waiting to be married... เจ้าสาวพันราตรี

ตอนที่ 3 : เจ้าสาวพันราตรี - บทที่ 1 พบเจอ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ค. 59




บทที่ 1

พบเจอ


            ธนภัทร หรือเฮียภัทรที่น้องสาวตัวแสบทั้งสองเรียกเขาเช่นนั้น ธนภัทรที่เพิ่งจะสะสางงานที่บริษัทซอฟแวร์ในอินเดียให้เสร็จเรียบร้อยก่อนขอลาออก แล้วบินกลับมาทำงานในบริษัทซอฟแวร์ที่ตระกูลของเขาก่อตั้งขึ้น เป็นบริษัทซอฟแวร์ครบวงจรและมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ผู้คนใช้กันอยู่ทั่วไป พร้อมกับเกมออนไลน์และเกมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ติดตลาดเนิ่นนาน

            [เจ้าภัทรตอนนี้อยู่ไหนแล้ว] เสียงนุ่มทุ้มของผู้เป็นพ่อดังขึ้น ณ ปลายสายทันทีหลังจากธนภัทรกดรับสาย

            “ผมอยู่สนามบินแล้วครับพ่อ สักไม่น่าเกิน 2 ชั่วโมงจะขึ้นเครื่องแล้วครับ” ธนภัทรตอบขณะในมืออีกข้างถือลาเต้เย็นเอ็กตร้าวิปของโปรดของตนอยู่

            [อืมงั้นหรอ งั้นเดี๋ยวพ่อจะส่งคนไปรับที่สนามบินนะ พ่อต้องไปงานเลี้ยงตอนเย็น อาจจะไปรับไม่ได้]

            “ได้เลยพ่อ ตามนั้นเลย พ่อจะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่าครับ” เขาว่าพลางดูดเครื่องดื่มแก้วโปรดของตัวเอง ที่ลักษณะภายนอกแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะชอบเครื่องดื่มลักษณะนี้

            [ไม่แล้วล่ะ เอ้อพ่อไปทำงานต่อล่ะ ถึงแล้วก็โทรบอกแม่เขาด้วยนะ ตอนนี้ไปคลุกอยู่กับคุณหญิงมล ยังไม่กลับเลย]

            “รับทราบครับ”

            [เดินทางปลอดภัยนะ]

            “ได้เลยครับผม”

           


            เมื่อพิรญาณ์เดินทางมาถึงบ้านก็เกิดอารมณ์เคืองสุดๆที่โดนหลอกให้กลับบ้าน หากพูดกันตามตรง ว่าหลอกก็ไม่เชิงหลอก แค่ไม่ยอมพูดให้หมดเท่านั้นเอง โดยเฉพาะเหตุผลหลักใหญ่ใจความด้วยแล้ว จ้ะเคทโกรธค่ะท่านหญิงแม่!

            “อะไรกันพี่เคททำไมทำหน้ายังกับหมากินนมบูด” เจ้าคิงลูกคนเล็กสุดๆของครอบครัว สาเหตุที่ทำให้เธอลากสังขารการอยู่เวรเมื่อคืนให้มาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้าโดยที่ยังไม่ได้พักงีบแม้แต่น้อย

            “เงียบไปเลย ที่แม่พูดเมื่อวันก่อนนี่คือแค่ผลพลอยได้ใช่ไหม” พี่สาวคนเดียวของพีรธัชถามด้วยเสียงเย็นๆขึ้น

            “โธ่พี่เคท พี่ก็ว่าไปนั่น เหตุผลหลักเหตุผลรองอะไรล่ะพี่ มันก็สำคัญพอๆกันแหล่ะคร้าบบบบ”

            “ไม่ต้องเลยนะแก ฉันขึ้นห้องล่ะ!” พิรญาณ์เดินขึ้นห้องไปด้วยอารมณ์ครุกกรุ่น

“พี่เคทแต่งตัวด้วยนะ ตอนเที่ยงเราจะออกไปกินข้าวข้างนอก” พีรธัชตะโกนบอกพี่สาวที่เดินตึงตังขึ้นบันได เธอโกรธอะไรล่ะหรอ? ขอย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีก่อนตอนที่เธอเพิ่งขับรถมาถึงบ้านในยามเช้า

 



