[fic taeten] MINIMART MIDNIGHT

ตอนที่ 31 : MIDNIGHT 19

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 401
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    30 มิ.ย. 63













MIDNIGHT  19




     ผมเดินนำลีแทยงไปยังชั้นวางของที่สูงที่สุดในมินิมาร์ท และเมื่อเห็นแทยงดูตื่นเต้นจนเห็นได้ชัดผมก็ตัดสินใจเฉลยให้เค้าฟัง...

          "มันอยู่บนสุดของชั้นนั้นไง" 

     ผมบอกก่อนจะชี้นิ้วไปที่ชั้นวางของที่อยู่ในสุดของร้านซึ่งบนชั้นวางนั้นมีซองขนมสีสันฉูดฉาดเต็มไปหมด..แอบเล่าให้ฟังนิดนึงแล้วกันครับว่าไม่ค่อยมีใครได้ซื้อขนมพวกนี้หรอกเพราะมันเป็นขนมที่เลิกผลิตไปแล้วแต่คุณยาม่าไปหาซื้อมาตุนไว้เผื่อขายในงานเทศกาลพิเศษต่างๆที่จะมาถึง... 

และตอนนี้ผมกำลังจะแอบขโมย เอ้ย หยิบมาก่อนจ่ายทีหลังต่างหากครับ.. 

          "ผมว่าต่อให้ผมเขย่งก็ยังหยิบไม่ถึงอยู่ดีนะ.."

          "ก็เพราะว่าหยิบยากแบบนี้แหละ.." พอผมพูดจบแทยงก็เดินมาย่อตัวตรงหน้าผม 


          "ผมว่าคุณคงต้องขี่หลังผมแล้วล่ะ" แล้วจากนั้นเค้าก็รวบตัวผมทันทีที่พูดจบไม่รอให้ผมตัดสินใจเลยสักนิด ด้วยความตกใจผมเลยกอดคอแทยงแน่น พอรู้สึกว่าแทยงเริ่มทรงตัวอยู่แล้วผมจึงค่อยๆเอื้อมมือขึ้นไปช้าๆ

          "ซ้ายหน่อย"
     ผมบอกเมื่อยื่นมือออกไปสุดแขนแล้วแต่ก็ยังคว้าไม่ถึง แทยงจึงเขยิบไปทางซ้ายตามที่ผมบอกแต่นั่นก็ยังไม่ใกล้ถุงขนมสุบาราชิอยู่ดี

          "ไม่ๆ ซ้ายอีกนิด" 

     คราวนี้ผมจึงเอนตัวไปทางซ้าย และในที่สุดถุงสุบาราชิก็อยู่ในมือของผมเรียบร้อยแล้วครับตอนนี้ ทว่าขณะที่ผมกำลังจะส่งขนมให้แทยงอยู่นั้น แทยงก็เหมือนทรงตัวไม่อยู่ผมรู้สึกไม่ค่อยมั่นคงจึงเกาะแทยงแล้วหลับตาปี๋ นึกว่าหัวจะฟาดพื้นไปเสียแล้ว!!

          "ผมไม่ปล่อยให้คุณตกหรอกหน่า"

     เสียงทุ้มกระซิบข้างหู พอลืมตาขึ้นมาผมก็เห็นหน้าตาทะเล้นๆของแทยงอยู่ห่างไม่กี่คืบและแม้แทยงจะพูดแบบนั้น แต่มันก็ไม่ทันอยู่ดีเพราะผมกลัวไปเรียบร้อยแล้วว้อย!

          "ปล่อยฉันลงสิ" ผมบอกเมื่อเห็นว่าเราได้ขนมสุบาราชิลงมาเรียบร้อยแล้วแต่ไหงคนที่อุ้มผมอยู่ตอนนี้กลับแบกผมไม่ปล่อยเสียอย่างนั้น

          "ขอผมอุ้มคุณอีกหน่อยได้มั้ย ?" 
         
           "ไม่หนักรึไงเล่า"
        
          "คุณตัวเท่าแมวจะเอาอะไรมาหนัก.."
         
           "..."
          "อ่า แต่จริงๆก็หนักอยู่นะ..ปากหนัก.." 

     คนบางคนพูดจบก็ถูกผมฟาดเข้าไปที่ไหล่เบาๆแต่ดังลั่นเพี๊ยะๆ ลีแทยงหัวเราะชอบใจในลำคอหึหึ พอเค้าพาผมเดินมาถึงเคาน์เตอร์หน้าร้านได้ผมก็รีบเด้งตัวกระโดดลงมาจากหลังเค้าทันทีกลัวว่าไอ้คนบ้ามันจะพาผมเดินเวียนเทียนรอบมินิมาร์ทอีกรอบ
 
          "..." 

     ตอนนี้แทยงจึงได้แต่มองผมนิ่งๆเค้าไม่ได้พูดอะไรอีกแต่กระโดดขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์อย่างว่องไว นั่งขัดสมาธิเรียบร้อยก็เหลือบมองมาทางถุงขนมที่อยู่ในมือผมตาใสแจ๋ว..

          "อ่ะ เอาไปสิ" 

     พอเห็นคนบางคนทำหน้าเหมือนแมวหิวปลาทูแบบนั้นแล้วผมเลยแกล้งเค้าไม่ลง ตัดสินใจส่งถุงขนมสุดแรร์ไอเท็มไปให้ลีแทยงในที่สุด อีกฝ่ายรับลูกอมในถุงแล้วแกะออกอย่างรวดเร็วจนผมมองไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเค้ากลืนขนมลงคอเอื้อกๆเสียแล้ว..


          "รสชาติเป็นไง.." ผมถาม

          "อืม..เหมือนลูกอมผลไม้มั้ง.." 

     คนผมขาวเหมือนตาเฒ่าทำหน้าคำนวนรสชาติที่ปลายลิ้น พอผมเห็นลีแทยงตั้งท่าจะแกะลูกอมอีกเม็ดเข้าปากวินาทีต่อมาผมเลยเอื้อมไปจับข้อมือเค้าไว้ก่อน..

          "มันไม่ได้ธรรมดาอย่างนั้นสักหน่อย" ผมแย้ง

          "ผมก็คาดหวังว่ามันจะต้องว้าวหรือวิเศษเหมือนชื่อของมันเหมือนกันแต่ว่า..."

          "ผิดหวังเหรอ ?" 

     ได้ยินแบบนั้นผมก็เอียงคอถามอีกฝ่าย แทยงส่ายหัวรัวๆเหมือนเด็กขี้โกหก เค้ายังไม่วายระบายยิ้มกว้างให้แก่ผมเหมือนว่าตอนนี้กำลังพึงพอใจกับลูกอมธรรมดาๆที่ผมแต่งเรื่องเอาเองว่ามันวิเศษ..

          "จริงๆสุบาราชิมันเป็นลูกอมวิเศษกว่าลูกอมทั่วๆไปก็เพราะว่า.."

          "..."

          ขณะที่ผมจ้องตาแทยง มือของผมก็เอื้อมไปแย่งลูกอมที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายมาแกะกินเองดื้อๆ แทยงตาโตเหมือนมีคำถามอยากจะถาม เค้าขมวดคิ้วหนาจนดูตลก รู้สึกว่าจะสงสัยในความวิเศษของลูกอมเม็ดละสี่เยนจนเว่อไปหน่อย เค้าเชื่อคนง่ายหรือผมโกหกเก่งก็ไม่รู้แหะงานนี้...
 


