[fic taeten] MINIMART MIDNIGHT

ตอนที่ 27 : MIDNIGHT 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    8 ม.ค. 60
















MIDNIGHT 17


ทันทีที่ผมมาถึงสถานีรถไฟฟ้าทาคายาม่า ผมก็รีบโบกรถบัสเพื่อไปลงแถวสะพานที่ใกล้มินิมาร์ทที่สุด จากนั้นก็วิ่งต่อแบบสี่คูณร้อยไปยังตรอกมืดๆข้างหน้า จะว่าไปอากาศคืนนี้หนาวจนแทบก้าวขาวิ่งไม่ออก ยิ่งวิ่งแรงลมก็ยิ่งตีพาให้หนาวกว่าเดิมหลายสิบเท่า...


"แฮ่ก แฮ่ก"

แต่ในที่สุดตอนนี้ผมก็ได้มาหยุดยืนอยู่ที่หน้ามินิมาร์ทเสียที ผมหอบหายใจเข้าสุดปอด ก่อนทอดสายตามองมินิมาร์ทเงียบสงัดที่ปิดไฟมืดไปทั้งร้าน รู้สึกหวิวๆเหมือนเจอเดจาวูอีกครั้ง ขณะที่ยกนาฬิกาขึ้นมาและพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง


ให้ตาย คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้เตรียมใจที่จะมามินิมาร์ทหลังเที่ยงคืน ผมโคตรไม่พร้อม แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อผมเป็นห่วงไอ้จอห์นขนาดนี้ ผมถึงได้ผลักประตูหน้ามินิมาร์ทอย่างแรงและเมื่อเข้ามาในร้านได้ก็ตะโกนเสียงดังหาไอ้จอห์นเป็นบ้าเป็นหลัง

"จอห์น กูมาแล้ว!"

"..."




"ไอ้จอห์น!"

"..."




"จ๊อห์นน"

"..."



"จอห์นนี่!!"

"..."




"ไอ้จอห์น มึงอยู่ไหนของมึงวะ!" 

นอกจากจะวิ่งวนไปมาเหมือนคนบ้า ผมยังตะโกนเสียงดังลั่นร้านที่ดูยังไงก็ไม่มีใครสักคน ไม่มีไอ้จอห์น ไม่มีแบมแบม 


และเท่าที่เห็นไม่มีวี่แววของแทยงด้วยซ้ำ...


ขณะที่เริ่มสับสนกับตัวเองผมก็ตัดสินใจวิ่งไปเปิดไฟบริเวณหลังเคาน์เตอร์ แต่ปรากฎว่าไม่มีไฟติดสักดวง ยิ่งพอมองไปรอบๆยิ่งรู้สึกบั่นทอนกำลังใจตัวเอง 



...ผมโคตรเกลียดฟีลแบบนี้ของมินิมาร์ท
ต้องให้บอกมั้ยว่าบรรยากาศขณะนี้มันเงียบและมืดมากแค่ไหนและที่สำคัญผมเริ่มรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล...


ตอนนี้รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองผมอยู่
ใครคนที่ผมโคตรไม่อยากเจอในเวลานี้...


แม่งเอ๊ย แล้วใครจะอยู่ต่อวะ 
คิดได้ดังนั้นผมก็เดินดุ่มๆออกจากเคาน์เตอร์แล้วตรงไปยังประตูหน้ามินิมาร์ททันทีแต่...



แกร๊ก...


จู่ๆประตูก็ล็อค!!




"เปิดเดี๋ยวนี้.."


"..."

คำพูดเชิงออกคำสั่งของผมดูจะไม่ได้ผล ผมไม่เข้าใจสักนิดว่าผมกำลังเจอเรื่องตลกอะไร ทั้งการที่จอห์นนี่โทรไปตามเหมือนเกิดเรื่องหน้าซิ่วหน้าขวานขึ้นแต่ปรากฎว่ามันไม่มีอะไรเลยมีแต่ผมที่ต้องมาลงเอยที่มินิมาร์ทนี้โดยเผชิญอยู่แต่กับความเงียบ

และมันยิ่งน่าหงุดหงิดที่แทยงกำลังเล่นเกมส์กับความอดทนของผมมากเกินไป 


ใช่ ผมโกรธ
โกรธถึงขั้นไม่อยากเจอหน้าอีกฝ่าย แต่ตอนนี้ต่างออกไป จู่ๆผมก็นึกอยากเจอหน้าแทยง อย่างน้อยก็จะได้ด่าซึ่งๆหน้า หรืออย่างน้อยก็ยังเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าแบบไหน มันคงดีกว่าการต้องมาต่อสู้กับความเงียบที่แสนกวนประสาทเช่นเวลานี้



"..เห้ย"


และเพราะมัวแต่นึกโกรธอีกฝ่าย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกเปียกที่รองเท้า ผมจึงก้มหน้าลงไป เมื่อพบระดับน้ำที่สูงท่วมรองเท้าผมก็ถึงกับเผลอกระโดดโหยง


"ชิบหาย ท่อแตกเหรอวะ"
ผมทำหน้าเหวอ ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆจนน่าตกใจ ก้มหน้าลงมาดูอีกทีตอนนี้สูงถึงเข่า หนาวจนแทบขยับขาไม่ได้ ส่วนข้าวของที่วางชั้นวางชั้นล่างๆก็พากันลอยกระจาย เสียหายหลายแสนอีกล่ะมึง


ผมจึงไม่มีทางเลือก
แล้วนี่ก็ไม่รู้ด้วยนะว่าถอดปลั๊กไฟที่ตู้แช่รึยัง ถ้าไฟเกิดช็อตขึ้นมา ไม่ต้องหาใครรับผิดชอบที่ไหนไกลครับ กูเนี่ยจะโดนไฟดูดตายเอา คิดแล้วก็เดินแหวกน้ำไปทางฝั่งตู้แช่พอถอดปลั๊กไฟเรียบร้อยปรากฏว่าไฟตู้แช่เครื่องดื่มยังไม่ยอมดับ!


อะไรวะเนี่ย มันพังรึไง ?!

พอเกิดความสงสัย ผมเลยดึงที่จับประตูเพื่อเปิดกระจกตู้แช่ออก พอเปิดได้เท่านั้นแหละคุณ จู่ๆเหมือนมีสึนามิมา มวลน้ำจำนวนหนึ่งพุ่งกระแทกออกจากช่องว่างของชั้นวางจนกระป๋องเครื่องดื่มลอยน้ำเกลื่อน และตัวผมเองก็ลอยคอ...


"ว้ากกกกกก"
ผมตกใจจนเผลอร้องออกมาเสียงดังเพราะมัวแต่งงกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนไม่ทันเห็นปริมาณน้ำที่สูงผิดปกติเกินไป มีอย่างที่ไหนที่น้ำจะท่วมในมินิมาร์ทจนสูงเท่าอกเนี่ย! มันมีอย่างนี้ที่ไหนนอกจากที่นี่!

แล้วตอนนี้ที่ที่เดียวที่โผล่พ้นน้ำคือเคาน์เตอร์หน้าร้านซึ่งความจริงมันสูงแค่เอวผมเท่านั้น แต่ไม่สนแล้วว้อย รออีกนิดน้ำก็ท่วมหัวพอดี ผมว่ายน้ำไม่ค่อยแข็งค่อนไปทางอ่อนคงไม่รอให้น้ำท่วมมิดหัวก่อนแน่นอน ดังนั้นขณะที่เท้ายังถึงพื้นจึงจำเป็นต้องกระเสือกกระสนสุดชีวิต แล้วในที่สุดผมก็สามารถพาตัวเองปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ได้สำเร็จ



"โอ้ย นะ..หนาว"
บ่นไปก็ปากสั่นไปแถมยังได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังกึกๆ พอเงยหน้าขึ้นมา มองไปรอบๆมินิมาร์ทก็แทบผงะเพราะน้ำท่วมทุกอย่างมิดจนไม่เห็นชั้นวางของอีกต่อไป ตอนนี้มินิมาร์ททั้งร้านมีแต่พื้นน้ำกว้างจนสุดลูกหูลูกตา


และที่น่าพิศวงชวนระทึกใจกว่านั้นคือหลอดไฟที่มันไม่ยอมติดทีแรกบัดนี้กลับสว่างขึ้นเป็นไฟสีแดงสลัวๆ 



  
"..."

ผมไม่เข้าใจทุกอย่างเลยจริงๆ และในขณะที่ยังคงนั่งครุ่นคิดพลางกอดเข่าเพื่อตักตวงความอุ่นอยู่นั่น จู่ๆสัมผัสนุ่มนิ่มที่ขาก็ทำให้ผมจำต้องลดเข่าที่บังทัศนียภาพลงโดยอัตโนมัติ...



แล้วผมก็พบกับดวงตากลมโตที่เป็นประกายในความมืด...
ขนสีขาวนุ่มนิ่มดึงดูดให้ผมส่งมือไปลูบไล้พวกมันเบาๆ...