            มาแต่เช้าเลยนะลูกพิชัย หรือป๊าของเด็กแสบ 4 คน ถามขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวจอดรถในโรงรถ ขณะที่ตนเองกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่

            ค่ะ ก็วันนี้จะฉลองเจ้าคิงที่สอบติดนี่คะ เผื่อเคทจะได้ทำเค้กเป็นของขวัญคิงมันด้วยหญิงสาวพูดขณะปิดรถแล้วเดินมาสวัสดีผู้เป็นบิดา

            ‘จะทำทำไมลูก เค้กน่ะ เราไปกินข้าวนอกบ้านกันพิชัยรับไหว้ลูกสาวก่อนที่จะลดมือไปปิดสายยาง แล้วพาลูกสาวเข้าไปในบ้าน

            ‘อ้าว เห็นมี้พูด เคทก็นึกว่าจะจัดงานที่บ้านพิรญาณ์ออกอาการสับสนเล็กน้อย เพราะถ้าออกไปทานข้าวนอกบ้าน มี้ของเธอจะต้องบอกสักหน่อย เพราะบ้านเธอนั้นไม่ค่อยได้ไปหาอะไรทานนอกบ้านสักเท่าไหร่ มีแต่มี้ที่มักจะลงครัวทำกับข้าวให้ทุกคนในโอกาสพิเศษๆ

            ‘งั้นหรอ แต่มี้เขานัดเพื่อนไว้ด้วยนะพิชัยนึกถึงเมื่อ 3 วันก่อนตอนที่คุณหญิงเมธินีมาที่บ้าน ทำขนมไทยกับภรรยาของตนเพื่อนำไปถวายวัด ต่างคุยกันนู่นนี่นั่นตามภาษาผู้หญิงวัยกลางคน จนเขาก็ไปสะดุดกับเรื่องหนึ่งที่ทั้งสองคุยกันว่าไหนๆเจ้าคิงก็สอบติดตามคณะที่หวังไว้แล้ว ก็อยากจะจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กน้อย ซึ่งประจวบเหมาะกับลูกชายคนโตของคุณหญิงเมธินีกลับมาจากต่างประเทศพอดี ทั้งสองจึงคิดอยากให้เด็กหนุ่มสาวได้พบปะกัน

            ‘นัดเพื่อนหรอคะ? มี้ก็ไม่เห็นบอกอะไรหนูเลยพิรญาณ์ว่าพลางวางของลงข้างกายและนั่งลงบนเก้าอี้รับแขก

            ป๊าก็ไม่รู้อะไรหรอกนะ เห็นคุยๆว่าจะอยากให้เจอลูกชายเขาเจอลูกชาย? พิรญาณ์ฟังเช่นนั้นก็พอเดาเหตุการณ์ออกเล็กน้อยแล้ว

            พิราญาณ์อายุ 31 ปี ใช่แล้วเข้าเลข 3 แล้วล่ะ คนเป็นแม่ก็คะยั้นคะยออยากให้แต่งงานไปสักที ก็จะให้เคทแต่งได้ยังไงล่ะคะ งานรัดตัวจนแทบไม่มีเวลานอน จะเอาเวลาไหนไปหาแฟน แต่คุณมี้สุดแสนประเสริฐ ก็แนะนำผู้ชายให้เธอรู้จักเสมอๆ แต่มักจะเป็นการส่งรูปให้ดูเฉยๆ แต่ครั้งนี้ถึงกับนัดเลยหรอ พิรญาณ์อยากครายอิ้งงงงง

            โห ป๊า นี่สมัยไหนแล้วเนี่ย โอ้ย! เคทขอไปหามี้ก่อนนะคะหลังจากถามไถ่จากคนเป็นพ่อก็พอทราบว่า คุณมี้ของตนอยู่ที่ไหน จึงตรงไปถามไถ่เพื่อความกระจ่างจะได้เตรียมใจให้พร้อม

 



            ร่างบางเดินตรงไปยังห้องครัว ที่เป็นที่ประจำที่คนเป็นแม่มักอยู่ที่นั่น เท้าเล็กก้าวฉับไปยังห้องครัวแห่งเดียวของบ้าน แม้เจ้าตัวจะยังก้าวไปไม่ถึง แต่กลิ่นแกงเขียวหวานหอมหวนก็ลอยมาแต่ไกล