          "ใครก็ตามที่กินสุบาราชิแล้วต้องพูดความคิดที่อยู่ในใจจริงๆ ห้ามโกหก..."  

      พอผมพูดจบคนที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังอยู่นานก็ทำหน้าตื่นเต้นขึ้นมา มุกตลกร้ายคือแทยงยัดลูกอมสุบาราชิมาให้ผมประมาณสิบกว่าเม็ดได้ ไอ้บ้านี่..


          "มันเป็นลูกอมวิเศษจริงๆด้วยคุณ เมื่อกี้คุณกินไปหนึ่งเม็ดงั้นก็แปลว่าถ้าผมถามอะไรคุณก็ต้องตอบตามความจริง ไม่โกหกใช่มั้ย ?"
  

     พอได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นๆของเค้าแล้วก็ทำเอาหัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาหนึ่งจังหวะ ในขณะที่คนบางคนเอาแต่ยิ้มจนตาจะปิด ไม่รู้ผมจะโดนไอ้คนบ้ามันแกล้งอะไรอีกรึเปล่า แต่เป็นเพราะว่าอยากจะหาวิธีง้อเนี่ยแหละนะถึงได้ยอมลงทุนทำขนาดนี้...

          "ได้ ถามมาสิก่อนที่ลูกอมจะหมดฤทธิ์"

          "โอเคๆ"

          "..."

          "จูบผมห่วยรึเปล่า?"

     ว้อทเดอะฟร้ากก นี่มันยังไม่จบกับประเด็นนี้อีกเหรอเนี่ยยย

     แม่งเอ้ย..
     ไอ้บ้ายงนี่มัน..

     กว่าจะรู้ตัวว่าผมขุดหลุมฝังตัวเองก็ตอนที่เห็นคนที่นั่งขัดสมาธิจ้องมองตรงมาทางผมตาไม่กระพริบ ยิ่งทบทวนไอ้คำถามชวนหงุดหงิดเมื่อกี้ผมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนหน้าตัวเองร้อนฉ่าไปหมด

          "ลูกอมหมดฤทธิ์แล้วเหรอคุณ ทำไมจู่ๆถึงเงียบล่ะ"

     ที่เงียบเพราะกูรวบรวมความกล้าที่จะพูดความรู้สึกอยู่ไงครับ..เพราะโดนบางคนเอาแต่เร่งเร้าแบบนั้นผมจึงหลับตาแล้วเม้มปากเป็นเส้นตรงอย่างกระดากอาย ใช่..ใช้คำนี้แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว

          
          "เวลานายจูบ ฉันรู้สึกว่าตัวฉันเบาจนเหมือนเท้าสามารถลอยเหนือพื้นได้..อืม..ไม่รู้สิ"

          "..."

          "มันเหมือน..เหมือนได้กินบราวนี่ที่มีรสขมและหวานในทีเดียวกันล่ะมั้ง"

     พูดไปผมก็มองพื้นไปด้วยความเขินปนอาย ว่าก็ว่าเถอะหัวใจผมตอนนี้มันเต้นดังกระหน่ำราวกับว่ากำลังนั่งรถไฟเหาะอยู่เลย แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อแทยงก็เอื้อมมือของเค้ามาช้อนใต้คางผมให้เงยหน้าไปสบตาคมเข้มของเค้า ผมจึงต้องสะกดความคิดตัวเองให้สงบลง แต่เชื่อมั้ยครับ ดวงตาคมแสนทรงเสน่ห์ของคนตรงหน้ากลับทำเอามือไม้ของผมอยู่ไม่สุข.. 

     

          "นี่แปลว่าผมจูบดีใช่มั้ย.." 

     ไม่พูดเปล่าแทยงยังเลื่อนมือของเค้ามากุมมือผมแน่น..ความอบอุ่นของชายในชุดฮู้ดสีดำที่แผ่มาสู่ผมทำเอาร่างทั้งร่างของผมร้อนฉ่าเหมือนหิมะที่ถูกแสงแรกของดวงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิหลอมละลาย..

     ผมไม่ได้ตอบคำถามของแทยง แต่ใบหน้าที่แดงก่ำของผมคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้วล่ะครับ เพราะแบบนั้นไอ้บ้ายงถึงได้จุมพิตเบาๆที่หลังมือของผม..

          "คุณทำผมเขินตามแล้วนะ"

     ลีแทยงพูดจบก็อมยิ้มอย่างอ่อนโยนจนผมเกือบจะถูกดูดเข้าไปในห้วงมิติบางอย่างที่อยู่ภายใต้ดวงตาคมคู่สวยของเค้า แต่ก่อนที่ผมจะเสียการควบคุมไปมากกว่านั้นผมก็แกะมือของคนตรงหน้าออกแล้วทำการเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

          "ตาฉันถามบ้างแล้ว.."
      
         "โอเค ถามมาเลย"
         "ห้ามโกหกนะ"

          "ผมกินสุบาราชิไปแล้วนะ จะโกหกคุณได้ยังไงล่ะ"
    
     

          "นายเป็นใครกันแน่"
     ผมถามแทยงออกไปรวดเร็วทั้งๆที่เค้าเพิ่งพูดไม่ยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ ซึ่งคำถามนั่นทำเอาแทยงขมวดคิ้วน้อยๆ เค้าคงคิดไม่ถึงล่ะมั้งครับว่าทำไมผมที่เลิกสงสัยในตัวเค้ามาเป็นชาติจู่ๆจึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

          "ผมเป็นใครน่ะเหรอ..อืม..จะเล่ายังไงดีนะ" พูดจบแทยงก็กุมขมับพรางหลับตาคิดเหมือนคนลำบากใจ พอเห็นแบบนั้นแล้วผมเลยตัดสินใจเป็นฝ่ายถอยออกมาเอง

          "ถ้าไม่อยากบอก..ก็.."
          "เปล่าสักหน่อยคุณ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากบอก แต่ผมกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่ต่างหาก" และก่อนที่ผมจะถอดใจเรื่องที่มาของแทยง อีกฝ่ายก็พูดแทรกผมขึ้นมาด้วยท่าทีลนๆเสียก่อน ส่วนผมก็ถูกเค้าดึงมือไปกุมมือไว้ทั้งสองข้างอีกครั้ง แทยงบีบมือผมแน่นขึ้นเรื่อยๆเหมือนต้องการกำลังใจ
          

          "ผมชื่อลีแทยง ผมทำงานเป็นคนเก็บเอกสารของบริษัทๆหนึ่ง"

          "ฮะ?!" 
หลังจากที่ผมได้ฟังคำตอบของลีแทยง ผมก็เบิกตาโตอย่างคนประหลาดใจมากถึงมากที่สุด
          

          "นายเป็นคนเหรอ" ผมทำหน้าไม่เชื่อ

        
          "เดี๋ยว ไม่ใช่คนแล้วจะเป็นตัวอะไรเล่าคุณ"
     
         "ก็นายทำเรื่องน่าเหลือเชื่อได้แบบที่คนธรรมดาไม่น่าจะทำได้"
คนในชุดฮู้ดสีดำบอกพลางเอาคางมาเกยไหล่ผมทันทีแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่เท่านั้นเค้ายังมีการเอียงศีรษะมาซบที่ต้นคอผมอย่างจงใจ ซึ่งผมมองออกทันทีว่าลีแทยงกำลังพยายามออดอ้อนผมอยู่

          "ตัวผมน่ะมันเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งจนกระทั่งหลงเข้ามาในโลกของคุณ..." ลีแทยงคลี่ยิ้มก่อนจะบีบมือผมแน่นขึ้นเมื่อพูดประโยคต่อมา

          "เชื่อผมเถอะ สิ่งเดียวที่น่าเหลือเชื่อคือมินิมาร์ทนี่เท่านั้นแหละ" 

     และพอพูดจบคนพูดก็หัวเราะหึในลำคอ ซึ่งผมเองที่กำลังตั้งใจฟังแทยงอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เค้าต้องการจะสื่อมากนัก


          "ทุกอย่างที่ผมทำได้ มันเหมือนมายากลล่ะมั้ง ไม่ใช่เวทย์มนต์แต่เป็นแค่ทริคหลอกตาทำให้คนมองคิดว่ามันมหัศจรรย์.."

