Last man standing . hunhan,chanbaek

ตอนที่ 9 : MAN : 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 57





8

 

 

“แล้วความรู้สึกที่ผมมีผมอยากจะบอกว่าผมรักพี่”

 

 



 

มันคือทรัมเป็ตอะไรครับ ทำไมไอ้คุณน้องโอเซถึงมาบอกกับผมด้วยเรื่องอะไรเยี่ยงนี้ ก็พอรู้อยู่ว่าน้องเขาคิดอะไรกับผม แต่ก็ไม่ได้แน่ใจอะไรนัก แล้วนี่ถึงกับรักเลยผมก็เลยอึ้งไปตามระเบียบ

บอกตามตรงนะ ว่าตอนนี้ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะรักใครเลย ผมไม่ใช่คนที่ไร้หัวใจ ไม่ใช่ไม่หวั่นไหวกับทุกสัมผัสที่เขามีให้เหล่านั้น แต่ผม








 “กลัว” ที่จะต้องเริ่มใหม่กับใคร

 “กลัว” ว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาเจ็บแบบที่เคยเป็น

 












 

ใจผมไม่ได้ด้านชาอย่างที่คิดไว้หรอก


มันแค่เจ็บจนชา เหมือนเอาแอลกอฮอล์ราดบนแผลสดตอนแรกจะแสบแล้วเราจะเริ่มรู้สึกชา แต่พอมามีแผลครั้งใหม่เอาแอลกอฮอล์ราดอีก มันก็แสบจนชาอีกซ้ำไปเรื่อยๆ มันไม่มีทางชินจนไม่เจ็บได้จริงๆหรอก

 

ผมก็มนุษย์คนหนึ่ง ที่อ่อนไหวกับคนที่มาทำดีด้วย อ่อนไหวกับสัมผัสที่แสดงถึงว่ารักนั้น แม้ว่าในบางครั้งมันคือการแสดงละครฉากใหญ่ผมก็พร้อมที่จะเชื่อมัน ช่างใสซื่อ และน่าอันตราย       ผมอยากจะฝึกให้ตัวเองดูกร้านโลกให้มากกว่านี้ ไม่อยากจะดูอ่อนต่อโลกในสายตาใครๆ







แต่สุดท้ายผมก็ไม่เคยต่างจากแต่ก่อนเลยแม้แต่น้อย

 


 

 

“ผมรู้ว่าพี่อาจจะลำบากใจแต่ลองคบกับผมดูก่อน แล้วจะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที” เอ่อ ผมว่านี่มันจะเป็นการมัดมือชกเกินไปหรือเปล่า แต่ผมอยากจะเป็นแฟนกับพี่เขาจริงๆนะ -3-

“อืม” เสียงตอบรับที่ทำให้ผมยิ้มจนแก้มปริ เหมือนจะดูเผด็จการ แต่เมื่อมีโอกาสก็อย่าปล่อยให้มันหลุดลอยสิ

“พี่ยอมคบกับผมแล้วจริงๆใช่ไหมครับ”

“ไม่เป็นก็ได้นะ เหอะ”

“โอ๊ย พี่ผมทำตัวไม่ถูกแล้ว .///. แล้วตอนนี้ผมตองทำไงต่อ” ผมไม่เคยเป็นฝ่ายขอคบใครก่อนจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อถึง ณ จุดนี้แล้วต้องทำยังไงต่อ





“จูบมั้ง” คนตัวเล็กพูดแล้วก็มองไปทางอื่น

คงจะเขินอยู่ล่ะสิ -..- แต่เมื่อเขาเสนอผมก็ขอสนองเลยแล้วกัน

 


 

อุ๊บ

ริมฝีปากบางนั้นหวานปานน้ำผึ้งหยดย้อย ร่างสูงคอยดูดเม้มไปตามริมฝีปากบางอย่างอารมณ์ดี หวานจนอยากจะสูบน้ำหวานออกมา เหมือนสิ่งเสพติดที่ยากจะเลิก จากจังหวะช้าเนิบๆและอ่อนหวาน กลับกลายมาเป็นเร่าร้องเมื่อร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากบางอย่างรวดเร็ว ไร้พิธีรีตอง เพียงแค่ใช้ชั้นเชิงอย่างการพยุงท้ายทอยฝ่ายตรงข้ามแล้วกดจูบ