ตอนนี้ตักของผมมีกระต่ายประมาณสามสี่ตัวกำลังซุกขนปุกปุยของพวกมันเข้ามาเบียดร่างกายผมเหมือนพยายามจะมอบความอบอุ่นให้  ผมจึงรู้สึกจั้กจี้ไปทั่วตัวจนเผลอหัวเราะออกมา




"like a rabbit in headlights..
they're stunned by all your charm...."
(เหมือนเจ้ากระต่ายน้อยตรงไฟหน้ารถ 
มันนิ่งค้างด้วยเสน่ห์ของคุณ)



ในขณะที่กำลังยิ้มกว้างกับพวกกระต่ายขนปุย ผมก็ต้องรีบหุบยิ้มทันทีเมื่อได้ยินเสียงฮัมเพลงดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล...





"I want to treat you something special
give you what you deserve"
(ผมอยากจะดูแลคุณให้พิเศษกว่าใคร 
ให้ในสิ่งที่คุณคู่ควร)



แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ผมก็ไม่พบร่างของแทยงเลยแม้แต่น้อย และนั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดจนต้องไปพาลลงกับไอ้พวกกระต่ายอวบอ้วน  ผมจัดการดันร่างนุ่มนิ่มของพวกมันออกจากตักก่อนจะชันตัวลุกขึ้นยืนบนเคาน์เตอร์เต็มความสูง


"จะไม่ออกมาคุยกันดีๆใช่มั้ย!!"






หมับ

ถ้าเป็นผีพูดได้คำเดียวว่าเฮี้ยน! เพราะเมื่อผมตะโกนประกาศออกไปเสียงกร้าวไม่ถึงวินาทีไอ้คนร่างกำยำก็โผล่มาจากไหนไม่รู้มาโอบแขนกอดผมจากด้านหลังหยั่งกับยืนรออยู่นานแล้ว



"And i feel so damn lucky to have 
you on my arm.."
(และผมโชคดีจริงๆที่ได้มีคุณอยู่ในอ้อมกอดของผมนี้)



"ปล่อย!"

"you can keep me warm on a cold night.."


นอกจากไอ้ที่พูดจะไม่สะเทือนหู ไอ้บ้ายงยังกอดผมแน่นพลางฮัมเพลงไปด้วยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว 



"แทยง..."

ผมจึงกดเสียงต่ำ บอกเลยนะว่าจะพูดเตือนมันครั้งนี้ครั้งสุดท้าย..


"..."



"ปล่อย.."


"..."




ตูม!!!

อย่ามาหาว่าผมใจร้าย ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย และในเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เงียบเหมือนกำลังป่วนประสาทผมนั่นยิ่งทำให้ผมฟิวส์ขาดจนตัดสินใจเอาหัวโขกปลายคางแทยงอย่างแรง

แล้วแทยงก็เสียหลักตกลงไปในน้ำโดยไม่ได้โวยวายอะไรออกมาสักคำ


ชั่ววูบแรกผมแอบคิดว่าตัวเองเล่นแรงมากไปแต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีทิฐิที่แบกไว้ก็กลับมาควมคุมอารมณ์ให้คงความโกรธเท่าเดิม ผมบังคับตัวเองให้ยืนอยู่นิ่งๆไม่มอง และไม่ค้นหาว่าอีกฝ่ายอยู่ส่วนไหนของใต้ผืนน้ำเย็นยะเยือก 



มันน่าโมโหไปหมดแม้ผมจะยังไม่เห็นหน้าของแทยงก็ตาม
แต่นี่แค่ได้ยินเสียงของเค้าผมก็โมโหแล้วให้ตาย!


ถ้าประตูมินิมาร์ทไม่ได้ล็อคเชื่อมั้ยผมจะกระโจนว่ายน้ำไปหน้าประตูทันทีเลย แต่ในเมื่อผมรู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์จึงไม่รู้ว่าจะหนีทำไม

แล้วพอตอนนี้เลือกที่จะเผชิญหน้า 
อีกฝ่ายกลับไม่พูดไม่จา ไม่ถามอะไรผมเลย ในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากวันนั้น
ความเป็นห่วงที่เค้าเคยมีให้ผมมันหายไปไหนแล้ว ?  

แทยงจะรู้มั้ยว่าการที่เค้าไม่พูดหรือไม่อธิบายอะไรสักอย่าง 
มันยิ่งทำให้ผมเข้าใจว่าผมไม่ได้สำคัญอะไรกับเค้าเลย...



"..."

ตอนนี้ผมกำลังมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำที่ค่อยๆลดระดับลงอย่างไม่เข้าใจ ผมกำลังตาแดงเหมือนจะร้องไห้ ผมกำลังเสียใจ น้อยใจ และที่ร้ายที่สุดคือ...

ผมกำลังฝืนตัวเองไม่ให้กระโดดลงไปช่วยเจ้าของร่างที่นอนฟุบกับพื้นกระเบื้องข้างล่างนั่น



ผมไม่อยากตกหลุมพรางอีกแล้ว


ร่างของแทยงที่นอนนิ่งไปไม่ได้ทำให้ผมสงสารเลยแม้แต่น้อย
เพราะผมรู้ว่าเค้าไม่มีทางเป็นอะไรกับอีแค่ตกลงไปในน้ำ




"..."

เวลานี้ผมกำลังหายใจเข้าออกอย่างระทึกปนกังวลใจ ปากบอกไม่ห่วงแต่จริงๆแทยงเงียบมากเกินไปจนผมกลัว แล้ววินาทีนั่นจู่ๆเจ้ากระต่ายสีขาวสี่ตัวก็กระโดดลงไปเหมือนอ่านความคิดผมออก พวกมันเอาขนปุกปุยไถ่ไปตามตัวเปียกน้ำของแทยงจนขนตัวเองเปียกลู่ไปตามตัว เห็นแล้วผมก็ได้แต่เม้มปากแน่น...



ถ้าผมยังปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานกว่านี้พวกกระต่ายคงไม่ยอมหยุดส่งสายตาเว้าวอนมาทางผมง่ายๆแน่



ตุบ!

ผมจึงกระโดดลงจากเคาน์เตอร์ แล้วเดินเหยียบน้ำที่ท่วมสูงเพียงรองเท้าเข้าไปหาร่างของแทยงช้าๆ


"แทยง.."

ทำไมไอ้ความใจแข็งอะไรมันถึงหายไปหมด ผมพยายามห้ามไม่ให้ตัวเองเสียงสั่นเมื่อเห็นใบหน้าซีดขาวของแทยง แต่ทว่าเมื่ออังนิ้วมือเข้าไปใกล้ปลายจมูกกลับไม่มีลมหายใจอุ่นรดรินออกมา แล้วผมก็ยิ่งจุกที่ลำคอแทบพูดอะไรไม่ออกเพราะบัดนี้พวกกระต่ายปุกปุยทั้งสี่ค่อยๆนอนหมอบราบกับพื้นและนิ่งไป


"ไม่ๆๆ ไม่เอาแบบนี้ เลิกแกล้งกันได้แล้ว แทยง!"

"..."



"แทยง! ลืมตาขึ้นมานะเว้ย!!"

"..."


ไม่มีการตอบสนองอะไรสักอย่าง ผมจึงตัดสินใจประสานมือสองข้างกดลงไปที่ลิ้นปี่ของแทยงพร้อมก้มลงไปเป่าปากอีกฝ่าย แต่ปรากฏว่าแทยงก็ยังไม่ได้สติ


บ้าเอ้ย นี่แม่งว่ายน้ำไม่เป็นจริงดิ ?!
ผมจะโขกหัวตัวเองลงพื้นแรงๆเลยถ้าเกิดมันเป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ 


"แทยง!"
ผมตะโกนเรียกชื่อแทยงเสียงดังพลางปั้มหัวใจอีกฝ่ายไปด้วย ในขณะที่กำลังจะเป่าปากแทยงรอบที่สองจู่ๆคนนอนหมดสติก็สำลักน้ำออกมาจากปากกระเด็นเปียกแก้มผมเต็มๆ


"แค่กๆ ๆ"

วินาทีที่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายปลอดภัยผมรู้สึกโล่งใจจนถอนหายใจออกมาเสียงดัง ผมดีใจเหลือเกินที่เค้าไม่เป็นอะไร ผมเห็นแทยงปรือตาขึ้นมาจากนั้นจึงหอบหายใจเข้าสุดปอด ดูจากอาการแล้วไม่น่าจะใช่การจมน้ำปลอมๆแน่นอน พอเห็นอย่างนั้นผมก็เลยรู้สึกผิดมากกว่าเดิม 



"แทยง.."


"ผม..แค่กๆ ไม่เป็นอะไรแล้ว"

สีหน้าซีดของแทยงทำให้ผมกังวลใจ ที่สำคัญวินาทีที่เราสองคนสบตากันมันยังคงเป็นวินาทีที่กระตุ้นให้หัวใจผมเต้นดังราวกลับได้กลับไปอยู่ในช่วงเวลาเดิมๆอีกครั้ง...








ผมคิดถึงช่วงเวลาตอนที่จิตใจตัวเองหมกหมุ่นเอาแต่เฝ้ารอเจอใครบางคนทุกๆเที่ยงคืน
ผมคิดถึงตัวเองตอนนั้นจริงๆ..