          "..." 

คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าผมไม่ใช่คนที่จะมาเข้าใจอะไรๆที่ซับซ้อนแบบนี้ เพราะงั้นเวลานี้ผมจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วและเก็บความสงสัยไว้ในใจเพื่อรอฟังคำอธิบายจากอีกฝ่าย

          "คุณคงคิดมาตลอดสินะว่าผมมีเวทมนต์ พลังวิเศษบลาบลาบลา"
          "ก็นายมีไม่ใช่รึไง"
          "เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกไปนะคุณว่าผมเป็นแค่คนธรรมดา"
          "ธรรมดาบ้าไรเล่า"
          
          "เอาล่ะๆ คุณฟังนะ ผมคิดว่าคุณอาจจะมองไม่เห็นมัน และผมก็คงเป็นคนเดียวล่ะมั้งที่มองเห็นว่าในมินิมาร์ทนี้มีหลายจุดที่เป็นเหมือนเป็นรอยแยก"

          "รอยแยก ?"

          "ใช่ ตอนแรกผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอหลังเที่ยงคืน รอยแยกนั้นจะชัดขึ้น ครั้งหนึ่งที่ผมลองออกมาจากตู้แช่เครื่องดื่ม ผมตกใจกลัวพนักงานจะจับได้เลยเผลอไปยืนข้างหลังรอยแยกนั้นพอดี ตอนนั้นผมคิดในใจขอให้พนักงานคนนั้นมองไม่เห็นผม"

          "แล้วเป็นไง"

          "ผมก็หายตัวได้นะสิ"

     หลังจากฟังคำเฉลยจากปากอีกฝ่ายผมก็ได้แต่ทำตาค้างไปทั้งอย่างนั้น รอยแยกอย่างนั้นเหรอ ทำไมฟังดูคุ้นๆในความรู้สึกแหะ..ผมนิ่งไปหลายวินาที คิดหาคำตอบ

         อืม...

     มันเหมือนว่าผมจะเข้าใจแต่ก็..ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่เนี่ยสิ..

     ในห้วงหนึ่งของจักรวาลมีมิติมากกว่าสามมิติที่ซ้อนทับกัน โลกของเราอยู่ในมิติที่สามในขณะที่จักรวาลมีมิติที่สี่และก็มีมิติที่ห้า...นายรู้มั้ยว่าฉันกำลังหมายถึงอะไร

 

     แล้วจู่ๆเสียงหนึ่งของยูตะก็ลอยมาเข้าหัวผม ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมจำประโยคนั้นได้ขึ้นสมองเพราะตั้งแต่ที่ได้ฟังครั้งนั้นก็เหมือนสมองผมถูกกระแทกด้วยคำว่ามิติบ้าบออะไรนั่นอย่างรุนแรงซ้ำๆจนผมนอนซมเป็นไข้ไปหนึ่งคืนคุณจำได้ปะ 

     เพราะงั้นผมไม่มีวันลืมคำๆนี้หรอกครับ!
     และบางทีคำว่ารอยแยกที่แทยงพูดอาจจะเป็นคำในความหมายเดียวกับคำว่ามิติที่ยูตะบอกผมตอนนั้นก็ได้นะ

     ผมไม่กล้าฟันธงแต่ความรู้สึกมันบอกว่าใช่ยังไงบอกไม่ถูก


          "งั้นก็แปลว่า ทุกครั้งที่นายแวบไปแวบมาคือนายไปยืนหลบอยู่หลังรอยแยกนั้นงั้นเหรอ"

     ผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ยิ่งเห็นแทยงพยักหน้าตอบรับผมก็ยิ่งหัวใจเต้นแรง


          "สุดยอด!! งั้นๆ งั้นฉันถ้าฉันไปหลบหลังรอยแยกนั้นฉันก็ต้องหายตัวได้ด้วยสิใช่มั้ย"

          "คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองเคยเดินผ่านรอยแยกพวกนั้นไปเป็นสิบๆครั้ง"

          "จริงดิ"

          "คุณอยากลองหายตัวดูมั้ยล่ะ "

     พอลีแทยงถามจบมันก็แน่นอนอยู่แล้วปะว่าผมจะต้องตอบว่า

          "อยาก!"

     ซึ่งพอเค้าเห็นผมตะโกนออกไปดังนั้น ไอ้หมอนั่นมันก็หัวเราะใส่ผมเหมือนเอ็นดูมากมาย โถ่ๆๆ ถ้าคราวนี้ผมสามารถหายตัวในมินิมาร์ทได้อย่างแทยงล่ะก็ คุณลองคิดดูดิว่ามันจะสนุกแค่ไหน!! เพราะแบบนั้นผมจึงยิ่งรู้สึกลิงโลดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


          "งั้นก็ตามผมมาเลย" 

     แล้วคนที่สวมฮู้ดสีดำก็จูงมือผมให้ลุกตามเค้าไป ลีแทยงเดินมาหยุดยืนหน้าตู้แช่เครื่องดื่มที่ผมคุ้นเคย ก่อนที่เค้าจะชี้มือไปทางประตูตู้แช่ตู้ที่สอง ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอมองอย่างนี้แล้วจู่ๆก็นึกถึงครั้งแรกที่ผมได้เจอแทยงขึ้นมา

     ใช่!

     ผมนึกออกแล้ว!!

     ครั้งแรกที่เค้าหายตัวไปต่อหน้าต่อตาผม เค้าก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตูตู้แช่ตู้ที่สองเนี่ยแหละ เค้ายืนอยู่ตรงจุดเดิมเลยนี่หน่า!

          "คุณทำหน้าตลกอะ"

          "ก็ฉันกำลังตื่นเต้นอยู่นี่!"

     ฟอดด

     แล้วแก้มของผมก็ถูกหอมเสียงดัง ส่วนผมที่ตั้งตัวไม่ถูกก็รู้แค่ตัวเองรีบเอามือมากุมแก้มข้างที่ถูกไอ้บ้ายงมันฉวยโอกาสอย่างรวดเร็ว

          "มาหอมทำไมเล่า" ผมเสียงแข็ง ขู่อีกฝ่ายฟ่อๆ

          "ก็คุณทำหน้าน่ารัก"

          "น่ารักบ้าไรฮะ.." 

     เถียงกับลีแทยงมาถึงจุดนี้ผมก็ทำได้แค่กำหมัดแล้วก้มหน้ามองพื้น 

          "หน้าแดงใหญ่แล้ว"

     ใช่! ก็เพราะเขินไงพื้นถึงน่ามองกว่าไอ้แมวขี้โกงที่ยืนตรงหน้าเนี่ย ชอบพูดจาให้หัวใจเต้นแรงอยู่นั่นแหละ มันไม่ได้สนุกหรอกนะคุณที่ต้องมาเสียอาการต่อหน้าคนขี้แกล้งอย่างเค้าบ่อยๆน่ะ


          "เอาล่ะ..คุณพร้อมที่จะหายตัวไปรึยัง ?"

