ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 23 : บทที่ 9 ครอบครัวสุขสันต์ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 850
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 พ.ย. 57

บทที่ 9 ครอบครัวสุขสันต์ 100%

“ค่อยๆ ดื่มนะคะคนสวย” หญิงสาวบอกแม่หนูที่ดูดน้ำจากหลอดอึกๆ ด้วยความกระหาย เธอเปิดน้ำอีกขวดแล้วยื่นผ่านหน้าเขาให้พ่อหนูเจค็อบสุดแสบของตัวเอง

“ขอบคุงค้าบ”

หนูน้อยร้องเสียงดังแล้วรีบรับน้ำไปดื่ม ชาร์ลส์มองหาน้ำของตัวเองก็ไม่เห็นว่าจะมีใครเปิดมาส่งให้ เขาจึงเหล่มองครูสาวก็เห็นเจ้าหล่อนเอาแต่ทอดสายตาชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่อย

“น้ำฉันละเอลลี่” เขาถามเสียงขุ่นเล็กน้อย อรุณฉัตรจึงยื่นขวดน้ำให้เขาพร้อมหลอดดูดแต่ไม่ยอมเปิดฝาให้ ชาร์ลส์ก็รับมันไปเปิดดื่มอย่างงอนๆ

“คูเอลี่งอนอาชานใช่ไหมคะ?” แม่หนูน้อยถามหน้าตาใสซื่อแต่คนที่ตอบกลับเป็นฝาแฝดผู้พี่ของตัวเอง

“ช่าย...อาชานบอกแล้วว่าจะง้อคูเอลี่ แต่เจคยังไม่เห็นคูเอลลี่หายงอนเลย”

ชาร์ลส์ คิงส์ แทบสำลักเมื่อถูกหนูเจคจอมแสบทวงคำงอนง้อที่เขาเผลอรับปากออกไปส่งๆ

“เอ่อ...ครูไม่ได้งอนนะคะเด็กๆ ครูแค่ร้อนเท่านั้นเอง”

อรุณฉัตรรีบแก้ต่างเมื่อเห็นท่าทีอ้ำอึ้งของชาร์ลส์ เขาคงไม่เคยง้อใครกระมังถึงได้แต่มัวอ้ำอึ้ง หรือบางทีเธออาจไม่คู่ควรกับคำงอนง้อของเขา

“ใช่...เห็นไหมล่ะ ครูของพวกเธอไม่ได้งอนเสียหน่อย” ชาร์ลส์สบโอกาสหาทางเอาตัวรอด ในเมื่อเอลลี่เอ่ยออกมาว่าไม่ได้งอนก็ดีแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาง้อ แต่ทำไมมันรู้สึกขัดใจชอบกลที่ถ้อยคำซึ่งเตรียมไว้งอนง้อครูเอลลี่ของเด็กๆ ไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากหัวใจ

“ม่ายเชื่อ/ ม่ายเชื่อ!

เด็กๆ ร้องขึ้นพร้อมกัน อรุณฉัตรได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ เธอคิดถูกจริงๆ ที่ยังไม่คิดจะแต่งงานมีลูก บางทีพวกเด็กๆ ก็น่ารำคาญเท่าๆ กับความน่าเอ็นดูของพวกเขานั่นล่ะ

“หันหน้ามาหน่อยสิคุณ” ครูสาวบอกคุณอาของเด็กๆ

ชาร์ลส์หันมามองเอลลี่อย่างไม่เข้าใจ แล้วเจ้าหล่อนก็ควักผ้าเช็ดหน้าของตัวเองมาซับเหงื่อบนใบหน้าให้เขา กลิ่นหอมของผ้าเช็ดหน้าหอมชื่นใจเสียจนเขาเผลอสูดเข้าไปเต็มปอด กลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ชำแรกแทรกผ่านเข้าไปอบอวลจนถึงหัวใจอันอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

“นี่ไงเด็กๆ ครูไม่ได้งอนอาชาร์ลส์ของพวกเธอซะหน่อยเห็นไหม”

อรุณฉัตรยังเช็ดใบหน้าให้พ่อเทพบุตรของเธอเบาๆ ชาร์ลส์ถอดแว่นตาสีชาเข้มออกเพื่อมองใบหน้าครูสาวให้ชัดๆ ใบหน้าเนียนละเอียดปากนิดจมูกหน่อยช่างน่ารักนัก

“โอเคค้าบเชื่อแล้ว คิกๆ”