พอลิ้นหนาสอดเข้าไปเสียงที่เกิดขึ้นก็มีเพียงเสียงสัมผัสจากมือใหญ่ที่คอยลูบไล้ไปตามสะโพกบาง และเสียงริมฝีปากทั้งสองที่กำลังเล่นกันอย่างเมาส์มันและเร่าร้อน

อารมณ์ที่ถูกปลุกขึ้นมามันยากที่จะสงบ เสือก็ยังคงเป็นเสืออยู่วันยังค่ำ ร่างสูงผลักร่างบางลงกับพื้นโซฟาแล้วทำการระดมจูบไปตามใบหน้าอย่างอ่อนโยน และริมฝีปากหนาก็เริ่มเลือนลงมายังคอขาวที่กำลังล่อตาล่อใจชวนให้กลืนน้ำลายดังอึก







 

แล้วคืนนั้นก็คงต้องจบลงบนเตียง















20%








ผมตื่นขึ้นมารู้สึกมึนหัวไปหมด ความทรงจำสุดท้ายที่มีคือตอนที่ผมวิ่งไปผลักคุณแม่ของชานยอล แล้วรู้สึกว่ารถคันนั้นพุ่งตรงมายังผม ผมพยายามจะกระโดดหลบแต่ก็ไม่ทัน

แล้วที่นี่ที่ไหนกัน แต่ความรู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัวนี้คงไม่ได้แปลว่าผมตายไปแล้วหรอกมั้ง ที่นี่เหมือนโรงพยาบาล ผมมองไปรอบๆแต่ไร้ผู้คน ใครกันที่มาส่งผม สงสัยจะเป็นพลเมืองดีแถวๆนั้นก็ได้มั้ง ตอนนี้ชานยอลจะรู้หรือเปล่านะว่าผมอยู่ที่นี่




แต่ก็นะใครจะไปรู้ล่ะ เขาอยู่ตั้งไกลขนาดนั้น

 




 

ไกล จู่ๆคำนี้ก็แวบเข้ามาในหัว แต่ก่อนผมไม่เคยคิดที่จะกลัวคำนี้เลยมันก็แค่คำบุพบทคำหนึ่งก็เท่านั้น แต่ ณ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกอ่อนไหวกับคำนี้มาก ถ้าถามว่ากลัวหรอ? ก็คงเกือบใช่แล้วล่ะ รักบนระยะทางไกลนั้น ก็คงต้องมีแต่ความเชื่อใจเท่านั้น

แต่ผมอยากจะให้เขาปล่อยวาง ผมรู้สิ่งที่ผมจะบอกออกไปนั้นมันดูไร้สาระและดูปัญญาอ่อนพอสมควร แต่ผมอยากบอกว่าผมอยากจะ เลิกกับเขา อยากให้ทั้งคู่อยู่ในสถานะเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่กล้ำกึ่งแบบนี้ ให้เขาได้อิสระไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังเวลาเจอใครที่ดีกว่า กลัวว่าผมจะโกรธหรืออะไร

ผมอยากจะให้เขาอยู่กับตัวเอง คิดทบทวนว่าเรื่องระหว่างเรามันคือ ความรักหรือ ความใกล้ชิดกันแน่ ระยะทางขนาดนี้มันคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลย ถ้าหากเขากลับมาที่นี่อีกครั้ง แล้วเรายังมีความรู้สึกว่ารักกันอยู่ล่ะก็ จะคบกันอย่างเปิดเผยไม่ว่าใครจะคัดค้านยังไงก็ตาม แต่ถ้าตอนนั้นเขาพา ใครคนหนึ่งที่เขารัก เราก็จะกลายเป็นเพียงคนรู้จักกัน

 


 

ที่นี้เอาไงดีแม้จะขยับตัวยังลำบากเลย จะหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียงมาก็ยากเหลือเกิน แต่ตอนนี้ผมจะต้องทำสิ่งที่ผมคิดอยู่ก่อนที่จะเปลี่ยนใจ


