ตราบาปนางบำเรอ

ตอนที่ 12 : บทที่ 6 นางร้ายนิลอร 50%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 820
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    12 ต.ค. 57

 บทที่ 6 นางร้ายนิลอร 50%

สถานการณ์ภายในบ้านหลังงามท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยของเกาะ SENTOSA เป็นไปด้วยความสงบราบเรียบอย่างน่าประหลาด นิลอรยังมิได้ออกตัวเป็นปรปักษ์กับอดีตภรรยาของสามีวัยเลยหนุ่มอย่างโจ่งแจ้งนัก หล่อนรอดูท่าทีของเอลิซไปเรื่อยๆ อย่างเงียบงันแต่ซ่อนไว้ซึ่งพลังอันเปี่ยมล้นในการต่อสู้ ราวกับว่าถ้าฝ่ายโน้นออกลายว่าคิดร้ายเมื่อใดแล้วละก็นิลอรก็พร้อมจะลงสนามรบด้วยความร้ายกาจไม่แพ้กันทีเดียว

“เราต้องผ่านมันไปได้นะคะโจอี้” เอลิซเอ่ยปลอบใจอดีตสามี หล่อนเห็นแล้วละว่าภรรยาวัยละอ่อนของเขาแอบมองอยู่อีกฟากของสระน้ำแห่งนี้ หล่อนรีบเลื่อนมือไปวางบนไหล่ของโจนาธานอย่างให้กำลังใจดังเช่นที่เคยทำเมื่อวันวาน

“ขอบใจมากเอลิซ เราคงได้แต่ภาวนาให้เราชนะ แต่ถ้าไม่ก็คงต้องยอมเสียค่าปรับให้เขาไป”

โจนาธานเอ่ยเนือยๆ ขณะปัดมือดีตภรรยาออกอย่างสุภาพ เขาพยายามแล้วที่จะไม่ให้หล่อนเรียกเขาด้วยสรรพนามที่คุ้นเคยอย่างนั้นเพื่อกันมิให้ภรรยาคนดีได้ยินแล้วเข้าใจผิด แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ได้ผล

“คุณมีอะไรก็ไปทำเถอะเอลิซผมอยากนั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว” โจนาธานเอ่ยปากขอความเป็นส่วนตัว เขากำลังกลุ้มใจกับเรื่องคดีความที่ฝ่ายตนผิดเต็มประตู ด้วยว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วเขาปลงใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนใหญ่ของธนาคาร SHKC ในสหรัฐฯ เขายอมรับเลยว่าเพียงไม่กี่ปีเม็ดเงินที่ได้รับเป็นผลกำไรช่วยต่อยอดให้บริษัทการเงินเล็กๆ ของเขาดำเนินไปได้อย่างสวยหรูและยังสามารถเปิดธนาคารลูกเป็นสาขาในต่างประเทศได้โดยไม่มีติดขัด แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย ตั้งแต่จับธุรกิจตัวนี้เขาก็ไม่ต้องขายที่ดินที่สะสมไว้ให้กับใครและมันก็ทำให้ที่ดินที่มีเหลืออยู่บนเกาะสิงคโปร์มีมูลค่ามหาศาล และเขาก็ไม่อยากขายมันเพื่อจ่ายค่าปรับในคดีที่ธนาคาร SHKC รับฟอกเงินให้กับผู้ก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด

“เราต้องชนะสิโจนาธาน แกต้องทำได้สิ”

โจนาธานให้กำลังใจตัวเองเมื่อเอลิซผละจากไปแล้ว ยังดีที่ภรรยาและอดีตภรรยาสามารถอยู่ร่วมบ้านกันได้ไม่มีขัดแย้งทำให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องในบ้าน เขารีบต่อสายหาหุ้นส่วนในสหรัฐฯ เพื่อสอบถามความคืบหน้าในคดีความทันที อย่างน้อยเผื่อว่าพวกเขาจะมีทางช่วยเหลืออะไรได้บ้าง

เอลิซเดินห่างโจนาธานมาช้าๆ หล่อนหรี่ตาลงแล้วจ้องมองไปข้างหน้าขณะที่สองขาก้าวตรงไปยังมุมหนึ่งซึ่งนิลอรซ่อนตัวอยู่ เจ้าหล่อนคงเห็นแล้วกระมังว่าเธอและโจนาธานพูดคุยกันอย่างสนิทสนมที่ข้างสระน้ำเมื่อครู่นี้