            มี้ มี้จะหาแฟนให้เคทหรอ!’ พิรญาณ์เดินเข้าไปหามารดาที่กำลังปรุงรสแกงเขียวหวานอยู่ หญิงวัยกลางคนเงยหน้ามองลูกสาวเพียงคนเดียว ที่ทำหน้าบูดเป็นตูดหมึกเดินมาหาตน

            ใครบอก?’ คนเป็นแม่วางช้อนแกงลงแล้วมองไปยังลูกสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม

            ป๊าไง บอกว่าวันนี้จะออกไปกินข้าวข้างนอกกับเพื่อนมี๊อ่ะ

            ‘ป๊านี่ใช้ไม่ได้เลย ไปฟังยังไงมาเนี่ยคุณหญิงมลฤดีเดินมาหาลูกสาวที่อยู่อีกฝั่งแล้วโอบไหล่

            ‘ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จริงใช่ไหมคะคนเป็นลูกสาวยิ้มดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น แกมโล่งใจ แหมป๊าเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยเลย ไม่ยอมฟังอะไรให้เข้าใจก่อน

            ‘ใช่น่ะสิเมื่อพิรญาณ์ได้ยินเช่นนั้นก็กระโดดกอดคุณมี้ ไม่จริงนะตรงที่บอกว่าจะหา แฟน ให้น่ะ จะหา เจ้าบ่าว ให้ต่างหากคุณมี้กอดลูกสาวแล้วลูบหลังอย่างดีใจ


            เดี๋ยวนะ


            ไม่ได้จะหาแฟนให้


แต่….



            หาเจ้าบ่าว ต่างหาก

            มี้!!! เคทงอนแล้วพิรญาณ์ผละออกจากอ้อมกอดก่อนเดินตึงตังออกไปจากห้องครัว ทิ้งให้คนเป็นแม่ยืนขำกับกิริยาดังกล่าว ก่อนที่จะตะโกนไล่หลังไปว่า ยัยเคท แล้วข้าวเช้าไม่หิวหรือไงกัน

            ‘เคทไม่หิวเสียงของพิรญาณ์ตะโกนตอบมารดามาทั้งๆที่ร่างกายจะเดินไปปะทะกับน้องชายที่ยืนงงอยู่ตรงบันไดแล้ว

 




            มี้นะมี้ ทีไอ้พี่ชายตัวดี 2 คนไม่เห็นจะบังคับเลย พี่คนโตกำลังจะเฉียด 40 อยู่รอมร่อเพราะความบ้างาน เพิ่งได้ปิ้งปั๊งพี่สะใภ้เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วจนแต่งงานน่ะ แต่นี่อะไร เธอเพิ่งจะเลข 3 มา 2 ปีเองนะ ไม่เหี่ยวตายหรอกน่า แล้วพี่ชายคนรองนี่ปาไป 35 แล้ว ยังเจ้าชู้ไม่เลิก หาตัวจริงไม่ได้สักที พิรชัชควรเป็นคนที่มี้ควรหาคู่ให้มากที่สุดนะ เฮ้ออออ

            ขอนอนงีบสักหน่อยเถอะ สัก 2 ชั่วโมงค่อยตื่นมาแต่งตัวก็ทัน ว่าแล้วร่างบางก็ไถลตัวลงที่นอน

            ในห้วงความฝันครั้งนี้แม้จะสั้น แต่ลำนำที่ขับกล่อมเธอทุกคืนยังดังชัดแว่วดั่งเคย แต่คราวนี้ ทำไมเธอกลับรู้สึกร่วมด้วยกับเนื้อความนั้นนะ มันไม่สามารถอธิบายได้ว่ารู้สึกเช่นไร แต่เธอรู้สึกโหวงๆ หน่วงๆ เพียงเท่านั้น

            รู้สึกหรอ



            แม้ว่าท้องทิวาจะเปลี่ยนผ่าน



            เปลี่ยนผ่าน? อะไรที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงหรอ?