ถ้าเลือกลืมความรู้สึกน้อยใจบ้าๆที่ดันก่อตัวขึ้นมาตอนนี้ได้
ผมยอมรับว่าตัวผมคงมีความสุขมากกว่านี้ที่ได้เห็นแทยงยิ้มด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนอย่างเคย...



"ฉันขอโทษ..ไม่คิดว่านายจะว่ายน้ำไม่เป็น"

ผมบอกกับคนที่กำลังนอนหนุนตักเสียงเรียบๆ ก่อนจะเบี่ยงหน้าและพยายามลุกหนีเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ




"เตนล์.."

แต่ยังไม่ทันได้ทำอย่างที่คิด ข้อมือของผมก็ถูกแทยงคว้าไว้ก่อน 


"..."

ผมไม่สามารถพูดอะไรออกมาต่อจากนั้น และที่สำคัญตัวผมคลอนเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อแทยงเคลื่อนใบหน้าใกล้เข้ามา 

ผมไม่มีแรงผลักเค้าออกอย่างที่ใจคิดจึงหลับตาแล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ




"เราควรจะคุยกัน.."

ทว่าเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นตรงหน้าทำให้ผมจำต้องลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าแทยงกำลังเกยหน้าผากของเค้าแนบชิดหน้าผากของผมจนทำให้ปลายจมูกเราทั้งคู่แตะกันเบาๆ ลมหายใจอุ่นที่รดรินใกล้ๆหน้าทำให้ผมเผลอเม้มปากอย่างกระอักกระอ่วน 



"..."

"..."


ผมไม่ได้ตอบอะไรนอกจากนิ่งค้างแล้วจ้องตาแทยงกลับไปเท่านั้น สมองมันหาคำพูดที่อยากจะถามออกไปได้มากมายแต่ปากดันไม่ยอมขยับเหมือนเป็นใบ้ไปเสียดื้อๆ  ไม่เท่านั้นบรรยากาศตอนนี้ยังเงียบจนได้ยินเสียงลมที่พัดหวิวผ่านไป...

ผมกับแทยงปล่อยให้ความเงียบทดแทนบทสนทนา เหมือนว่าไม่จำเป็นต้องพูดก็รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกันและกันได้ แล้วเหตุนี้เองที่ทำให้ผมไม่สามารถจ้องตาแทยงได้อีกต่อไป เพราะดูเหมือนว่าแทยงจะค้นพบความน้อยใจจากแววตาของผมเป็นที่เรียบร้อย.. 


ดังนั้นความเงียบจึงถูกทำลายลง..



"คุณไม่มีอะไรจะพูดกับผมเหรอเตนล์.."

น้ำเสียงของแทยงในตอนนี้ฟังดูเหมือนคนขี้น้อยใจ 


"..."



"ผมจะบอกทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้..แค่....ถามผมสิ..."

แทยงไม่เพียงใช้น้ำเสียงนุ่มแสนหวานแต่สายตาที่มองมาทางผมเหมือนจะบอกว่า 'ได้โปรด' ยังกล่อมให้สมองผมลืมทุกเรื่องที่เคยเสียใจไปจนหมดชั่ววินาที


"..."
แววตาของแทยงเวลานี้แทบจะกลืนกินหัวใจและวิญญาณของผมไม่ให้เหลือชิ้นดี ผมกำลังรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะจมน้ำและสมองขาดอากาศเมื่อแทยงจูบลงบนหลังมือผมอย่างอ้อยอิ่งและออดอ้อน เค้าทำให้ผมนึกถึงเจ้ากระต่ายสี่ตัวที่ตอนนี้กำลังซุกไซ้หาความอบอุ่นไปรอบๆร่างของเราทั้งสองคน


"นี่เป็นแผนของนายหรือไอ้จอห์นนี่กันแน่..."

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามออกไปเหมือนกำแพงในใจทลายลงไปหนึ่งเกราะ


"จริงๆแล้ว ผมขอแบมให้ช่วย..."


แต่พอได้ยินแทยงเรียกชื่อแบมแบม คิ้วผมก็ขมวดโดยอัตโนมัติ 
ผมไม่ได้อยากงี่เง่า แต่ห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ


"เหรอ"
ผมบอกเบาๆพลางพยักหน้าก่อนจะชันตัวลุกขึ้นช้าๆโดยมีแทยงลุกตามขึ้นมา 



แล้วหลังจากนั้นความเงียบก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง


"..."



"เมื่อกี้นี้ผมไม่คิดจริงๆนะว่าคุณจะกระแทกคางผมแบบนั้น..."

จู่ๆแทยงก็พูดขึ้นเสียงขำๆเหมือนพยายามทำลายความอึดอัดที่เกิดขึ้น ก่อนจะดึงมือผมพาให้นั่งลงบนเคาน์เตอร์ข้างๆกับเค้า 


ผมไม่ได้มีท่าทีขัดขืนอะไรเพราะตอนนี้รู้สึกเหมือนแทยงมีเรื่องมากมายอยากจะบอกกับผม ผมจึงอยากลองเปิดใจและอยากลองเป็นผู้ฟังที่ดีสักสองสามนาที..





"ผมจำได้ที่คุณเคยบอกว่าอยากไปเที่ยวที่ทะเลสาปโทยะสักครั้ง.."




ทะเลสาปโทยะเหรอ...

ผมเคยพูดเรื่องนี้ตอนไหนนะ ?



'เตนล์ซัง มีที่ที่อยากไปเที่ยวในญี่ปุ่นบ้างมั้ยเจ้าคะ'

'เอ่อ..'

'ตัวมายูซังเกิดที่ฮอกไกโดเจ้าค่ะดังนั้นสถานที่ที่โด่งดังในฮอกไกโดถามมายูซังได้หมดเลย'




'ผมไม่มีเวลาเที่ยวหรอกครับ'

'อย่างงั้นก็น่าเสียดายแย่เลยสิเจ้าคะ'

'...'


'ทะเลสาปโทยะน่ะสวยมากเลยนะเตนล์ซัง ถ้าเตนล์ซังได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง มายูซังเชื่อว่าเตนล์ซังจะมีความสุขเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยล่ะเจ้าค่ะ'


'ทะเลสาปโทยะเหรอ'

'ใช่แล้วเจ้าค่ะ ที่นั่นสวยมากๆ เตนล์ซังต้องชอบแน่ๆ'


'ถ้ามายูซังพูดอย่างนั้นผมก็อยากลองไปสักครั้งเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสนะ...'



 
ใช่ ผมจำได้แล้ว เรื่องทะเลสาปโทยะผมเคยคุยกับมายูซังในคืนโอบ้งวันนั้น...



"แล้วทะเลสาปโทยะเกี่ยวอะไร"

"ก็.."

แทยงอ่ำๆอึ้งๆก่อนจะมองไปรอบๆพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังเล็กน้อย...

"..!!"
นี่อย่าบอกนะเห้ยว่า.. 


"ผมไม่เคยเห็นทะเลสาปโทยะมาก่อน..." แทยงบอกพลางยกมือเกาคอแก้เขิน


"ผมไม่รู้ว่ามันสวยขนาดไหนถึงสามารถทำให้คนมองมีความสุขราวกับขึ้นสวรรค์.."


ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่าสึนามิในตู้แช่กับทะเลสาปโทยะที่แทยงพูดถึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ผมอยากจะระเบิดหัวเราะอัดหน้าไอ้คนที่สวมฮู้ดดำที่นั่งข้างๆซะจริงแต่ติดที่ตัวเองยังฟอร์มจัดไม่เลิก 



"นี่ไม่เห็นจะเหมือนทะเลสาปตรงไหน"

พูดจบผมก็หันหน้าไปอีกฝั่งเพื่อซ่อนแววตาสั่นไหวของตัวเอง แต่จากนั้นจู่ๆผมก็สัมผัสได้ถึงขนนุ่มนิ่มที่อยู่ข้างๆต้นคอเมื่อหันหน้ากลับมาก็พบกับเจ้ากระต่ายอวบอ้วนที่กำลังถูกแทยงยกขึ้นระดับเดียวกับใบหน้าของเค้า


"แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์อยู่นะ..."

ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเก็บอาการเขินทั้งหมดที่อยู่บนหน้ายังไง เมื่อเห็นแทยงจูบเบาๆที่แก้มของกระต่ายตัวนั้นแต่ดวงตาสีเข้มของเค้ากลับมองมาที่ผมตาไม่กระพริบ มองจนผมทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าระหว่างกระต่ายตัวนั้นกับผมใครควรจะเขินมากกว่ากัน


"เตนล์.."

"..."


"ระหว่างผมกับแบมแบมมันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดเลยสักนิด"


แทยงเขยิบเข้ามานั่งใกล้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกไอ้บ้ายงโอบจนจมไหล่ พยายามลุกหนีแต่อีกด้านนึงกลับมีเจ้าพวกกระต่ายขนปุยเบียดชิดเข้ามาอีกที ผมจึงจำต้องหันกลับไปหาแทยงอย่างช่วยไม่ได้

และที่ผมแปลกใจอีกอย่างคือการที่จู่ๆแทยงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งๆที่ผมเลี่ยงที่จะถาม 


"..."


