๆ น่า ผมกลับไปนอนแล้วนะ”

หนุ่มใหญ่ขอตัวเพราะคงไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องหับมิดชิดกับอดีตภรรยา จำได้ว่าครั้งล่าสุดเขาเกือบจะจูบกับหล่อนในห้องนี้ ถ้าตอนนั้นนิลอรไม่เข้ามาพบเสียก่อนเขายังไม่รู้เลยว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้อย่างไร

“เดี๋ยวก่อนสิคะ ฉันยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจของคุณเลย” เอลิซรีบท้วง

“ไม่เป็นหรอกน่า เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

โจนาธานรีบบอกปัดความปรารถนาดีของหล่อน เอลิซไม่มีวันยอม หล่อนจับจูงให้เขาไปนั่งยังโซฟาเบดซึ่งตั้งอยู่ปลายเตียงแล้วสั่งให้เขารออยู่เช่นนั้นอย่าเพิ่งไปไหนเด็ดขาดไม่อย่างนั้นหล่อนจะโกรธ ส่วนตัวเองจะลงไปหาอะไรมาให้เขาดื่มก่อนนอน โจนาธานก็ปฏิบัติตามแต่โดยดีไม่ได้ระแวงแคลงใจเลยว่าเหตุการณ์ยุ่งยากกำลังจะเกิดขึ้น

สิบนาทีต่อมาเอลิซก็ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาอีกครั้งพร้อมๆ กับถาดเครื่องดื่มในมือ

หนุ่มใหญ่ที่กำลังจะผล็อยหลับตาสว่างทันที เขารีบจัดแจงตัวเองให้ลุกนั่งในท่าที่เรียบร้อยกว่าเดิม

“เอาอะไรมาหรือเอลิซ” เขาถามเสียงอ่อนโยนด้วยรู้เสมอว่าเอลิซยังคงห่วงใยเขามิคลาย

“ฉันเอาวิสกี้มาดื่มกับคุณค่ะ” หนุ่มใหญ่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนจะช่วยรับถาดเครื่องดื่มมาวางกลางโต๊ะกระจกตัวเดียวซึ่งวางอยู่ตรงหน้าเขา

“เนื่องในโอกาสที่ผมช่วยเปลี่ยนหลอดไฟหรือว่าคุณขายคอนโดฯ ได้ยกฟลอร์ล่ะ หึๆ” เอลิซยิ้มน้อยๆ เมื่ออดีตสามีหยอกเย้าดังเช่นวันวาน ถ้าเธอขายคอนโดฯ ได้ยกชั้นจริงๆ ก็คงดีสิ แค่ที่มีคนเข้ามาอยู่ใหม่อย่างสม่ำเสมอมันก็ถือว่าไปได้สวยมากแล้ว

“ถ้าขายได้ยกฟลอร์ฉันจะชวนคุณวาโยมาร่วมฉลองแน่ๆ ค่ะ คิกๆ” วาโยที่เอลิซเอ่ยถึงก็คือหุ้นส่วนเพื่อนรักชาวไทย เขามาร่วมลงทุนเปิดธุรกิจคอนโดมิเนี่ยมร่วมกันกับเขาในประเทศนี้

“งั้นวันนี้ผมจะฉลองล่วงหน้าก็แล้วกันนะเอลิซ” หนุ่มใหญ่คว้าแก้ววิสกี้สีอัมพันมากระดกเข้าปากรวดเดียวเกลี้ยงแก้ว ความกลัดกลุ้มในหลายๆ เรื่องถูกวิสกี้ดีกรีร้อนแรงค่อยๆ ลบเลือนมันไปจากห้วงคำนึงอย่างช้าๆ และเพียงสิบนาทีต่อมาโจนาธานก็เริ่มมึนศีรษะและค่อยๆ ม่อยหลับลงไป

“ขอโทษนะคะโจนาธาน วิสกี้ผสมยานอนหลับของฉันคงไม่ทำอันตรายกับร่างกายของคุณหรอกนะ หึๆๆ”

แม่ม่ายยังสาวจัดการร่างที่หลับด้วยฤทธิ์ยานอนหลับให้ขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ หล่อนถอดเสื้อเขาออกแต่ยากเกินไปกับการถอดกางเกง แต่คิดว่าแค่ด้านบนที่เปลือยเปล่าก็คงจะเพียงพอแล้วกับการหลอกให้ใครบางคนหลงผิดคิดไปเอง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เอลิซก็ขึ้นไปนอนเคียงข้างอดีตสามี ก่อนจะหลับตาลงอย่างเป็นสุขเพื่อรอเวลาที่ความสนุกจะเริ่มบรรเลง

 

เวลาเดียวกันนั้นภายในห้องนอนของคุณครูพี่เลี้ยง อรุณฉัตรกำลังนั่งสางผมของเธออยู่หน้ากระจกเงา เธอยอมรับว่าผิดหวังในตัวเจ้านายคนสวยมากมายที่เสแสร้งแกล้งทำว่าตกบันได แต่เธอก็เข้าใจดีว่าความรักเพียงตัวเดียวนั่นแหละที่ผลักดันให้เจ้าหล่อนทำเช่นนั้น

ครูสาววางหวีลงในทันใดเมื่อได้ยินเสียงกุกกักอยู่นอกกระเบียง และเพียงแค่หล่อนหันไปดูก็ได้พบว่ามีผู้บุกรุกยามวิกาลเสียแล้ว

ชาร์ลส์สะเดาะกลอนที่เจ้าของห้องลงสลักไว้ ครูสาวอุตส่าห์คิดว่าคงไม่กล้าปีนขึ้นมาอีกแต่เขาก็ขึ้นมาจนได้

“ฉันดีใจที่เธอยังไม่นอนนะเอลลี่” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงร่าเริงอย่างที่สุด แต่อรุณฉัตรมิได้ร่าเริงด้วยแต่อย่างใด

“แต่ฉันคงต้องโกหกละนะถ้าหากต้องบอกคุณว่าดีใจเช่นกัน”

“โอ๊ะโอ...เธอยังไม่หายโกรธฉันเรื่องเมื่อตอนกลางวันอีกงั้นหรือ?” ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมของตนออกเพราะการปีนขึ้นห้องครูสาวทำให้เขาต้องรบรากับใบไม้ในสวนที่นับวันก็ยิ่งพุ่มใหญ่ใบหนา มิหนำซ้ำยังทำเอาผิวคนเจ้าสำอางระคายเคืองไม่หยุดหย่อน