            พิรญาณ์เคยถามกลอนบทนี้กับเพื่อนๆของเธอ ก็ได้ตอบกลับมาแค่ว่า แกอ่านนิยายมากไปคือว่านิยายอะไร ฉันไม่เคยอ่านนิยายเลยนะ ถึงจะอ่านก็อ่านพวกสยองขวัญ ดับจิตแนวนั้น แล้วนิยายพวกนั้นจะมีลำนำนี้ได้ยังไงล่ะ

            ตอนเด็กอาจจะมีคนกล่าวอะไรกับเธอจนฝังใจก็ได้

            คงจะเป็นเช่นนั้นแหล่ะนะ

 





            “เคท! ยัยเคท! มี้ให้มาตาม! อย่าบอกนะว่านอนน่ะ ยัยเคททททท” เสียงทุ้มต่ำที่แค่ได้ยินคำแรกก็รู้แล้วว่าคนที่ตะโกนและเคาะประตูห้องเธออยู่นั้นคือพี่ชายคนรองของบ้านอย่างพี่เคนน่ะ

            เสียงตะโกนตอนแรกก็ปกติเธอก็ได้แต่แต่งหน้าไปเรื่อยๆ แต่ไปๆมาๆเริ่มมีเจ้าคิงผสมด้วยจนหญิงสาวของบ้านจึงรู้สึกรำคาญ จำต้องวางอายไลน์เนอร์ที่กำลังวาดขอบตาอยู่นั้นวางลง แล้วเดินไปเปิดประตู การตะโกนมากๆทำให้เธอเจ็บคอและปวดหัว

            “จะตะโกนทำไมนักหนา เคทรำคาญ เที่ยงก็เที่ยงสิคะ เคทไม่สายหรอก นี่เพิ่ง 11 โมงครึ่งเองนะ” พิรญาณ์เปิดประตูพร้อมตะโกนบอกพี่ชายและน้องชายของตนที่กำลังจะเคาะประตูอีก

            “ก็แกไม่ตอบอ่ะ แต่งตัวเสร็จแล้วก็ลงไปได้แล้ว ไปก่อนเวลาไม่ตายหรอกมั้ง” พี่เคนเดินออกไปพร้อมกับเจ้าคิง ทำให้คนมองตามได้แต่สงสัย นี่ก็ไม่ใช่วันหยุดนะ คนงานรัดตัวอย่างพิรชัชจะไม่ทำงาน แถมยังแต่งตัวจัดเต็มอีก มันน่าสงสัยจริงๆ

           





            ตระกูลเปรมศิริวิวัฒน์เดินทางมาถึงภัตราคารอาหารไทยที่คุณหญิงทั้งสองได้นัดกันไว้ก่อนหน้า เมื่อเดินเข้าไปในภายในร้านก็พบว่าตระกูลลักษณาไพศาลที่นั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว

            “สวัสดีค่ะคุณวันเฉลิม และเมด้วย มาถึงกันนานหรือยังคะเนี่ย” คุณหญิงมลฤดีเดินไปนั่งตรงข้ามคุณหญิงเมธินีที่นั่งอยู่กลางโต๊ะ ส่วนวันเฉลิมและพิชัยนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะคนละข้าง พิรญาณ์ถูกมารดาของตนเรียกให้ไปนั่งข้างกาย ส่วนลูกชายทั้งสองก็เลือกนั่งที่เก้าอีกที่ยังว่างอยู่

            “เอาล่ะเนอะมาครบกันแล้ว สั่งอาหารกันดีกว่า เด็กๆคงจะหิวกันแล้ว” เสียงวันเฉลิมดังขึ้นก่อนจะเรียกบริกรนำเมนูมาให้

            “เลือกกันให้เต็มที่เลยนะ ถือเป็นการเลี้ยงฉลองเจ้าคิงสอบติดด้วย” มลฤดีบอก พลางใช้สายตาสื่อสารกับเมธินีที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม ทำให้พิรญาณ์เกิดความสงสัยเข้าไปใหญ่ สายตาก็พลางหันไปสบกับดวงตาเรียวคม นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นของที่นั่งตรงข้ามกับเธอมันช่างหน้าหลงไหลจนยากที่จะถอนสายตาออกไปได้

            “อ่ะแฮ่ม เอาแค่นี้ก่อนเนอะ” มลฤดีเผลอกระแอมไอขึ้นก่อนส่งเมนูคืนไปให้บริกร

            “นั่นสิ” เมธินีก็ยื่นเมนูคืนบริกรไปบ้าง “แล้วตอนนี้หนูเคททำงานเป็นยังไงบ้างจ้ะ” คนเป็นแม่ของฝั่งตระกูล ลักษณาไพศาล หรือหญิงเหล็กแห่งอาณาจักรเทคโนโลยีกล่าวขึ้น พร้อมส่งยิ้มหวาน

