Last man standing . hunhan,chanbaek

ตอนที่ 8 : MAN : 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 57



7

 

 

1…2…3 แอ็คชั่น!” มันวิ่งมานั่งข้างๆผม

 

 

“มึงทำไมเวลาแห่งความสุขมันผ่านไปเร็วจังเลยเนอะ” ชานยอลหันไปถามคนตัวเล็กที่กำลังเดินอยู่เคียงข้าง

ใช่มันรู้สึกเร็วไปจนน่าใจหาย

ทั้งๆที่รู้สึกว่าเมื่อกี้พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นอยู่เลย แต่ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า กำลังเหมือนความรู้สึกกำลังจะร่วงโรยหายไปตามแสงอาทิตย์

“อืมกูมีอะไรจะให้มึง หลับตาก่อน” แบคฮยอนหยุดยืนแล้วหันเข้าหาชานยอลที่ยืนอยู่ข้างๆ คนตัวสูงก็หันเข้าหา แสงอาทิตย์สีส้มยามเย็นสอดผ่านร่างกายผอมบางที่อยู่ตรงหน้า

มันสวยเหลือเกิน

สวยจนน้ำตาจะไหล

เขาจะขอเก็บภาพนี้เป็นความทรงจำที่สวยงามตลอดไป

แล้วเขาก็หลับตาลงตามคำขอของคนตัวเล็ก “มีอะไรวะ” แล้วร่างเล็กก็ค่อยๆกดไหล่ให้คนตัวสูงกว่าย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกัน

“ลืมตาได้” เมื่อพูดจบ คนตัวเล็กก็โน้มใบหน้าเขาหาคนร่างสูง

ริมฝีปากบางทาบทับริมฝีปากหนาอย่างแผ่วเบา หวานนุ่น อ่อนละมุนเหมือนปุยนุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆประจำตัวของคนตัวเล็กถูกสายลมพัดผ่าน ยิ่งทำให้คนตัวสูงรู้สึกเคลิ้บเคลิ้ม จูบที่ไม่มีความรุกล้ำใดๆ มีแต่ความอ่อนโยนของทั้งคนสองคนที่ต่างมอบให้แก่กัน คำรักที่แสดงออกมาโดยไม่มีอักขระใดๆที่ระบุออกมาได้ มีเพียงความรู้สึกที่ทั้งสองต่างส่งผ่านสัมผัสที่มีให้กัน

หวานมากกว่าจูบใดๆที่เคยมี

มีความสุขมากกว่าเวลาใดๆที่เคยผ่านพ้น

จากนั้นร่างสูงได้สอดลิ้นหนาเข้าไป ทำให้จังหวะรสจูบที่อ่อนหวานดูเร่าร้อนขึ้นมาเป็นทวีคูน คนตัวเล็กก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพียงแค่ใช้ลิ้นบางสัมผัสลิ้นหนาตามจังหวะที่คนตัวสูงนำไป ร้อนแรงเหมือนมีไฟคอยสุมอยู่รอบกาย แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ทรมานเหมือนจะโดนเผาไหม้ แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังจะหลอมละลาย เหมือนกับว่า

หัวใจทั้งสองกำลังหลอมละลายกลายเป็นดวงเดียวกัน

แบคฮยอนเขาอยากจะหยุดเวลาลงตรงนี้ หยุดไว้ ณ ตรงนี้ ไม่อยากให้เวลาผ่านไป ไม่อยากถึงตอนที่ตัวพวกเขาทั้งสองจะต้องจากลา ไม่อยากถึงตอนที่ต้องเสียใจ

และเสียน้ำตา


 





 

“มึงแน่ใจนะว่าจะไม่ไปส่งกูที่สนามบิน” ชานยอลถามขณะที่กำลังใส่รองเท้าอยู่

“อืม ไม่ว่ากูจะไปส่งมึงหรือไม่ มึงก็ไปอยู่ดี จากกันตั้งแต่ตรงนี้ผลทุกอยากมันก็เท่ากันนั่นแหล่ะ” เอาความจริง เขาไม่อยากไปเพื่อมีปัญหากับคนบ้านของชานยอล เขาไม่ชอบสายตาที่คอยเหยียดหยามนั่น ถึงแม้มันจะเป็นแค่ฝัน เขาก็หวังว่าทางบ้านชานยอลจะยอมรับเขา

“โอเคๆ ไฟล์วิดีโอกูไรท์ให้อีกแผ่นอยู่บนหัวเตียงนะ”