"ผมรู้จักกับแบมแบมตั้งแต่ฤดูหนาวเมื่อปีก่อน และเพียงเวลาไม่นานพวกเราก็สนิทกันมากจนน่าแปลกใจ แบมแบมแทบจะเล่าเรื่องทุกเรื่องที่เค้าคิด หรือรู้สึกให้ผมฟังเหมือนผมเป็นคนๆเดียวที่เค้าสามารถเปิดใจด้วยได้  สำหรับแบมแบม ผมคงเป็นเหมือนครอบครัวคนสุดท้ายที่เค้ามีบนโลกใบนี้ มองภายนอกคุณอาจจะเห็นแบมเป็นเด็กร่าเริง แต่ถ้าคุณได้รู้ทุกอย่างเหมือนที่ผมรู้ คุณจะสงสารเค้าเหมือนที่ผมสงสาร"


แทยงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยที่ไม่ยอมละสายตาไปจากผมแม้แต่น้อยเหมือนต้องการจะสื่อให้เห็นว่าเค้าจริงใจในทุกถ้อยคำที่กล่าวออกมา

นั่นจึงทำให้ผมหน้าชา เพราะทุกประโยคที่ออกมาจากปากแทยงมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่คนนอก


"เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ผมไม่สามารถทำได้คือการทำให้เด็กคนนี้ต้องเสียใจ..."

แล้วยิ่งเมื่อได้ฟังมาถึงประโยคนี้ จู่ๆผมก็รู้สึกร้อนๆที่หางตา มันโมโหจนรู้สึกร้อนไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงงี่เง่าๆๆๆๆ กับอีแค่ประโยคประโยคเดียว




"และสำหรับผม แบมแบมคือคนสำคัญ..."

"ใช่สิ!"

ผมจึงเผลอตะเบ็งออกมาเสียงดังทั้งๆที่แทยงยังพูดไม่จบประโยค เพราะมันเกินจะแบกรับไว้แล้ว มันทนไม่ไหวที่ได้ยินแทยงพูดแบบนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ผมพอจะมีความมั่นใจว่า สำหรับแทยงผมคือคนพิเศษมากๆ และที่ร้ายกว่านั้นคือผมไม่ใจกว้างพอที่จะให้ใครเป็นคนพิเศษหรือคนสำคัญสำหรับเค้าอีกเป็นคนที่สอง

ผมมันคนใจแคบ! 
เป็นคนงี่เง่าและอารมณ์ร้อน ชอบโวยวาย แถมยังหุนหันพลันแล่น มาคิดดูแล้วตัวผมไม่มีข้อดีอะไรสักอย่าง ที่สำคัญ ไม่น่ารัก ไม่ร่าเริงหรือยิ้มง่ายเหมือนคนสำคัญของใครบางคนแถวนี้

เพราะงั้นจู่ๆผมก็เลยร้องไห้ออกมา
พอคิดถึงภาพที่แทยงเลือกแบมแบมไม่ใช่ผม


"ฮึก ใช่สิ แบมแบมเป็นคนสำคัญของนายนี่ ปล่อยเลย ไม่ต้องกอดแล้ว เปิดประตูมินิมาร์ทเดี๋ยวนี้ฉันจะไปให้ไกลจากนาย ปล่อย!"

คุณรู้มั้ยว่าที่ผ่านมาผมแม่งโคตรฝืนอ่ะ

เรื่องแรก คือผมไม่เคยโอเคกับการย้ายกะแต่ที่ผมฝืนทำเป็นเก่งเพราะที่จริงผมกลัว ว่าตัวเองจะทนไม่ได้ถ้าเห็นแทยงอยู่กับแบมแบมเหมือนคืนก่อน

ส่วนเรื่องที่สอง คือผมโกหกตัวเองมาโดยตลอดว่าจะไม่รู้สึกอะไรถ้าแทยงเลือกแบมแบม แต่เอาเข้าจริงๆผมบังคับให้ตัวเองหยุดร้องไห้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมแค่พยายามทำให้ตัวเองดูเข็มแข็ง แต่ในที่สุดตอนนี้ผมก็มาถึงขีดจำกัดของความรู้สึกและได้รู้ว่าที่จริงแล้วอารมณ์ผมเปราะบางกว่าที่ตัวเองคิดไว้มาก

 
"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! ไปกอดคนสำคัญของนายไป!"
ผมสะบัดข้อมือที่ถูกดึงไปกุมออกก่อนจะแอบปาดน้ำตาลวกๆ


"เตนล์.."
และเมื่อแทยงเห็นผมตาแดง เค้าก็รีบประคองหน้าผมขึ้นมา


"คุณกำลังเข้าใจผิด"

"แล้วจะให้เข้าใจว่าอะไรได้อีก"

"ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี..."

คนพูดกุมขมับอย่างคิดไม่ตก และนั่นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดที่เห็นแทยงลำบากใจ มันเหมือนว่าความสัมพันธ์ของเค้ากับแบมแบมซับซ้อนเกินกว่าที่ผมหรือใครจะเข้าใจ


"งั้นก็ไม่ต้องอธิบายแล้ว ฉันไม่อยากฟัง"

ผมผ่อนเสียงให้เบาลงก่อนจะเบี่ยงหน้าไปทางอื่น เมื่อแทยงเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจออกมาเสียงดังก่อนจะฟุบศีรษะลงบนไหล่ของผมเหมือนหมดแรง

ใช่ เค้าคงเหนื่อยใจกับผมมาก แต่ก็..ก็ถูกแล้ว เพราะผมมันนิสัยไม่ดีไง เพราะผมมันอารมณ์ร้อน ยิ่งคุยกันก็ยิ่งไม่เข้าใจเหมือนพูดกันคนละภาษา คนอย่างผมมันไม่มีอะไรให้น่าสงสารเหมือนใครนี่


เพราะงั้นถ้าแทยงจะถอดใจกับผม ผมก็เข้าใจได้





"..."

"..."

จู่ๆทั้งมินิมาร์ทเวลานี้ก็เงียบไปหมด ส่วนผมก็ได้แต่ร้อนเป็นฝืนเป็นไฟอยู่ฝ่ายเดียวเกือบนาทีเพราะแทยงเงียบไม่พูดอะไรสักคำ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้ากำลังรู้สึกยังไง 


ความเงียบของแทยงในเวลานี้เหมือนน้ำเย็นที่ค่อยๆดับไฟในอกผมจนในที่สุดมันก็มอด เหลือเชื่อเลยที่เค้าสะกดกลั้นอารมณ์ให้ตัวเองเย็นได้ทั้งๆที่ผมอารมณ์ร้อนชวนทะเลาะไม่จบ


สุดท้ายเมื่อผมอารมณ์เย็นลง แทยงจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากไหล่ผมช้าๆ พอสบตากับแทยงผมก็รู้สึกปวดหนึบในอกไปหมด เรื่องของแทยงกับแบมแบมมันมีหลายเรื่อง จนผมไม่รู้ว่าควรทำความเข้าใจตั้งแต่ตรงไหน




"คุณใจเย็นขึ้นบ้างรึยัง ?"

"..."
ผมยังคงเงียบไม่ยอมตอบคำถาม แทยงจึงเงียบตามบ้าง 

ผมคิดว่าตอนนี้เราคงจะต่อบทสนทนากันยากกว่าเดิมแน่ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นแทยงกลับส่งกระป๋องน้ำอัดลมมาให้ผมแถมยังไม่วายระบายยิ้มจางๆ




"ผมขอถามอะไรคุณสักอย่างได้มั้ย ?"

แล้วแทยงก็เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง พอได้ยินน้ำเสียงนุ่มทุ้มและแววตาของอีกฝ่าย ผมก็นึกเกลียดตัวเองทันทีที่เมื่อกี้ผมทำตัวงี่เง่ามากไป การได้เห็นเค้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่เราจะได้คุยกันเหมือนอย่างตอนนี้ มันทำให้ผมรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายได้เป็นดี..



"จะถามอะไรก็ถามสิ"

"ผมสำคัญกับคุณบ้างรึเปล่า ?"

พูดจบแววตาคมก็สั่นไหวจนทำให้ผมรู้สึกหวิวๆอย่างบอกไม่ถูกแถมน้ำเสียงอ่อนโยนของแทยงก็ยิ่งทำให้ผมใจอ่อนเข้าไปใหญ่ ผมจึงตอบกลับคำถามนั้นกลับไปด้วยแววตาและคำตอบที่ซื่อสัตย์กับใจตัวเองที่สุด


"สำคัญ.."
เชื่อมั้ยว่าพอผมพูดจบ ผมแอบเห็นแววตาแทยงดูฉายมาดมั่นใจขึ้นมาทันที นั่นจึงทำให้ผมจ้องตาเค้าไม่กระพริบเหมือนต้องการค้นหาว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อถึงอะไรในสิ่งที่พูด


"แล้วจอห์นนี่ล่ะ.."