     แทยงวางมือบนหัวผมก่อนจะเดินถอยหลังออกห่างจากผมที่ยืนอยู่หน้าตู้แช่เครื่องดื่ม


          "แล้วฉันต้องเดินไปตรงไหนนะ..ตรงนี้เหรอ หรือตรงนี้.."


     ผมตื่นเต้นที่จะได้หายตัวได้จนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว ผมโบกมือหาแทยงหวังว่าเค้าจะหันมาสนใจผม..


          "ฉันหายตัวรึยังทำไมมันไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปเลย"

     แทยงชะเง้อมองไปมาเหมือนตามหาผมทั้งๆที่ผมอยู่ตรงหน้าเค้า นั่นแปลว่าผมหายตัวได้แล้วใช่มั้ย?! รอยแยกเอย มิติเอย มันให้ความรู้สึกธรรมดาขนาดนี้เลยเหรอครับ ผมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด


     แต่ว่าถึงแม้ผมจะไม่รู้สึกแตกต่างจากเดิมมากนัก 

     แต่ดูท่าทางแทยงที่ดูกังวลและมองหาผมแบบนี้แล้ว มันเหมือนตอนนี้ผมกลายเป็นเค้าเลย เหมือนเค้า...ตอนที่หายไปจากสายตาของผมจนผมต้องเป็นฝ่ายคอยชะเง้อมองหาทุกครั้ง นี่คือความรู้สึกของลีแทยงตอนที่หายตัวอยู่ในมินิมาร์ทหรอกเหรอ..

     ผมยืนอยู่ตรงหน้าเค้า..
     ยืนมองแทยงเดินตามหาผม


     เคยนึกว่ามันสนุกซะอีกที่หายตัวได้...


     แต่ร่องรอยความกังวลใจบนใบหน้าของลีแทยงตอนที่หาผมไม่เจอมันทำให้ใจผมกระตุกวูบ



          "แทยง.."

     ผมเอื้อมมือไปข้างหน้าจะจับมือเค้าแต่จู่ๆก็ถูกดึงเข้าไปกอดซะงั้น


          "นี่นายมองเห็นฉันเหรอ"

          "เห็นตลอดแหละ..คุณไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย"


          อ้าว!
          นี่มึงแกล้งกูเรอะไอ้บ้ายง!

         
          "ทำไมฉันถึงหายตัวไม่ได้อะ"

          "ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่" คนหน้าแมวยังเอาแต่ระบายยิ้มอบอุ่นปลอบใจผม

          "ทีนายยังทำได้เลย"

          "คงเป็นเพราะ ผมมาจากอีกโลกหนึ่งละมั้ง"

          "พูดเหมือนโลกของนายกับฉันต่างกันมากอย่างนั้นแหละ"

          "ต่างมากจนคุณคิดไม่ถึงแน่ๆ"

     จบประโยคนั้นแทยงก็เดินไปเปิดตู้แช่เครื่องดื่ม ส่วนผมก็ได้แต่คิ้วขมวด

     โลกของเค้ามันเป็นยังไงกันแน่นะ ? โลกที่แตกต่างจากโลกของผมมากๆ โลกที่มีลีแทยงมันคงเป็นที่ๆสวยงามและสงบมากน่าดูถึงได้สร้างคนที่อบอุ่นและแสนใจดีแบบคนตรงหน้าผมได้..

          "คุณเอาด้วยมั้ย ?"

     จู่ๆลีแทยงก็ยื่นกระป๋องปลาซาบะในซอสมิโซะมาตรงหน้าผม ใจดีจริงๆด้วยคุณเห็นมั้ยครับ แต่เงินผมจ่ายไงที่มันหยิบๆมาทั้งหมดน่ะ..


          "ดูนี่นะ ผมจะทำอะไรให้ดู"

          "อะไร.."

          "ผมจะเปิดกระป๋องแบบไม่ดึงห่วงให้ดู"

     คนพูดทำหน้าเหมือนภูมิใจมากแถมยังตื่นเต้นที่จะโชว์ทริคมหัศจรรย์ให้ผมดูด้วยการทรุดตัวนั่งลงไปหน้าตู้แช่เครื่องดื่มทันที ผมถึงได้นั่งตามลีแทยงลงไปกับพื้น เห็นเค้าเอาฝากระป๋องคว่ำกับพื้นแล้วถูซ้ำไปซ้ำมา 

     ผมไม่คิดหรอกนะว่าการถูกกระป๋องกับพื้นไปมาจะเปิดกระป๋องได้น่ะ แต่พอแทยงพลิกกระป๋องนั้นขึ้นมาและบีบฝากระป๋องเล็กน้อย ฝามันก็หลุดออกทันที ผมไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อนเลย..

          "ไปเอาวิธีแบบนี้มาจากไหนอะ"          

          "เพราะผมต้องกินแต่อาหารกระป๋องมาทั้งชีวิตมั้ง.."

          "ห้ะ?"

          "โลกที่ผมอยู่น่ะ อาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารกระป๋อง.."

     อยู่ๆแทยงก็เริ่มเล่าเรื่องของเค้าขึ้นมาอีกครั้ง
     
          "เล่าต่อสิ" 

     ผมยิ้มให้แทยงแล้วนั่งพิงกระจกเย็นๆของตู้แช่เครื่องดื่ม..รู้สึกดีจัง 


     ดูจากดวงตาที่แน่วแน่ของเค้าคู่นั้น ผมรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ลีแทยงพร้อมที่จะพาผมก้าวไปทำความรู้จักโลกของเค้าจริงๆสักที..



          "โลกของผมเป็นสีขาวดำ"

          "...."

          "ผมไม่ได้เว่อนะเพราะที่นั้นไม่มีต้นไม้ ไม่มีดนตรี ไม่มีชีวิตชีวา มีแต่ฝุ่นและควันสีดำ"

     ผมคงทำหน้าเป็นเครื่องหมายชัดเจนล่ะมั้งแทยงถึงได้รีบตอบไขข้อข้องใจให้ผมฟังเกี่ยวกับโลกสีขาวดำของเค้า     
     

          "ผู้คนในโลกของผมต้องอาศัยภายใต้หน้ากากอ็อกซิเจน ถ้าคุณไปที่นั่นแล้วมองรอบๆคุณก็จะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและโรงงานอุตสาหกรรม มันเป็นโลกที่ผู้คนไม่สนใจกันและกันใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น แล้วที่ไร้สาระที่สุดคืออะไรรู้มั้ย"

          "..."

          "ทุกคนใส่แค่ชุดสีดำเท่านั้น"

          "นายถึงได้ใส่ชุดดำตลอดเวลา"

          "ก็ไม่เชิงนะ ผมมีแค่ชุดนี้ชุดเดียว"

     แค่ฟังผมก็นึกไม่ออกเลยว่าผมจะอาศัยในโลกแบบนั้นได้ไง
          
          "บ้าไปแล้ว"

          "แต่ตอนนี้มีสองชุดแล้ว มีชุดเจ้าบ่าวอีกชุดหนึ่ง"

     แต่พอได้ยินเสียงแทยง ได้เห็นสีหน้ามีความสุขของเค้าตอนที่เค้าพูดถึงชุดเจ้าบ่าว ผมก็นึกภาพตัวเองอยู่ในโลกแบบนั้นออกทันที
โลกที่มีแต่ฝุ่น ควัน และสีขาวกับดำ ผมคงอยู่ที่นั้นได้ถ้ามีลีแทยงอยู่ด้วย..