            “ก็ยุ่งนิดหน่อยน่ะค่ะ แต่ก็ยุ่งเป็นปกติอยู่แล้วค่ะ” เคทพูดพลางยิ้มอย่างเขินอาย บ้าจริงเธอคุยอยู่กับคุณหญิงนะ แต่ทำไมดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่เธอจนเธอรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกล่ะ ทั้งฝ่ามือทั้งแข้งขาก็เริ่มอยู่ไม่สุข พลางบีบเข้าหากัน แต่จะเป็นไปได้หรอว่ามารดาของตนจะไม่รู้ตัว

            “งั้นหรอ เนี่ยเจ้าภัทรก็เพิ่งกลับจากอินเดีย พรุ่งนี้จะเข้าไปดูงานที่บริษัทแล้ว สักเดือนสองเดือนจะปล่อยให้ลองเข้าไปดูแผนกซอฟแวร์เต็มตัวล่ะ” เมธินีกล่าวพลางมองไปที่ลูกชายตน พร้อมกับเหล่มองพิรญาณ์ มองมาที่เจ้าภัทรสิหนูเคท มองเยอะๆเลย

            “จะว่าไปภัทรนี่แก่กว่าหรือเด็กกว่ายัยเคทล่ะเนี่ย” พิชัยกล่าวขึ้นพลางมองที่เด็กทั้งสอง

            “ให้ผมเดา ตาภัทรน่าจะแก่กว่าหนูเคทนะ” วันเฉลิมกล่าว ตัวเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะคุณภรรยาไม่เคยบอกอะไรกับเขาเลย ได้แค่บอกว่าหนูเคทอย่างนู้น หนูเคทอย่างนี้

            “หนูเคทแก่กว่าตาภัทร 1 ปีค่ะ” เมธินีกล่าวกับทุกคน “ตาภัทรดูแก่กว่าหรอเนี่ย ฮ่าๆ ลูกนี่เครียดกับงานเยอะไปนะเนี่ย” มารดาของธนภัทรยิ้มขำ พร้อมลูบหัวลูกชายข้างๆ ก่อนจะหันไปถามลูกชายคนรองของเปรมศิริวิวัฒน์ ที่กำลังมองหญิงสาวตรงข้ามของตนอย่างเขินอาย “แล้วเคนล่ะทำงานเป็นยังไงบ้าง”

            “ผมหรอครับ” พิรชัชหลุดจากภวังค์ แล้วหันไปหาเจ้าของคำถาม “ก็เรื่อยๆนะครับ ตอนนี้มีงานรีสอร์ทเพิ่งเข้ามาด้วย ผมเลยลงมือทำเองเลยครับ” พิรชัชพรีเซนต์ตัวเองสุดตัวพร้อมยิ้มหวาน ชนิดที่ว่าถ้าใครได้เห็นคงละลาย แต่หญิงสาวตรงข้ามกลับนั่งนิ่งแล้วตั้งใจฟังปกติ

            เธอช่างมีภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งนักพิรญาณ์คิดในใจ

            แต่เอ๊ะพี่เคนทำอย่างนี้ หรือว่า พิรชัชจะชอบหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามนะ ถ้าให้เดา เธอคนนี้ต้องเป็นน้องสาวของธนภัทรแน่ๆ ดวงตาเหมือนกันอย่างกับแกะ ยกเว้นริมฝีปากรูปกระจับน่ารักนั่นซึ่งตรงข้ามกับพี่ชายที่ริมฝีปากบางเรียบ

            “ดีจังนะ นี่อยากให้เคนออกแบบตึกใหม่ให้อาหน่อย อาจะสร้างตึกสำนักงานแยกออกไปน่ะ” เจ้าพ่อแห่งวงการไอทีกล่าวขึ้น

            “ได้เลยครับ ถ้าอย่างนั้นขอคุยรายละเอียดกันอีกทีนะครับ”