“อืม”

“กูไปล่ะ”

“อืม”

“มึงจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือไง” ชานยอลยังคงยืนค้างอยู่ที่หน้าประตู วันนี้แบคดูแปลกไป แบคดูเย็นชากว่าปกติ เขาไปชอบตอนแบคเย็นชาเลย มันดูไม่เหมือนไอ้หมาเตี้ยคนเดิม ทำให้เขารู้สึกใจโหว่งๆอย่างบอกไม่ถูก

“มึงก็ไปเถอะ เดินทางดีๆล่ะ^^” คนตัวเล็กปั้นหน้าอยู่สักเดี๋ยวแล้วก็ยิ้มส่งคนตัวสูง ก็นั่นแหล่ะนะ อย่างน้อยนายไปก็จะได้ไม่ต้องติดค้างคาใจ

“อื้มดูแลตัวเองด้วยนะ”

“อืม” แล้วก็คนตัวสูงก็เดินออกไปจากห้องพัก



ปัง



 

 

เสียงปิดประตูเบาๆ แต่มันดังสะท้านไปทั่วทั้งหัวใจ หัวใจของคนร่างเล็กมันถูกบีบจนเจ็บช้ำไปหมด น้ำตาไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้นใดๆ มันไหลออกมาอย่างช้าๆและเนิ่นนาน

 

ความรู้สึกเจ็บช้ำนี้

มันเนิ่นนานเกินไป จนแบคฮยอนไม่อยากจะเงยหน้ามองเข็มนาฬิกา ที่มันกำลังเดินช้าเหมือนจะขาดใจตาย เหมือนดั่งตัวเขาในตอนนี้

อยากจะรั้ง อยากจะกอด อยากจะพูดว่าไม่อยากให้ไปเลย แต่มันก็ดูจะเห็นแก่ตัวมาก แบคฮยอนไม่อยากเป็นตัวขัดความเจริญของคนรัก ถ้าทั้งสองคู่กันแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไร จะพบเจออะไรอีกบ้าง ทุกอย่างก็จะไม่แปรเปลี่ยน จะเป็นแบคฮยอนของชานยอลตลอดไป

มีคนๆนึงเคยบอกเขาว่า ความรักบน ความห่างไกลถ้าใจไม่ หนักแน่นพอ สิ่งที่เรา กลัวที่สุดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ แบคฮยอนพยายามย้ำกับตัวเองหลายต่อหลายครั้ง ว่าชานยอลกำลังจะไปได้ดี พบกับอนาคตที่สดใส แล้วสักวันหนึ่งจะกลับมา

อย่ากลัวในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น แค่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยสติและเชื่อใจ มีเหตุและผลในการใช้ชีวิต อย่าตัดสินอะไรในสิ่งที่เราเห็น เพราะบางครั้งสิ่งที่เป็นก็อาจจะไม่ใช่ในสิ่งที่เราคิดอยู่ก็ได้

ต้องเชื่อใจเท่านั้น

 

 

 

“พี่ลู่ พี่ชานยอลนี่เขาจะกลับมาหรือเปล่า” เซฮุนถามผมขึ้น ในขณะที่พวกเราสามคนมีผม เซฮุน และแบคฮยอนกำลังนั่งกินข้าวกลางวันกันอยู่

แบคดูเงียบไปหลังชานยอลเดินไป ดูโทรมแบบบอกไม่ถูก ทั้งๆที่ร่างกายไม่ได้มีรอยคล้ำจากอาการอดนอนอะไร ที่ดวงตาไม่บวมช้ำเหมือนวันแรกๆ มีแต่ออร่าที่เศร้าหมองลอยออกมาอย่างเงียบๆ ซึ่งมันพลอยทำให้คนรอบข้างรู้สึกหม่นหมองตามไปด้วย

ผมหยิกเซฮุนไปหนึ่งที พูดอะไรดูสถานการณ์สักนิดนึงก็ดีนะ “เซฮุน” ผมพูดปรามด้วยเสียงต่ำเบาๆ

“กะกูกลับก่อนดีกว่า ไหนๆตอนบ่ายก็ไม่มีเรียนแล้ว”