เมื่อฟังประโยคนั้นจบ ผมก็เลิ่กคิ้ว


"เอาใหม่ ถ้าผมถามว่าระหว่างผมกับจอห์นนี่ใครสำคัญสำหรับคุณมากกว่ากัน คุณจะตอบได้รึเปล่า?"

คำถามบ้าๆที่เพิ่งได้ยินเต็มสองรูหูทำให้ผมนิ่วหน้า แถมแทยงยังสบตาผมอย่างแน่วแน่ตาไม่กระพริบ ขณะนี้ผมจึงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมช้าๆ 

ผมพูดไม่ออก...


ระหว่างแทยงกับจอห์นนี่ใครสำคัญสำหรับผมมากกว่ากัน ?

พอลองหลับตาค้นหาคำตอบเท่าไหร่กลับว่างเปล่า ผมจะตอบได้ยังไงว่าใครสำคัญมากกว่ากัน ในเมื่อพวกเค้าทั้งสองต่างสำคัญกับผมคนละแบบ


และในขณะที่ผมกำลังทบทวนเรื่องราวอะไรในใจจู่ๆแทยงก็พูดบางอย่างขึ้นมา..
 

"คุณจำวันที่จอห์นนี่เพื่อนคุณถูกยิงได้มั้ย ? คุณรู้มั้ยว่าทำไมวันนั้นจู่ๆผมถึงหายไป..."


เมื่อฟังจบ ผมก็นึกย้อนกลับไปถึงฉากเก่าๆ 
และความสงสัยในเรื่องที่แทยงหายตัวไปไม่บอกไม่กล่าวในคืนนั้นก็ทำให้ผมตัดสินใจส่ายหัวตอบกลับแทยงไป

"ไม่รู้"
ว่าจบแทยงก็อมยิ้มให้ผมก่อนจะวางมือของเค้าลงบนศีรษะผมอย่างอ่อนโยนจนผมเผลอสบตาอีกฝ่ายอย่างจัง



"เพราะคุณไม่มีทางดูแลคนเจ็บพร้อมกันทีเดียวสองคนไง ผมถึงไม่อยากทำให้คุณลำบากใจผมรู้ว่าจอห์นนี่เองก็เป็นคนสำคัญของคุณไม่น้อยไปกว่าผม แล้วอีกอย่างผมก็รู้ว่าคุณต้องรีบเข้าไปช่วยจอห์นนี่หลังจากนั้นแน่ๆผมเลยกลัวตัวเองจะเผลอแสดงออกว่าน้อยใจให้คุณเห็น...ผมไม่อยากทำให้คุณอึดอัด มันคงจะดีกว่าถ้าผมไม่ได้อยู่ตรงนั้น..."

ถ้านี่คือเหตุผลที่ทำให้แทยงหายไปในคืนนั้น ผมอยากบอกเค้าเหลือเกินว่า



"คิดอะไรบ้าๆ"
โคตรบ้าเลย 


"..."
เมื่อพูดจบคนฟังกลับไม่ยอมตอบอะไรแต่เลือกที่จะอมยิ้มแล้วดึงผมมากอดแนบอก


ตอนนี้หัวใจผมจึงเต้นดังกระหน่ำ
ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้ในแง่มุมนี้มาก่อน แล้วที่จับใจความได้ว่าอีกฝ่ายก็น้อยใจผมเหมือนกัน มันเป็นอะไรที่หักมุมได้เขินที่สุดจนตัวผมเกิดหมั่นไส้ตัวเองขึ้นมา ที่ร้ายกว่านั้นคือการที่แทยงกดหัวผมจนจมอกไม่ยอมให้ผมเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเค้าในตอนนี้ แต่ท้ายที่สุดผมก็สามารถต้านแรงอีกฝ่ายจนงุดหน้าขึ้นมาปะทะกับใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อของแทยงได้อย่างประจวบเหมาะ

ให้ตาย!
ตอนนี้แทยงกำลังเขินจนทั้งใบหูและใบหน้าแดงก่ำ



"ถ้าคุณตั้งใจฟังผมพูดให้จบ ผมคงไม่คิดจะพูดเรื่องนี้"

บ้าเอ้ยยย โคตรบ้าๆๆ ผมจะหาเรื่องอะไรมางอแงได้อีกพอเจอแทยงพูดตะกุกตะกักเหมือนคนขาดความมั่นใจอย่างนี้ อาการเค้าตอนนี้เหมือนคนขี้อายทั้งๆที่ปกติออกจะชอบหน้าหนาหน้าทน เห็นแล้วผมก็อดกลั้นยิ้มไม่อยู่ ขอแอบบอกว่าผมพอใจมากที่ได้ยินแทยงพูดแบบนั้นกับผม 


เพราะมันทำให้รู้ว่าเค้าคิดจุกจิกเกี่ยวกับความรู้สึกของผมมากทีเดียว
เค้าทั้งคิดแทนผม กลัวว่าผมจะลำบากใจ
เค้าน้อยใจแต่แสดงให้ผมเห็นไม่ได้เพราะกลัวผมอึดอัด


ในขณะที่คืนนั้นผมไม่รู้เลยว่าแทยงต้องรู้สึกแย่แค่ไหนบ้างทั้งๆที่ตัวเค้าเองก็บาดเจ็บไม่แพ้กัน 



เวลานี้ผมใจอ่อนแล้วจริงๆ...







"งั้นพูดอีกทีสิ ฉันจะตั้งใจฟังแล้ว"


ผมแพ้ให้กับสายตาของแทยง แพ้ที่เค้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเค้ารู้สึกยังไงและรู้สึกกับผมมากขนาดไหน ผมแพ้ราบคาบกับความปรารถนาที่แทยงมีต่อผม




"สำหรับผม แบมแบมคือคนสำคัญ เค้าเหมือนคนในครอบครัวผม เป็นน้องชายที่ผมจะต้องดูแลและไม่สามารถทำให้เค้าเสียใจได้เพราะถ้าพี่ชายทำให้น้องตัวเองร้องไห้คงไม่ใช่พี่ที่ดีเท่าไหร่ ทีนี้คุณเข้าใจรึ..."


ผมอยากจะฟังประโยคเมื่อกี้ซ้ำๆจนกว่าตัวเองจะเลิกเป็นไอ้ขี้น้อยใจ ผมไม่รู้ว่าทำไมตอนโกรธผมถึงโกรธเป็นบ้าเป็นหลัง โกรธจนไม่สนใครหน้าไหนได้ขนาดนั้น ผมเกลียดตัวเองตอนอารมณ์ร้อนแต่พอมีแทยงใกล้ๆทุกอย่างมันดีขึ้นหมดเลย ความงี่เง่าไร้เหตุผลของผมดูเบาโหวงเมื่อเทียบกับความรู้สึกนึกคิดของแทยงที่มีต่อผม และที่สำคัญผมเชื่อว่าทุกคำที่เค้าพูดเป็นความจริง

ผมถึงได้ประกบริมฝีปากตัวเองลงไปปิดปากแทยงทันที ความเอาแต่ใจของผมทำให้แทยงกระพริบตาปริบๆแต่หลังจากนั้นไม่ถึงสองวินาทีอีกฝ่ายก็ตอบสนองต่อริมฝีปากของผม เราเคลื่อนเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติก่อนที่แทยงจะประคองใบหน้าผมให้เชิดขึ้นตอบรับสัมผัสจากเค้า ผมหลับตาพริ้มจากนั้นจึงเลื่อนมือไปโอบคออีกฝ่าย เราจูบกันเนิ่นนานเพราะความคิดถึงและความดีใจ

และในที่สุดผมและแทยงก็ผละออกจากกัน



ผมเห็นแทยงเอาแต่ยิ้ม ส่วนผมเองก็ยิ้ม มันเป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้แสดงออกต่อกันแบบนี้ ผมคิดถึงแทยง คิดถึงจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ผมจึงจุมพิตที่ริมฝีปากแทยงอีกครั้งเหมือนคนไม่รู้จักพอ และก่อนที่ผมจะจูบเค้าซ้ำเป็นครั้งที่สองจู่ๆแทยงก็รวบตัวผมเข้าไปไว้ในอ้อมกอดเหมือนต้องการจะหยุดการกระทำของผมไว้เพียงเท่านั้น

ผมจึงเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ส่วนแทยงก็ค่อยๆก้มหน้าลงมาจูบที่หน้าผากของผมแผ่วเบา ตอนนี้หัวใจผมเต้นแรงจนน่าอายแต่เวลานี้ผมไม่จำเป็นต้องอายอะไรอีกแล้ว ผมจึงตั้งใจจะจูบแทยงอีกครั้งแต่จู่ๆก็ถูกมือหนาของอีกฝ่ายคั่นแทรกไว้ก่อน

"ไม่อยากให้ฉันจูบเหรอ"

"ผมอยากให้คุณจูบ จะจูบผมมากเท่าไหร่ก็ได้"

ไม่เพียงพูดจาทำท่าเหมือนคนเจ้าชู้แทยงยังเล่นหูเล่นตาพราวไปหมด จนผมเขินแทบเป็นบ้า ถ้าผมเป็นน้ำแข็งคงละลายไปตรงนั้น ร่างกายผมตอนนี้รู้สึกร้อนไปหมด แล้วยิ่งตอนที่แทยงหยุดการกระทำทุกอย่างก่อนจะทำสายตาจริงจังส่งมา

เห็นแล้วผมก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ... 

