ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 25 : บทที่ 1 0 แผนลวงตาภรรยาลวงใจ 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 768
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    9 พ.ย. 57

บทที่ 10 แผนลวงตาภรรยาลวงใจ 60%

 

ด้านนิลอรเดินออกมาจากห้องในสภาพที่สังขารไม่ค่อยปกตินัก ดวงตาหล่อนเริ่มพร่าเลือนจนต้องเกาะราวบันไดเอาไว้แล้วค่อยๆ ใต่ลงมาจากขั้นที่สูงที่สุด อาการคลื่นเหียนตีขึ้นมาจนลำคอทั้งขมทั้งเปรี้ยวสลับกันจนอยากอาเจียนให้รู้แล้วรู้รอด น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาช้าๆ เพราะอัดอั้นตันใจในสิ่งที่สามีปฏิบัติต่อตัวเอง

“ตาแก่ใจร้าย คอยดูเถอะสักวันจะเสียใจ!” นิลอรค่อนขอดแล้วทรุดกายลงนั่งที่บันไดขั้นสุดท้าย เธอหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่างประหลาด มันเหนื่อยทั้งกายและใจจนอยากจะปล่อยเสียงโฮให้ดังลั่นบ้าน

“อยากให้ฉันตายๆ ไปละสิจะได้กลับไปคืนดีกับยัยปิศาจนั่น ฝันไปเถอะย่ะ!

คุณแม่ยังสาวปาดน้ำตาแรงๆ หล่อนลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วตั้งท่าจะออกเดิน แต่แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในสมอง ในเมื่อเขาอยากเห็นเธอตายๆ ไปเสีย ก็จัดให้เสียหน่อย แต่จะให้เธอเจ็บเนื้อเจ็บตัวเพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากเขาแล้วละก็ รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็แล้วกัน

ร่างอรชรลงจากบันไดขั้นสุดท้ายมายืนอยู่ที่พื้นราบเรียบก่อนที่สองหน่วยตาของแม่นางฟ้าน้อยๆ ของโจนาธานจะกวาดมองไปรอบๆ บริเวณ และเมื่อไม่เห็นเงาของผู้ใดแม้แต่สาวใช้ หล่อนก็ย่อกายลงกับพื้นช้าๆ อย่างระแวดระวัง นั่งลงพับเพียบตรงหน้าบันไดทางปีกขวาของบ้าน ก่อนที่จะเอนกายนอนลงไปเสียดื้อๆ จัดท่าจัดทางให้ดูเหมือนว่าตัวเองกลิ้งตกลงมาจากบันไดด้านบน นิลอรคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครตกบันไดท่าสวยเท่าตัวเองแล้วล่ะ

“แล้วเจอกันค่ะสามี อย่างคุณมันต้องเจอไม้นี้แหละ...หึๆ”

แล้วนิลอรก็หลับตาพริ้ม รอเวลาให้ใครบางคนมาพบเข้า โดยหารู้ไม่ว่ามุมหนึ่งของบ้านมีดวงตาของนางมารจดจ้องหล่อนอยู่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันกึ่งสมเพชเวทนา ริมฝีปากคู่นั้นเสยะยิ้มอย่างดูแคลนแกมสะใจเล็กๆ อยู่ในที

“แองจี้นะแองจี้ แผนของเธอมันคงล้มไม่เป็นท่าซะแล้วล่ะ ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ฉันมาพบเธอเข้าอย่างนี้ เตรียมตัวเอาไว้ดีๆ เถอะยัยเด็กเลี้ยงแกะ หึๆ”

เอลิซ เกรย์ ยิ้มกริ่มด้วยความพออกพอใจ หล่อนยืนรอจนกระทั่งเห็นครูพี่เลี้ยงเดินผ่านมาทางนี้ และทันทีที่เจ้าหล่อนเห็นแม่แองจี้ของโจนาธาน เสียงกรีดร้องด้วยความตกอกตกใจก็ดังขึ้นในทันที

“กรี๊ดดด!!! คุณแองจี้! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที คุณแองจี้ตกบันได ช่วยด้วย!