            “ได้ๆ ให้เคนทำรีสอร์ทให้เสร็จก่อนก็ได้ อาไม่รีบ แต่ขอจองตัวไว้ก่อน” วันเฉลิมกล่าว

            “พอค่ะหนุ่มๆเลิกคุยเรื่องงานบนโต๊ะอาหารนะคะ” มลฤดีกล่าวพลางมองไปเห็นบริกรที่เริ่มทยอยยกอาหารมาเสิร์ฟ “นั่นไง อาหารมาแล้ว ทานข้าวก่อนดีกว่าค่ะ”


            และแล้วทั้งสองครอบครัวก็รับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พลางถามไถ่ชีวิตกันไป น้องสาวทั้งสองของธรภัทรคือ ธนภรณ์ หรือ พร และ ธนิษฐา หรือ ฐา ลูกสาวคนโตที่นั่งตรงข้ามกับพิรชัชนั้นคือ ธนภรณ์ ที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนานาชาติชื่อดังด้านการบริหาร เธอจึงจะมาเป็นกำลังสำคัญด้านการบริหารบริษัท ส่วนลูกสาวของเล็กอย่างธนิษฐา ขณะนี้กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังจะหันไปเรียนดีไซเนอร์อย่างที่ตัวเองชอบ แต่จะเรียนด้านการตลาดควบไปเผื่อวันข้างหน้าจะได้ช่วยครอบครัวได้บ้าง

            พิรญาณ์เห็นเช่นนี้ก็น่าภูมิใจแทนที่แต่ละคนต่างมีความฝันที่จะสานต่อบริษัทของครอบครัว เธอนี่แลแปลกแยกอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอไม่ได้ทำงานเกี่ยวอะไรกับบริษัทครอบครัวเลย พูดอย่างจริงจังคือแทบไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในสายงานนั้นแม้แต่นิดเดียว

            “นี่เพิ่งบ่ายๆเองเนอะ ภัทรชวนหนูเคทออกไปเดินเล่นสิ ไหนๆก็ได้หยุดงานแล้ว ออกไปพักผ่อนสักหน่อยก็ดี ร้านนี้มีพื้นที่กว้างขวาง วิวด้านนอกก็ดีด้วย” เมธินีบอกลูกชายที่นั่งข้างๆ ก่อนที่พิรญาณ์จะลุกขึ้นเดินตามธนภัทรออกไป  เมธินีจึงหันไปกล่าวกับมลฤดีที่นั่งตรงข้าม “เดี๋ยวยัยพรจะกลับไปเรียนบ่ายน่ะค่ะ” ทำไมเธอจะไม่รู้ใจกันว่าเพื่อนตรงหน้าเธอคิดอะไรอยู่

            “งั้นเดี๋ยวพ่อไปส่งลูกดีกว่า” วันเฉลิมกล่าวขึ้น แต่ก็โดนภรรยาขัดไว้

            “วันนี้หนูนั่งแท็กซี่ได้ไหมลูก พ่อแม่มีเรื่องจะคุยกับพ่อแม่พี่เคทเขาน่ะลูก”

            “งั้นเดี๋ยวผมไปส่งน้องพรให้ก็ได้ครับ” พิรชัยเสนอขึ้น

            “เอางั้นก็ดีนะ” มลฤดีกล่าวกับลูกชาย

            “งั้นผมไปด้วยนะพี่” คิงพูดกับพี่ชาย ทำให้พี่ชายคนรองของบ้านส่งสายตาอาฆาต แต่คนเป็นน้องก็ซื่อจนไม่รู้ว่าสายตานั้นหมายถึงอะไร

            “ไปกันหมดเลย ถ้าอย่างนั้นน้าขอรบกวนคิงอีกอย่างได้ไหม? ไปส่งยัยฐาไปเรียนพิเศษให้ที ไม่ไกลหรอก” เมธินีกล่าวพลางนึกออกว่าวันนี้ลูกสาวคนเล็กมีเรียนพิเศษตอนช่วงปิดเทอมเช่นนี้

            “ดะได้เลยครับ” เคนกำลังอึ้ง ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ได้รู้จักแล้ว เดี๋ยววันหน้าก็เจอกันอีกน่า “ไปกันเถอะเด็กๆ” เคนกล่าวพร้อมเดินนำทุกคนไปที่รถ ทิ้งไว้เพียงผู้ใหญ่ 4 คนที่เคลื่อนที่มานั่งรวมกันพลางปรึกษาสิ่งที่เตรียมไว้