“อะแฮ่ม! ทำอะไรอยู่ตรงนั้นหรือคะคุณแองจี้” สตรีผมบลอนด์เปิดฉากฉะกับภรรยาของอดีตสามีทันทีที่สบโอกาส ตอนนี้โจนาธานลุกขึ้นเดินช้าๆ เพื่อคุยโทรศัพท์ ซึ่งระยะห่างจากขอบสระที่เขาเดินอยู่กับขอบสระฝั่งนี้ก็ไกลพอสมควร เขาจึงไม่สามารถได้ยินเนื้อหาในประโยคสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเอลิซกับแม่แองจี้น้อย

“เปล่านี่ ไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย” นิลอรออกมาจากที่ซ่อน เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่ริทำความผิดแล้วแอบมาซ่อน แต่ทว่าสุดท้ายผู้ใหญ่ใจร้ายก็ควานหาตัวจนพบ

“แต่ฉันเห็นคุณหลบๆ ซ่อนๆ มีอะไรอยากรู้อยากเห็นก็ถามสิคะจะไปแอบดูทำไมให้มันเสียเวลา หรือว่าพวกนางบำเรอเขาชอบทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ จนเป็นนิสัยคะ” เอลิซเยาะหยันเล็กน้อยด้วยคำพูดและรอยยิ้มเรียบหรูแบบพวกผู้ดี แน่นอนว่านิลอรมิได้เก็บอาการชิงชังรังเกียจเอาไว้แต่อย่างใด ในเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเปิดตำรารบฉบับเงียบแต่เฉียบขาด เธอนี่แหละจะยิงปืนใหญ่สวนไปก่อนเลยเพื่อความชัวร์ว่าข้าศึกจะต้องกระอักเลือดตายคาพื้นสนามรบ

“ก็ไม่ได้อยากแอบหรอกค่ะ แต่ถ้าไม่แอบก็ไม่ได้เห็นสิคะว่าแมวขโมยมันหน้าด้านแค่ไหน ของเขามีเจ้าของก็คอยแต่จะจ้องเอาไปเป็นของตัวเอง สามัญสำนึกคงไม่มีหลงเหลือในกมลสันดานกระมัง” นิลอรยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากอย่างสะใจ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายัยป้าเอลิซจะเข้าใจประโยคเจ็บแสบแบบไทยๆ ของเธอหรือเปล่า แต่ช่างปะไร แค่ได้ด่าเธอก็รู้สึกดีสุดๆ แล้วล่ะ

“นั่นสิคะ สามัญสำนึกไม่มีบ้างหรืออย่างไรถึงไม่เจียมตัวว่าตัวเองเป็นได้แค่นางบำเรอ ยังจะมาชูคออ้างตัวว่าเป็นภรรยาของเขาอยู่ได้ ทุเรศ!” เอลิซมิวายตอกกลับด้วยเรื่องที่เป็นปมด้อยในใจของอีกฝ่าย นิลอรในอดีตก็เป็นแค่นางบำเรอของโจนาธานเท่านั้น นี่ถ้าเขาไม่ไปพบเจ้าหล่อนพร้อมกับเด็กฝาแฝดนั่นเธอแน่ใจว่านิลอรไม่มีวันได้กลับมาอยู่สิงคโปร์อย่างเด็ดขาด

“เธอนั่นแหละยัยแก่เอลิซ! ทุเรศแก่แล้วทำไมไม่อยู่ส่วนแก่ห๊ะ ยังจะมาเสนอหน้าแย่งสามีชาวบ้านอยู่ได้ หนังหน้าหล่อนนี่มันด้านจริงๆ ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นภรรยาของใครได้หรอก ยัยปิศาจหน้าขาววอกแต่หัวใจดำปี๋เหมือนอีกาไม่มีผิด! และฉันไม่แปลกใจเลยที่สามีฉันเลิกกับเธอ บางทีเขาอาจจะเห็นสิ่งเลวๆ ที่เธอซุกซ่อนไว้กระมังถึงได้หย่า ยัยปิศาจ!

นิลอรด่ากราดด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น เธอเห็นแล้วว่าสามีวางสายโทรศัพท์และกำลังเดินมาทางนี้

“แก! นี่แกด่าฉันเหรอ!?”

หมูโลหิตในเรือนกายของสตรีผมบลอนด์สูบฉีดเร็วแรงและเพิ่มอุณหภูมิขึ้นมาทีละน้อยทีละนิด มันแปรผันตามอารมณ์กรุ่นโกรธของเจ้าของและกำลังจะเดือดพล่านในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

“ฉันไม่ได้ด่าแต่อยากเตือนสติ บางทีพวกผู้ดีมีเงินก็หน้าหนาจนไม่กล้ามองความผิดของตัวเอง ฉันเลยต้องช่วยสงเคราะห์ให้ไงคะ คุณป้า!

“กรี๊ดดด!!!