          แต่ผมมีชีวิตอยู่ที่นี่..

     เพราะแบบนั้นผมถึงได้สะบัดหัวไปมาพยายามเอาภาพนั้นออกไปจากหัว

          "ฮ่ะๆ ฉันไม่อยากจะเชื่อ โลกของนายมันเป็นโลกแบบไหนกันไม่เห็นจะน่าอยู่เลย.."

          .......



          "โลกแบบที่ไม่มีคุณอยู่ล่ะมั้ง"

     ผมเห็นเตนล์ชะงักไปวูบนึงเมื่อได้ยินประโยคนั้น เตนล์หลบตาผมเล็กน้อย แววตาเค้าสั่นไหวแต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ยังหันมาหาผมด้วยรอยยิ้มดื้อๆในแบบของเค้า

          "โลกที่ไม่มีฉันมันทำไมล่ะ"

          "ก็ โลกไหนก็ตามที่ไม่มีคุณอยู่ มันก็จะเหงาๆ ไม่มีเรื่องตื่นเต้น น่าเบื่อ ไร้สีสัน หัวใจเต้นช้าลงและผมคงอยู่ไม่ได้ถ้าโลกนั้นไม่มีคุณ"

     ผมแอบเห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังสั่นไหวนั้นมีน้ำตาคลอเล็กน้อย

          "ตอนที่..ตอนที่เรายังไม่ได้เจอกัน นายก็อยู่ได้นี่"

          "อยู่แบบมีความสุขในทุกวันกับอยู่ไปวันๆแบบไร้จุดหมายมันต่างกันนะ"

          "..."

          "คุณรู้มั้ยว่าตั้งแต่เจอคุณ ผมมีความสุขแม้กระทั่งกับอาหารกระป๋องโง่ๆที่รสชาติจืดชืด ที่พอมาเทียบกับอาหารในมินิมาร์ทนี่แล้ว โลกของผมไม่มีอะไรดีเลย..."


     พูดจบผมก็คว้าตัวเค้าเข้ามากอดเพราะรู้ว่าเตนล์คงกำลังพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ต่อหน้าผม ดังนั้นการกอดเค้าไว้ในตอนนี้คงเป็นสิ่งที่ผมสมควรทำที่สุดแล้ว

          "ผมก็เลยแอบหยิบอาหารกระป๋องที่นี่ไปสองสามกระป๋อง ฮ่าๆๆ"

     และการเล่นมุกฝืดที่เรียกเสียงดุจากเตนล์ก็เป็นอีกสิ่งที่ผมไม่ลังเลที่จะทำเลย 


     ถ้าแค่มันจะทำให้คุณลืมคิดเกี่ยวกับโชคชะตาแสนเศร้าของเราแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็พอ..แค่นั้นก็พอแล้ว


          "ตลกอ่อ ห้ามทำแบบนั้นอีกนะ"

          "แล้วถ้าผมหิวล่ะ"

          "ฉันจะหาข้าวให้กินเองแต่ห้ามขโมยอีกนะถ้าร้านคุณยาม่าขาดทุนแล้วเจ๊งขึ้นมา ฉันก็จะต้องถูกเลิกจ้าง แล้วก็จะมาหานายไม่ได้อีกจะทำยังไง"


     คราวนี้กลายเป็นผมเองที่เงียบไป..

     ผมพยายามเบี่ยงเบนทุกอย่างเพื่อให้เตนล์เห็นภาพเราอยู่ด้วยกันตรงนี้ จับมือเตนล์และโอบกอดเค้าแต่..


     เราคงปฏิเสธความจริงที่เราต้องเจอในสักวันไม่ได้..


          "ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น" 

     ผมกระชับอ้อมกอดราวกับกลัวว่าเตนล์จะหายไป


          "หนีไปอยู่โลกของผมมั้ย"


     แล้วผมก็ยอมกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเสียแล้ว..



          "ถึงมันจะไม่มีอะไรดีมาก แต่ว่าผมจะทำทุกอย่างให้คุณมีความสุขเอง"

     ผมพูดด้วยแววตาหนักแน่น จ้องเข้าไปในดวงตาของเตนล์ที่คลอน้ำตา ผมรู้สึกได้ว่าเตนล์จะตอบตกลง


          "จะบ้าเหรอ..ฉัน..มีชีวิตอยู่ที่นี่.."

     แม้จะตอบแบบนั้นแต่แววตาที่ไม่เคยโกหกของเตนล์ก็ได้ตอบตกลงกับผมไปแล้ว..ผมมีความสุขแล้ว..ไม่เป็นไรเลย..


          "ไม่รู้สิ ฉันนึกภาพโลกของนายไม่ออก แต่แค่ฟังก็รู้สึกไม่ชอบเอาซะเลย"


     ถ้าไม่ชอบแล้วทำไมถึงเสียใจล่ะ คุณกำลังร้องไห้แล้วนะ..




          "นายจะลืมฉันมั้ย"


          ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เจอกันอีก..


          นั้นคือประโยคที่คุณพูดต่อในใจใช่รึเปล่านะ 






          "ผมอยากอยู่กับคุณมากกว่าแค่เที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า"

     ผมไม่ได้ตอบคำถามเตนล์ออกไป..ผมกำลังกลัวอะไรสักอย่าง รู้แค่ไม่อยากตอบคำถามนั้นเลย 


          "ทำไมไม่ตอบล่ะ นายจะลืมฉันมั้ย"


          เพราะผมกลัว..

          การจะลืมหรือไม่ลืมคุณ..ทั้งหมดนั้นมันจะเกิดขึ้นได้ก็หลังจากที่เราจากกันไปแล้ว...เตนล์ นั่นยิ่งทำให้ผมเศร้าเมื่อรู้ว่าในตอนนี้คุณสามารถมองเห็นภาพอนาคตที่ไม่มีผมอยู่กับคุณและไม่มีคุณอยู่กับผมได้เสียแล้ว


     เพราะงั้นผมถึงไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ เพราะผมไม่อยากเห็นภาพนั้นเลย




          "ผมได้ยินจากวิทยุที่คุณยาม่าเปิดที่ว่าตอนนี้โลกของคุณถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่ผมนึกภาพฤดูใบไม้ร่วงไม่ออกหรอกเพราะโลกของผมมีแค่ฤดูเดียวคือฤดูหนาว" 

          "ฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีแต่ใบไม้สีส้มๆเหลืองๆตกบนพื้นถนน แค่นั้นเอง"


     โชคดีที่เตนล์ยอมปล่อยให้ผมอยู่ในโลกแห่งฝันที่แสนสุขนี้ต่อไป ผมถึงได้พูดเรื่องอื่นเพื่อให้คำถามแสนเศร้านั้นจมหายไปในที่สุด


          "ผมอยากเห็นจัง"

          "ก็ลองใช้มายากลของนายดูสิ"

          "ไม่เอาหรอก"

          "ผมอยากออกไปข้างนอกกับคุณจริงๆ ไม่ใช่อยู่ที่มินิมาร์ทนี้เพื่อดูภาพลวงตาที่จินตนาการขึ้นมาเอง" 
          
          "..."
          
          "อยากไปอยู่ใต้ร่มไม้กับคุณจริงๆสักครั้ง เพราะโลกของผมมันมีแค่ต้นไม้ที่มีแต่กิ่งแห้งๆแค่นั้น"

          "อืม"
     เตนล์ซุกหน้าเข้าที่อกของผม  ตัวเค้าสั่นไหว


          "ผมอยากไปเดินเล่นกับคุณ ปิกนิกกับคุณ อยากดูหนังกับคุณ.."