อีกนิดเดียว


อ๊ะ! ได้ล่ะ พอผมได้โทรศัพท์มาก็ทำการกดโทรไปยังเบอร์ที่ผมจำได้ขึ้นใจ มือขวาตอนนี้ยังคงเข้าเฝือกอยู่แต่มือซ้ายมีเพียงนิ้วก้อยที่ซ๊นอยู่เท่านั้น เลยสามารถกดโทรได้ ตอนนี้ที่ออสเตรเลียคงเวลาไม่ต่างจากที่นี่เท่าไหร่หรอก

 


 

"แบคฮยอน" เสียงทุ้มที่ปลายสายดังขึ้น

“อืมชานยอลหรอ” ผมพูดไป แต่รู้สึกว่ามันพูดลำบากมาก คอแห้งผากไปหมด

"มึงโทรมาทำไม เปลืองเงินจะตายทำไมไม่ไลน์มาล่ะ"

“กูอยากได้ยินเสียงมึง”

"แหมคิดถึงอ่ะสิ -…-"

“อืม กูมีเรื่องสำคัญจะบอก”

"อะไรหรอ อย่าบอกนะว่ามึงจะย้ายตามกูมา กูโคตรดีใจเลยนะเว้ย" เสียงทุ้มแสดงออกถึงความดีใจ

“เปล่า กูจะบอกว่า

"ว่าอะไรวะ"








“เราเลิกกันเถอะ”







"มึงฮาไปล่ะ เราไม่ได้เป็นแฟนกัน เลิกไม่ได้เว้ย" มันพูดติดตลกแต่น้ำเสียงมันบ่งบอกว่าจะร้องไห้เต็มที และนี่คือข้อดีของการโทรคุย ไม่ต้องเห็นหน้าแต่รู้ถึงน้ำเสียงว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกยังไง

“เลิกทำแบบนี้เถอะ เวลามันทำให้กูรู้ว่ากูไม่ได้รักมึง” พูดเองก็เจ็บเอง ใครว่าคนที่บอกเลิกไม่เจ็บ ตอนนี้ผมเจ็บมาก แทบจะอ้าปากเปล่งเสียงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มันสั่นไปหมด แต่ก็ต้องกดอารมณ์ไว้ รีบๆพูดให้หมด

"นี่ผ่านมาไม่ถึงเดือนมึงเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรอ" เสียงปลายสายถามกลับมาด้วยเสียงตัดพ้อ

“ใช่ งั้นแค่นี้นะ กูเหนื่อย” เหนื่อยที่จะต้องบังคับให้ตัวเองเย็นชาและใจแข็ง

"เหนื่อยนี่มันแค่ตอนเช้า มึงไปอะไรกับใครมา" มึงก็คิดได้เนอะ แต่ผมเข้าใจการใช้ประโยคกำกวมกับสถานการณ์แบบนี้มันก็ทำให้คิดเหมือนกันแหล่ะ

“แล้วแต่มึงจะคิด ลาก่อน” ผมวางสายและทำการปิดเครื่องทันที








ลาก่อนความรักครั้งแรกของผม

 

 










 

วันนี้กะว่าจะมาเฝ้าแบคฮยอนเขาหน่อย วันนี้เหมือนลู่หานเขาจะไม่ว่างมาเฝ้าตอนเช้าก็เลยมานั่งเฝ้าซะเลย หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุแบคฮยอนเขาหลับยาวมาเป็นอาทิตย์จนฉันเองก็แอบใจหวิวๆว่าจะเป็นเจ้าชายนิทราหรือเปล่า แต่หมอบอกว่าร่างกายค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ เหมือนกับว่าไม่อยากจะหาย อยากจะหลับไปนานๆ

พอฉันเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงเล็กหวานดังออกมาจากห้อง ฉันจำได้ว่าเสียงนั้นคือเสียงของเด็กน้อยที่เมื่อก่อนชอบมาเล่าเรื่องต่างๆให้ฉันฟัง




เดี๋ยวนะแบคฮยอนฟื้นแล้วงั้นหรอ และก่อนที่ฉันจะเปิดประตูเข้าไป



แบคฮยอนคุยกับใคร พอสมองจับบทสนาคร่าวๆได้ ฉันก็เลือกที่จะหยุดฟังอยู่ที่หน้าห้อง รู้สึกเหมือนว่าคนตัวเล็กในห้องกำลังคุยโทรศัพท์อยู่