“กูไปส่งไหม?” ผมถามอย่างเป็นห่วง แบคดูเลื่อนลอยเกินไป ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาล่ะแย่แน่ วันแรกๆผมกับเซฮุนก็ไปส่งแบคถึงหอ ติดที่วันนี้เซฮุนมีเรียนบ่ายนี่สิ แต่ผมก็ไปส่งแบคได้นะส่งแบคเสร็จก็กลับมารอเซฮุนต่อ -.-

“ไม่ต้องหรอก กูว่าจะแวะร้านหนังสือก่อน”

“อ่าๆ ถึงห้องแล้วโทรมาบอกด้วยล่ะ”

“อืม” แล้วแบคก็เดินออกไป

“เป็นไงล่ะ พูดอะไรไม่ดูสถานการณ์” ผมตีไปที่ไหล่คนตัวสูงที่ทำหน้าเจื่อนๆอยู่

“ก็คนมันอยากรู้นี่นา ถ้าพี่ชานยอลกลับมา พี่แบคต้องร่าเริงขึ้นแน่ๆ”

“พี่ก็อยากรู้ว่ามันจะกลับมาตอนไหนเหมือนกัน


 

 

 

ผมเดินออกมาหลังจากซื้อหนังสือที่อยากได้มา มีทั้งหนังสือที่ทำรายงานและนิยาย มันคงจะกล่อมให้ผมมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างล่ะ

หลังจากชานยอลไป ผมร้องไห้อย่างหนักจนเช้าวันต่อมาผมไปเรียนไม่ได้เพราะไข้ขึ้นเลย ผมนี่บ้าเนอะ ปล่อยเขาไปเองแท้ๆ แล้วก็มานั่งเสียใจเอง

แต่สายตาผมก็ไปหยุดกับผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ถนนฝั่งตรงข้าม ผมจำได้ดีว่าเขาคือใคร เขาคือแม่ของชานยอล คนที่ส่งสายตาเหยียดหยามผมตลอดเวลาที่พบเจอ ถ้าถามว่าผมเกลียดเธอหรือ? ไม่หรอก ผมไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย ผมแค่อยากจะแสดงให้เธอเห็นว่าผมรักกับชานยอลจริงๆ

เมื่อก่อนผมสนิทกับชานยอลตั้งแต่ม.ปลาย ผมไปบ้านมันทุกๆวัน เลยสนิทกับครอบครวตระกูลปาร์คไปด้วย เพราะความร่าเริงเข้ากับคนง่ายของผม แต่พอขึ้นมหาลัยชานยอลมันก็มาบอกความรู้สึกที่มันมีต่อผม มันมากกว่าเพื่อน

ผมในตอนนั้นก็รู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน เราก็เลยตกลงคบกันแต่ก็ยังคงอยู่ในฐานะเพื่อน

ในวันหนึ่งที่ผมไปกินข้าวบ้านชานยอล พวกเราจูบกันกลางห้องนอนของชานยอล แล้วแม่ของเขาเปิดเข้ามาเจอพอดี จากความรู้สึกเอ็นดูที่เคยมีกลับกลายเป็นความขยะแขยง แล้วจากนั้นผมก็ไม่ได้ไปบ้านชานยอลอีกเลย

 



 

บรื้น~~~~~~~

เสียงรถที่แล่นมาด้วยความเร็ว ตรงกับร่างของหญิงวัยกลางคนที่กำลังก้าวลงมาจากฟุตบาต แต่ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เลยว่ามีรถคันหนึ่งแล่นมาอย่างรวดเร็ว




แบคฮยอนเมื่อเห็นอย่างนั้น เขาโยนของลงที่พื้นทุกอย่าง แล้ววิ่งถลาเขาไป








แม้ว่าเธอจะเกลียดเขา แต่เธอเป็นแม่ของคนที่เขารัก









ถึงแม้เขาจะต้องปกป้องเธอด้วยชีวิต ก็ยอม









 

เอี๊ยด ปึ้ง!








 เสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมๆกัน หลังจากที่แบคฮยอนผลักร่างของแม่ชานยอลให้ออกจากบริเวณแถวนั้นแล้ว แต่แบคก็หนีไม่ทัน

ร่างบางถูกรถชานเข้าอย่างจังจนกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้น

เลือดสีแดงฉานค่อยๆไหลออกมาจากศีรษะเล็กช้าๆ จากน้อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ




 

 

หญิงสาววัยกลางคนที่มึนๆอยู่หลังจากถูกอะไรไม่ถูกผลักออกมา จนได้สติก็นึกโกรธเพราะเธอจำได้ว่าคนที่ผลักเธอคือใคร คนที่เธอเกลียดมากยังไงหล่ะ หน็อย พอลูกชานยอลไปเมืองนอกไม่นานก็เผยธาตุแท้ตัวร้ายออกมาเลยนะ

แต่เดี๋ยวนะนั่นคนมุงดูอะไรกัน

“มุงดูอะไรกันน่ะ” เธอพยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปดูเหตุการณ์ข้างในว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่มีใครมาโชว์เมียงูกลางถนนหรอก อาจจะเกิดอะไรก็ได้

นั่น!