เจค็อบหัวเราะชอบใจพลอยทำให้ฝาแฝดของเขาหัวเราะตามไปด้วย ทั้งสองลงจากม้านั่งเมื่อพักจนหายเหนื่อย สองแฝดวิ่งไล่จับกันตามประสาพี่น้องอยู่กลางลานโล่งที่ตอนนี้แสงแดดถูกตัวอาคารหลังหนึ่งบดบังเอาไว้พอดี

อรุณฉัตรยิ้มน้อยๆ กับความน่ารักของสองฝาแฝด เธอเกลียดพวกเด็กๆ ไม่ลงสักที ยิ่งเวลาที่เห็นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของพวกเขา ความไม่ชอบใจ ความขุ่นเคืองยามที่พวกเขาร้องไห้โยเยหรือพาลพาโลก็มีอันมลายหายไปสิ้น

ชาร์ลส์มองมือน้อยที่เลื่อนลงจากใบหน้าเขาอย่างแสนเสียดาย ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้หล่อนเช็ดเหงื่อให้เขาต่ออีกสักหน่อย

“เช็ดอีกสิ เหงื่อฉันยังไม่หมดเลย” เขาท้วงแล้วชะโงกหน้ามาให้ครูสาวดูใกล้ๆ อรุณฉัตรจึงผลักอกเขาออกก่อนที่ปลายจมูกคมๆ จะประทับลงบนพวงแก้มของเธอ

“ออกไปเลยนะตาบ้า!

“โธ่...นี่เมื่อกี้หลอกเด็กงั้นหรือเอลลี่” เขาประชดน้อยๆ แล้วกระดกขวดน้ำขึ้นดื่มโดยไม่ใช้หลอด

“ใช่ ทำไมล่ะ ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อยก็แค่ไม่อยากให้ชาวบ้านต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนกับอารมณ์ของฉันเท่านั้นเอง” หญิงสาวชี้แจงแล้วหันไปมองเด็กๆ อีกรอบ

ชาร์ลส์เบะปากพลางพยักหน้า อรุณฉัตรเป็นคนดีขนาดห่วงความรู้สึกคนอื่นด้วยหรือ น่าทึ่งเหมือนกันแฮะ ชายหนุ่มคิดแล้วเริ่มอมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกภูมิใจเล็กๆ ด้วยซ้ำ...แล้วทำไมเขาถึงภูมิใจด้วยล่ะ?

หัวคิ้วเข้มของชาร์ลส์ขมวดเข้าหากัน เขาไม่สามารถหาคำตอบที่เกิดขึ้นให้กับตัวเองได้เลย

“ขอโทษนะเอลลี่ ฉัน...โมโหเอลิซมากไปหน่อย”

หญิงสาวที่ถอดใจไปแล้วว่าคงไม่ได้รับคำขออภัยจากเขาถึงกับตาโตเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังง้อเธออยู่ใช่ไหม

“อ่า...ฉัน...ฉันก็ไม่ได้โกรธซะหน่อย”

อรุณฉัตรพูดออกไปแล้วอยากกัดลิ้นตัวเองให้ตายไปเลย หล่อนจะมีฟอร์มให้มากกว่านี้สักนิดก็ไม่ได้นะยัยเอลลี่!

“แน่ใจนะเอลลี่” ชาร์ลส์ถามแล้วดึงมือของอรุณฉัตรมาบีบเบาๆ เพื่อความมั่นใจ แต่สำหรับอรุณฉัตรนั้นมันเหมือนมีกระแสไฟอย่างอ่อนแล่นจากฝ่ามือเขาเข้าไปจุดเชื้อไฟร้อนๆ ทั่วร่างหล่อนจนตอนนี้พวงแก้มเห่อแดงขึ้นมา

“ปะ...ปล่อยเถอะ ฉันต้องดูแลเด็กๆ” หญิงสาวหาข้ออ้าง ไม่กล้าสบสายตาสีเทาเซ็กซี่คู่นั้น

“เงยหน้าขึ้นเอลลี่” เขาสั่งเสียงทุ้มพร้อมกับคลึงหลังมือหล่อนไปด้วย ตอนนี้อรุณฉัตรขนลุกเกรียว แค่สัมพัสทางกายเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หล่อนพ่ายแพ้เขาเสียแล้ว

“มะ...ไม่ ไม่...ชาร์ลส์...ได้โปรดปล่อยมือฉันเถอะ” อรุณฉัตรเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยอยากอ้อนวอนให้เขาหยุดการกระทำ แต่ชาร์ลส์กลับให้ในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาฉกจุมพิตลงมาบนริมฝีปากที่สั่นระริกของอรุณฉัตรอย่างหนักหน่วง ปลายนิ้วแข็งแรงทั้งสองมือสอดเขาสู่กลุ่มผมที่ถูกรวบไว้ง่ายๆ และในที่สุดเมื่อถูกสอดไซ้มากเข้าเส้นผมสลวยก็หลุดออกจากผ้าผืนบางที่พันธนาการมันอยู่