อรุณฉัตรหน้าเสีย หัวใจหล่นวูบเมื่อเห็นนายสาวนอนกองอยู่ที่พื้นหน้าบันได เดาจากรูปการณ์แล้วเจ้าหล่อนคงกลิ้งตกลงมาอย่างแน่นอน ครูสาวตรงเข้าไปดูมารดาของเด็กแฝดแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะขยับเขยื้อนร่างกายนายสาวแต่อย่างใด เพราะกลัวว่ากระดูกของเจ้าหล่อนอาจจะหักในส่วนใดส่วนหนึ่งหากว่าเธอเผลอไปจับมันเข้า

“คุณแองจี้คะ คุณแองจี้!” อรุณฉัตรร้องเรียกนายสาว นาทีต่อมาร่างสูงหนาของโจนาธานก็ตรงรี่ลงบันไดมาด้วยความร้อนใจเช่นกัน

“โอ...พระเจ้า! แองจี้เป็นอะไร!?” โจนาธานตามครูพี่เลี้ยงที่นั่งอยู่ข้างๆ ร่างของภรรยา

“เอลลี่ว่าคุณแองจี้คงตกบันไดค่ะ เรารีบพาไปส่งโรงพยาบาลดีกว่านะคะ เอลลี่ใจไม่ดีเลย”

น้ำเสียงครูสาวสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว หล่อนอยากร้องไห้ด้วยซ้ำไปแต่เกรงว่าถ้าร้องออกไปจะสื่อสารกับโจนาธานได้ไม่เต็มทีเลยต้องสะกัดกั้นน้ำตาเอาไว้ก่อน

“แองจี้! แองจี้...โธ่! ทำใจดีๆ ไว้นะที่รักฉันจะพาเธอไปหาหมอเดี๋ยวนี้”

โจนาธานช้อนร่างศรีภรรยาขึ้นมาแนบอกตั้งใจไว้ว่าจะพาไปโรงพยาบาล แต่คนที่เขาอุ้มอยู่กลับกระตุกสาบเสื้อเขาพร้อมกับเอ่ยห้ามปรามทั้งน้ำตา

“มะ...ไม่...ฉันไม่ไปโรงพยาบาล...นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ บอกฉันทีเถอะ ทำไมฉันเวียนหัวจังเลย” ในข้อนี้นิลอรไม่ได้พูดเกินจริงไปสักนิด หล่อนรู้สึกเวียนศีรษะอีกแล้ว

“โธ่! แองจี้ ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลนะที่รัก เธอคงพลัดตกบันไดลงมา ฉันขอโทษจริงๆ คนดี ฉันขอโทษ” หยาดน้ำตาของบุรุษเพศไหลมาคลอขังในหน่วยตาสีฟ้าคราม เขารีบพาร่างในอ้อมแขนออกไปขึ้นรถโดยเร็วที่สุด แต่กระนั้นมันก็ไม่เร็วพอให้เจ้าหล่อนยินยอมพร้อมใจ

“ไม่ไปนะ! ฉันไม่ไป!

คนเจ็บดิ้นขลุกขลักจนโจนาธานต้องพับเก็บความห่วงใยของเขาเอาไว้ชั่วคราว นาทีนี่หล่อนดูแข็งแรงดีไม่มีอาการเจ็บเนื้อเจ็บตัวสักนิด

นิลอรได้สติ หล่อนลืมตัวเพราะกลัวว่าเขาจะจับส่งโรงพยาบาล อรุณฉัตรที่ตามมาติดๆ ก็รีบเช็ดน้ำตาที่ไหลเปื้อนสองแก้ม หล่อนเองก็งุนงงสงสัยเช่นกัน

นาทีต่อมาชาร์ลส์ก็หอบแฟ้มเอกสารเข้ามาสมทบกับทุกคนรวมทั้งเอลิซที่เดินยิ้มกริ่มมาแต่ไกล

“มีเรื่องอะไรกันหรือครับ คุณแองจี้เป็นอะไร!? เอ่อ...แล้วนายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับไม่เห็นบอกให้ผมไปรับเลย”

โจนาธานถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะวางร่างของภรรยาให้ลงยืน เอลิซเดินเข้ามาสมทบโดยหยุดยืนในระยะประชิดกับโจนาธานยิ่งทำให้นิลอรหน้าตึงบูดบึ้งเป็นสองเท่า

“ฉันรีบมาน่ะ คิดถึง...ลูกๆ” โจนาธานเปลี่ยนจากคำว่าแองจี้เป็นลูกๆ ยิ่งทำให้คนที่รอฟังอย่างนิลอรแทบอยากจะร้องไห้

“ครับ แล้ว...ตกลงมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า” ชาร์ลส์ถามพลางมองหน้าคนโน้นคนนี้ อรุณฉัตรเลยเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ

“คุณแองจี้ตกบันไดค่ะ”

“อะไรนะ!