คนที่เธอเกลียด คนที่ผลักเธอเมื่อกี้

ผลักนายนั่นช่วยเราไว้หรอ?












“เขาโดนรถชนหรอ” เธอถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆที่ดูเหมือนกำลังจะโทรตามรถพยาบาลอยู่

“ใช่ครับ ผมเห็นแวบๆว่าเขาวิ่งตรงมาเพื่อช่วยใครคนหนึ่งคุณน่ะครับ” พลเมืองดีคนนั้นทำท่าเหมือนนึกได้ แล้วก็ชี้มาที่เธอ





แบคฮยอนคนนั้นช่วยชีวิตเธอจริงๆสินะ










 
 

 

“เป็นอะไรหรอพี่ ทำไมทำหน้าเครียดจัง” เซฮุนมองความผิดปกติของลู่หาน ที่ตอนนี้กำลังจ้องมองไปที่โทรศัพท์แล้วทำหน้าเครียด

“แบคยังไม่โทรมาเลย”

“พี่เขาอาจจะลืม แบบกลับถึงห้องแล้วเหนื่อยก็เลยนอนทันทีอะไรประมาณนั้น อย่าคิดมากสิ” เซฮุนพูดแล้วก็ตบไหล่คนตัวเล็กเบาอย่างปลอบประโลม

ถ้าเป็นอย่างที่เซฮุนพูดมันก็ดีไป แต่แบคไม่เคยลืมที่เคยสัญญาอะไรๆไว้ก็ตามหรอก แล้วความรู้สึกร้อนใจแปลกๆนี่มันคืออะไรกัน เขาจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งเมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

“พี่รู้สึกไม่ดีเลย

“พี่ก็ลองโทรไปหาพี่แบคดูหรือยัง”

“โทรแล้ว ไม่มีใครรับเลย”

 


 

 

“มึงๆ หรือรู้เปล่าว่าตอนเที่ยงที่หน้าร้านหนังสือหน้ามอมีคนถูกรถชนด้วยมึง” กลุ่มเด็กคณะสถาปัตย์ที่ในทุกๆเย็นจะต้องเดินผ่านคณะเขาผมพูดขึ้นมาเสียงดัง

ร้านหนังสือ?

ไม่ต้องหรอก กูว่าจะแวะร้านหนังสือก่อน

“เซฮุนร้านหนังสือ แบคบอกว่าจะไปร้านหนังสือก่อนกลับหอนี่” ผมตีแขนเซฮุนเบาอย่างคิดอะไรได้ มันยิ่งทำให้ผมร้อนใจเข้าไปใหญ่ ขออย่าให้คนๆนั้นเป็นแบคเลยนะ ขอร้องล่ะ

“พี่ใจเย็นๆตั้งสติไว้ ตอนเที่ยงแถวนั้นคนเยอะจะตาย อาจจะไม่ใช่พี่แบคก็ได้”

 



 

Rrrr

“แบคนี่นาเซฮุน” ผมพูดแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ ถ้าแบคโทรมาได้ขนาดนี้คงจะไม่ได้เป็นอะไรจริงๆหรอก

“เห็นป่ะว่าพี่แบคคงลืมโทรมาเอง พี่ก็คิดมาก” เซฮุนพูดแล้วก็ยิ้มอย่างโล่งอกตามไปด้วย

“ว่าไงมึง กูบอกว่าถึงหอแล้วให้โทรมา” ขอสวดสักหน่อยเถอะที่ปล่อยให้ผมนั่งกังวลอยู่ตั้งนาน

"ขอโทษนะคะ คุณรู้จักเจ้าของเบอร์นี้หรือเปล่าคะ" เสียงหวานของผู้หญิงดังขึ้นมา มันไม่ใช่เสียงแบคแน่นอน

“มะมีอะไรหรือเปล่าครับ” ไฟในใจผมมันเหมือนมีลมพัดให้มันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