ครูสาวสมองสับสนชั่วขณะ หลงลืมกระทั่งว่าตอนนี้มิได้อยู่เพียงลำพังกับเขาในห้องหับอันมิดชิด แต่ถึงอย่างนั้นชาร์ลส์ก็จูบเธอ จูบเอา...จูบเอา ตักตวงความหอมหวานที่มีรสเผ็ดร้อนเหมือนเปลวแดดตอนบ่ายอย่างตะกละตะกราม

“พอ...พะ...พอได้แล้วชาร์ลส์ พอเถอะฉันขอร้อง...อืม...ชาร์ลส์”

ครูสาวพยายามผลักร่างที่มาเบียดชิดให้ออกห่างแต่ราวกับว่าหล่อนบอกให้เขาเบียดเขามาเสียอย่างนั้น และนาทีที่เขาวางมือบนทรวงอกอันครัดเครียดของหล่อน อรุณฉัตรก็ผลักเขาออกสุดแรงเกิด

“โอ๊ะ!” ชาร์ลส์ร้องอย่างลืมตัว ใบหน้าแดงก่ำเมื่อถูกผลักจนชนกับที่วางแขนอัลลอยด์ซึ่งอยู่ด้านหลัง หล่อนผลักเขาแรงทีเดียว

“พลังช้างหรือไงเอลลี่ ทำไมเธอไม่จับฉันทุ่มกับพื้นซะเลยล่ะ” ชายหนุ่มประชดแต่กลับมีรอยยิ้มพร่างพราวบนใบหน้า

“ฉันเกลียดคุณที่สุดเลย! คนฉวยโอกาส”

เผียะ!

ใบหน้าคมได้รูปของชาร์ลส์ถูกฝ่ามือน้อยๆ ของครูสาวตีตราลงไปปื้นใหญ่ เขาเจ็บจนชาแต่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เพราะสำนึกรู้ว่าทำผิดเต็มประตู

อรุณฉัตรรีบวิ่งไปหาเด็กๆ และแจ้งพวกเขาว่าถึงเวลาต้องกลับแล้ว ซึ่งขัดใจเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์อันปั่นป่วนของตัวเองได้เลยในตอนนี้ และมันคงไม่ดีนักหากต้องดูแลสองชีวิตน้อยๆ ของเจ้านายในเวลาที่อารมณ์ของเธอไม่สามารถควบคุมได้

 

ค่ำๆ วันเดียวกัน

นิลอรลากสังขารที่เอาแต่นอนซมมาตั้งแต่เมื่อกลางวันไปเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย หญิงสาวกำลังรีบแต่งตัวเพื่อไปพบสามีก่อนที่เขาจะไปธุระที่สหรัฐอเมริกา เธอนึกเคืองตัวเองที่ไม่สบายเอาในวันที่สามีต้องการกำลังใจเช่นนี้ เขาคงต้องใช้แรงใจอย่างมากในการตัดสินใจบางเรื่องที่สำคัญมากเหลือเกิน และเธอช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยนอกจากนอนป่วยให้เขาต้องกังวลใจมากขึ้น น่าแปลกนักที่หัวใจข้างในมันสั่นไหวอย่างประหลาด อีกทั้งวูบโหวงแกว่งไกวระคน เหมือนจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

“คุณคะ?” นิลอรเรียกสามี สองมือรีบเกาะขอบโต๊ะเครื่องแป้งเอาไว้เพราะอาการวิงเวียนเข้าจู่โจมจนเกือบเสียหลักล้มลง

“โอ...ที่รัก เธอควรนอนพักไม่ใช่ลุกมาอาบน้ำอย่างนี้”

โจนาธานอุ้มร่างที่ห่อด้วยชุดคลุมอาบน้ำของภรรยาไปวางบนเตียงเช่นเดิม ค่ำนี้เขาต้องไปธุระเรื่องธนาคารที่กำลังมีปัญหา เนื่องจากว่ามีหุ้นส่วนบางคนละทิ้งหน้าที่อันสมควรอย่างหน้าด้านๆ แต่ก็นั่นแหละนะ เงินมันเยอะเสียจนเขาคนนั้นยอมเป็นคนหน้าด้านทิ้งภาระไว้ให้คนที่เหลือ ใครจะอยากทุ่มทุนส่วนตัวเพื่ออัดรูรั่วให้กับธนาคารที่ไม่ใช่ของส่วนตัวกันล่ะ