           



            ในอีกด้าน ขณะที่พิรญาณ์และธนภัทรเดินออกมานอกร้าน เพื่อเดินไปยังทางเชื่อมที่นำไปสู่อีกร้านเล็กๆที่เป็นของภัตราคาร แต่จะขายพวกเครื่องดื่มและขนมหวาน

            “พี่เคทจะทานอะไรไหมครับ” ธนภัทรกล่าวขึ้นขณะเดินอยู่บนทางเชื่อม

            โห เรียกพี่ นี่เลยดูแกหงำเหงือกเลยนะ ห่างกันแค่ปีเดียวเอง

            “อิ่มแล้วน่ะ แต่อยากกินเค้ก ภัทรอยากเข้าไปไหมล่ะ” คนที่แก่กว่ามองชายหนุ่มข้างกายที่สูงนำเธอไปหลายสิบเซนต์ ตอนนี้พิรญาณ์น่าจะสูงไม่ถึงไหล่เขาเลยด้วยซ้ำ

            “ห้ะ? พี่อิ่มแล้ว แต่ยังจะกินเค้กอีกเนี่ยนะ ฮ่าๆก็ได้ครับๆ งั้นผมจะไปดื่มเครื่องดื่มเป็นเพื่อนพี่ก็แล้วกัน” ธนภัทรหัวเราะก่อนเดินเข้าไปในร้าน เขาก็เห็นผู้หญิงกินเค้กปกติอ่านะ แต่การที่เพิ่งยัดข้าวลงท้องแล้วตามด้วยเค้ก เอ่ออีกสองชิ้นนั้น เขาคิดว่าเธอตรงหน้านี้ช่างแปลก


            เธอมีสองกระเพาะหรือไงนะ กระเพาะอาหาร กับ กระเพาะของหวาน


            “ทำไมมองอย่างนั้นล่ะ” พิรญาณ์รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาที่เธอ ถึงเธอจะแก่กว่า แต่ใช่ว่าจะเขินไม่เป็นนะ

            หลังจากที่พิรญาณ์สั่งเค้กสองชิ้น ทั้งสตอรเบอรี่ชีสเค้ก กับเครปเค้ก คนตรงหน้าที่ถือโกโก้เย็นอยู่นั้นก็มองเธออย่างตกใจ ทำไมกัน ไม่เคยเห็นคนกินเค้กหรอ

            “นับถือพี่เลย พี่จะกินหมดหรอ”

            “หมดสิ จิ๊บๆ” พิรญาณ์พูดก่อนตักชีสเค้กตรงหน้าเข้าไป อื้อหือออนุ่มลิ้น ความเปรี้ยวหวานของซอสที่ราดอยู่ช่างตัดกันพอดี ทำให้ชีสเค้กไม่เลี่ยนเลย

            “โอเคครับๆ” ธนภัทรกล่าวพลางขำกับท่าทางของคนฝั่งตรงข้าม อย่างกับเด็กแหน่ะ แน่ใจนะว่าคนตรงหน้าแก่กว่าเขาน่ะ

            “เอ้อ นายรู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่พวกเรากำลังจะทำอะไรกันน่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นขณะเลื่อนจานเพื่อเปลี่ยนเป็นอีกจานหลังจากละเลียดชีสเค้กชิ้นนั้นหมดไป

            “เรื่องอะไรหรอครับ” ธนภัทรวางแก้วลงพลางมองหญิงสาวตรงหน้า ก็มีตั้งหลายเรื่องนี่นาที่พ่อแม่เขาคิดจะทำ

            “ก็เรื่องที่ให้เรามาเจอกันน่ะ” พิรญาณ์ว่าพลางยกมือเท้าคางก่อนมองออกไปยังตัวร้านที่อยู่ติดกัน เห็นพ่อแม่ของพวกเธอกำลังคุยกันอย่างสดใส ไม่ใช่คุยงานแน่ๆยัยเคทรับประกัน!