"..."

"คุณรู้มั้ยว่าผมกลัวการจมน้ำมากที่สุดในชีวิต ผมไม่กล้าแม้แต่จะเอาตัวเองไปเฉียดใกล้ที่ที่มีน้ำ ไม่เคยเลยสักครั้ง.."



ในขณะที่แทยงพูด เค้าก็มองตาผมอย่างจริงใจ ผมจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆเมื่อได้รู้ความจริงจากปากของอีกฝ่าย.. 



"แต่..เตนล์..คุณคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมไม่กลัวต่อให้ตัวเองจะต้องตกลงไปในน้ำ ตอนที่ผมจมน้ำเมื่อกี้ผมไม่ได้คิดเลยว่าผมจะเป็นอะไรไปรึเปล่า ในหัวผมตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวคือจะทำยังไงให้คุณเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด..."


พูดจบคนสวมฮู้ดก็กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ผมกำลังโกรธนิดๆที่ได้ยินเรื่องที่เค้าเล่า

ทำไมแทยงถึงบ้าได้ขนาดนี้ ผมนึกไม่ออกเลยถ้าเกิดเมื่อกี้ผมนึกใจร้ายขึ้นมาแบบที่ไม่คิดจะดูดำดูดีเค้าเลยล่ะ เค้าจะทำยังไง ถ้าเค้าตายขึ้นมาจริงๆล่ะ ? ผมจะทำยังไง!? มันอันตรายนะว้อยถึงฟังดูมันจะโรแมนติกที่อีกฝ่ายนึกถึงแต่ผมก็เหอะ


"ไม่เอา อย่าทำแบบนี้อีกนะ.."
ผมพูดเสียงดุ ก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง


"ทำไมชอบมาเสี่ยงอันตรายเพราะฉันเรื่อยๆ"

"คุณเองก็เสี่ยงอันตรายเพราะผมมาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน จำไม่ได้เหรอ" 


พอบ่นยังไม่ทันทิ้งช่วงแทยงก็สวนกลับขึ้นมารวดเร็ว เค้าคลายอ้อมกอดก่อนจะผลักผมให้ห่างในระยะที่จะสามารถมองหน้ากันได้ถนัดๆ 



"คุณไม่โกรธผมแล้วใช่มั้ย มันยัง..มีอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจอยู่รึเปล่า ?"

ผมแทบหลุดขำออกไปเมื่อจู่ๆแทยงก็เปลี่ยนเรื่องดื้อๆ มันน่าตลกที่ผมทำขนาดนี้แล้วเค้ายังอยากจะขอความชัดเจนอะไรอีก

"โกรธ"

ผมเลยแกล้งเค้า แล้วพอเห็นเค้าทำหน้าตาตื่นผมก็ยิ่งพอใจ แทยงจึงกระพริบตาปริบๆเหมือนขอความกระจ่างจากผมแต่ผมกลับไม่ยอมปริปากพูดอะไรนอกจากวางมือลงบนอกข้างซ้ายของแทยงเบาๆ คนสวมชุดฮู้ดจึงเลิ่กคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเห็นผมลูบมือวนไปมา ตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่าหัวใจแทยงเต้นแรงมาก ที่สำคัญเสียงหัวใจของเค้าทำให้เลือดในตัวผมสูบฉีดจนร่างกายร้อนผ่าวไม่รู้สาเหตุ ผมจึงค่อยๆเลื่อนมือที่วางค้างอยู่บนอกของอีกฝ่ายไปที่ด้านบนของขอบเสื้อ

"โกรธที่นายยังเอาแต่พูดมาก"

พูดจบผมก็รูดซิปเสื้อฮู้ดของแทยงลงอย่างเนิ่บนาบ แทยงดูตกใจพอดู เค้าอ่ำๆอึ้งๆไปเมื่อผมมองเค้าอ้อนๆแถมยังไม่แสดงท่าทีเคอะเขิน เชื่อมั้ยวินาทีต่อมาผมเห็นอีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคอแถมยังเหงื่อแตกทั้งที่อากาศก็เย็นขนาดนี้


"เสื้อนายยังเปียกอยู่เลย.."

"เสื้อคุณก็..เปียกเหมือนกัน.."

แทยงจะรู้มั้ยว่าเสียงของเค้าสั่นมากๆ แถมเค้ายังหายใจเข้าออกถี่เกินไปจนผมเองก็เขวเหมือนกัน แต่ในขณะที่ผมเบนหน้าหนีสายตาอีกฝ่าย แทยงก็อาศัยจังหวะนั้นเคลื่อนใบหน้าเข้ามาก่อนจะล้วงมือเข้าไปในเสื้อของผมที่ยังชื้นเพราะเปียกน้ำ วินาทีที่ฝ่ามืออุ่นของอีกฝ่ายลูบเข้าที่หน้าท้องเย็นๆของผมวินาทีนั้นผมถึงกับต้องหลับตาและกลั้นหายใจ...ตอนนี้ผมกำลังรู้สึก...ดีเกินไป..


"อ่ะ.."

คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด! นั่นไม่ใช่เสียงหยาบโลนอะไรอย่างที่คุณเข้าใจ! ที่ผมร้องเสียงหลงเมื่อกี้เป็นเพราะจู่ๆสัมผัสจากแทยงก็หายไป เมื่อลืมตาขึ้นมานอกจากจะไม่พบแทยง บรรยากาศรอบๆยังเงียบและมืด มืดจนผมมองไม่เห็นมือตัวเองด้วยซ้ำ!


"แทยง!"

ตอนนี้ใจผมตกไปอยู่ตาตุ่มเพราะตามไม่ทันสถานการณ์ ผมจึงร้องเรียกชื่ออีกฝ่ายซ้ำๆอย่างใจคอไม่ดี ผมตัดสินใจเดินลุยเข้าไปในความมืดที่กลัวนักหนาเพื่อควานหาแทยงแต่ปรากฎว่าผมไม่เจออะไรทั้งนั้น!


"นายอยู่ไหน!"


ผมแผ่ดเสียงสั่นๆ พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดนั่นคือแทยงอาจจะกลับเข้าไปในตู้แช่เครื่องดื่มหรืออะไรก็ได้ ผมจึงเดินออกห่างเคาน์เตอร์และพยายามคลำทางไปหาตู้แช่



พรึ่บ!



และเพียงวินาทีจู่ๆไฟทางเคาน์เตอร์ก็สว่างเป็นจุดเดียว ทำให้ผมเห็นร่างของใครบางคนในชุดสูทยืนสะพายกีต้าร์โปร่งพลางส่งยิ้มมาให้ผม

"แทยง!"

ผมตะโกนลั่นกำลังจะวิ่งไปหาแต่พอไปได้ใกล้แค่หน่อยเดียวก็ถูกพวกกระต่ายอ้วนล้อมไว้ทำให้ต้องหยุดยืนอยู่ตรงนั้น

"ทำไมถึง.."


"Since you've stepped into my life Like someone brought the vision to the blind..."


 ที่คาดไม่ถึงมากกว่าการได้เห็นแทยงสวมสูทก็คือการได้เห็นแทยงเล่นกีต้าร์และร้องเพลงอยู่ภายใต้แสงไฟสีสวย คิดว่าการที่เค้ายิ้มไปด้วยมีส่วนทำให้เพลงที่มีเนื้อหาโรแมนติกอยู่แล้วโรแมนติกกว่าเดิมเป็นไหนๆ



"Every time that you smile 
Like the sun that shines in the midnight sky.."

ทุกๆครั้งที่คุณยิ้ม ..
มันเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน..



"When you stand by my side
I want to hold you tight and stop the time"

เมื่อคุณยืนเคียงข้างผม
ผมอยากจะกอดคุณให้แน่นและหยุดเวลาไว้..



"Anything that makes you cry
I'm going to find the way to make your tears run dry"

อะไรก็ตามที่ทำให้คุณร้องไห้
ผมจะหาทางทำทุกอย่างเพื่อให้น้ำตาคุณหยุดไหล



"You are the only one..
You are the only one who can rewrite my story

คุณคือคนเดียวเท่านั้น
คนเดียวเท่านั้นที่เขียนเรื่องราวของผมใหม่..


"you are the only one who can remake the world I've seen"
คุณคือคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนโลกที่ผมเคยเจอ


"the only one who can rearrange my heart beat.... is you"
คนเดียวที่สามารถทำให้จังหวะหัวใจผมเปลี่ยนไป..คือคุณ



ผมรู้สึกว่าหางตาของตัวเองกำลังรื้นเต็มไปด้วยน้ำตา ทุกๆถ้อยคำที่มาจากบทเพลงแสนไพเราะล้วนมีความหมายตรึงใจจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก บรรยากาศละมุนทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาหน้าแดงไปหมดเพราะความเขิน ตอนนี้แทยงในชุดสูทให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าบ่าวในงานแต่งงานสักงาน และที่สำคัญเมื่อเค้าเล่นกีต้าร์จนจบเพลงแสงไฟสีสวยก็ดับลงแล้วสว่างอีกครั้งตรงจุดที่ผมยืน..