“มีอะไรหรอพี่” เซฮุนถามผมที่นั่งนิ่งอย่างใช้ความคิด

"คือเจ้าของโทรศัพท์เขาประสบอุบัติเหตุรถชน ตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ"

“อุบัติเหตุ? อยู่โรงพยาบาลอะไรครับ”

"โรงพยาบาล AAA ค่ะ"

“ครับ เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ขอบคุณมากครับ” ผมพูดแล้วก็ตัดสายไป

“อุบัติเหตุ

“อืม แบคถูกรถชนจริงๆ ไปโรงพยาบาลกับพี่หน่อย” ผมลุกขึ้นยืน แต่ด้วยความช็อคขาผมจึงรู้สึกอ่อนแรง เหมือนจะลมทั้งยืนอะไรอย่างนั้น

“พี่ไหวป่ะเนี่ย” เซฮุนเอื้อมมือมาพยุงผมให้เดิน

“ไหวๆ รีบๆไปกันเถอะ พี่เป็นห่วงแบค”

“ครับ”

 

 


 

“ขอโทษนะคะคุณคือญาติของคนไข้หรือเปล่าคะ” มีนางพยาบาลคนหนึ่งเดินมาหาเธอที่กำลังนั่งเครียดอยู่หน้าห้องไอซียู เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรรถพยาบาลก็มา เธอได้ขึ้นรถพยาบาลนั้นมาด้วย และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็กำลังทำแผลอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน

“ค่ะ”

“ช่วยมากรอกประวัติคนไข้ด้วยนะคะ” นางพยาบาลคนนั้นพูดแล้วก็เดินนำไป

ชื่อ นามสกุล วันเกิด ชื่อพ่อแม่ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ หรืออะไรอีกมากมายเธอรู้ดี เพราะเมื่อก่อนคนตัวเล็กชอบมาคุยเรื่องที่บ้าน เรื่องส่วนตัวให้เธอฟังทุกวัน ไปเที่ยวกับที่บ้านของคนตัวเล็กก็บ่อย จนทำให้เธอก็พลอยสนิทกับคุณนายบยอนไปด้วย แต่เมื่อเกิดเรื่องเธอก็ยังทำเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่สายตาและความรู้สึกที่มีต่อคนตัวเล็กเปลี่ยนไปก็เท่านั้น




ทิฐิก็อาจจะใช่




เธอรู้สึกไม่ชอบพวกที่ชอบเบี่ยงแบน แต่พอมาเห็นลูกชายของเธอต่อต้านเรื่องที่เธอทำแบบนี้มันทำให้เธอต้องนั่งคิดอย่างหนักมาเป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ แบคฮยอนก็ยังคงเป็นแบคฮยอนคนเดิม คุยเก่ง ร่าเริง มองโลกในแง่ดี ชอบช่วยเหลือคน ยังคงเป็นคนเดิมเสมอ

และ ณ วันนี้แบคฮยอนคนนั้นได้ช่วยชีวิตเธอ ทิฐิที่มีมาทั้งหมดก็คงจะพังทลายลงไป ไม่ใช่ทำใจที่ต้องยอมรับเพราะเขาช่วยชีวิตเธอไว้ แต่เพราะตอนนี้ทั้งหัวใจของเธอยอมรับเขาในฐานะคนรักของลูกชาย



 

 

หลังจากที่ผมลงจากรถมาเซฮุนก็ยังคงบ่นผมไม่เลิกตั้งแต่ตอนที่ผมขับรถมาแล้ว ก็รู้ไงว่าเป็นห่วง แต่ตอนนี้ผมเป็นห่วงแบคมากก็เลยเหยียบจนมิดจนไม่มองเลขไมล์เลย

“พี่ลู่รู้ป่ะว่าการที่พี่เหยียบซะมิดขนาดนั้นมันจะทำให้พวกเราตายก่อนพี่แบคอีกนะ บลาๆๆๆๆ” ซึ่งผมรู้สึกว่าเซฮุนเริ่มจะเหมือนม๊าผมอีกคนแล้วล่ะ =____=

ผมเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในตัวโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เวลาเย็นหน่อยๆคนเลยค่อนข้างจะพลุกพล่าน แต่ตามจริงโรงพยาบาลคนก็พลุกพล่านอยู่แล้วล่ะ -____- ผมเดินตรงไปยังเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อสอบถามว่าแบคอยู่ส่วนไหนของโรงพยาบาลนี้