 


 

/ อืม กูมีเรื่องสำคัญจะบอก /

/ เปล่า กูจะบอกว่า… /

/ เราเลิกกันเถอะ / เลิกคนที่อยู่ปลายสายคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากชานยอล มือไวเท่าความคิดฉันเลือกที่จะกดโทรหาชานยอลที่อยู่ไกลไปอีกทวีปนึง ผลปรากฏว่า สายไม่ว่าง

/ เลิกทำแบบนี้เถอะ เวลามันทำให้กูรู้ว่ากูไม่ได้รักมึง / ไม่ได้รักแล้วมาช่วยฉันทำไม ไม่ได้รักแล้วที่ลู่หานเล่าว่าแบคฮยอนร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนหลังจากที่ชานยอลไปคืออะไร แล้วถ้าไม่รักตอนที่นอนหลับอยูเขาจะละเมอชื่อของชานยอลทำไม




แบคฮยอนเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

และคำว่าลาก่อนนั่นอีก เขาจะทำอะไรกันแน่





 

 

แกร๊ก

เสียงประตูเปิดหลังจากที่ผมกดปิดเครื่องไป ตอนแรกผมก็นึกว่าจะเป็นพวกลู่หานหรือไม่ก็คุณพยาบาลที่เข้ามาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ แต่กลับเป็นคนที่ผมไม่คาดคิด


แม่ของชานยอล

เขามาทำอะไรที่นี่ หรือเขาเข้ามาผิดห้องนะ

 

 

“แบคฮยอน” เสียงแหบพร่าตามภาษาคนมีอายุดังขึ้นเรียกสติของคนตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียง

“คุณ

“ขอบใจนะที่ช่วยชีวิตฉันไว้” นี่อาจจะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เขาได้ยินจากคนๆนี้ เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่คุยกับเขาเลย

“ครับ” คนตัวเล็กพยายามลุกขึ้นนั่ง เพราะกำลังคุยกับผู้ใหญ่อยู่จะนอนคุยก็กลัวเสียมารยาท แต่สังขารมันไม่ให่นี่สิ “โอ๊ะ” คนตวเล็กร้องออกมาหลังจากที่ขยับตัวได้แค่นิดเดียว เพราะกระดูกซี่โครงบางส่วนถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจะเกือบหัก

“ไม่ต้องลุกหรอก นอนเถอะ” เมื่อเห็นคนตัวเล็กพยายามจะลุก คนเป็นแม่ก็เขยิบมาพยุงไว้ให้นอนลง

เขารู้สึกไม่ชินกับการกระทำเหล่านี้ คุณแม่ของชานยอลเลิกโกรธเลิกเกลียดเขาแล้วหรอ

“แล้วคุณป้ามาทำอะไรที่นี่หรอครับ แล้ว

“เรียกแม่เหมือนเดิมเถอะ วันนี้แม่เอาผลไม้มาให้ ไม่รู้ว่าวันนี้แบคฮยอนฟื้น ไม่อย่างนั้นแม่จะได้ทำข้าวต้มร้อนๆมาให้ กลับไปหลายวันคงอยากจะกินอาหารน่าดูล่ะสิ” คุณแม่เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆเหมือนที่ผมเคยได้ยินมาเมื่อนานมาแล้ว ทำเหมือนว่าเรื่องต่างๆนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“ครับ”

“เมื่อกี้หนูคุยโทรศัพท์หรอ” คุณแม่พูดพลางจัดผลไม้ลงบนจนเพื่อเตรียมปอกเปลือก

“คุณแม่ได้ยิน

“จ้ะ ชานยอลใช่หรือเปล่า” แย่ล่ะ คุณแม่เขาได้ยินงั้นหรอ ทำไงดีล่ะ

“คือ

“ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของหนู แม่จะขอไม่ห้ามหรอก แต่จะทำอะไรคิดหน้าคิดหลังดีๆ เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง แต่ถ้าหนูคิดว่ามันถูกแล้วแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

“ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป” อย่างน้อยการที่ได้เล่าอะไรให้ใครคนนึงรับฟัง มันก็คงเบาใจได้มากกว่านี้



“เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง ผมไม่อยากรั้งให้เขาต้องมาจมปรักอยู่กับผม อยากให้เขาได้เปิดมองโลกกว้าง ได้พบกับผู้คนมากมายที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต”

“แล้วชานยอลเขาอยากได้อย่างนั้นหรอ”

“ผมไม่รู้ แต่อยากให้เขาเปิดใจรับคนใหม่ๆ ไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังเรื่องของผม”

“อืมแม่เข้าใจ การจากคนที่เรารักไปอยู่ไกลๆโดยที่ไม่มีกำหนดกลับที่แน่ชัด ทุกคนมีความรู้สึกกลัวทั้งนั้นล่ะลูก กลัวว่าเขาจะทิ้งเรา กลัวไปหมดทุกอย่าง วิธีของแบคก็ดี แต่วิธีการพูดของหนูมันจะทำให้ชานยอลคิดว่าหนูหมดรักเขาแล้วจริงๆ และสุดท้ายหนูอาจจะต้องมาเสียใจ” คุณแม่นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงแล้วก็จับมือผมไว้

“ถ้าผมใช้วิธีบอกเรื่องที่ผมคิดไปตรงๆ ผมกลัวว่าเขาจะไม่ยอม สู้ให้เขาคิดว่าผมหมดรักไปเลยดีกว่า”

“เอาเถอะ นั่นคือชีวิตหนูไม่ใช่ชีวิตแม่ แม่จะขอไม่ก้าวก่ายให้มากนัก แต่แม่จะคอยอยู่ห่างๆมีอะไรก็พูดออกมาจะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันแบ่งเบาความทุกข์นะรู้ไหม?

“ขอบคุณนะครับ ^^ แล้วคุณแม่ไม่เกลียดผมแล้วหรอ”

ก็ทิฐิมันค้ำคอล่ะมั้ง แต่เมื่อเห็นแบคในสภาพนี้เพราะแม่แล้วแม่ก็ทำใจไม่ได้ ทั้งๆที่แม่แสดงออกชัดเจนเลยว่าไม่ชอบแบค แต่แบคก็ยังมาช่วยแม่ไว้ แล้วตัวเองต้องมาเจ็บตัวแบบนี้อีก แม่ขอโทษนะ”

“ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่หรอกครับ แล้วตอนนี้ที่บ้านผมรู้หรือยังครับว่าผมอยู่ที่นี่”

“ยังหรอก แม่กลัวว่าถ้าบอกไปแม่ของเธอจะเครียดแล้วบินตรงดิ่งดลับมา งานทางนั้นยุ่งๆอยู่ ทางนี้แม่จะจัดการเองไม่ต้องเป็นห่วง แบคก็เหมือนลูกของแม่คนนึงนะ”

“ขอบคุณครับ”

“จ้ะ เดี๋ยวแม่ไปบอกคุณหมอก่อนว่าแบคฟื้นแล้ว”

“ครับ ^^” วันนี้ผมคิดว่าเป็นวันที่ดีมาก เป็นวันที่ผมรอคอยมาตลอดว่าคุณแม่เขาจะยอมรับในตัวผมซะที แต่ก็คงจะเป็นวันที่ดีไม่มากเท่าไหร่นัก ก็ผมดันพูดอย่างนั้นกับชานยอลไป



คิดไปคิดมา ถ้าชานยอลไปมีคนอื่นจริงๆ ผมจะทนได้หรอ?