“ไม่รู้สิ ฉันอธิบายไม่ถูก แล้วทำไมคุณต้องมาถามถึงความรู้สึกของฉันด้วยนะชาร์ลส์ อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉันนักเลยน่า ขอฉันอยู่เงียบๆ บ้างเถอะ” อรุณฉัตรประชดอย่างน้อยใจ เขานึกจะมาหาก็ปีนต้นไม้ขึ้นมาไม่ได้สำนึกเลยว่าถ้ามีใครพบเห็นเข้าเธอจะเสียหายแค่ไหน ช่างเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวสุดๆ

“ก็ได้ งั้นเรานอนกันดีกว่า” เขาบอก

“ดี ราตรีสวัสดิ์นะชาร์ลส์ ปิดระเบียงดีๆ ด้วยล่ะ เดี๋ยวยุงตัวผู้มันจะแอบเข้ามาดูดเลือดฉัน” ครูสาวกระแทกกระทั้นเล็กน้อยในน้ำเสียง หล่อนกำลังไม่พอใจที่เขามาแล้วก็จะไปและไม่รู้จะทำอย่างไรกับความขัดแย้งในข้อนี้ หัวใจข้างในแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย ทั้งอยากให้เขาไปและอยากให้เขาอยู่ หล่อนเดินไปปิดไฟดวงใหญ่ก่อนจะเดินมาขึ้นเตียง

พ่อเทพบุตรของอรุณฉัตรเดินไปปิดประตูกระจกบานเลื่อนให้เรียบร้อย พลางคิดในใจว่ายุงตัวผู้ตัวไหนมันกล้ามาดูดเลือดครูสาวในเมื่อมีเขาเฝ้าเจ้าหล่อนอยู่ทั้งคน

อรุณฉัตรเอื้อมมือไปปิดโคมไฟที่ข้างเตียงเมื่อได้ยินเสียงเลื่อนปิดประตูเรียบร้อย

พรึ่บ!

“อ้าว! ทำไมเธอรีบปิดไฟละเอลลี่ ฉันยังไปไม่ถึงเตียงเลย” ชาร์ลส์บ่นเล็กน้อยแต่นั่นเหมือนเป็นการทักท้วงให้อรุณฉัตรเปิดไฟขึ้นอีกรอบด้วยความประหลาดใจ

“เฮ้ๆ ทำไมคุณไม่ไปเนี่ย! ฉันจะนอนแล้วนะ”

ครูสาวแหวลั่นที่ยังเห็นร่างของพ่อเทพบุตรสุดหล่อยืนเด่นอยู่กลางห้องนอน เขาไม่ยอมตอบคำถามแต่กลับเดินตรงมาที่เธอและสอดกายเข้ามาใต้ผ้านวมผืนเดียวกัน ช่างน่าด้านน่าทนเสียจริง

“ปิดไฟสิเอลลี่ ฉันจะนอน” เขาสั่งหน้าตาเฉย แถมยังดึงหมอนที่มีเพียงใบเดียวไปหนุนอีกต่างหาก

“คุณจะนอนก็ไปนอนที่บ้านคุณสิมานอนอะไรที่นี่เล่า”

“เอลลี่...เธอจะนอนหรือว่าให้ฉันพาออกกำลังกายก่อนนอนดีฮึ วันนี้ฉันเหนื่อยมากนะ แต่ถ้าเธออยาก...จริงๆ ละก็ฉันสามารถจัดให้เธอได้จนสว่างคาตาเลยล่ะ”

ชายหนุ่มมิได้ข่มขู่แต่อย่างใดเพราะเขาพร้อมล้านเปอร์เซ็นต์ที่จะพาครูสาวออกกำลังกายใต้ผ้านวมผืนนี้

หญิงสาวได้แต่ครางฮึ่มๆ ในลำคอ ทำไมเธอถึงไม่สามารถไล่อีตาชีกอรูปหล่อออกไปไกลๆ ได้เสียทีนะ มิหนำซ้ำยังให้เขานอนร่วมห้องราวกับสามีภรรยาก็ไม่ปาน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เถอะ

ครูสาวปิดไฟให้เสร็จเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง ก่อนล้มตัวลงนอนใช้แขนหนุนศีรษะต่างหมอนที่ถูกแย่งไป หล่อนนอนตะแคงข้างคู้เข่าอย่างหวาดระแวงอยู่ที่อีกฝั่งของเตียง มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ เท่านั้นที่พอแสดงได้ว่าหล่อนยังมีชีวิตอยู่ในห้องนี้ด้วย

“ขยับมาสิเอลลี่ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกน่า”

ชาร์ลส์กระซิบบอกเบาๆ เขากำลังจะหลับเลยควานมือหาเจ้าร่างบางที่นอนอยู่ข้างๆ แต่กลับเจอเพียงความว่างเปล่า และพอลืมตาขึ้นมามองฝ่าความมืดสลัวจึงได้เห็นแผ่นหลังของหล่อน

“เอลลี่หลับแล้วรึ?” เขาถามอีก และเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับจึงขยับไปกอดหล่อนเสียเลย

“ว้าย! อีตาบ้าปล่อยฉันนะ! นี่แน่ะ! นี่แน่ะ!

เผียะ! เผียะ! เผียะ!

ฝ่ามือน้อยฟาดเข้าที่ลำตัวของพ่อเทพบุตรสุดหล่อไม่ยั้ง ไม่มีแยแสว่ามันจะโดนร่างกายส่วนไหนของเขาขอให้ตอนนี้หล่อนได้ป้องกันตัวเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

“พอแล้วเอลลี่!..โอยๆ ฉันเจ็บนะเนี่ย” ชาร์ลส์โอดครวญด้วยความเจ็บปวดราวกับว่าถูกรุมประชาทัณฑ์ด้วยบาทาของฝูงชน ทั้งๆ ที่ความเจ็บแสบจากฝ่ามือน้อยเจ็บเพียงแค่มดกัดเท่านั้น

“ดี! สมน้ำหน้า” หล่อนว่า ร่างกายครูสาวถูกพันธนาการแน่นหนาด้วยร่างผู้ช่วยหนุ่ม อรุณฉัตรไม่สามารถกระดิกตัวได้เลย อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก มิหนำซ้ำกระแสไฟอย่างอ่อนวูบๆ วาบๆ ก็วิ่งพล่านจากกายเขาเข้าสู่กายหล่อนจนตอนนี้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด

แกตายแน่ๆ เอลลี่ แกเสร็จอีตาชาร์ลส์แน่ๆ เลย โฮๆๆๆ ลุงจ๋าช่วยเอลลี่ด้วย! เอลลี่กำลังจะถูก เปิดซิง! ฮือๆๆ