     ผมจึงลูบหัวเค้า


          "อยากกินข้าวในร้านอาหารที่มีคนเยอะแยะกับคุณ อยากร้องเพลงให้คุณฟังต่อหน้าคนมากมาย อยากพาคุณไปทะเลสาบด้วยตัวของผมเอง อยากอยู่กับคุณในฤดูร้อน ใบไม้ร่วง ฤดูฝน ฤดูหนาว"


          "..."


          "ผมแค่อยากเป็นผู้ชายธรรมดาที่เดินจับมือกับคุณข้างนอกมินิมาร์ทได้"










          "ผมแค่อยากใช้ชีวิตกับคุณ"

        
     แล้วจบประโยคนั้นก็ดูเหมือนเป็นผมเองที่ทำให้เตนล์ร้องไห้ออกมา ผมจึงประคองใบหน้าของคนดื้อดึงขึ้นมาสบตา เกลี่ยนิ้วเช็ดน้ำตาของเค้าแล้วจุมพิตเบาๆเพื่อปลอบใจเปลือกตาที่กำลังสั่นไหว


          "เหมือนกัน ฉันก็อยากจะใช้ชีวิตกับนายนะ"

     เตนล์บอกเสียงแผ่ว เค้ากระชับอ้อมกอด กอดผมเนิ่นนานไม่ปล่อยและดูเหมือนไออุ่นจากอ้อมแขนของเราทั้งสองจะอุ่นพอที่จะทำให้เราจดจำความอบอุ่นนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายที่ร่างกายของเราเย็นเฉียบ


     ผมอยากกอดเค้าจนถึงเช้า..จนถึงวินาทีสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน

     แต่ว่าช่วงเวลาแสนสุขมันมักจะจบเร็วกว่าที่คิด..


     เพราะในที่สุดผมก็เห็นภาพนั้นแล้ว.



           "คุณถามผมใช่มั้ยว่าผมจะลืมคุณรึเปล่า..."

     การจะพูดประโยคนั้นผมต้องรวบรวมความพยายามมากมายเหลือเกิน..ผมหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้ววางลงบนมือเตนล์


          "มันคืออะไรน่ะ"

          "ของที่จะทำให้คุณไม่ลืมผม.."

          "เมล็ดพืชเนี่ยนะ"

          "ไม่โรแมนติกเหรอ"

     ผมถามเมื่อเห็นเตนล์เบะปากแล้วส่ายหน้ารัวๆ เตนล์กลับมายิ้มให้ผมแล้ว..รอยยิ้มนั้นแต่งแต้มทำให้สีขาวดำในหัวใจผมมีสีสันขึ้นมา ทำให้จังหวะหัวใจที่เต้นอย่างเชื่องช้าตั้งแต่เกิดของผมเต้นแรงจนตอบคำถามที่ผมเฝ้าถามมาตลอดว่าผมจะมีชีวิตไปเพื่ออะไรในโลกเส็งเคร็งนั้น

     ซึ่งรอยยิ้มนั้นทำให้ผมรู้แล้วว่าผมสมควรมีชีวิตอยู่มากแค่ไหน


          "คุณรู้มั้ยว่าโลกของผมไม่มีต้นไม้เลยสักต้น มีแต่ดินแห้งๆกับซากต้นไม้ที่ตายแล้ว เพราะดินที่จะใช้ปลูกต้นไม้มันไม่มีแร่ธาตุแล้วก็เต็มไปด้วยมลพิษ"

          "ก็เลยจะมาฝากฉันปลูกเหรอ"
           
          "ใช่สิ มันควรจะเติบโตในโลกที่สมบูรณ์แบบบนโลกของคุณมากกว่าเป็นแค่เมล็ดที่งอกไม่ได้บนโลกของผมนะ"

          "แล้วมันเป็นต้นอะไรล่ะ"

          "ไม่รู้เหมือนกันแหะ"

     พูดเพียงแค่นั้นเราสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน เตนล์พิงหัวลงบนไหล่ของผม เรามีเวลาคุยกันอีกแค่หนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเช้า  เมื่อเวลาถอยหลังลงผมถึงได้รู้ว่าผมมีเรื่องที่จะพูดกับเค้าเยอะเหลือเกิน

          "คุณนอนแล้วเหรอ"

          "อืม" เตนล์ตอบเสียงแผ่ว



          "ตอนเด็กๆผมมีความฝันมากมายเพราะในโลกที่ผมอยู่ผมไม่มีทางทำสิ่งที่อยากทำได้ผมถึงได้แต่ฝันเอาเท่านั้น.."





          "ผมอยากเป็นนักดนตรี อยากเป็นเชฟเพราะอยากกินของอร่อยๆ อยากปลูกต้นไม้ อยากเป็นฮีโร่คอยปกป้องใครสักคนให้รู้สึกว่าตัวผมมีค่าพอที่จะใช้ชีวิตต่อไป"




          "ใครจะคิดว่าพอโตขึ้นโลกความจริงก็ทำให้ผมค่อยๆลืมฝันพวกนั้นไปเพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย"




          "แต่ตอนนี้ความฝันผมเป็นจริงหมดแล้ว แค่มีคุณคนเดียวเอง"




          "คุณคือคนที่ทำให้ผมจำฝันที่ผมลืมไปนานแล้วได้อีกครั้ง ทำให้ความฝันทั้งหมดของผมกลายเป็นความจริง"




          "เพราะงั้นที่คุณถามผมว่าผมจะลืมคุณมั้ย"










          "ผมอาจจะลืมก็ได้"


          "อ้าว"


     เตนล์ลืมตาขึ้นมาจากการนอนพิงไหล่ผมทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ผมขำและจุ๊บลงที่หน้าผากเตนล์อย่างเอ็นดู เมื่อเห็นเตนล์ทำหน้าเหมือนอยากตีผมเต็มแก่ผมจึงรีบแก้ตัว

          "ผมอาจจะลืมคุณก็ได้ในสักวันนึง อาจจะหลังจากนี้สิบปี ยี่สิบปี ไม่รู้สิผมอาจจะถูกรถชนความจำเสื่อมก็ได้ใครจะรู้..แต่รู้มั้ยภายในนี้.."

ผมทาบมือลงที่อกข้างซ้าย
     

          "ต่อให้ผมลืมแต่ผมจะรู้สึกถึงมันแน่นอน..ความรู้สึกทั้งหมดของผมมันยังอยู่..สักที่ภายในนี้.."

          "..."
          
          "เหมือนความฝันของผมที่ผมลืมมันไปแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกถึงมันอยู่เสมอ"

          "..."
         

          "เหมือนเมล็ดพืชที่ผมไม่รู้ชื่อ ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะโตมาเป็นต้นอะไร แต่ผมก็คงจะรู้สึกถึงมันได้ว่ามันยังคงอยู่...ได้เติบโตสักที่นึงบนโลกของคุณ..."


          "เพราะแบบนั้นถึงผมอาจจะลืมคุณแต่ความรู้สึกของผมมันมีอยู่จริงและมันยังอยู่ในนี้"


          ในหัวใจของผม















          "ขี้โกง"

          "ผมไปโกงคุณตอนไหน ผมไม่เคยเอาเปรียบคุณเลยนะนอกจากฉวยโอกาสนิดๆหน่อยๆเอง"


     ผมเถียงจบก็ถูกหมัดเล็กๆทุบที่ไหล่ดังปึ้ก!