เป็นคำถามที่น่าคิดนะ

 

 




 

หลังจากเรื่องเมื่อคืนนั้นผมก็เก็บมาคิด

ผมทำถูกหรือเปล่า ที่คบซ้อนอย่างนี้ แต่นี่ก็นานมาแล้วพี่คริสไม่เคยติดต่อมาหาผมเลย มันดูแปลกดีนะ ทั้งๆที่พี่เขามาขอคืนดีกับผมเองแท้ๆ แต่อยู่ๆก็หายไปในเวลาเพียงไม่ถึงอาทิตย์

แปลกแต่เรื่องอะไรที่ผมจะปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปเอื่อยเฉื่อยอย่างนี้ล่ะ ผมตัดสินใจโทรหาพี่คริสทันที ผมว่าผมปล่อยให้แผนมันว่าเปล่ามานานแล้วล่ะนะ…J

"สวัสดีค่ะ" เสียงหวานของผู้หญิงดังขึ้นจากปลายสาย เอ๊ะ! ผมโทรผิดหรอ ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าผมกดเบอร์ถูกหรือยัง





พี่คริสไม่ผิดหรอก



ผมขอเงียบเพื่อดูท่าทางก่อนดีไหมนะ ไม่ดีกว่า อยากรู้อะไรก็ต้องถามถึงจะถูก

“ผมขอสายพี่คริสหน่อย”

"คริสอยู่ในห้องน้ำค่ะ มีอะไรฝากบอกได้นะคะ" หืม…? ไม่เหวี่ยงแฮะ ท่าทางจะเป็นคนดีเหมือนกัน แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจจากประโยคแรกที่ได้ยินเลย คอยดูต่อไปก่อนเถอะ

“ถ้าเขาออกจากห้องน้ำแล้วฝากบอกให้เขาโทรกลับด้วยนะครับ”

"ค่ะ แล้วจะบอกให้ จะให้บอกว่าใครโทรมาหรอคะ"

“หืม? เขาไม่ได้เมมชื่อผมไว้หรอ” อะไรทั้งๆที่ตอนโทรไป น่าจะขึ้นชื่อผมขึ้นมาแล้วสิ

ไม่นี่คะ แล้วคุณชื่อ

“ผม ลู่หานครับ”

"ค่ะ คุณลู่หานนะคะ เดี๋ยวฉันจะบอกคริสเขาให้" ทำไมไม่รู้จักผมนะ ทั้งๆที่เป็นอะไรๆกับพี่เขาแต่กลับไม่รู้ว่าผมคือใคร

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”

"ค่ะ" แล้วสายก็ตัดไป

หึพี่กล้ามากจริงๆนะ หลอกผมแล้วหลอกอีก ชักจะน่าสนุกแล้วนี่นา



 

 

คุณสงสัยใช่ไหมว่าทำไมผมต้องกลับไปคบกับลู่หานทั้งๆที่น่าจะหมดรักกันไปแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงพอห่างกับคนตัวเล็กผมก็ไม่ได้รู้สึกคิดถึงอะไรมากนัก แต่พอเห็นเขากับคนอื่นผมทนไม่ได้ ของๆผมจะมาแย่งกันไป มันไม่โอเคแน่ และที่สำคัญผมอยากจะรวมเครือเสี่ยวเข้ามาด้วย ธุรกิจก็จะยิ่งใหญ่เข้าไปด้วย

ส่วนพี่นายองผมน่ะ รักรักมาก รักจริงๆ แต่พี่เขาไม่ได้เป็นคนมีฐานะอะไรมากนัก ที่บ้านผมไม่ยอมรับพี่เขา แต่การทำให้ที่บ้านยอมรับ มันยาก ผมเลยอยากจะเอาเรื่องของลู่หานมาช่วยบังหน้าแล้วคบกับพี่นายองอย่างลับๆต่อไป

ผมรู้มันคือการเห็นแก่ตัว

แต่การเห็นแก่ตัวเรื่องความรักนั้นมันไม่ผิดไม่ใช่หรอ?

ส่วนเรื่องที่ผมหายไปนานเพราะอะไรน่ะหรอ แค่ขอเวลาวางแผนสลับลางรถไฟก่อนน่ะสิ เอาตามจริง ตอนที่ผมไปขอคืนดีกับลู่หานผมยังไม่ได้คิดแผนล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ คิดอะไรก็ทำเดี๋ยวนั้นเลย คุณคงไม่คิดว่าผมใช้เวลาเป็นเดือนการคิดแผนหรอกนะ ที่นานเพราะผมต้องกลับจีนไปจัดการเรื่องบางเรื่องน่ะสิ ดันมีบริษัทบางบริษัทมันคิดจะเล่นตุกติกกับบริษัทผม