หญิงสาวผู้น่าสงสารร่ำไห้อยู่ในอก ขณะที่บรรยากาศด้านนอกคุกรุ่นด้วยไฟปรารถนา ชาร์ลส์สลัดผ้าห่มทิ้งไป เขาขยับขึ้นคร่อมร่างน้อย กดหล่อนให้จมอยู่บนที่นอนนุ่มหนา

“ยะ...อย่า อย่านะชาร์ลส์ ถ้าคุณทำอะไรฉันละก็ฉันจะกรี๊ดให้ลั่นบ้านเลยคอยดู” ขู่เขาแท้ๆ แต่น้ำเสียงทั้งสั่นทั้งเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน ชาร์ลส์รีบจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเอง วินาทีต่อมาเขาก็เปล่าเปลือยล่อนจ้อนมีเพียงความมืดเป็นอาภรณ์ห่อกาย

“เธอไม่ร้องหรอกน่าฉันรู้” เขามั่นอกมั่นใจเหลือเกินในข้อนี้ เพราะถ้าหล่อนจะร้องจริงๆ คงร้องตั้งแต่เห็นเขาสะเดาะกลอนประตูเข้ามาแล้ว

“โอ...พระเจ้า! คะ...คุณ คุณถอดเสื้อผ้าทำไมเนี่ย?” คุณครูพี่เลี้ยงไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ตรงหน้าดี ใจหนึ่งก็อยากกรีดร้องให้ดังๆ ใจหนึ่งก็อยากลองเรื่องอย่างว่าเสียให้รู้แล้วรู้รอด ผู้หญิงที่เติบโตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมยุคไฮเทคเช่นเธอหาได้น้อยนักที่จะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้ แต่เธอก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น มิใช่เพราะหัวโบราณหรอกแต่เพราะเธอไม่มีเวลาหาแฟนต่างหาก

“ฉันก็จะชวนเธอออกกำลังกายตอนใกล้เที่ยงคืนน่ะสิ”

“ไม่! อย่านะ!...อื้อ...”

อรุณฉัตรมิสามารถเปล่งเสียงโต้แย้งใดๆ ได้อีกต่อไป ชาร์สล์ คิงส์ จัดการปิดปากหล่อนด้วยปากเขาจนแนบชิดสนิทแน่น ลิ้นสากหนาแทรกเข้ามาหยอกเย้าลิ้นอ่อนนุ่มจนหญิงสาวรับรู้ถึงรสชาติอันหวานล้ำสุดประมาณ

ผู้ช่วยหนุ่มใช้เล่ห์เหลี่ยมแห่งบุรุษฉุดดึงให้สาวน้อยผู้ไร้เดียงสาล่องลอยไปกับการชักจูงของเขา ชาร์ลส์ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำอะไรหญิงสาวมากไปกว่าการแตะต้องและสัมผัสภายนอกเท่านั้น เขายังไม่อยากผูกพันกับใครโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจร้อยเปอร์เซ็นต์

อรุณฉัตรครางฮือใต้ร่างหนา ลิ้นร้อนๆ ยังแทรกเข้ามาเกาะเกี่ยวเรียวลิ้นของเธอด้วยความช่ำชองของผู้เชี่ยวชาญ หญิงสาวไม่สามารถขัดขืนจุมพิตเรียกร้องจากเขาได้เลย ความกระสันรัญจวนไหลบ่ามาทิศใดเธอไม่อาจล่วงรู้ รู้แต่ว่าในนาทีนี้หากเขาปรารถนาสิ่งใดเธอคงยอมมอบให้ชนิดยอบกายถวายหัว

นาทีต่อมาครูสาวก็ได้สูบเอาอากาศเข้าปอดแรงๆ ชาร์ลส์ยุติการตะโบมจูบแล้วหันมาจัดการกับชุดนอนของหล่อนแทน

“ฉันอยากเห็นเธอ”

เขากระซิบเสียงพร่าก่อนจะเลื่อนมือไปเปิดโคมไฟ แสงสีนวลอ่อนจางเคลื่อนมากระทบร่างหล่อนในทันที เนื้อนุ่มเนียนมือที่อยู่ใต้ร่างเขาเวลานี้ช่างงดงามราวกับเทพธิดาก็ไม่ปาน ทรวงอกกลมกลึงเต่งตึงมีเม็ดยอดสีชมพูระเรื่อราวกับปทุมดอกใหญ่ที่ผลิพุ่งออกมาจากกายหล่อน ยิ่งยามที่เจ้าตัวหอบหายใจก็ยิ่งพาให้ปทุมคู่งามไหวกระเพื่อมน้อยๆ ยั่วยวนสายตาและฝ่ามือคนมองยิ่งนัก

“เธอสวยเหลือเกินเอลลี่ สวยเหลือเกิน...”

ชาร์ลส์ครวญครางอย่างพึงใจในรูปกายขาวเนียนของอรุณฉัตร หญิงสาวหลับตาลงเมื่อทำใจได้แล้วว่านาทีต่อจากนี้ต้องพบเจอกับสิ่งใด แต่ว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อชาร์ลส์ทำเพียงแค่ขยับร่างเขาให้ตรงตำแหน่งแห่งความชุ่มช่ำของหล่อนก่อนจะกดร่างลงไปตรงนั้นเน้นๆ แล้วเคลื่อนความภาคถูมิใจถูไถกลีบสาวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่เพียงพายนอก

“ฉันชื่นชมเธอเกินกว่าจะทำร้ายเธอได้นะเอลลี่ ฉัน...ขอทำเพียงเท่านี้ เท่านี้จริงๆ”

ชาร์ลส์ขยับร่างที่กดทับร่างอรุณฉัตรเป็นจังหวะขึ้นลงราวกับว่ากำลังดำเนินเกมสวาท ทั้งๆ ที่กายแกร่งกำยำทำเพียงแค่ซึมซับความชุ่มช่ำของหล่อนแค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ทว่าหลังจากที่ตุ่มไตเสน่หาของอรุณฉัตรถูดบดบี้หนักๆ เป็นหวะถี่ๆ พร้อมๆ กับฝ่ามือของเขาบีบขยำทรวงอวบทั้งสองอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ร่างของหล่อนก็เกร็งกระตุกแล้วปลดปล่อยหยาดธาราแห่งความสุขออกมาจนชุ่มต้นขาเรียวระหง

“โอ...ชาร์ลส์! พระเจ้า! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน!

อรุณฉัตรไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ สมองหล่อนว่างเปล่าไร้ข้อมูลที่จะนำมาประกอบเป็นคำตอบ มันรู้สึกโล่งไปหมด มันเบาโหวงหมือนกำลังจะลอยทะลุฝ้าเพดานเสียอย่างนั้น

ชาร์ลส์เองก็รับรู้ถึงการปลดปล่อยของครูสาว เขาเองก็ต้องเร่งจังหวะแห่งสัมผัสให้รุนแรงและหนักขึ้น ฝ่ามือทั้งสองปัดป่ายไปทั่วร่างสาวอย่างต้องการเร่งแรงกำหนัดให้กับตัวเอง เพราะต้องพยายามเป็นสองเท่าเพื่อจะบรรลุความสุขอันสูงสุดดังเช่นคนที่อยู่ใต้ร่างโดยที่ยังไม่ได้สอดประสานกายเนื้อเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าหล่อนแต่อย่างใด

“เอลลี่! เอลลี่...ฉัน...ฉันไม่ไหวแล้ว! อ๊า!

และแล้วอรุณฉัตรก็รับรู้ถึงอะไรสักอย่างที่อุ่นร้อนและเหนอะหนะ มันเปรอะไปทั่วหน้าท้องและยังกระเด็นมาโดนหน้าผากของเธออีกด้วย

“เออ...คือ...คือว่า..เอามันออกจากหน้าผากให้ฉันทีฉันไม่มีแรงเลย...”

อรุณฉัตรน้ำตาซึม เธอเหมาเอาได้ไหมว่าคนที่ได้พรหมจรรย์ของเธอไปคือพ่อเทพบุตรรูปงามที่นั่งคร่อมเธออยู่ในตอนนี้

ชาร์ลส์ช่วยเช็ดหยาดธาราแห่งรักที่อุตริกระเด็นไปแปะหน้าผากเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว จากนั้นก็ใช้ชายเสื้อคลุมปาดเช็ดส่วนที่เหลือซึ่งเปรอะเปื้อนหน้าท้องแบนราบ เขาเช็ดมันจนแห้งสนิทจากนั้นจึงลุกออกจากร่างอรชรที่เปล่าเปลือยยั่วเย้าสายตา

หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งแล้วควานหาเสื้อคลุมมาสวม แต่ชาร์ลส์กลับช้อนร่างเธอขึ้นสู่วงแขนแล้วพาเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย

ในคืนนั้นอรุณฉัตรได้หลับอย่างเป็นสุขในอ้อมแขนของพ่อเทพบุตรรูปงามอย่างที่เคยตั้งใจไว้ ในหัวใจเริ่มสั่นไหวอย่างประหลาดเพราะเขามิได้กระทำการขืนใจเธอดังที่สามารถทำได้  แต่เธอก็ไม่แน่ใจนักว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะถึงแม้ว่าเขาจะมิได้ล่วงล้ำก้ำเกินเข้าสู่ร่างกาย แต่สิ่งที่เขาทำลงไปมันก็น่าละอายเหลือเกินสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขามิได้มีความผูกพันทางใจสักนิดเดียว

 

เสียงนกร้องเซ็งแซ่อยู่นอกหน้าต่างห้องนอนในยามค่อนรุ่ง ตามด้วยเสียงโทรศัพท์ภายในซึ่งวางอยู่บนโต๊ะตัวเดียวกับโคมไฟที่ข้างหัวเตียง เริ่มส่งเสียงรบกวนเวลานิทราอันแสนสุขของคุณแม่ลูกสอง นิลอรขยับกายช้าๆ เพราะเกรงว่าตัวเล็กทั้งสองคนจะตื่นเอา หล่อนรีบหยิบโทรศัพท์มาแนบหู ในใจคิดเพียงแต่ว่าอาจจะเป็นป้ามาเรียซึ่งเป็นแม่บ้านโทรมา

“ว่าไงคะ...มีอะไรหรือเปล่าโทรมาแต่เช้าเชียว”

นิลอรนิ่งเงียบชั่วอึดใจเพราะคนที่พูดสายกับเธอไม่ใช่ป้ามาเรียแต่เป็น...

ไม่แปลกใจบ้างหรือแองจี้ที่สามีเธอยังไม่กลับห้องน่ะ เอลิซส่งเสียงที่แสร้งดัดว่าประหลาดใจนักหนาที่นิลอรยังเฉยอยู่มิได้เดือดร้อนที่สามียังไม่กลับห้อง

คุณแม่ลูกสองหันไปมองเตียงอีกฟากก็เห็นเพียงบุตรชายกลิ้งไปนอนแผ่หราอยู่บนนั้น

“เธอจะบอกว่าเขาอยู่กับเธออย่างนั้นหรือ?” แม่แองจี้น้องของโจนาธานตาสว่างโร่ หล่อนรีบลุกลงจากเตียงด้วยความแผ่วเบาอย่างที่สุด สองมือกำหมัดแน่นเพราะเริ่มเดือดดาลด้วยสิ่งที่ยัยปิศาจกำลังพูดกรอกหู

ใช่ เขาอยู่ห้องฉัน...ทั้งคืน ฉันว่าเธอควรจะมาปลุกเขากลับไปนอนที่ห้องดีกว่านะแองจี้ ขืนปล่อยไว้จนเช้ายิ่งกว่านี้เดี๋ยวจะมีคนมาเห็นเข้า มันจะไม่งามเอานะจ๊ะ หึๆๆ

นิลอรอยากจะกระแทกโทรศัพท์ลงบนแป้นแต่ก็เกรงว่าเด็กๆ จะตื่น เธอหันหลังแล้วตรงดิ่งไปที่ประตูทันที เปิดมันออกแล้วรุดไปยังห้องของยัยปิศาจเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าสามีอยู่ที่นั่นจริงๆ

 

ก๊อกๆ ๆ

ร่างสวยสะคราญของแม่ม่ายยังสาวจัดแจงเสื้อผ้าที่ลุดลุ่ยอยู่แต่เดิมให้เข้าขั้นว่าแทบจะเปลือย หล่อนไม่ใส่ใจเสื้อคลุมมิหนำซ้ำยังเอาสายเสื้อชุดนอนลงจากบ่าไหล่ไปห้อยต่องแต่งอยู่บนแขนขาวๆ ไร้ไฝฝ้า แล้วจึงเดินออกไปเปิดประตูให้ใครบางคนที่เคาะมันอยู่

ก๊อกๆ ๆ

ประตูถูกเปิดออกในไม่เวลาไม่ถึงนาทีหลังจากที่นิลอรยืนเคาะมัน แต่เชื่อไหมว่าหล่อนรู้สึกราวกับว่ามันนานแสนนานชั่วกับกัลป์ทีเดียว