          "นายอาจจะลืม แต่ฉันคนที่ปลูกต้นไม้ให้นายก็ต้องเห็นไอ้นี้โตขึ้นทุกวันไม่ใช่รึไง งั้นก็เป็นฉันคนเดียวที่ไม่ลืมน่ะสิ"


     เตนล์แยกเขี้ยวใส่ผมก่อนจะยัดอะไรบางอย่างใส่มือของผม..

          ......


          "เอาไป"

     ผมยัดพวงกุญแจตุ๊กตาแมวใส่มือแทยง มันเป็นตุ๊กตาที่ผมอยากได้ตั้งแต่ตอนที่ไปงานชุมนุมนักเขียนที่นาโกย่าแต่ผมไม่ได้ซื้อมาเพราะจอห์นนี่โทรมาบอกว่าเกิดเรื่องที่มินิมาร์ทซะก่อน น่าแปลกเหมือนกันที่ผมเจอมันตกอยู่หน้ามินิมาร์ทตอนเช้าหลังจากวันเกิดของผม


     แต่ยังไงก็เถอะ


          "ตุ๊กตาแมว หน้าตาเหมือนหน้ากากผมเลยนี่"


     เพราะมันเหมือนแทยงมาก ผมถึงไม่ได้สนใจที่มาของพวงกุญแจแมวนี่เท่าไหร่


          "ห้ามทำหายนะ ฉันไม่ยอมให้นายลืมฉันง่ายๆหรอกเข้าใจมั้ย"


          "ของที่คุณให้เชียวนะ ผมจะทำหายได้ไง"


     แทยงพูดอย่างอารมณ์ดี เค้ายกพวงกุญแจแมวขึ้นมาเทียบกับตัวเองแล้วยิ้มให้ผม 

          "ผมน่ารักเหมือนแมวใช่มั้ยล่ะ"


     ไอ้หน้าแมวเอ๋ย

          "เป็นแมวต้องร้องเมี้ยวด้วย" 

          "เมี้ยวว"












          
          กิ๊ง

     ยังไม่ทันที่ผมจะเกาคางแทยงเสียงกิ๊งหน้าร้านก็ดังขึ้น ผมตกใจรีบลุกจากที่พื้นหน้าตู้แช่เครื่องดื่ม ท้องฟ้าข้างนอกมินิมาร์ทยังเช้ามืดอยู่แต่ก็ใกล้สว่างแล้ว ลูกค้าคนแรกของวันใหม่เป็นคุณป้าคนหนึ่งที่มาซื้อไข่แต่เช้ามืดทุกวัน 



          "สวัสดีครับคุณป้า" 

     พนักงานมินิมาร์ทอย่างผมจึงต้องเดินไปทักทายลูกค้าตามหน้าที่

          "เมี้ยวว"

     และนอกจากนั้นยังมีแมวสีขาวตัวหนึ่งเดินตามผมมาช่วยต้อนรับคุณป้าอีกแรง เจ้าแมวประหลาดตัวนั้นคาบพวงกุญแจแมวไว้ในปากและเดินพันแข้งพันขาผมไปมา


           "มินิมาร์ทคุณยาม่ายินดีต้อนรับครับ"



....................................................................
แต่งไปน้ำตาซึมไป แต่งเสดตอนตีห้ากว่ามินิมาร์ทกะดึกเลิกพอดีเลยค่ะ 55555
ผ่านมานานขนาดที่ จำได้ว่าเมื่อก่อนคนยังประหลาดใจกับการแต่งเกี่ยวกับโลกคู่ขนานอยู่เลย
จนตอนนี้เจอสิ่งที่ใกล้เคียงโลกคู่ขนานแล้ว เจอจักรวาลที่มีระบบเหมือนโลกใบที่สองก็แล้ว
แต่ฟิคก็ยังไม่จบ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นนายกยังเป็นคนเดิม 555555555

เรากลับมาแต่งนิยายได้เพราะปลดล็อคกับเรื่องส่วนตัวจนมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว
ที่ผ่านมาไม่กล้าแต่งมินิมาร์ทเลยเพราะที่นี่เหมือนเป็นเนเวอร์แลนด์ของเรา 
มันเป็นที่ที่เรามีแต่ความทรงจำดีๆ เหมือนโลกเสมือนเลย ขนาดนั้นนน

ดังนั้นเราเลยไม่กล้าแต่งตอนที่เราไม่มีความสุขเลยหายไป 3 ปีมั้งถึงมั้ยนะ 555555555555555
ไม่ได้โม้นะ 
มันนานใช่มั้ยคะ แต่เราไม่ได้บอกว่าจะไม่เจอกันอีกสักหน่อย
เพราะฟังเพลงนึงแล้วมันเพราะมากเลยเปิดฟิคเรื่องนี้ 
ตอนที่ตัดสินใจกลับมาเขียนก็เหมือนกันค่ะ
วันนี้เราไปเจอเพลงนึงที่เพราะมาก มีความสุขมากจนนึกถึงมินิมาร์ทเลยก็เลยกลับมา
บทจะกลับมาง่ายก็ง่ายแบบนี้เลย 55555555
เพลง happiness is a butterfly นะคะ ถ้าฟังไปอ่านไปร้องไห้ตายแน่ๆ ;__;


ถึงทุกคนอาจจะลืมมินิมาร์ทไปแล้ว แต่มันยังอยู่ค่ะในนี้
ในเด็กดี
555555555555555555555555555
อีก 3 ตอนจบค่ะ 



#ฟิคมินิมาร์ท







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,460 ความคิดเห็น

  1. #2456 gewfern (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 / 11:05
    มันเจ็บทุกครั้งที่พูดเรื่องอนาคตนะ เหมือนต่างฝ่ายต่างรู้อยู่แก่ใจว่ามันจะไม่ได้เหมือนเดิมไปตลอดอะ ฮือออ อยากเอากาวหยอดให้พวกเขาอยู่ติดกันตลอดไป
    #2,456
    0
  2. #2455 nicebunbun (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 / 01:22
    แงงงงง ดีใจนะคะที่คุณไรท์กลับมาแต่งต่อ แล้วก็ดีใจด้วยนะคะที่ชีวิตปลดล็อคอะไรที่มันหนักหน่วงในใจคุณไรท์ หลังจากนี้ขอให้ชีวิตคุณไรท์พบเจอแต่สิ่งดีๆนะคะ 💕
    #2,455
    0
  3. #2440 NonneeDekD (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 22:55
    คิดถึงใจจะขาด
    #2,440
    0
  4. #2438 ploy-10 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 00:53
    คิดถึงมากมากเลย;-;
    #2,438
    0
  5. #2437 khemmie (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 03:59
    ฮืออ คิดถึงมาก ทั้งไรท์เต้อทั้งนิยายเลย อ่านไปซึมไปแต่ก็เขินไปด้วย แง อ่านตั้งแต่ยังอยู่ปีสาม ตอนนี้จบแล้วนะคะ5555555555ชอบเรื่องนี้มากก ขอบคุณจริงๆที่กลับมานะคะ ขอให้ไรท์เต้อมีความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆเลยนะ💗
    #2,437
    0
  6. #2436 LEEtaemew (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 12:13
    คิดถึงมาก อ่านตอนนี้น้ำตาคลอเลยค่ะ แงง หรือช่วงนี้เราเซนซิทีฟ แต่ซึ้งใจจัง แค่คิดว่าในอนาคตอาจจะไม่ได้เป็นดังที่หวังก็เศร้าแล้ว ดีใจที่คุณกลับมาเขียนต่อนะคะ 3ปีแล้วหรอ ไวจัง ไม่ได้อ่านนานแต่ไม่เคยลืมเลย เป็นฟิคในดวงใจตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ดีใจนะคะที่คุณมีความสุขแล้วกลับมาเขียนฟิคส่งต่อความสุขให้เรา ขอบคุณนะคะ จะติดตามต่อไปน้า💖
    #2,436
    0
  7. #2435 Teamjan (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 14:55
    คิดถึงเรื่องนี้เลยขอบคุณไรท์ที่กลับมา
    #2,435
    0
  8. #2432 jpalmsu (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 23:59