“เอ่อขอโทษนะครับ ผมขอสอบถามหน่อยนะครับว่าคนไข้ที่ชื่อ บยอนแบคฮยอนที่ถูกรถชนเมื่อตอนบ่าย ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรอครับ”

“ค่ะ สักครู่นะคะ” เจ้าหน้าที่ตอบรับและก้มหน้าลงคีย์ข้อมูลลงเครื่องคอมพิวเตอร์ “ตอนนี้คนไข้ยังอยู่ในห้องผ่าตัดอยู่เลยนะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นตอบ

“แล้วห้องผ่าตัดอยู่ตรงไหนหรอครับ”

“อยู่ที่ตึกนี้ชั้น 4 ค่ะ”

“ขอบคุณมากครับ ไปเถอะเซฮุน” ผมพูดแล้วก็เดินตรงดิ่งไปยังลิฟต์ที่กำลังมีคนก้าวเข้าไป

“พี่ใจเย็นๆนะ พี่แบคเขาถึกจะตายไม่ตายง่ายๆหรอก” เมื่อพวกผมก้าวขาเข้ามาในลิฟต์ที่ตอนนี้ค่อนข้างมีคนอยู่เยอะพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลิฟต์เต็ม ผมก็เริ่มจะสั่นเพราะเป็นห่วงแบคมาก คือนับตั้งต่เวลาที่ถูกรถชนอะไรพวกนั้นผมคาดว่ามันน่าจะเกือบ 4 ชั่วโมงแล้วแต่ทำไมแบคยังอยู่ในห้องผ่าตัดถ้าอาการไม่หนักจริง

“คือคุณน้องโอเซครับ มาลองเป็นพี่บ้างไหมล่ะเพื่อนรักถูกรถชนขนาดนี้แล้วจะมานั่งนิ่งเฉยเย็นชาพี่ทำไม่ได้”

“ผมก็ไม่ได้ให้พี่เย็นชา แค่ผมจะบอกให้พี่นิ่งๆ ตั้งสติไว้ อย่าคิดอะไรไปเองถ้าไม่ได้เห็นกับตา เชื่อผมพี่แบคไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

“แต่

“นะ”

“อืมไปเถอะ” เมื่อถึงชั้นสี่แล้วผมสองคนก็เดินออกมาจากลิฟต์ เซฮุนก็เป็นห่วงแบคไม่น้อยไปกว่าผม แต่แค่เขาเก็บอามรมณ์ความรู้สึกไว้ เพราะถึงแม้จะแสดงออกไปก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีว่าตอนนี้แบคอาการเป็นยังไง

ผมเดินไปที่เคาท์เตอร์ของชั้นนี้เพื่อสอบถามว่าแบคอยู่ที่ห้องผ่าตัดห้องไหน

“เอ่อขอโทษนะครับ คนไข้บยอนแบคฮยอนที่ถูกรถชนอยู่ที่ห้องผ่าตัดห้องไหนหรอครับ”

“ค่ะ คนไข้ที่ถูกระชนมาอยู่ที่ผ้องผ่าตัด A เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

 

 

 

พอผมเดินมาถึงหน้าห้องผ่าตัดผมก็พบกับผู้หญิงคนนึงที่น่าจะอยู่ในวัยกลางคน เธอนั่งก้มหน้าเหมือนกับกำลังรอลุ้นอะไรอยู่ เมื่อเธอรู้สึกว่าพวกผมเดินใกล้เข้าไปเธอก็เงยหน้าขึ้นมาแต่ผมก็ยังคงไม่รู้จักอยู่ดี แต่ในห้องผ่าตัดนี้รองรับคนไข้ได้ทีละเคสไม่ใช่หรอ หรือเธอจะรู้จักกับแบค เอาเถอะทักเธอสักหน่อยก็แล้วกัน

“สวัสดีครับ”

“คะ?