“มัวแต่แก้ผ้ายั่วผัวชาวบ้านอยู่รึไงถึงได้มาเปิดเอาป่านนี้ ฉันเคาะจนมือจะหงิกอยู่แล้ว!” นิลอรสาดซัดวาจาใส่ม่ายสาวทันทีที่เจ้าหล่อนเปิดประตูออกมา เอลิซก็ไม่รอช้าที่จะสวนวาจาเจ็บๆ คันๆ คืนมาให้

“โอ๊ะๆ ขอโทษทีนะจ๊ะเพราะฉันข้ามขั้นตอนยุ่งยากนั่นไปแล้วล่ะ โฮะๆๆ”

นิลอรอยากจะตะกุยหน้ายัยปิศาจตนนี้นักเพราะคำพูดและเสียงหัวเราะของมันทิ่มแทงหัวใจเธอจนพรุนไปหมดแล้ว

“หลีกไปสิ ฉันจะได้เข้าไปดูว่าเขาอยู่ข้างในจริงๆ”

เอลิซหลีกทางให้ภรรยาของอดีตสามีแต่โดยดี เธอหวังว่าการจัดฉากคราวนี้จะประสบผลสำเร็จดังเช่นที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งก่อน

นิลอรตรงรี่เข้าไปในห้องนอนของเอลิซซึ่งเป็นอดีตภรรยาของสามี ห้องของยัยปีศาจตกแต่งด้วยโทนสีแดงร้อนแรงเหมือนความร่านร้อนของเจ้าของไม่มีผิด สายตาคู่คมของนิลอรกวาดมองไปทั่วร่างกึ่งเปลือยของสามีอย่างโกรธแค้น เขาอยู่ที่นี่จริงๆ กำลังหลับอย่างเป็นสุขบนเตียงของยัยปิศาจเอลิซ เขามีสมองคิดหรือเปล่าถึงได้ทำแบบนี้ ถ้าจะมีอะไรกันจริงๆ ทำไมไม่พากันไปทำที่อื่น ไม่คิดถึงหัวจิตหัวใจของเด็กๆ บ้างหรืออย่างไร คุณไม่คิดถึงจิตใจนางบำเรอคนนี้บ้างหรืออย่างไรโจนาธาน!

“ปลุกเขาสิ” เอลิซเดินเข้ามากระซิบริมกกหูของนิลอร ร่างของเจ้าหล่อนกำลังสั่นเทิ้มคงเพราะความแค้นมันอัดแน่นในอกไม่มีทางระบายกระมัง

“ไม่! เขาอยากนอนอยู่ที่นี่ก็ให้เขานอนไปสิ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าพวกเธอมีสมองกันหรือเปล่าถึงได้กล้าทำแบบนี้ในบ้านของตัวเอง ไม่มีหัวคิดกันบ้างหรือยังไงว่าเด็กๆ อาจจะพบตอนที่พวกเธออี๋อ๋อกัน คิดถึงหัวใจอันบริสุทธิ์บ้างเถอะอย่าเอาความร่านและความมักมากของผู้ใหญ่ๆ เลวๆ สองคนมาทำให้ใจของพวกเขาต้องแปดเปื้อนเลย”

หยาดน้ำตาของแม่แองจี้น้อยรินไหลอย่างเงียบๆ เธออยากตะโกนดังๆ ให้สมกับความแค้นที่อัดแน่นในหัวอก มันเหมือนมีใครเอาถุงลมนิรภัยไปผูกติดหัวใจเธอไว้ และเมื่อได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ถุงลมทั้งหลายก็เป่งบวมพองโตเพื่อป้องกันบาดแผลอันอาจจะเกิดขึ้น ตัวตนของมันบีบอัดกันแน่นจนร่างกายเจ้าของไม่มีพื้นที่พอให้หมู่โลหิตเดินทางไปหล่อเลี้ยงร่างกาย สุดท้ายเลยต้องระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นหยาดน้ำตา

“อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยแองจี้ เรื่องของเรื่องก็คือโมโหโกรธาที่สามีหันมายุ่งเกี่ยวกับฉันเท่านั้นเอง อย่ามาทำตัวเป็นคุณแม่ผู้แสนดีอยู่เลย เสียเวลาเปล่าๆ ฉันว่าเธอยอมรับความพ่ายแพ้แล้วหอบผ้าหอบผ่อนกลับเมืองไทยไปเสียเถอะ ยังไงซะโจนาธานเขาก็กลับมาเป็นสามีของฉันอีกครั้งหนึ่งแล้ว หรือว่าเธอจะยอมใช้สามีร่วมกับฉันก็ได้นะ ฉันไม่ถือหรอก แบ่งๆ กันไปน่าอีหนู หึๆๆ”

เอลิซเยาะเย้ยด้วยใบหน้าของผู้ชนะ นิลอรกำลังเดือดดาลด้วยโทสะที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นริ้วๆ จะให้เธอใช้สามีร่วมยัยปิศาจตนนี้อย่างนั้นหรือ ให้เธอพิการง่อยเปลี้ยเสียขาในขณะที่เจ้าหล่อนเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ก่อนก็แล้วกัน

ในขณะที่ม่ายสาวกับแม่แองจี้น้อยของโจนาธานกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด คนที่นอนอยู่บนเตียงก็เริ่มรู้สึกตัว โจนาธานลืมตาขึ้นมาเพื่อพบกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง นี่เขาอยู่ที่ไหนอย่างนั้นหรือ? แล้วนั่นนิลอรกับเอลิซ! พวกหล่อนจะฆ่ากันให้ตายด้วยการจ้องตาหรืออย่างไร?

หนุ่มใหญ่ลุกขึ้นนั่งช้าๆ สองมือเลื่อนมานวดคลึงขมับทั้งสองข้าง แม้ว่าจะหลับอย่างสนิทแต่กลับรู้สึกปวดศีรษะอย่างประหลาด

“แองจี้...เอลิซ พวกเธอมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหน โอ...พระเจ้า!

บิดาของสองแฝดกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งหนึ่ง การตกแต่งภายในด้วยสีเพลิงร้อนแรงแวบเข้ามาในสมองอีกครั้ง จะมีใครใช้สีอันร้อนแรงนี้กับที่นอนอันแสนอบอุ่นถ้ามิใช่เอลิซ เกรย์ อดีตภรรยาผู้เร่าร้อนของเขา แต่ความจริงในข้อนี้ไม่น่าเป็นห่วงเท่าการที่เขายังอยู่บนเตียงของเอลิซในขณะที่นาฬิกาบนฝาผนังตีบอกเวลาเกือบหกโมงเช้า นี่แสดงว่าเมื่อคืนเขานอนที่นี่ใช่ไหม แล้วเอลิซล่ะ หล่อนไปนอนที่ไหนกัน...หรือว่าเมื่อคืนนี้...