            “อ๋อ ก็ดูตัวไงครับ ไม่เห็นจะน่าสงสัยตรงไหนเลย” ก็เมธินีเป็นคนบอกเขาเมื่อวานที่เพิ่งมาถึงบ้าน

            “นายไม่คิดจะค้านอะไรเลยหรอ พ่อแม่นายคิดจะคลุมถุงชนกับใครก็ไม่รู้นะ”

            “ก็อึ้งนะครับตอนแรก แต่ก็รู้สึกเฉยๆมากกว่า”

            “นายยังไม่มีแฟนใช่ไหมเนี่ย”

            “ครับยังไม่มี แลดูพี่เคทจะเดือดร้อนนะครับ พี่มีแฟนแล้วหรอครับ?” คนเด็กกว่าจ้องไปที่ดวงตาของหญิงสาว

            “เปล่า มะไม่มีสักหน่อย”

            “ก็นั่นไง จะเดือดร้อนทำไมล่ะครับ” นั่นสิเธอจะเดือดร้อนทำไมกัน

            แต่เฮ้ย! นี่ชีวิตเธอนะจะถูกป๊ากับมี้มาจัดการได้ยังไงกัน แต่คนตรงหน้าเธอก็ไม่ได้เลวร้ายนะ เฮ้ย! รู้จักแค่ไม่กี่ชั่วโมงอย่าเอามาตัดสินนะ

            โอ้ย! ยัยเคท สติค่ะ สติ! ตื่นๆๆๆๆ

            “พี่ พี่ พี่เคท” ธนภัทรโบกมือไปมาด้านหน้าใบหน้าของพิรญาณ์หลังจากที่โดนเขาจ้องตาไปก็เหมือนหลุดเข้าภวังค์อะไรไป เหม่อลอยเชียว

            “หะ ห้ะ! พี่ว่าเราไปเดินข้างนอกไหม อยากสูดอากาศน่ะ”

            “นั่นไงพี่กินเค้กไม่หมดจริงๆด้วย” ธนภัทรชี้ไปที่เครปเค้กที่ถูกตักไปเพียงแค่ 1 คำ

            “หมดย่ะ งั้นก้อนนี้ห่อกลับบ้านก็แล้วกัน” พิรญาณ์เดินถือเค้กไปที่เคาเตอร์เพื่อให้เขาห่อกลับบ้าน พร้อมเตรียมหยิบเงินเพื่อจ่ายค่าอาหาร

            “นี่ครับ” แต่ก่อนที่จะหยิบเงินได้นั้น ก็มีมือใหญ่ยื่นเงินตัดหน้าไป “ผมจ่ายให้ครับ” ธนภัทรกล่าว รับเงินทอนจากพนักงาน

            “แต่พี่กินไปเยอะกว่านะ” พิรญาณ์ท้วง

            “แค่นี้เองครับ อ้อพี่จะกลับเลยไหม เห็นพ่อแม่ผมออกไปกันแล้ว น่าจะพาพ่อแม่พี่ไปที่บ้านด้วยน่ะครับ”

            “งั้นหรอ เดี๋ยวพี่กลับเลยก็ได้ขอบคุณสำหรับเค้กนะ” พิรญาณ์พูดพลางชูเค้กขึ้น เฮ้อนี่ก็บ่ายแล้ว กลับไปนอนสักงีบดีกว่า

            “ให้ผมไปส่งดีกว่า ไปกันครับ” ชายหนุ่มเดินนำหน้าออกไป

            “ตะแต่” พิรญาณ์กำลังจะท้วง แต่ชายหนุ่มเดินนำไปซะเร็ว ทำให้สองขาน้อยต้องวิ่งตามออกไป

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ” ธนภัทรหยุดจนทำให้คนที่วิ่งตามชนเข้าข้างหลังเขา ธนภัทรจึงหมุนตัวไปหาหญิงสาว ก้มตัวลงจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มทอประกาย 


               “ว่าที่เจ้าสาวของผม”


                ชายหนุ่มพูดแล้วก็ยิ้ม ก่อนที่จะหันหลังเดินไปยังรถของตนเอง

          



            แต่….


            “ระวังครับ!





            ปั้ง!

 

 

 

 

-----------------------------
เรื่องเต็มยังแต่งไม่จบ ขอมาลงตอนแรกออร์เดิฟก่อนล่ะกัน
อยากลงมาก ทนไม่ไหว 555

ปั้งนี่ ...เสียงอะไรหนอ 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น