“ฉันแค่อยากไปส่งคุณที่สนามบิน” นิลอรกล่าวอย่างจริงใจ หล่อนไม่ยอมนอนแต่ลุกขึ้นมานั่งคุยกับเขา ใบหน้าของโจนาธานดูเคร่งเครียดจนรอยตีนกาที่มองไม่ค่อยเห็นเด่นชัดขึ้นมาจนน่าตกใจ

“ฉันไปแค่ไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับแล้วอย่าห่วงเลย อยู่ที่นี่ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะที่รัก...ฉันเป็นห่วงเธอเหลือเกิน”

หนุ่มใหญ่กดจุมพิตบนหน้าผากนูนเกลี้ยงของศรีภรรยาอย่างแสนรัก เขาตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าเรื่องยุ่งยากนี่ผ่านไปเมื่อไหร่จะต้องมัดมือชกพานิลอรไปจดทะเบียนสมรสกับเขาให้ได้

“ห่วงอะไรล่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย ก็แค่...แค่โรคกระเพาะเท่านั้นเอง” นิลอรแก้ต่างอย่างโป้ปด หล่อนไม่แน่ใจนักว่าอาการที่เป็นคือโรคกระเพาะเพราะรอบเดือนที่สมควรจะมามันได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ตอนอยู่ที่สวนสนุกเธอบอกว่านอนน้อยนะแองจี้”

สามีวัยเลยหนุ่มหรี่ตามมองศรีภรรยาวัยละอ่อนอย่างจับผิด เจ้าหล่อนเหมือนกำลังปกปิดบางอย่างอยู่ในใจไม่ยอมบอกให้เขารู้

“อ่า...ก็...ก็นอนน้อยนั่นแหละมันพาลให้โรคกระเพาะฉันกำเริบนี่นา” แม่แองจี้ของโจนาธานรีบกลบเกลื่อนแววพิรุธ หล่อนขยับไปสวมกอดสามีแถมยังปีนขึ้นไปนั่งบนตักกว้างเสียดื้อๆ

“รีบไปรีบมานะตาแก่ อย่าไปหลีสาวๆ มะกันเข้าล่ะ อย่าให้มีหลักฐานมาให้เห็นเชียวไม่อย่างนั้นฉันจะตัดรากถอนโคนตระกูลคิงส์ของคุณให้เหลือแต่ตอเลย”

นิลอรหรี่ตาแล้วกวาดมองทั่วร่างสามีโดยเฉพาะตำแหน่งที่เธอนั่งทับอยู่

“โอย...ไม่กล้าหรอกจ้า ฉันรักแองจี้คนนี้ที่สุดเลยน้า ฉันขอสาบานว่าจะไม่มีทางนอกใจอย่างเด็ดขาดจ้าที่รัก” หนุ่มใหญ่ยืนยันพลางยิ้มกริ่มอย่างเจ้าชู้คืนให้ภรรยาจอมขี้หึง เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความน่ารักของหล่อน

“ฉันรักคุณนะคะโจนาธาน ไม่รู้ว่ารักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่...ฉันคิดว่าไม่เคยรักใครเหมือนที่รักคุณ คุณ...อบอุ่นและอ่อนโยนเสมอ...แม้ว่าในอดีตคุณพยายามหลบซ่อนมันเอาไว้ก็ตาม ทุกครั้งที่คุณร้ายกับฉัน รังแกฉันด้วยคำพูดและการกระทำที่เลวร้าย แต่ฉันรู้เสมอว่ากลางดึกของทุกคืนคุณจะลุกมาห่มผ้าให้ฉันแล้วเอ่ยคำขอโทษข้างหูฉัน โอบกอดฉันไว้กระทั่งเช้าแล้วรีบจากไปก่อนที่ฉันจะตื่น เพื่อ...เพื่อแสดงให้รู้ว่าคุณไม่ได้แคร์นางบำเรออย่างฉัน แต่รู้ไหมคะว่ายิ่งคุณทำสิ่งที่ฝืนใจคุณ มันยิ่งทำให้ฉันรักคุณค่ะ รักคุณเหลือเกิน...”