“เอ่อ มารอแบคฮยอนหรอครับ” เออผมว่าผมสอบตกภาษาเกาหลีแล้วแหล่ะ ผมไม่รู้ว่าผมจะเรียงประโยคถูกหรือเปล่า ภาษาค่อนข้างแปลก =___=

“ค่ะ คุณคือ

“ผมชื่อลู่หานเป็นเพื่อนกับแบคฮยอนครับ คนที่ยืนข้างหลังผมชื่อเซฮุน แล้วคุณน้า” เอาตามตรงคุณน้าคนนี้ผมคุณหน้ามากเลยนะ

“ฉันชื่อเชวเชริน เป็นแม่ของชานยอลจ้ะ” เธอแนะนำตัวแล้วยิ้มให้ผม แต่แววตาก็ยังคงเศร้าเหมือนเดิม ยิ่งเธอหันหน้ามาผมแอบเห็นคราบน้ำตารอบๆบริเวณดวงตาคู่นั้น

“อ้าว คุณน้าเป็นแม่ของชานยอลหรอครับ ผมก็นึกว่าใครหน้าคุ้นๆ ชานยอลหน้าตาเหมือนคุณน้ามากเลยนะครับเนี่ย”

“หรอจ้ะ แล้วลู่หานกับเซฮุนมาหาแบคฮยอนหรอจ้ะ”

“ครับ อาการเค้าเป็นยังไงบ้างครับ”

“แบคเข้าห้องผ่าตัดไป 3 ชั่วโมงกว่าแล้วจ้ะ คุณหมอยังไม่ได้ออกมาเลย”

“หวังว่าจะไม่เป็นอะไรนะ” เซฮุนพูดขึ้นเบาๆ เขาคงจะเป็นห่วงแบคจริงๆน่ะแหล่ะ

“น้าผิดเอง” หลังจากบริเวณนั้นเงียบไปได้ซักพักคุณแม่ของชานยอลก็พูดขึ้นเบาๆ เหมือนกำลังพึมพำมากกว่า

?” ผมกับเซฮุนหันไปมองต้นเสียงเพื่อฟังคำตอบ

“ถ้าหน้าดูรถดีๆ แบคจะได้ไม่ต้องมาช่วยน้า จะได้ไม่ต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้”

“คุณน้าไม่ใช่ความผิดของใครหรอกครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่ใครบางคนลิขิตมาแล้วว่าจะต้องพบเจอ เหมือนเป็นกรรมเก่า ถ้าไม่พบเจอวันนี้วันต่อๆไปก็ต้องเจอเป็นธรรมดา” ผมพูดแล้วก็ปลอบประโลม


 

 

แอ๊ด เสียงเปิดประตูของห้องผ่าตัด คุณหมอที่ใส่เดินออกมาด้วยชุดผ่าตัดสีเขียว ใบหน้าเปื้อนเหงื่อชุ่มไปหมด เดินนำออกมาและตามด้วยนางพยาบาลอีกหนึ่งคน

“คุณหมอคะ คนไข้เป็นยังไงบ้าง” หญิงวัยกลางคนวิ่งเข้าไปหาหมอเพื่อสอบถามอาการของคนไข้

“ครับ ตอนนี้คนไข้อยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างอันตราย เพราะบริเวณศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง มีเลือดคลั่งอยู่เล็กน้อย หมอต้องขอดูอาการอย่างใกล้ชิดโดยให้เขาอยู่ในห้องไอซียูไปก่อนครับ”

“ค่ะ” แม่ของชานยอลมองไปทางประตูอย่างเลือนลอย

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวก่อนนะครับ”

“พวกเราเข้าไปเยี่ยมได้ไหมครับ” เซฮุนถามหมอขึ้นมาก่อนที่หมอจะเดินจากไป

“ตอนนี้ยังคงไม่ได้ครับ เพราะอาการคนไข้ค่อนข้างหนักถ้าเข้าไปคนไข้อาจจะติดเชื้อได้ครับ”

“อ๋อครับ ขอบคุณครับ”

“ครับ” แล้วหมอก็เดินจากไป

 

 

 


 

“คุณน้าดูจะเป็นห่วงแบคฮยอนเขามากเลยนะครับ” ผมถามคุณน้าเขาระหว่างทางที่ผมขับรถไปส่งคุณน้าเขาที่บ้าน

“จ้ะ ก็แบคเป็นเพื่อนสนิทชานยอลนี่นา”

“นั่นสินะครับ ผมนี่ก็ถามอะไรไม่รู้ ฮ่าๆ”

“อ๊ะ ตรงหน้านั้นบ้านน้าเอง ลงไปดื่มน้ำดื่มท่าก่อนไหมล่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมกะว่าจะกลับบ้านเลยนี่ก็ดึกแล้ว”

“จ้ะ ขอบคุณที่มาส่งนะ ขับรถดีๆล่ะ”