"นาย..ทำอะไรเนี่ย.."

ผมพูดเสียงแผ่วเมื่อเห็นคนในชุดสูทเดินมาหยุดตรงหน้า แทยงระบายยิ้มอันแสนอบอุ่นให้ผมก่อนจะใช้มือลูบที่ข้างแก้มผมอย่างอ่อนโยน...



"ผมไม่รู้ว่าตัวผมมีค่าพอที่จะเป็นของขวัญให้คุณในคืนนี้รึเปล่า"

คนพูดยักคิ้วก่อนจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ นั่นทำให้ผมหมั่นไส้คนตรงหน้ามากพอสมควรจึงปล่อยหมัดใส่อกแทยงเบาๆ 


"นายเนี่ยนะจะเป็นของขวัญให้ฉัน"


พอผมพูดจบแทยงก็ทำหน้าล้อเลียนก่อนจะตอบเสียงกวนๆ

"ไม่ดีเหรอ..เมื่อกี้ผมก็เกือบจะถูกคุณปล้นสวาทอยู่แล้วนี่หน่า"

"ใครปล้นสวาทอะไรนาย พูดดีๆ"

"ก็ใครถอดเสื้อผมก็คนนั้นแหละ"


ไม่พูดเปล่าแทยงในชุดสูทยังค่อยๆคุกเข่าลงตรงหน้าผม ทำเอาผมไปต่อไม่ถูก ผมตัวแข็งไปหมดก่อนจะถูกแทยงดึงมือไปกุมตรงหน้า 


"เตนล์.."
แทยงเรียกผมเสียงแผ่ว เค้าจะรู้มั้ยว่าตัวผมตอนนี้แทบจะยืนไม่อยู่อยู่แล้ว สายตาที่เค้ามองผมทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพิเศษคนเดียวในค่ำคืนนี้...

ผมควรบอกให้เค้ารู้มั้ยว่าเค้าเหมาะกับชุดสูทจริงๆ...ทั้งเสียง แววตา รอยยิ้ม ทุกอย่างที่เป็นแทยงมันมีเสน่ห์หมดเลย...




"คุณยินดีรับผมเป็นเจ้าบ่าวของคุณมั้ย..."


คนพูดใช้สายตาคมกดดันผมกลายๆ แถมยังก้มลงจุมพิตที่หลังมือผมอย่างแผ่วเบา...


"ถ้ารับ คุณจะทำอะไรกับผมก็ได้นะ คิดดูสิ จะถอดเสื้อผมแบบเมื่อกี้ จะถอดกางเกง..."


"พอๆๆ"
ทุกอย่างเกือบทำให้ผมเคลิ้มและจมอยู่ในภวังค์อยู่แล้วแล้วแต่ติดที่ไอ้คนบ้าที่กำลังนั่งคุกเข่าตรงหน้า ดันพูดจาลามกทำเอาผมหน้าแดงจนปิดไม่มิด

แทยงจึงหัวเราะพอใจที่เห็นผมไปไม่เป็น เค้าดึงมือผมที่ชักกลับไปให้มาอยู่ตรงหน้าเค้าดังเดิมก่อนที่แทยงจะเอาแก้มของเค้ามาไล้ที่หลังมือผมท่าทีอ้อนๆ

"ผมพาคุณรำบงโอโดริก็ได้ จูบก็เก่ง ร้องเพลงก็เพราะ เล่นกีต้าร์ก็เป็นอีก แถมยังรอคุณได้ตั้งหลายชั่วโมง.."


"..."

ทำไมเค้าช่างขยัน สรรหาอะไรต่อมิอะไรมาทำให้หัวใจผมเต้นแรงอยู่เรื่อยๆ...


"ผมทำให้คุณมีความสุขได้นะ"


"..."
และผมจะแพ้ก็แพ้ตรงที่แทยงส่งสายตาอ้อนๆมาไม่หยุดแถมยังมีลูกน้องเป็นพวกขนปุยที่ถนัดนักแหละกับเรื่องส่งสายตาเป็นประกายเรียกคะแนนความสงสารเนี่ย




"ไหนอะแหวน"

พอผมพูดจบแทยงก็ยิ้มกว้างไม่ยอมหุบก่อนจะยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นมาแล้วบิดเอาห่วงที่เปิดน้ำอัดลมสวมเข้าที่นิ้วนางมือข้างซ้ายของผมแต่ปรากฏว่าห่วงมันออกจะเล็กกว่านิ้วผมหน่อยจึงทำให้สวมไม่เข้า แทยงเลยทำหน้าตาตื่นๆ


"นิ้วก้อยก็ได้"ผมบอก

"แล้วยังงี้มันจะศักดิ์สิทธิ์เหรอคุณ"

คนสวมบทเจ้าบ่าวทำหน้าเหลอหลา ผมเลยต้องกลั้นขำแทบตาย อยากบอกเค้าออกไปเหลือเกิน ว่ามันไม่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เป็ปซี่แล้วไอ้บ้า


"สวมมาเหอะ จะแต่งมั้ย"

"แต่งสิคุณ อย่ามาเปลี่ยนใจอะไรตอนนี้นะ ผมไม่ปล่อยคุณไม่ไหนทั้งนั้นแหละ"

พูดเองเออเองแล้วก็รีบสวมแหวนเข้าที่นิ้วก้อยผมอย่างเร่งรีบ สงสัยจะกลัวผมเปลี่ยนใจอย่างที่เค้าว่า หลังจากนั้นแทยงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เค้ายกมือที่สวมห่วงอันที่อุปโลกน์เป็นแหวนของผมขึ้นมาก่อนจะบรรจงจูบลงไป


"ผมนึกว่าผมกำลังฝันไป"

"ขนาดนั้นเลย"

"ก็เจ้าสาวสวยอะ"

"..."

ผมต้องเป็นใบ้ไปอีกครั้งเพราะไอ้คนตรงหน้า ก่อนที่แทยงจะรั้งตัวผมเข้ามาใกล้จนใบหน้าเราห่างกันเพียงคืบ จู่ๆเสียงเพลงจากวิทยุก็ดังขึ้นทำให้บรรยากาศตอนนี้โรแมนติกมากกว่าอะไรทั้งหมด แทยงโยกตัวพาผมหมุนไปตามจังหวะเพลงราวกับเป็นการเต้นรำ แสงไฟสีสลัวส่องมายังเราทั้งสองเป็นจุดเดียว... 

บัดนี้มินิมาร์ทถูกเปลี่ยนเป็นฟลอร์เต้นรำที่ดูไม่ประสีประสาเท่าไหร่เพราะทั้งผมและแทยงต่างก็เต้นไม่เป็นกันทั้งคู่ แต่เราก็ยังพากันโยกไปตามจังหวะจนในที่สุดเพลงก็จบลง




"ผมรักคุณ.."

".."


นั่นอาจจะเป็นประโยคเดียวที่ผมอยากฟังมาโดยตลอด...และนั่นเป็นเพียงประโยคประโยคเดียวที่สามารถทำให้หัวใจผมกลับมาเต้นเร็วและรัวจนผมต้องเอามือทาบที่หน้าอกข้างซ้ายตัวเอง เวลานี้แทยงปล่อยมือจากเอวของผมก่อนจะเชยคางผมขึ้นแล้วประกบริมฝีปากของเค้าแนบชิดริมฝีปากของผม...

ผมเอื้อมมือไปคล้องคออีกฝ่ายก่อนจะหลับตาลงแล้วจึงจูบตอบแทยงกลับไป ร่างกายของแทยงร้อนไปหมด เพียงแค่สัมผัสหลังต้นคออุ่นๆของอีกฝ่ายผมก็รู้สึกดีจนได้แต่หลับตาพริ้มแล้วเปิดปากตอบรับลิ้นร้อนของอีกฝ่าย...