บุรุษเลือดผสมก้มมองเสื้อผ้าอาภรณ์ของตัวเอง เขาตกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าเสื้อกล้ามและเสื้อเชิ้ตทำงานไม่ได้อยู่บนร่างอีกต่อไป และก่อนที่เขาจะได้ใช้สมองเพื่อคิดหาทางออกสำหรับเรื่องยุ่งยากนี้ เสียงแปร๋นๆ ของแม่แองจี้น้อยคนดีก็สาดโครมเข้าใส่ด้วยแรงโทสะอันท่วมท้น

“ตื่นแล้วหรือคะคุณสามี เป็นไงบ้างคะน้ำพริกด้วยเก่ามันเร้าใจดีไหมห๊ะ! เลวที่สุด! ถ้ารักกันมากนักแล้วไปรับฉันมานี่ทำไม! ฉันอยู่ของฉันดีๆ ก็พาฉันมารับความเจ็บปวด ใจคอของพวกคุณมันดำมืดโสมมเสียจริงๆ ไม่มีสามัญสำนึกส่วนดีซะบ้างเลย!” นิลอรหันหลังกลับไปทางเดิม หล่อนผลุนหลันออกไปจากห้องไม่มีฟังเสียงของสามีที่ร้องทักท้วง แต่ทว่าก่อนที่ฝ่าเท้าจะก้าวพ้นประตู ยัยปีศาจเอลิซก็ปรี่เข้ามาประคองหล่อนด้วยความเห็นอกเห็นใจที่ปรุงแต่งขึ้นมาให้ตนเองดูดี

“โธ่! แองจี้จ๊ะมันไม่มีอะไรจริงๆ คุณคิงส์เขาเมามากกลับห้องไม่ไหว ฉันก็เลยให้เขานอนที่นี่เพราะไม่อยากให้เขาไปทุบประตูปึงปังเรียกเธอเท่านั้นเอง จริงๆ นะแองจี้” เอลิซตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จจนเจ้าหล่อนกลายเป็นนางเอกในสายตาของโจนาธาน เพราะในขณะที่นิลอรไม่ฟังเหตุผล เอลิซกลับพยายามทำให้โจนาธานและหล่อนพ้นข้อกล่าวหา

หนุ่มใหญ่ลุกมาเคลียร์กับศรีภรรยาที่หน้าประตู

“ใช่ๆ ฉันเข้ามาเปลี่ยนหลอดไฟให้เอลิซแล้วเราก็นั่งดื่มกันนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย ฉันมั่นใจว่าฉันกับเอลิซไม่มีอะไรเกินเลยกันแน่ๆ ดูสิแองจี้ฉันยังไม่ได้ถอดกางเกงด้วยซ้ำที่รัก”

โจนาธานแก้ตัวตามความเป็นจริง เขายังคงสวมกางเกงที่สวมไปทำงานเมื่อวาน และเอลิซก็สำนึกได้ว่าหล่อนทำพลาดไปในข้อนี้ ถ้าเมื่อคืนหล่อนจับเขาเปลือยกายล่อนจ้อนทั้งตัวก็คงดี

นิลอรเบะปากใส่คำแก้ตัวของสามี หล่อนปาดน้ำตาที่ไหลรินอย่างเงียบๆ พยายามใช้สติมากกว่าอารมณ์ เหตุการณ์แบบนี้มันคุ้นๆ ชอบกลนะ ถึงแม้ว่าสถานการณ์มันจะแตกต่างกันแต่เนื้อหาสาระทั้งหลายทั้งปวงก็คือการจะทำให้ภรรยาเข้าใจผิดผู้เป็นสามี และตอนนี้เธอก็เชื่อเต็มประตูว่าเขากับยัยป้าเอลิซมีอะไรกันจริงๆ แล้วทำไมเธอต้องเล่นตามเกมของยัยปิศาจด้วยเล่า ในเมื่อเจ้าหล่อนอยากเป็นนางเอกผู้ใสสะอาดไร้ราคี งั้นก็ไร้ราคีต่อไปก็แล้วกัน

“ฉันไม่มีวันเชื่อพวกคุณอีกแล้ว ฮึกๆ ฉันเจ็บที่หัวใจเหลือเกิน พวกคุณทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง ฮือๆๆ”

แม่แองจี้น้อยร่ำไห้หยาดน้ำตาหล่นเป็นสาย หล่อนเสียใจนั้นจริงอยู่ แต่ไม่ยอมรับหรอกว่าหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาจะมาจากความเศร้าเสียใจเพียงอย่างเดียว ในเมื่อเอลิซเป็นนางเอกได้ นางร้ายเข้าไส้อย่างเธอก็เป็นนางเอกผู้น่าสงสารได้เหมือนกัน

โจนาธานโผเข้ากอดภรรยาที่ร่ำไห้ไม่หยุด หยดน้ำใสๆ เกาะบนขนตางอนงามเป็นแพเปียกชุ่มไปหมด ใบหน้าสีน้ำผึ้งนวลเนียนก็ซีดเผือดไร้สีสัน ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบอ่อนจางของหล่อนก็สั่นระริกอย่างน่าเวทนา แม่แองจี้ของเขาน่าสงสารเหลือเกิน นี่เขาทำอะไรลงไปกันนี่!

เอลิซลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเรียกคะแนนให้กับอดีตภรรยาผู้แสนดี

“แองจี้จ๊ะ ฉันกับคุณคิงส์ไม่มีอะไรกันจริงๆ นะ ถึงแม้ว่าเมื่อคืนนี้ เราจะนอนบนเตียงเดียวกัน...ก็ตาม โอ...ขอโทษทีฉันไม่น่าพูดมันออกมาเลย ขอโทษจริงๆ นะคะคุณคิงส์”

เอลิซตีหน้าเศร้าสำนึกผิดขณะที่โจนาธานอยากจะฆ่าตัวตายเสียเดี๋ยวนั้น เอลิซพูดถูกแล้วล่ะที่หล่อนบอกว่าไม่น่าพูดเรื่องนั้นออกมาเลย

แผงอกหนั่นหนากลายเป็นที่รองรับหมัดน้อยๆ ของศรีภรรยาชั่วคราว นิลอรจงใจทุบอกแกร่งจนเสียงดังปึ้กๆ ติดๆ กัน ไปหลายที อยากฆ่าเขาให้ตายไปเลยจะได้ไม่ต้องมาทำเรื่องนี้ให้เธอต้องเสียอกเสียใจและมีน้ำตา เขาจะรู้บ้างไหมว่าการที่ได้ล่วงรู้ว่าสามีของตนหลับนอนบนเตียงของอดีตภรรยา มันเจ็บปวดชอกช้ำสักเพียงไร ให้เขาไปนอนกกอีหนูนั่งชั่วโมงตามไนท์คลับมันยังไม่เจ็บจุกที่หัวใจเท่านี้เลย