“ครับ” แล้วผมก็ขับรถออกมา

“ทำไมน้าเขาดูอ้ำอึ้งจังเวลาที่บอกว่าพี่แบคเป็นอะไรกับพี่ชานยอล” นั่นไงนักสังเกตโอเซฮุนได้แผลงฤทธิ์ ช่างสังเกตไปซะทุกอย่าง แต่เอาตามตรงผมก็ส่งสัยจริงๆอ่ะแหล่ะ มันดูแปลกๆ

“นั่นสิ ถ้าเป็นเพื่อก็พูดตรงๆได้เลย แต่เมื่อพูดออกมาแล้วคุณน้าก็ดูเหมือนจะพูดอะไรอีกสักอย่าง แล้วก็ไม่พูด”

 


 

 

“พี่” หลังจากที่ผมและพี่ลู่กลับมาถึงคอนโดผมก็ได้วางแผนการใหม่ขึ้นสดๆ เพราะแผนเก่าต้องล่มไปเพราะมีเรื่องพี่แบคเกิดขึ้น ทุกอย่างเลยผิดแผนไปหมด แต่เอาใหม่ๆ

อยากรู้ป่ะว่าผมจะทำอะไร?

วันนี้ผมนะบอกรักพี่เขาแหล่ะ

แต่เอาตามจริงพี่เขาก็น่าจะรู้อยู่แล้วแหล่ะว่าผมชอบ เพราะทุกการกระทำของผมมันบ่งบอกอยู่ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมจะทำให้มันเป็นพิธีการอย่างถูกต้อง (ว่าแต่ใครเป็นคนกำหนดฟระ) แล้วก็ขอแต่งงาน เฮ้ย! ล้อเล่นขอเป็นแฟนก่อนสิ -.-

ทำไมผมถึงไม่เลื่อนออกไป เพราะวันนี้พี่ลู่คงช็อกกับอาการพี่แบคพอสมควร แต่ผมกลัวน่ะสิว่าถ้าช้ากว่านี้จะมีหมาคาบไป หลังจากที่โรงพยาบาลพี่ลู่กับแฟนของเขาก็ไปมาหาสู่กันบ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรมากดูจะห่างๆกันไปเรื่อยๆด้วยซ้ำ ฉะนั้นผมจะถือว่าพี่ลู่โสด ความสัมพันธ์ของคนสองคนนั้นถือว่าไม่มีอะไรต่อกัน

แผนของผมมันเป็นแผนที่เลิศมาก

มันคือการบอกตรงๆไปแม่มเลย =___=

เจ๋งป่ะล่ะ แผนสดไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน พูดทุกอย่างที่รู้สึกไปเลย จริงใจสุดๆ

“มีอะไร - -“ พี่เขาหันมาทำหน้าเนือยๆใส่ผม

“พี่รู้ป่ะว่ามันคนๆหนึ่งกำลังแอบมองพี่จากสถานที่ไม่ไกลนัก มีผู้ชายหน้าหล่อๆที่คอยอยู่กับพี่ตลอดเวลา พยายามใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์แบบพี่ หัดดูบอลหลังจากที่ไม่เคยดูมาก่อน ผู้ชายคนนั้นตกหลุมรักพี่ตั้งแต่แรกเห็น ยอมพี่ทุกๆอย่างทั้งๆที่ไม่อยากก็ยอม อยากอยู่กับพี่ตลอดเวลา ได้จูบกับพี่ในวันแรกที่รู้จักกัน พี่รู้ป่ะว่าริมฝีปากพี่ตอนนั้นโคตรหวานเลย ผู้ชายคนนั้นพยายามตามติดพี่ตลอดเวลา พยายามตื้อเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดพี่ เอาเหอะผมเฉลยเลยผู้ชายคนนั้นคือผม” เอาตามตรงพูดสดๆแบบไร้สคลิป แม่งดูไม่ซึ้งวุดๆ -.- มันเหมือนพูดวกไปวนมา

“แล้วความรู้สึกที่ผมมีผมอยากจะบอกว่าผม

 





 


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น

  1. #17 Akanishi Bluecat (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กันยายน 2556 / 16:54
    แบค อย่าเปนไรนะ  รีบตาม ยอลมาด่วนเลย  แบคต้องการยอลที่สุดนะตอนเนี้ย 

    เน่ แกจะบอก รักพี่ลู่ หรอ  เตรียมใจไว้ด้วยนะ เพราะตอนนี้ พี่ เค้า มีซัมติง กะ พี่คริส ยุนะ  
    #17
    0