"ฉันก็รักนาย"


เมื่อเราผละออกจากกัน ผมก็อาศัยจังหวะนั้นพูดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผมเห็นแทยงยิ้มอย่างพอใจก่อนที่จู่ๆเค้าจะช้อนตัวผมขึ้นมาอุ้ม

"ทำอะไร"

"เสื้อคุณยังเปียกอยู่เลย ถ้าไม่ถอดเดี๋ยวเป็นปอดบวมเอานะ"

ทำมาเป็นพูดเหมือนเป็นห่วงผม แต่ผมรู้ว่าในหัวไอ้บ้ายงกำลังคิดเรื่องสกปรกอยู่แน่นอนเพียงแค่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของมันผมก็เดาออก 

แทยงอุ้มผมมาวางบนเคาน์เตอร์ก่อนจะค่อยๆปลดกระดุมเสื้อสูทตัวเองออกแล้ววางมันพาดไว้ข้างๆตัวผม สายตาคมทรงเสน่ห์จ้องมายังผมไม่กระพริบเหมือนจะกลืนผมลงคอทั้งตัวถ้าทำได้


"ผมทำให้คุณอุ่นได้นะ"
พูดจบมันก็เอื้อมมือมาปลดกระดุมเสื้อเดนิมตัวนอกของผมอย่างไว


"ไม่เอา..เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า"

"แสดงว่าถ้าไม่มีใครเห็นก็ทำต่อได้ใช่มั้ย"


"อืม"
พอผมตอบรับอย่างเก้ๆกังๆ แทยงก็ซุกใบหน้าตัวเองลงบนฝ่ามือของเค้าพลางยิ้มไม่หุบ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับมาหาผมแล้วจูบที่หน้าผากผมอย่างแผ่วเบา


"งั้นคุณไม่ต้องห่วง"

แทยงพูดจบไฟในมินิมาร์ทก็สลัวลงอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญกระจกของมินิมาร์ทยังขึ้นฝ้าจนมองไม่เห็นบรรยากาศภายนอก


"ผมรักคุณนะเตนล์.."

"อือ.."

ผมตอบรับเบาๆก่อนจะซุกหน้าแดงก่ำของตัวเองเข้าที่อกของแทยง หลังจากนั้นแทยงก็อุ้มผมขึ้นอีกครั้ง...ก่อนที่เค้าจะพาผมมาวางบนพื้นหลังเคาน์เตอร์...



"..."


"..."

แล้วร่างของทั้งสองก็ค่อยๆนอนลงกับพื้นหลังเคาน์เตอร์ช้าๆ.. 

มินิมาร์ทในค่ำคืนนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและมีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่รู้สึกถึงความร้อนระอุของบรรยากาศ ทั้งๆที่ภายนอกมินิมาร์ทขณะนี้กำลังมีพายุลูกเห็บตกกระหน่ำอย่างหนัก....


ดูเหมือนพายุลูกเห็บอันแสนเหน็บหนาวจะไม่อาจทำให้อุณหภูมิร้อนแรงภายในมินิมาร์ทลดลงได้เลยแม้แต่นิดเดียว..



TBC
.....................................................................
โคตรใจสั่น นี่แต่งเองยังเขิน ดิ้นไปดิ้นมาเลยแกร
ฮืออออออ ตอนนี้ขออวยเองว่าน่าจะหวานที่สุดที่เคยแต่ง
แล้วบับคิดๆอยู่ว่าจะมีเอ็นซีดีมั้ย มันจะฟีลเปลี่ยนรึเปล่าว้า
ก็เลยไม่อัดลงในบทนี้นะคะ5555555555555555555 อ่านแค่นี้ก็สามารถตัวแตกได้
แต่ใครใคร่อยากอ่านจะลงแยกให้ในบล็อค เดี๋ยวจะแปะลิ้งในแท็ก ฮี่ๆ
แต่ไรท์ยังไม่ได้แต่งนะ ต้องดูฟีดแบ็คก่อนว่าอยากอ่านมั้ย

ส่วนตอนหน้า เป็นอีกมุมนึง เหตุผลที่มีพายุลูกเห็บคืออะไร ?!
จริงๆตอนนี้จะจบแบบไม่หวานแต่ตัดสินใจตัดไปตอนหน้า
นั่นคือออออ

MIDNIGHT 17.9
MIDNIGHT TO DAWN

จริงๆก่อนจะเช้ามันมีเรื่องอยู่
ในขณะที่สองคนหวาน มีคนหนึ่งขมนาจา


#ฟิคมินิมาร์ท
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,460 ความคิดเห็น

  1. #2396 isxve (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 13:51
    เขินค่าาาาาาา คุณเจ้าบ่าวมือใหม่ ฮือออๆๆ ชัดเจนกันแล้ว ;-; เขินนนนน
    #2,396
    0
  2. #2374 AST_C (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 18:04
    OMG พี่แทยงรุกแรงมากกกกก อิจน้องเตลล์55555
    #2,374
    0
  3. #2354 kor_kod1 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 11:05
    แล้วเค้าจะได้อยู่ด้วยกันมั้ยง่ะะะ
    #2,354
    0
  4. #2330 bibubbiiboo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 21:21
    เอ็นซีดีมาก ( ;////////////; )​วิ่งไปเขินอยู่ดาวอังคาร
    #2,330
    0
  5. #2329 bibubbiiboo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 20:52
    โห หลากหลายอารมเชียว กำลังด่าปั้ป เขินตัดเลย แหมๆๆๆ ร้ายจริงๆนะคะ
    #2,329
    0
  6. #2284 Celia Mae (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 02:28
    กรี๊ดดดดด แต่งงานกันแล้วววว
    #2,284
    0
  7. #2278 กุ๊กไก่ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 23:27
    โซฮอตต
    #2,278
    0
  8. #2216 Oilwn3 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 22:50
    เขินว้อยยยยย -////-
    #2,216
    0
  9. #2144 seethenq (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 04:45
    กี้ดดด ตัวแตกแล้วววพี่ตะยงงงง
    #2,144
    0
  10. #2122 seluhana (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 22:29
    ยอมแร้วยอมแร้วยอมแร้ว พี๊กกกจริงๆ555555 หวานสะใจเวอร์
    #2,122
    0
  11. #2064 แมวดำ_รอวันตาย_ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 01:32
    โอ้ยยยยย ถ้าจะลงทุนขนาดนี้
    #2,064
    0
  12. #2028 LOAVECHOCO (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 14:51
    กรี๊ดดดดดดดดดด ทั้งโรแมนติกแล้วก็ร้อนแรงมากๆ แงง จะเป็นลมแล้ว -/////-
    #2,028
    0
  13. #2009 WSwen (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 20:34
    ตอนนี้เป็นตอนที่อ่านแล้วช่วยฮีลลิ่งตัวเองหลังจากอ่านตอนก่อนหน้านี้มาได้หมดเลยอ่ะ555555555 คือตอนก่อนหน้าจะหน่วงๆบ้างอะไรงี้ แต่ตอนนี้แบบหวานทั้งตอนคือดีมากฟีลกู๊ดมาก แทยงทำเราเขินหลายรอบมากอ่ะ อยากหยุดไว้แค่ตอนนี้ไม่กล้าไปอ่านตอนต่อไปแล้ว55555 ไม่พร้อมรับความหน่วงความดราม่าแล้ว;-;
    #2,009
    0
  14. #1946 MaToomCanDY (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:40
    แอบเศร้าตรงแทยงข้ามมิติมาอยู่กับเตนล์นอกเหนือจากเวลาเที่ยงคืนกับในมินิมาร์ทไม่ได้นี่แหละ แอบม่ามาเนืองๆ555
    #1,946
    0
  15. #1888 -FL- (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 01:33
    แบมใช่มั้ยที่หน่วง
    #1,888
    0
  16. #1883 I Got L (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 14:54
    มาต่อเถอะค่ะ ชอบอ่ะ มันหน่วง มันน่ารัก มันได้ทุกอารมณ์จริงๆ
    #1,883
    0
  17. #1881 อกหักก. (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 15:37
    กรุณามาต่อค่ะไรต์ ชั้นอยากอ่านล้าวววว
    #1,881
    0
  18. #1879 เทนล์ลี้ ! (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 12:55
    ชอบมากอ่ะ ไรท์เตอร์เก็บรายละเอียดถึงความรุ้สึกของแทยงที่หลายๆคนมองข้ามได้ลึกซึ้งมาก จนที่จริงก็แอบลืมไปแล้วนะว่าตอนนั้นทำไมอยู่ๆแทยงถึงหายไป ที่แท้ก็กลัวหึงนี่เองพ่อคนดี ดีขนาดนี้เป็นผีเป็นอะไรเราก็ถวายตัวค่ะ 555555
    #1,879
    0
  19. #1867 Dukdik (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 21:29
    ตัดไปที่โคมไฟ อีแทยงคนบว้าาาาา
    #1,867
    0
  20. #1865 TJeankmc (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 15:06
    โคมไฟ พลีสสส
    #1,865
    0
  21. #1862 black-village (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 15:48
    หวานมากกกกก เอาไปเขินไปมากค่าาา ดีแล้วที่ไรท์เอาม่าไปไว้อีกบท ขอทำใจก่อน55555555
    #1,862
    0
  22. #1861 minlywoo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 23:55
    เอาโคมไฟ งิออออ แดดิ้น
    #1,861
    0
  23. #1842 Anghunn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 16:10
    จะเอาโคมไฟ555555555
    #1,842
    0
  24. #1841 LetFly_Sky (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 มกราคม 2560 / 01:25
    ฮืออออ โอ้ย เขินมาก เขินสุดไรสุด แง้ อยากได้ฉากโคมไฟด้วยคนค่ะ ฮือ เขิน ???????
    #1,841
    0
  25. #1840 หมีคริสลี่ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 14:03
    แง้ในที่สุดก็ดีกันแล้ววววว เขินแทนมากๆๆๆ ดีงามพระรามแปดมากกก
    #1,840
    0