ผู้ช่วยหนุ่มใช้สายตากวาดทั่วร่างงามของภรรยาเจ้านาย เจ้าหล่อนไม่ได้มีส่วนใดบุบสลายนอกจากดวงตาที่บวมแดงเล็กน้อยและมีหยาดน้ำตารื้นอยู่ข้างใน

“คุณแองจี้เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ มาเถอะครับเราต้องไปโรงพยาบาล”

โจนาธานอยากมองไม่เห็นสายตาอ่อนโยนที่ชาร์ลส์ใช้ทอดมองเมียรักเลย เขาอยากให้ชาร์ลส์สวมแว่นสีชาเข้มเหลือเกินในตอนนี้เพราะเขารับมันไม่ได้จริงๆ

“ฉะ...ฉัน ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกน่า แค่...เคล็ดนิดหน่อยเท่านั้นเอง” นิลอรบอกปัดแล้วขยับไปยืนชิดร่างสามีอย่างรู้งาน หล่อนเกาะแขนเขาไว้ “ฉันอยากนอนพักเสียหน่อย คุณพอจะพาฉันขึ้นไปได้ไหมคะ”

หนุ่มใหญ่ฟังเสียงเครือของภรรยาแล้วก็ใจหาย หล่อนช่างดูอ่อนแอยามเอื้อนเอ่ยคำขอร้องครั้งนี้

“ฉันว่าเธอควรไปโรงพยาบาลตรวจดูเสียหน่อย เผื่อว่ามีอะไรจะได้รักษาได้ทัน” เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบสนิทเมื่อแน่ใจแล้วว่านิลอรมิได้เป็นอะไรร้ายแรง ความโกรธเคืองในเรื่องเก่าก่อนหน้านี้เลยหวนกลับมาสะกิดหัวใจอีกครั้ง

“ฉันไม่ไปโรงพยาบาลนะ! บอกว่าไม่ไปก็ไม่ไปสิ!

คุณแม่ลูกสองโต้กลับอย่างหมดความอดทน หล่อนไม่ยอมไปโรงพยาบาลให้แผนพังหรอกน่า

“คุณควรไปโรงพยาบาลตามที่นายบอกนะครับ” ชาร์ลส์แนะนำด้วยความเป็นห่วง

“ใช่ค่ะ รีบไปกันเลยดีกว่า” อรุณฉัตรช่วยเสริมอีกแรง แต่กับอีกคนที่ยืนเงียบอยู่นานกลับมีความเห็นที่แตกต่างออกไป

“ให้แองจี้ไปพักเถอะค่ะทุกคน เธอคงไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ” เอลิซเอ่ยแทรก ทำเอาทุกคนหันไปมองหล่อนเป็นตาเดียว

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นละครับคุณเอลิซ” ชาร์ลส์ถามกลับอย่างเอาเรื่อง สตรีที่เขามอบใจให้ตกเป็นคนเจ็บในอุบัติเหตุพลัดตกจากบันได แต่ม่ายสาวร้อนแรงคนนี้กลับบอกว่านิลอรคงไม่เป็นอะไรมาก มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน

“นั่นสิเอลิซ เธออยากบอกอะไรเราหรือเปล่า” โจนาธานถามอีกแรง

เอลิซอ้ำๆ อึ้งอย่างสงวนท่าที แต่คนที่กำลังจะตบะแตกกลับเป็นนิลอรเสียเอง

“ฉันไม่แน่ใจนะคะ แค่...เอ่อ...มันพูดยากจริงๆ ค่ะทุกคน” เอลิซตีหน้าเศร้าแล้วจ้องหน้านิลอรไม่ลดละ โจนาธานหันมามองภรรยาของตนบ้าง ถ้าหูเขาไม่ฝาดเขาคิดว่าได้ยินเสียงครางฮึ่มๆ ในลำคอของเจ้าหล่อนแน่ๆ