“แองจี้ฟังฉันบ้างเถอะนะที่รัก เชื่อใจฉันบ้างคนดี ฉันไม่มีวันนอกใจเธอเด็ดขาดไม่มีวันเลย”

โจนาธานพร่ำบอกภรรยาที่รักที่เอาแต่สะอึกสะอื้นในอ้อมแขน เอลิซยืนมองภาพนั้นด้วยความสาแก่ใจ แผนการของหล่อนประสบความสำเร็จอย่างสวยหรูจริงๆ

นิลอรน้ำตานองหน้า และความจริงที่ว่าร่างหล่อนถูกสามีกอดอยู่ ดวงตาของหล่อนจึงปะทะกับรอยยิ้มเยาะเย้ยของเอลิซ เกรย์ ที่ยืนอยู่ด้านหลังโจนาธานพอดิบพอดี เจ้าหล่อนยิ้มเย้ยอย่างมั่นอกมั่นใจในความสำเร็จของตัวเอง อย่าเพิ่งฝันหวานไปหน่อยเลยยัยปิศาจ ปิศาจจากนรกอย่างแกมันต้องเจอนางมารตัวแม่อย่างฉันนี่ คิดจะใช้ไม้นี้เพื่อสร้างความร้าวฉานงั้นหรือ ไม่สำเร็จหรอกย่ะ

นิลอรคลายสะอื้นเมื่อตอนที่สามีผลักหล่อนออกจากอก นัยน์ตาเขาแดงก่ำประหนึ่งร้องไห้มาเสียอย่างนั้น

“พวกคุณรังแกหัวใจฉันได้ยังไงคะฉันถามหน่อยเถอะ โจนาธาน”

ศรีภรรยาของโจนาธานเอ่ยถามสามีและอีกหนึ่งสตรีที่ยืนอยู่ถัดไป เอลิซตรงเข้ามาเกาะกุมฝ่ามือน้อยของนิลอร ก่อนจะเอ่ยทั้งน้ำตาที่บีบออกมาในนาทีนั้น

“โอ...แองจี้ เธอต้องเชื่อฉันนะ เราสองคนไม่มีอะไรกันจริงๆ ฮึกๆ ฉันไม่มีวันทำลายครอบครัวของคนที่ฉันรักอย่างแน่นอนแองจี้ ถึงแม้ว่าฉันจะยังรักเขาแต่ไม่มีวันที่ฉันจะแย่งเขามาจากเธอแน่นอน ฮึกๆ เราสองคนไม่ได้มีอะไรเกินเลยจริงๆ ฉันแค่พาเขามานอนและช่วยเช็ดเนื้อตัวให้เขาได้หลับสบายเท่านั้น ฮึกๆ ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าเธอจะโผล่มาตอนนี้ ฉันกะจะปลุกให้เขากลับห้องก่อนเธอตื่น ฉันขอโทษนะแองจี้ ฉันขอโทษ ฮือออ”

เอลิซร่ำไห้เป็นเผาเต่า โจนาธานอยากปลอบอดีตภรรยาเหลือเกิน เอลิซยังรักเขาไม่เสื่อมคลายและยังปรารถนาดีและห่วงใยเขาอยู่เสมอ เขาไม่เสียใจเลยที่ยังดูแลหล่อนมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าสถานะของหล่อนกับเขาจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

“ขอบใจมากเอลิซ ขอบใจเธอจริงๆ เธออย่าร้องไห้เลยนะ แองจี้เข้าใจผิดไปแล้วเราเอาความเสียใจออกไปจากหัวใจแองจี้ไม่ได้หรอก เธอไม่ได้มีความผิดอะไรเลยในข้อนี้ ฉันจะรับความผิดนั้นไว้คนเดียว ฉันผิดเอง” โจนาธานเอ่ยเสียงเศร้า เขายอมรับความผิดทั้งหมดเอาไว้เองเพื่อปลอบใจอดีตภรรยาที่ร้องไห้น้ำตาพรั่งพรูอยู่ตรงหน้า ถ้าเป็นเวลาอื่นเขาคงดึงร่างหล่อนมากอดปลอบดุจมิตรแท้ที่คอยพึ่งพาอาศัยกัน แต่นาทีนี้มันไม่เอื้ออำนวยให้เขาทำเช่นนั้น แค่ที่เกิดขึ้นนิลอรก็เข้าใจผิดมากพออยู่แล้ว

นิลอรอยากจะฝากรอยฝ่ามือบนใบหน้าของยัยปิศาจเสียจริง พูดออกมาได้นะว่าจะรีบปลุกสามีเธอกลับห้องก่อนที่เธอจะมาเห็น แล้วใครกันยะที่โทรไปเรียกเธอมาชมผลงานของตัวเองตั้งแต่ไก่โห่ ยัยตอแหลเอ๊ย! มันน่าตบให้ฟันร่วงทั้งปากจริงๆ

คุณแม่ลูกแฝดเดือดดาลอยู่ในใจ อยากจะทำอย่างที่ใจคิด แต่เมื่อรู้ตัวว่าทำไม่ได้ จึงได้เอ่ยออกมาอีกอย่าง ซึ่งไปคนละทางกับความคิดของหล่อนอย่างสิ้นเชิง

“จริงหรือคะ ที่คุณบอกว่าไม่มีอะไรจริงๆ ฮึกๆ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ฮึกๆ” นิลอรเอ่ยถามเอลิซอีกครั้ง เอลิซดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะรีบยืนยันอีกหน

“ชะ...ใช่ ใช่สิจ๊ะ ไม่มีอะไรจริงๆ เธอมั่นใจได้เลย” เอลิซพร่ำบอก หันไปมองอดีตสามีก็เห็นเขาส่งสายตาและรอยยิ้มน้อยๆ มาให้แทนคำขอบคุณ เขาดูซาบซึ้งกับคำยืนยันของเธอจนแทบจับเธอทูนไว้เหนือศีรษะทีเดียว

“ก็ได้ค่ะ ฉันเชื่อคุณ” นิลอรโพล่งออกมาดื้อๆ หยาดน้ำตาเริ่มแห้งหายไปจากใบหน้างามพริ้มที่ยังติดซีดเซียว

“หา! อะ...เออ...จริง จริงหรือจ๊ะแองจี้ ฉันดีใจที่สุดเลย ดีใจจริงๆ”