เอลิซหมดความอดทนเมื่อคำว่า คุณป้า หลุดออกจากปากของสตรีที่มีเรือนผมสีเดียวกับราตรีกาล หล่อนกรีดร้องอย่างสุดจะทนและเตรียมเงื้อมือหมายจะตบหน้าภรรยาของอดีตสามีให้สมกับที่แค้นใจ แต่ทว่า...

“เอลิซ! คุณเป็นอะไร!? ผมได้ยินเสียงคุณร้อง”

โจนาธานงุนงงระคนตื่นตระหนกที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของอดีตภรรยา ส่วนแม่แองจี้สุดที่รักกลับทำท่าเหมือนจะยิ้มให้กับชัยชนะบางอย่างอยู่ในที

“อ่า...เออ...คือว่า คือหนอนแก้วค่ะ ฉัน...ฉันเห็นมันอยู่เกาะอยู่บนไหล่ของคุณแองจี้ ฉันก็เลยร้องเพราะตกใจ”

นิลอรเบะปากใส่อย่างรู้ทัน หล่อนเหลือบมองหัวไหล่สองข้างแล้วอยากจะร้องกรี๊ดๆ ให้กับหนอนแก้วอุปโลกน์ที่ยัยป้าหน้าวอกช่างกุเรื่องได้เนียนเสียเหลือเกิน แต่ขอบอกนะยัยป้ามหาภัย หล่อนน่ะยังเนียนไม่ได้ครึ่งของยัยแองจี้คนนี้หรอกย่ะ เชอะ!

“อุ๊ยต๊ายตาย! ไหนคะ!? แองจี้กลั๊วกลัวมันไปหรือยังคะ!?”

นิลอรทำทีปัดมือบนหัวไหล่ทั้งสองข้างด้วยท่าทางร้อนรน พร้อมกับกระทืบเท้าเร่าๆ อย่างรังเกียจชนิดที่ว่าปลายเท้าแทบจะไม่ติดพื้นด้วยซ้ำ

โจนาธานเห็นดังนั้นก็ร้อนใจรีบเข้ามาดูเมียรักว่าหล่อนเป็นอะไรหรือเปล่า และมันก็เข้าทางแม่นางฟ้าสีนิลเข้าเต็มๆ

“ที่รักขา....แองจี้กลัวหนอนแก้วจังเลยค่ะ ที่รักเห็นตัวมันไหมคะ ถ้าเห็นละก็ช่วยเอามันไกลๆ เลยน้า....แองจี้กลัวจนขนลุกไปหมดแล้ว โฮๆๆๆ” นิลอรเบียดกระแซะร่างเข้าหาสามีหน้าตาท่าทางนั้นชนะขาด หล่อนเสแสร้งแกล้งทำเป็นร้องไห้จนโจนาธานทอดสายตาแห่งความสงสารจับจิตมาให้ และต่อให้ไม่มีหนอนแก้วจริงๆ นิลอรก็สามารถปั้นมันขึ้นมาได้จากน้ำในสระนั่นแหละ ปั้นได้หลายตัวเสียด้วย

“โธ่ที่รัก...ไหนๆ ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลยคนดี สงสัยเธอสองคนจะตาฝาดแล้วกระมัง”

โจนาธานลูบเนื้อลูบตัวให้เมียรักพลางมองหาต้นตอของความยุ่งยากที่เอลิซและนิลอรกล่าวอ้าง แต่ทว่าเมื่อแลหาไปรอบบริเวณก็ไม่พบสิ่งใด จึงเหมาเอาว่าสองสาวอาจจะตาฝาดเพราะตอนนี้ก็ใกล้มืดค่ำเต็มทีแล้ว

“สงสัยมันคงไปแล้วล่ะ หรือไม่ฉันก็คงตาฝาดจริงๆ นั่นแหละ”

เอลิซได้ทีรับสมอ้างเอาตัวรอด แค่เสียงกรีดร้องของเธอมีมูลเหตุอันน่าเชื่อถือว่าร้องออกไปด้วยความตกใจมันก็เพียงพอแล้วที่จะรักษาภาพพจน์อดีตภรรยาที่แสนดีเอาไว้ ส่วนเรื่องอื่นนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันก่อนเถอะ

“โฮๆๆ มันไปหรือยังคะ แองจี้กลัวจนเข่าอ่อนไปหมดแล้วค่ะ โอ๊ะๆ ที่รักขาแองจี้จะเป็นลม...”

นิลอรแกล้งเข่าอ่อน ร่างทั้งร่างซวนเซอย่างไม่มีแรงจะทรงกาย เดือดร้อนสามีหนุ่มใหญ่แต่หัวใจฟิตเปรี๊ยะราวกับหนุ่มน้อยวัยเริ่มแตกพาน ต้องช้อนร่างเมียรักขึ้นมาด้วยสองแขนแกร่งอย่างเต็มอกเต็มใจ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น