    แงงง เราชอบเพลงนี้มากเหมือนกันค่ะ พอคุณไรท์บอกว่ากลับมาแต่งต่อเพราะเพลงนี้เรายิ่งอินกว่าเดิม ไม่รู้บังเอิญรึเปล่าที่ชอบตั้งแต่เพลงเปิดฟิคจนเพลงนี้ก็ชอบมากอีก5555 เราคิดถึงฟิคมินิมาร์ทมากๆและฟิคเรื่องนี้ก็เป็นเหมือนเนเวอร์แลนด์ของเราให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนนั้นเหมือนกันค่ะ ตอนนี้เติบโตขึ้นแล้วมีความสุขมากขึ้น ขอบคุณนะคะที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้ให้อ่าน เราติดตามเกือบทุกเรื่องของคุณเลยค่ะ ใจจริงอยากให้กลับมาแต่งเรื่องพี่ย้งและ(โดยเฉพาะ)เรื่องหมึกดำต่อด้วย 555^^ คิดถึงเสมอนะคะ

    #2,432
    0
  9. #2430 IsIsara (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 12:53
    ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆ ดีใจมากที่คุณไรท์กลับมาอัพ //ตอนนี้เศร้ามาก ไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง อยากให้เค้าได้อยู่ด้วยกัน ก็ไม่รู้จะเป็นไปได้มั้ย ฮือ ;-; ขอบคุณที่มาแต่งต่อนะคะ ชอบเรื่องนี้มากจริงๆ
    #2,430
    0
  10. #2428 SunnyWo (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 12:06
    แงงงดีใจมากเลยคุณกลับมาอัพแล้ว ฮือเรารอแบบเราขอบเรื่องนี้มากๆๆๆชอบการบรรยายต่างๆจนทำให้เราไม่อยากทิ้งคุณไรท์ไปไหนเลยแล้วสุดท้ายคุณไรท์ก็กลับมาดีใจมากๆๆๆๆ (แงจิงๆยังไม่ได้อ่านตอนล่าสุดแต่เห็นแจ้งเตือนแล้วดีใจมากเลยขอมาคอมเม้นก่อน555555555 เดี๋ยวพอว่างแล้วจะมาอ่านนะคะ) อยากบอกว่างานเขียนของคุณมีค่ามากๆเลยบรรยายเก่งมากๆ ขอบคุณที่กลับมาต่อนะคะ,_,
    #2,428
    0
  11. #2427 kamonros_som (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 02:32
    ดีใจมากที่ไรท์กลับมาอัพ วันที่แจ้งเตือนขึ้นคือใจเต้นแรงมาก คิดถึงเรื่องนี้มาก ขอบคุณไรท์ที่กลับมานะคะ
    #2,427
    0
  12. #2426 phat_10 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 01:41
    ขอบคุณไรท์ที่กลับมานะคะ คิดถึงทุกตัวละครมาก ๆ เลยค่ะ พอนึกว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบคนทั่ว ๆ ไปได้มั๊ย? ทำให้เราอ่านไปร้องไห้ไปเลยค่ะ อยากให้ตอนจบทั้งแทยงและเตนล์มีความสุขมาก ๆ นะคะ เราไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องเศร้าอีกแล้ว สงสาร แงงง...
    #2,426
    0
  13. #2425 go_away (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 23:34
    ขอบคุณไรท์ที่กลับมาอัพนะคะ แบบว่ามันดีมากกกกกก
    #2,425
    0
  14. #2424 MAYK9301 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 17:09
    เรื่องนี้เป็นฟิคแทเตนล์เรื่องแรกในใจเราเลยค่ะ คิดถึงคุณไรท์ y—y ขอบคุณที่กลับมานะคะ
    #2,424
    0
  15. #2423 Coeur12345 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 00:21
    ฮือออ ไรท์มาแล้ว ถึงกับอ่านแจ้งเตือน2รอบ ตกใจมาก แต่ก็ดีใจที่ไรท์กลับมา รออ่านตลอดเลย ขอบคุณที่มาแต่งต่อนะคะ
    #2,423
    0
  16. #2422 Ingtaebukk1 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 00:04
    ชั้นไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้ตาฝาดจริงๆฃ ขอบคุณนะคะคุณไรท์ ฮือออออ
    #2,422
    0
  17. #2421 spjswn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:17
    ฮือออ ฟิคในดวงใจของหนู ขอบคุณคุณไรท์มากๆๆๆๆนะคะที่กลับมา รออ่านเสมอนะคะ
    #2,421
    0
  18. #2420 DePaNumKR (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:10
    กรี๊ดดดดดด
    #2,420
    0
  19. #2419 zsv- (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 18:34
    อมก ขอบคุณจริงๆค่ะที่กลับมาคุณไรท์รู้มั้ยเราชอบฟิคเรื่องนี้สุดๆเลยค่ะเป็นฟิคแทเตนล์ในดวงใจเลยนะคะฮือT___T ขอบคุณจริงๆนะคะที่กลับมาอัพ
    #2,419
    0
  20. #2418 dragon-wayu (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 18:17

    ขอบคุณที่กลับมานะคะ คิดถึงเรื่องนี้มากจริงๆ ที่นี่เป็นเหมือนเนเวอร์แลนด์ของเราเหมือนกันค่ะ รู้สึกใจฟูทุกครั้งที่ได้อ่านเลย รักมากๆ

    ไม่ว่าไรต์เตอร์เจอเรื่องอะไรมาขอให้เรื่องนั้นผ่านไปอย่างดีและได้ชีวิตที่สงบสุขกลับคืนมา หลังจากนี้ขอให้แข็งแรงๆทั้งสุขภาพกายและใจนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่เขียนผลงานดีๆให้เราได้พักหัวใจเช่นกันค่ะ

    #2,418
    0
  21. #2417 109bose (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 17:29
    เจ้ยยยยยย ตกใจจ เวลคั่มแบคนะคะ อ่านตั้งแต่อยู่ม.6 คิดถึงค่ะ
    #2,417
    0
  22. #2416 oilwn3 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 12:37
    แงงงง ตื่นเต้นมาก ๆๆๆ ไรท์กลับมาแล้วว
    #2,416
    0
  23. #2413 Katamari (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 09:24
    ร้องไห้แน้ววว เวลคั่มแบคนะคะ!!!
    #2,413
    0
  24. #2412 o_oilariya (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 08:39
    คิดถึงมากเลยค่ะ💕💕💕💕
    #2,412
    0
  25. #2410 al-va35914 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 07:29
    แง้ เห็นชื่อแล้วรีบกดเข้ามาอ่านเลย ตื่นเต้นมากก ไม่เคยลืมเรื่องนี้เลยย คิดถึงไรท์มากๆนะค้าาา จะติดตามต่อไปค่ะ สู้ๆค้าบบ
    #2,410
    0