“พูดยากก็ไม่ต้องพูดสิ” นิลอรประชดเสียงกระด้าง หล่อนเกาะแขนสามีแน่นหนึบเพราะกลัวความลับจะแตก

โจนาธานใจแป้วทีเดียวเมื่อเห็นท่าทีของศรีภรรยา งานนี้แม่แองจี้น้อยคงเล่นกับความรู้สึกของเขาอีกแล้วกระมัง

“พูดมาเถอะเอลิซ ความจริงมันไม่ยากหรอกที่จะพูดออกมา ผมมั่นใจว่าทุกคนจะไม่เอาผิดคุณหรอกหากว่าคุณพูดความจริง”

นิลอรอยากจะบ้าตาย หล่อนเวียนศีรษะและหน้ามืด ทั้งยังเปรี้ยวปากจนอยากอาเจียน แต่ทุกสิ่งยังน้อยกว่าการที่ยัยปิศาจกำลังจะบอกความจริงกับทุกคน เธอจะทำอย่างไรดี

“ฉันว่าคุณแองจี้คงไม่ได้เป็นอะไรมากเพราะ...เพราะเธอไม่ได้ตกบันไดค่ะ ฉันเห็นคุณแองจี้...เอ่อ...ฉันไม่อยากพูดหรอกนะคะว่าเธอแกล้งตกบันได แต่ฉันไม่เห็นจริงๆ ตอนที่เธอกลิ้งตกลงมา ฉันเห็นแค่ตอนที่เธอเดินลงมาแล้วจู่ๆ ก็นั่งลงบนพื้นนี่แล้วต่อจากนั้นครูเอลลี่ก็มาพบเธอเข้านี่แหละค่ะ”

เอลิซพูดด้วยท่าทีหวาดระแวง ขณะที่นิลอรโกรธจนควันออกหู นาทีนี้นิลอรตกเป็นจำเลยโทษฐานริเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ทุกคนดูจะช็อกกับความเป็นจริงที่ได้รู้จนไม่กล้าแม้แต่จะหันมาแลมองเจ้าหล่อนด้วยซ้ำ

“ว่าไงแองจี้ เป็นอย่างที่เอลิซพูดหรือเปล่า”

นิลอรส่ายหน้าดิกเมื่อถูกสามีซักถาม หยดน้ำตาไหลปริ่มริมขอบตาก่อนจะร่วงลงมาอาบสองแก้มเนียน แล้วในที่สุดความอับอายก็ผลักดันให้นางมารร้ายสำแดงเดช

“แก! แกจะพูดมันออกมาทำไมห๊ะ!

เผียะ! เผียะ!

นิลอรปราดเข้าไปฟาดสองแก้มของยัยปิศาจเอลิซด้วยความแค้น ร่างของหล่อนถูกกระชากกลับคืนมาด้วยวงแขนแกร่งกล้าของสามี

“แองจี้! หยุดบ้าได้แล้ว!

โจนาธานรวบร่างบางเอาไว้ได้สำเร็จ เขานึกสงสารเอลิซเหลือเกินที่ต้องมารับอารมณ์เดือดๆ ของเด็กพาลไม่รู้จักโตคนนี้

“ฉันไม่ได้บ้า! ยัยนี่ต่างหากที่บ้า! แกจะพูดมันออกมาทำไมห๊ะ! อยากเห็นฉันพ่ายแพ้ใช่ไหม คราวนี้ก็สมใจแล้วนี่ แม่คนแสนดีที่น่าสงสาร สองตบมันน้อยไปนะถ้าอยากเป็นนางเอกนักก็มารับฝ่ามือของฉันอีกเซ่!