แม่แองจี้ของโจนาธานเพ่งมองเข้าไปในหน่วยตาของศัตรู ปากเจ้าหล่อนบอกว่าดีใจแต่เสียงอุทานอย่างลืมตัวและนัยน์ตาไหววูบนั้นเล่าได้ทำให้นิลอรมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นถึงแผนการของยัยปิศาจ เอลิซคงผิดหวังกระมังที่ภรรยาผู้แสนดีของโจนาธานบอกว่าเชื่อในสิ่งที่เจ้าหล่อนปั้นแต่งขึ้นง่ายๆ อย่างนี้

โจนาธานรวบร่างภรรยามากอดด้วยความดีใจ เขากระซิบคำบอกรักเจ้าหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า ความบาดหมางทั้งหลายเมื่อตอนกลางวัน ถูกถ้อยคำของนิลอรลบล้างออกไปจนหมดสิ้นแล้ว

“แองจี้ ฉันรักเธอ ฉันรักเธอที่รัก ขอบคุณ ขอบคุณเหลือเกินที่เชื่อใจฉัน ขอบคุณจริงๆ”

โจนาธานน้ำตาซึมทีเดียวตอนที่สวมกอดภรรยาอยู่ นิลอรแอบส่งสายตาแห่งชัยชนะและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจให้กับแม่ปิศาจเอลิซที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ในระยะสายตา และอยากบอกเหลือเกินว่างานนี้เธอต่างหากที่ชนะขาดลอย

โจนาธานผละออกจากร่างของภรรยา เขาหันกลับมากล่าวขอบคุณเอลิซ ยังผลให้เจ้าตัวต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ หลังจากที่ความโมโหโกรธาในแผนการที่ล้มไม่เป็นท่าได้เผยออกมาทางใบหน้าหล่อนให้นิลอรได้เยอะเย้ยด้วยรอยยิ้มกลับมา

 “ไม่เป็นไรค่ะ เราเป็นเพื่อนกัน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันนี่คะ เราต้องช่วยเหลือกันอย่างถึงที่สุดอยู่แล้ว”

เอลิซรีบตอบกลับคำขอบคุณของสามี

“ฉันขอโทษที่ทำเรื่องวุ่นวายนะคะ ฉันรักคุณมากจนไม่สามารถแบ่งปันคุณไปให้ใครได้อีก มันไม่มีเหตุผลให้ฉันเชื่อพวกคุณหรอกนะคะ แม้ว่าคุณทั้งสองจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่ฉันจะลองเชื่อใจสามีฉันสักครั้ง ความเชื่อใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ฉันยอมให้อภัยพวกคุณนะคะ และฉันก็หวังว่าสามีจะมีความเชื่อใจในตัวภรรยาคนนี้เช่นกัน ฉันรักคุณนะคะโจนาธาน...”

ริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงเพื่อเอ่ยถ้อยคำพร่างพรมลงในหัวใจของสามี ทำให้โจนาธานอดไม่ไหวต้องมอบจุมพิตดูดดื่มเป็นสิ่งตอบแทน นิลอรเองก็เผยอริมฝีปากยั่วเย้าของตนให้เปิดออกเล็กน้อยเพื่อรอคอยลิ้นสากระคายที่จะเข้ามามอบรสเสน่หาให้ หล่อนจงใจตอบรับจุมพิตเขาและเกาะเกี่ยวเรียวลิ้นอุ่นร้อนเพื่อเร้าแรงปรารถนาจนเขาไม่สามารถผละจากจุมพิตหนนี้ได้ ความหวานล้ำที่หนุ่มใหญ่ได้ลิ้มรสจึงหวานหอมรัญจวนกายใจจนยากที่เขาจะตัดใจผละห่าง กระทั่งลมหายใจของคนทั้งสองจะขาดห้วงนั่นล่ะ โจนาธานถึงได้ถอนจุมพิตออกมา

หนุ่มใหญ่รู้สึกผิดเล็กน้อยที่จุมพิตภรรยาต่อหน้าภรรยาเก่า เขารีบขออภัยเจ้าหล่อนแล้วดุนดันสุดที่รักของเขาให้รีบออกประตูไป

เอลิซมองตามแผ่นหลังกว้างเปล่าเปลือยของอดีตสามีแล้วแค้นใจยิ่งนัก เมื่อคืนนี้ถ้าเขาไม่หลับสนิทด้วยฤทธิ์ยานอนหลับเธอคงได้รวบหัวรวบหางเขาไปแล้ว น่าโมโหจริงๆ

“คราวหน้าไม่ใช่ยานอนหลับอย่างแน่นอนโจนาธาน เอาไว้เรามาสนุกกันวันหลังนะคะอดีตสามี ฉันรับรองว่าจะทำให้คุณลืมยัยเด็กเมื่อวันซืนคนนี้ให้จงได้ ฉันทำได้จริงๆ นะโจนาธาน”

ม่ายสาวพึมพำส่งถ้อยคำดังกล่าวไปกับมวลอากาศที่หน้าห้องนอน หล่อนปิดประตูเข้ามาช้าๆ เมื่อโจนาธานกับแองจี้เดินลับหายไปที่มุมทางเดินของบ้าน ถึงแม้ว่าวันนี้มันจะไม่สำเร็จ แต่เธอไม่มีวันยอมแพ้ คราวหน้า ยาปลุกเซ็กซ์ คงไม่มีวันทำให้เธอผิดหวัง ยัยแองจี้ตัวแสบได้เจ็บแปลบจึงแก่นทรวงอย่างแน่นอน คอยดูก็แล้วกัน

 

************ใครต้องการให้รีบโอนเงินนะคะ นิยายพิมพ์ไม่เยอะ หมดแล้วหมดเลยจ้า ราคา 300 รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้วจ้า

 



 

การจองนิยายให้ส่งข้อความขอรายละเอียดไปตามช่องทางด้านล่างนี้นะคะ


- โอนเงินให้เรียบร้อย แล้วแจ้งโอนทางข้อความของ 
 
หน้าเพจ เฟสบุ๊ค น้ำจันทร์ 

 


ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com
 
ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



 
โอนเสร็จแจ้งวันและเวลาที่โอน ธนาคารของอัญที่ลูกค้าโอนเข้า พร้อมชื่อที่อยู่

เก็บสลิปโอนเงินไว้จนกว่าจะได้นิยายน้าา เพื่อความปลอดภัยจ้า ในกรณีที่ไม่แนบสลิปมา หากมีการแจ้งโอนเวลาซ้ำกัน ธนาคารเดียวกัน วันเดียวกัน แต่มีเงินเข้าบัญชีอัญแค่ยอดเดียว อัญจะเช็คสลิปเป็นหลักนะค้า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #27 E\' Noo Num (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 / 10:00
    ปิดจิงเมื่อไหร่ค่ะ

    #27
    0