การที่ไม่ได้ไปเจอ ใช่เวลาผมจะไม่รู้ความเป็นไปของคนตัวเล็กหรอก ผมส่งคนไปตามติดเขาทุกวัน เพื่อดูว่าตอนนี้คนตัวเล็กทำอะไรอยู่บ้าง


 

“ใครโทรมาหรอพี่” ผมเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูผืนเดียวและยืนเช็ดผมอยู่

“เขาบอกว่าชื่อลู่หานน่ะ” พี่เขาพูดแล้วก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผม

ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก พี่นายองเขาเป็นคนดีมาก ผมก็เลยไม่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผมในอดีตให้พี่เขาฟังหรอก พี่เขาก็พลอยไม่รู้จักลู่หานไปด้วย

“ขอบคุณนะครับ” ผมรับโทรศัพท์มาแล้วเดินออกไปทางระเบียงเพื่อต่อสายกับคนตัวเล็กที่โทรมาเมื่อครู่ ส่วนพี่นายองก็นั่งมองผมอยู่บนเตียง ก็ผมบอกแล้วไงว่าพี่เขาดูใสซื่อและดีมาก ถ้าเห็นว่าผมเดินหนีออกมาคุยโทรศัพท์ก็แปลว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จะไม่มีเซ้าซี้ เนี่ยแหล่ะถึงน่ารัก J



 

"พี่คริส" เสียงปลายสายดังขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งไม่แสดงอารมณ์อะไรทั้งสิ้น

“ครับ สบายดีหรือเปล่า”

"พี่หายไปไหน ไม่ติดต่อผมมาเลย"

“บริษัทที่จีนมีปัญหาน่ะพี่เลยต้องไปจัดการทางนั้น เพิ่งจะกลับมาเองนะ”

"หรอครับ ผมอยากเจอพี่จัง"

“อืม เอาสิพี่กำลังคิดเราอยู่เลย งั้นอีกหนึ่งชั่วโมงเจอกันที่คอฟฟี่ช็อปหน้ามอก็แล้วกันนะ”

"ครับ พี่พาคนที่รับโทรศัพท์ผมเมื่อกี้มาด้วยนะครับ" ทำไมลู่หานพูดอย่างนั้นล่ะ หรือว่าเขาจะรู้เรื่องนี้ บ้าน่าอย่าเพิ่งคิดมาสิคริส อย่าร้อนตัว

“มีอะไรหรอครับ”

ผมอยากเจอก็เท่านั้น จะว่าไปผมขอสายเขาหน่อยสิครับ ผมว่าเขายังอยู่กับพี่นะ

“ครับ” ผมนิ่งคิดสักครู่แล้วเดินเข้าห้องเพื่อยื่นโทรศัพท์ให้กับพี่นายอง “พี่ครับ ลู่หานเขาอยากคุยกับพี่น่ะครับ”

“ลู่หานหรอ” เธอรับโทรศัพท์ไปอย่างงงๆ “สวัสดีค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

” เขาพูดอะไรกันทำไมพี่เขาถึงเงียบไป “จ้ะ แน่นอน” แล้วเธอก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมแล้วยิ้ม

“ว่าไง” ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์เพราะคนปลายสายยังคงไม่ได้วางไป

"ผมวางล่ะแล้วเจอกันครับ พาเขามาให้ได้ล่ะ" แล้วคนปลายสายก็ตัดสายไป ผมควรจะพาพี่นายองไปดีหรือเปล่านะ

 

 


 

สวัสดีค่ะ เสียงหวานปลายสายดังขึ้น

“ครับ พี่นายองใช่หรือเปล่า ผมลู่หานเองนะครับ ผมรู้สึกถูกใจพี่จัง อุ๊บ! แย่ละผมพูดอะไรออกไปล่ะเนี่ย น่าอายจังเลยนะครับ ฮ่าๆ ผมนัดพี่คริสออกมาข้างนอกพี่ก็มาด้วยนะครับ ผมอยากเจอพี่จัง แล้วเจอกันนะครับ มาให้ได้ล่ะคนสวย”




"จ้ะ แน่นอน" บางครั้งบางสิ่งที่คุณคิดว่าดีมันก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอกนะ



เชื่อผมสิ J










นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น