“โอ...แองจี้ เธอพูดเรื่องอะไรฉันไม่รู้เรื่องนะ ฮึกๆ”

เอลิซตีหน้าเศร้าเคล้าหยาดน้ำตาปฏิเสธข้อกล่าวหาของนิลอรอย่างสิ้นเชิง นาทีนี้หล่อนได้คะแนนสงสารจากสองตบแสบๆ ของศัตรูไปอย่างท่วมท้น

“ตอแหล! แกมันนังงูพิษคิดแย่งผัวชาวบ้าน ฉันเกลียดแกที่สุดเลย ยัยป้าปิศาจ!” นิลอรเลือดขึ้นหน้าซัดสาดวาจาร้ายๆ ให้ยัยปิศาจของเธอเต็มรัก

“แองจี้! เลิกพูดทุเรศอย่างนั้นซะทีเถอะน่า มันน่าเกลียดเกินไปแล้วนะ!

โจนาธานหมดความอดทนโพล่งออกไป นิลอรได้สติ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเอลิซสะท้อนเข้ามาในหน่วยตาของเธอ ตอนนี้คนที่น่าเวทนาที่สุดคงไม่ใช่เอลิซหรอกแต่เป็นเธอต่างหาก เธอต่างหากที่แพ้แล้วพาล แพ้แล้วยังดันทุรังแสดงธาตุแท้ความร้ายกาจส่งให้ยัยปิศาจเอลิซได้เป็นนางเอกสมใจ

“ใช่...ฉันแกล้งตกบันไดจริงๆ นั่นแหละ เอาสิ! มีใครจะประณามฉันไหม เอาสิเอาเลย! ยังไงฉันมันก็เป็นนางมารร้ายอยู่แล้วนี่ เอาเลยสิ!” ริมฝีปากของคุณแม่ลูกสองสั่นระริก หยาดน้ำตาพลันพร่างพราวอาบสองแก้ม

“ขึ้นไปพักเถอะแองจี้ อย่าสร้างความวุ่นวายต่อไปเลย ฉันเหนื่อยกับงานมากพอแล้วนะ” โจนาธานปรามภรรยา ผลักมือหล่อนออกจากท่อนแขน

“ไปส่งหน่อยไม่ได้หรือคะ” นิลอรเสียงอ่อนลงในทันที เอื้อมมือไปเกาะแขนเขาอีกครั้ง หล่อนรู้สึกผิดที่ทำให้สามีต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะแผนการตื้นเขินของตัวเอง เลยอยากไถ่โทษด้วยการออดอ้อนเขา และอีกอย่างก็คือเธอไม่มีแรงจริงๆ มันวูบๆ โหวงๆ เหมือนจะเป็นลมเสียอย่างนั้น

“เดินขึ้นไปเองเถอะแองจี้ ฉันจะไปเคลียร์งานกับชาร์ลส์”

โจนาธานบอกปัด แล้วแกะมือของภรรยาที่รักออกอีกหน แต่เจ้าหล่อนก็เลื่อนมาจับเขาอีก

“แองจี้...อย่าดื้อฉันขอร้อง” เขาเตือนหล่อนด้วยเสียงเรียบสนิท

“ฉันไม่มีแรงเดิน” เธอบอกเบาๆ แล้วก้มหน้าหลบสายตาของเอลิซ ความอ่อนแอวิ่งวนมาชนหัวใจตั้งแต่เห็นใบหน้าของสามีมองมาที่เธออย่างอิดหนาระอาใจ ราวกับว่าตัวเธอเป็นเด็กเล็กๆ เธอไม่เหมาะที่จะเป็นภรรยาที่คู่ควรกับเขาหรอก ต้องผู้หญิงคนนั้นสิถึงจะคู่ควร

“อย่าเล่นได้ไหมแองจี้ ฉันเหนื่อยกับเธอแล้วนะ!” โจนาธานผลักไสมือบางของนิลอรออกไปอย่างแรง ยังผลให้ร่างที่ยืนไม่ตรงอยู่แต่เดิมเซถอยหลังและกำลังจะร่วงลงสู่พื้น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #25 mintra (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 / 21:52
    ไรเตอร์มาลงอีกเร็ว ๆ นะค่ะ
    #25
    0
  2. #24 mintra (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 / 21:49
    อ่านอีก อ่านอีก ไรเตอร์มาลงอีกเร็ว ๆ นะค่ะ รออยู่
    #24
    0