“โอ...แองจี้...ฉันก็รักเธอ รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อนเหมือนกัน ฉันขอโทษที่เคยไม่ดีต่อเธอ เราจะไม่พูดถึงมันอีกแล้ว เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มกับเวลาที่เราสูญเสียไปนะที่รัก”

หนุ่มใหญ่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่แองจี้น้อย หยาดน้ำใสไหลมาขังคลอให้ดวงตาคู่สวยสีนิลกาฬ เช่นกันกับที่เกิดขึ้นในหน่วยตาของเขาในเวลานี้ ทำไมนิลอรถึงได้พูดอะไรแบบนี้ออกมานะ หล่อนต้องการอะไรหรือเปล่า

นิลอรพยักหน้าให้สามีก่อนที่เขาจะปาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจให้แห้งหายบนใบหน้าของเธอ แล้วประทับจุมพิตหวานๆ เพื่อปลอบประโลม

“ทำไมวันนี้คนสวยของฉันขี้แยจังเลย”

โจนาธานกระซิบเบาๆ กับคนที่เขาเพิ่งผละจากการจุมพิตที่ริมฝีปาก เขากอดหล่อนแน่นๆ รู้สึกถึงร่างอวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือ

“ไม่รู้สิคะ...จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่า...เหมือน...ฮึกๆ”

คุณแม่ยังสาวไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้เมื่อหยาดน้ำตาและก้อนสะอื้นพร้อมใจกันประท้วง มันคงอยากออกมาสัมผัสอากาศนอกกายเจ้าของ เธอกลั้นมันไม่ได้เลยเวลาที่อยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้นี้ ใออุ่นจากเรือนกายหนาหนักและฝ่ามือร้อนๆ ของเขาที่เพียรลูบหลังให้เป็นเสมือนสิ่งเร้าให้เธอต้องร้องไห้แทนที่จะยุติมันเสีย

“เหมือนอะไรคนดี..เธออย่าคิดมากเลยที่รัก”

“แต่...มันรู้สึกแปลกๆ ฉันรู้สึกเหมือนตอนที่ฉันจะไปจากคุณ รู้สึกเหมือนว่าฉันอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว” นิลอรกลั้นใจเอ่ยออกไปพลางเช็ดน้ำตาที่รินไหลไม่หยุด

“อย่าคิดมากเลยคนดี เธอคงนอนพักมากไปกระมัง ฉันว่าเธอลงไปหาอะไรกินหรือไม่ก็ไปช่วยครูเอลลี่จับลูกๆ ของเรานั่งทานมื้อค่ำจะดีกว่า ฉันว่าเราต้องจ้างคนป้อนข้าวลูกแล้วนะ เด็กๆ ไม่ชอบทานข้าวเลยทานแต่ขนมแล้วก็เล่นซนจนไม่สนมื้อค่ำ”

คุณแม่ลูกสองยิ้มทั้งน้ำตา สามีคนดีกำลังนินทาลูกๆ ตัวเองให้แม่ของพวกเขาฟัง

“ถ้าคุณรวยนักก็จ้างเมียเพิ่มอีกคนด้วยสิคะ ฉันเหนื่อยแล้วนะรับงานไม่ไหวแล้วค่ะ” หล่อนประชดน้อยๆ สองมือโอบรอบคอแกร่งอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

“อย่าท้านะที่รักฉันยังฟิตปั๋งแค่ไหนเธอก็รู้ดีนี่นา”

หนุ่มใหญ่ส่งสายตาเจ้าชู้ยักษ์ใส่ภรรยาจนหล่อนแก้มแดงระเรื่อ หยาดน้ำตาเริ่มเหือดหายจนเขาเริ่มเบาใจ

“ฉันไปก่อนนะแองจี้ เดี๋ยวตกเครื่อง” เขาบอก

“ค่ะ”

หนุ่มใหญ่ยกร่างภรรยาที่นั่งบนตักออกไปวางบนฟูกหนา เขาลุกขึ้นยืนแล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นิลอรยังดื้อดึงมาส่งเขาที่หน้าประตูจนได้

“พอแล้ว ส่งแค่นี้ก็พอ”

ภรรยาคนดียิ้มให้สามีที่รักก่อนจะเอ่ยบางอย่างที่ค้างคาใจออกไป

“ถ้า...เกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับฉันหรือคุณ เราจะเชื่อใจกันใช่ไหมคะ?”

“แน่นอนที่รัก เราจะเชื่อใจกันเสมอ เพราะเรารักกัน”

โจนาธานยืนยันอย่างไม่มีลังเล เขาจุมพิตสั่งลาภรรยาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหันหลังเดินจากไป โดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าวันที่กลับมาจะพบเจอกับเรื่องราวที่เป็นเสมือนเครื่องทดสอบ...ความเชื่อใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 / 01:09
    อิชาล์ลแหงๆ ฝีมือยัยเอลิซด้วยชัวๆ
    #21
    0